บักเคนทะลุมิติ

นำเรื่อง


บักเคน ชาวนาอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี เคยตามญาติไปทำงานร้านอาหารที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อหลายปีก่อน หลังจากจากบ้านไปนานก็ชักคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงข้าวเหนียว ก้อยกะปอม เลยบอกญาติว่าจะขอกลับอุบลไปอยู่กับพ่อกับแม่ ไปทำไร่ทำนาตามบรรพบุรุษที่ทำนามาแต่ตั้งเดิม บักเคนใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมานานหลายปี สนใจในการเมืองในสหภาพยุโรป รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศสที่เป็น ต้นกำเนิดของการปฏิวัติโดยประชาชน การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม พอกลับมาถึงเมืองไทย บักเคนได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองไทยโดยตลอด
บ่ายวันที่ 22 พฤศจิกายน อากาศร้อนอบอ้าว เหมือนฝนจะตก บักเคนเกี่ยวข้าวอยู่ในนาคนเดียว รู้สึกเหนื่อยเลยไปพักใต้ต้นตาล ฟ้าสว่างพลันมืดคลึ้ม ทันใดนั้นฝนก็ตกอย่างหนัก เกิดฟ้าผ่า อย่างรุนแรงใส่ต้นตาลที่บักเคนนั่งอยู่ บักเคนถึงกับสลบ และหายวับไปเหลือแต่ต้นตาล เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา บักเคนมองไปรอบ ๆ งุนงงในภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่นาที่ตนนั่งพัก เมื่อยามบ่าย แต่เป็นไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา สายลมเย็นพัดเอื่อย ๆ ดอกแดฟโฟดิว สีเหลืองบานสะพรั่งอยู่ริมทาง
“มันที่ไหนกันหว่า เหมือนกับฝรั่งเศส ฝันไปหรือเปล่า เมื่อกี้ฟ้าผ่าต้นตาล รู้สึกว่าตนเองจะถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง หรือว่าตายแล้ว” บักเคนรำพึงกับตนเอง ลองกัดริมฝีปากดู ก็รู้สึกเจ็บ ก็รู้ว่าตนเอง ยังไม่ตาย
“อยู่ที่ไหนกันเนี่ย งงโว้ย สวรรค์ก็ไม่ใช่ เมื่อยังไม่ตาย บักเคนเหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว และเห็นชายคนหนึ่งเป็นฝรั่งกำลังเดิน ผ่านมา
บักเคนได้ถามฝรั่ง “หยุดก่อนท่าน มันที่ไหนกันครับ” ชายที่กำลังเดินมาก็หยุดและตอบบักเคน “ชานกรุงปารีส แล้วคุณเป็นใคร ถึงแต่งตัวแบบนี้ เป็นชาวอะไร”
บักเคน ได้กล่าวตอบ “ผมเป็นคนไทย”
ฝรั่งทำสีหน้างง และบอกว่าไม่รู้จักประเทศไทย “ประเทศไทยมันอยู่ที่ไหนในโลก ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
บักเคนนึกในใจ ฝรั่งคนนี้โง่วะ ประเทศไทยก็ไม่รู้จัก เลยตอบไป “ประเทศไทย หรือสยาม”
ฝรั่งร้องอ๋อ และตอบบักเคน “เคยได้ยินสยาม แต่ไม่เคยได้ยินประเทศไทย กษัตริย์เราได้มีไมตรีกับประเทศสยาม ท่านมาที่นี่ ได้อย่างไร ทำไมถึงพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ท่านเรียนภาษาฝรั่งเศสกับบาทหลวงที่เมืองสยามใช่ไหม” ฝรั่งรัวคำถามบักเคนหลายคำถาม
บักเคนก็เลยตอบไปว่า “เดี๋ยวจะเล่าเหตุการณ์ที่ตนเอง ถูกฟ้าผ่าขณะนั่งพักใต้ต้นตาลให้ฝรั่งฟัง
“โอ้พระเจ้า” ฝรั่งร้องอุทานทำสีหน้างุนงงท่านมาได้อย่างไร
บักเคนก็ถือโอกาสถามฝรั่ง “ที่นี่เป็นประเทศฝรั่งเศสทำไมบ้านเมืองมันโบราณจังไม่เห็นเหมือนฝรั่งเศสเลย”
ฝรั่งได้ตอบ “อ๋อ บ้านเมืองไม่โบราณนะก็เป็นอย่างงี้ตั้งแต่ ข้าเกิด ทำไมท่านถึงว่าโบราณลองเล่าเรื่องของท่านให้ฟังซิ ทำไมพูดภาษาฝรั่งเศสได้”
บักเคนได้ตอบ “ก็เคยมาอยู่ฝรั่งเศสมาขายลาบขายก้อย อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำแซนต์หลายปี แต่บ้านเมืองไม่เป็นอย่างงี้ตึกแถว เสาโทรศัพท์มือถือเรียงรายตามทุ่ง” แต่ที่นี่ไม่เห็นมีอะไร แปลกจัง
บักเคนเลยถาม ฝรั่ง “ท่านชื่ออะไร”
ฝรั่งได้ตอบ ข้าเหรอ ชื่อข้าเรียกเต็มก็ ชาลส์ ลูอี เดอ เชอกงดา ผู้เป็นบารงแห่งแบรดและมงเตสกิเออ หรือเรียกสั้นก็ให้เรียก มงเตสกิเออ”
บักเคนอุทานขึ้น “อะไรนะ ท่านชื่อมงเตสกิเออเหรอ กูท่า จะบ้าไปแล้วมั้ง” บักเคนรำพึงบักเคนเลยถามซ้ำ “ท่านชื่ออะไรนะ”
“มงเตสกิเออ” ทุกคนก็เรียกข้ามงเตสกิเออ ข้าได้บรรดาศักดิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มันแปลกตรงไหน”
ไม่แปลกหรอกท่าน แต่ข้านะแปลก เพราะข้าถูกฟ้าผ่า ได้ทะลุมิติมาพบผ่านในโลกอดีต ข้าอยู่สยามใน ซึ่งเป็นโลกอนาคต” บักเคนกล่าวตอบ
ถึงทีมงเตสกิเออ ทำสีหน้างุนงงบ้าง และส่ายหน้าไม่เข้าใจ ช่างมันเหอะ จะอดีตหรืออนาคตก็ช่างมัน ดีใจได้พบท่านที่เป็นมิตรจากต่างแดนเมอซิเออร์เคน มีอะไรจะให้ข้าช่วยเหลือบ้าง เดี๋ยวไปพักที่บ้านข้าก่อน แล้วค่อยคุยกัน
“ผมก็ดีใจที่พบท่านมงเตสกิเออ ไม่นึกว่าเวลาจะย้อนให้ผมได้มาพบท่าน มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการเมืองที่ผมไม่เข้าใจลึกซึ้ง ก็จะได้ขอความรู้จากท่าน ที่ประเทศไทยยกย่องท่านเป็นผู้รู้ ทางการเมือง การปกครอง” บักเคนกล่าวขึ้น
มงเตสกิเออก็กล่าวตอบ “ข้าก็ดีใจ ที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ บ้านข้าอยู่ไม่ไกล ห่างจากไร่องุ่นเดินสักพักก็ถึง ข้ายินดีที่เจ้าพักที่บ้านข้า”
ที่ปราสาทของมงเตสกิเออ ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี สลับกับป่าไม้พุ่มเป็นฉากที่สวยงามลมโชยพัดกลิ่นดอกลาเวนเดอร์มาตามสายลม ช่วยทำให้บักเคนรู้สึกสดชื่นและทำใจได้ที่ทะลุมิติย้อนยุคไปสู่ประเทศ ฝรั่งเศส หลังจากมงเตสกิเออนำบักเคนเข้าพักที่ปราสาท และตอนเย็นก็ทานอาหารเย็นพร้อมกับดื่มไวน์ท่ามกลางแสงเทียนวับ ๆ แวม ๆ เมื่อมองประเทศไทยก็ย้อนกาลเวลาไปในช่วงสมัย กรุงศรีอยุธยา ช่วงรอยต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระเพทราชามีความวุ่นวายกับการแย่งชิงราชบัลลังก์ใน กรุงศรีอยุธยาและลพบุรี
มงเตสกิเออได้สอบถามสภาพประเทศไทย และสนทนาปัญหาบ้านเมืองของประเทศไทยเพราะตนเองไม่เคยรับรู้ว่าประเทศไทย หรือสยามปกครองด้วยระบอบอะไร บักเคนเลยถือโอกาสเล่าเรื่องการเมืองที่ตนสนใจและติดตามโดยตลอดให้มงเตสกิเออฟังว่า
“สภาพความเป็นไปของการเมืองไทยในยุคที่ตนจากมา ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีการแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อย่างชัดเจน และภาพความขัดแย้งในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึงปี พ.ศ. 2556”
มงเตสกิเออร์ได้ตอบบักเคนว่า “อืมส์น่าสนใจมาก”
ไหน ๆ ก็มีโอกาสมาทานข้าวเย็นร่วมกับท่าน บักเคน ได้ถามมงเตสกิเออร์
“ผมขอถามอะไรหน่อยท่านมงเตสกิเออถึงเรื่องแนวคิด เรื่องอำนาจการปกครองเป็นอย่างไร”
มงเตสกิเออ ได้ตอบว่า
“ได้ซิข้าจะอธิบายให้ฟัง อำนาจการปกครองนั้นต้องประกอบไปด้วยอำนาจสามฝ่ายที่ต้องถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ประกอบด้วยประการที่หนึ่ง อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจเกี่ยวกับการวางระเบียบบังคับทั่วไปในรัฐ ส่วนอำนาจที่สองคือ อำนาจปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน คือ อำนาจในการใช้ หรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือเป็นอำนาจฝ่ายบริหารในโลกของ คุณ เมอซิเออร์ เคน”
มงเตสกิเออได้อธิบายต่อ “นอกจากนี้ ก็ยังรวมถึงอำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมาย คือ อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยคดี (อำนาจตุลาการ) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องของอำนาจนั้น เมื่อใดคนหรือหน่วยงานเป็นผู้ใช้อำนาจทั้งสามร่วมกัน อิสรภาพย่อมไม่อาจมีได้ เพราะจะเกิดความหวาดกลัวขึ้นในสังคม”
บักเคนได้กล่าวตอบ “ใช่ครับท่านมงเตสกิเออ ในสมัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยของผม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เคยมีการใช้อำนาจทั้งสามที่ท่านกล่าวมา ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ รวมอยู่ที่คนคนเดียวโดยใช้ผ่านมาตรา 17 สามารถประหารชีวิตด้วยการออกคำสั่งของคนคนเดียวเหมือนกับยุคของท่าน”
ก่อนที่ผมจะมาพบท่าน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาเพื่อให้ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และให้มีวุฒิสภา จำนวน 200 คน ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะทำได้หรือไม่ครับท่าน” บักเคนได้ถามท่าน มงเตสกิเออ
มงเตสกิเออได้ตอบคำถามบักเคน “ฟังนะคุณเคน ตามหลักการปกครองที่ถูกต้องแล้ว อำนาจทั้งสามต้องถ่วงดุลกัน การที่อำนาจหนึ่งอำนาจใดจะไปก้าวก่ายอำนาจหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะจะไม่มีการค้านอำนาจกัน ดังนั้น ศาลจะไปก้าวก่ายงานของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจึงทำไม่ได้ คุณเคน คุณต้องเข้าใจก่อนว่าศาล จะนึกว่าศาลอยู่เหนือองค์กรอื่น ๆได้ เป็นความเข้าใจผิด เพราะทั้ง 3 องค์กรจะต้องถ่วงดุลกัน มีสถานะในการใช้อำนาจเท่าเทียมกันแตกต่างในบทบาทที่ต่างกัน เช่นเดียวกับ ศาล รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น ศาลพิเศษ ที่มีในประเทศสยาม ก็มีอำนาจเฉพาะตามที่ รัฐธรรมนูญ มอบอำนาจให้เท่านั้น ศาลไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะไปคิดเอาเองจะไปขยายอำนาจของตนเองไม่ได้ เพราะถ้าศาลทำแบบนั้น เท่ากับศาล เขียนรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยอำนาจของประชาชน แต่เป็นอำนาจศาลที่จะร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจวินิจฉัย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
บักเคนได้ฟังคำอธิบายของ มงเตสกิเออได้อธิบายถึงเนื้อหาสาระของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มงเตสกิเออฟัง มงเตสกิเออได้ฟังบักเคนอธิบายจึงชี้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ถูกต้องตามความคิดของตนว่า
“หลักใหญ่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่อง กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดขั้นตอนการแก้ไขชัดเจน โดย สมาชิกรัฐสภา ใช้อำนาจ หน้าที่ ในฐานะ สมาชิกขององค์กรรัฐสภาโดยรวม ไม่ได้ทำในนามพรรคการเมืองหนึ่งใด และ มาตรา291 นี้ ไม่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการเข้ามาตรวจสอบได้อย่างชัดเจน เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาตรวจสอบ “อนุมัติ” หรือ “ไม่อนุมัติ” การแก้ไข เท่ากับเป็นการใช้อำนาจ เหนือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างกับการใช้อำนาจอย่างชัดแจ้งของศาล”
มงเตสกิเออได้กล่าวต่อไปว่า “เท่าที่ฟังหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศสยามนั้นมีข้อห้าม 2 ข้อเท่านั้นที่ห้ามทำคือ ห้ามแก้ไขระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ กรณีที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญ อ้างว่าสมาชิกสภาผู้แทน และสมาชิกวุฒิสภา กระทำผิด มาตรา 68 เพราะเป็นการใช้สิทธิในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการใช้คำแทนกันไม่ได้ ระหว่างสิทธิและเสรีภาพ (ตามมาตรา 6 และ อำนาจ และหน้าที่ (ตาม มาตรา 291) ผู้พิพากษาตัดสินคดีของประเทศสยามในกรณี วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นการใช้อำนาจ และหน้าที่ ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งแตกต่างจาก ส.ส. ที่มีสิทธิและเสรีภาพ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องทำหน้าที่ ตามมาตรา 291 ระบุไว้อย่างชัดเจน และให้อำนาจในการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า เป็นเรื่องที่ศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาตีความรัฐธรรมนูญและขยายอำนาจให้ตนเอง ไม่ยอมผูกพันตามตัวอักษรในกฎหมายรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
“มงเตสกิเออ อธิบายให้บักเคนได้เข้าใจถึงบทบาทการถ่วงดุลอำนาจ “พอจะเข้าใจไหม คุณเคน”
“เข้าใจครับท่าน” ฟังจากท่านอธิบายผมพอจะสรุปได้ว่า การถ่วงดุลอำนาจขององค์กรทั้งสามไม่ได้ เป็นไปตามเจตน์จำนงของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใช่ไหมครับท่าน อำนาจที่ท่านกล่าวมาข้างต้นยังมีอำนาจที่สี่อยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ใช่ไหมครับท่านมงเตสกิเออ”
“ใช่คุณเคน คุณจะกลับประเทศสยามทางเรือไหม จะมีเรือออกจากท่าเมืองมาเซย์ต้นเดือนหน้านี้” มงเตสกิเออถามบักเคน
“ผมคงกลับอยุธยาไม่ได้ครับท่าน บ้านเมืองผมก็วุ่นวายกับศึกชิงบัลลังก์ยังไม่สงบ ยังมีความวุ่นวายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ครับท่านและกลับไปผมก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน ขออาศัยอยู่กับท่านก่อน” บักเคนกล่าวตอบ
“ท่านรู้ได้อย่างไรเมอซิเออร์เคนว่าบ้านเมืองท่านวุ่นวาย” มงเตสกิเออถามบักเคน
“ก็พอทราบจากประวัติศาสตร์ครับ เราทราบประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถแก้ไขประวัติศาสตร์ได้ครับ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปแล้วแต่บุญแต่กรรมก็แล้วกัน แต่ก็ดีใจที่ได้สนทนากับท่านครับ ผมรู้สึกเพลีย อยากจะไปพักผ่อนก่อนนะครับ”
ตามสบายเมอซิเออร์เคนพรุ่งนี้เราค่อยคุยกันต่อถึงเรื่องบ้านเมืองสยาม “ขอบคุณครับท่าน” บักเคนกล่าวขอบคุณและเดินขึ้นห้องพักบนปราสาทของ มงเตสกิเออ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (2)

อากาศเย็น เสียงไก่ขัน แว่วมาจากชายป่า ชานกรุงปารีส บักเคนตื่นตั้งแต่เช้าเมื่อได้ยินไก่ขัน บักเคนลงมาจากชั้นสอง ของปราสาทของท่านมงเตสกิเออ แสงตะเกียงวับ ๆ แวม ๆ บักเคนมองเห็น มงเตสกิเออ กำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะ

“อรุณสวัสดิ์ครับท่าน มงเตสกิเออ” บักเคนกล่าวทักทาย
“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม คุณเคน” มงเตสกิเออกล่าวทักทายเช่นเดียวกัน
“ก็หลับสบายครับท่าน แล้วท่านกำลังเขียนอะไรครับ” บักเคนถามมงเตสกิเออ ซึ่งมงเตสกิเออได้บอกบักเคนว่า
“กำลังเขียนหนังสือเเกี่ยวกับสิทธิบนพื้นฐานการปกครอง ที่เท่าเทียมกัน เคารพกฎหมายเท่าเทียมกัน”
“น่าสนใจครับท่าน ไหนลองอธิบายสิ่งที่ท่านเขียนให้ผมฟังหน่อยครับ” บักเคนกล่าวตอบ
“อ๋อได้ซิ บ้านเมืองไม่วุ่นวายเพราะยึดหลักกฎหมายเป็นกติกาสูงสุด ในบ้านเมืองของท่านคงเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศฝรั่งเศสก็ยึดหลักกฎหมาย ส่วนที่อังกฤษบ้านเพื่อนสนิทของข้า โทมัส ฮอบ ก็ใช้หลักจารีตประเพณี เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ” มงเตสกิเออได้กล่าวตอบบักเคน
“แต่สิ่งที่ท่านถามเราก่อนหน้านี้และได้ตอบไปแล้ว อะไรเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองท่าน สิ่งที่คุณเคนเรียกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ทุกคนต้องเคารพในสิทธิของเพื่อนร่วมชาติ ไม่มีแบ่งแยกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงได้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ในความคิดของผมนะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แล้วคุณเคนสงสัยอะไรอีกไหม” มงเตส กิเออ ถามบักเคน
“ครับท่านการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีเกินอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดไว้ และไม่มีการถ่วงดุลอำนาจผลจะเป็นอย่างไรครับท่าน” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“คุณเคน ความวุ่นวายจะกลับมากอีก การที่ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะหลักความเสมอภาคทางการเมือง สำหรับผม คิดว่าตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทย ถ้าทุกองค์กรไม่ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายหรือทำหน้าที่เอนเอียงไปข้างใด ข้างหนึ่ง หรือก้าวล่วงอำนาจขององค์กรอื่น ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับหรือออกแบบระบบการเมืองให้ดีอย่างไร แต่ถ้าคน ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าเพื่อนร่วมชาติของท่านไม่มีความเสมอภาคทางการเมือง บ้านเมืองก็คงมีแต่ความวุ่นวายการชี้นำโดยปัญญาชนหรือชนชั้นสูงบางกลุ่มว่า คนไม่มีปริญญาไม่มีความรู้มีสิทธิมีเสียงไม่เท่ากับคนที่มีความรู้ บ่งบอกว่าสังคมไทยของท่านเป็นสังคมที่ มีสำนึกทางชนชั้นอย่างเข้มข้นแบ่งแยก ชนชั้นชัดเจน การที่คน ในสังคมของท่านยกย่องคนดี ว่าคนดีของคนอีกกลุ่มหนึ่งต้องขัดขวางให้คนอีกกลุ่มไม่ให้ไปเลือกตั้ง คนไม่ไปเลือกตั้งถึงจะเป็นคนดี เราสงสัยว่าคนดีในสังคมของท่าน หมายถึงอะไรกันคุณเคน”
ผมก็ยังสงสัยครับท่านมงเตสกิเออ คนดีในสังคมบ้านผมคือคนรวยมั๊งครับท่าน เพราะคนรวยทำอะไรไม่ค่อยผิด ไม่ติดคุก ส่วนคนจนก็ติดคุก คนดีขัดขวางเลือกตั้งได้ไม่ติดคุก” บักเคนกล่าวตอบ
มงเตสกิเออ ได้กล่าวต่อไป “คนดีต้องมีศีลธรรม และศีลธรรมที่ถูกต้อง ต้องเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน คนจน คนรวยทำผิดต้องรับโทษด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิ มีเสียงเท่ากัน ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องไม่มีการแบ่งแยก ข้าก็สงสัยอดีตผู้นำของท่าน ที่ชื่ออภิสิทธิ์ มีสิทธิอะไรไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย หรือเพราะชื่ออภิสิทธิ์ ที่มีสิทธิเหนือคนอื่นหรือคุณเคน”
“ผมก็ไม่ทราบครับท่าน ก็ยังงงอยู่ครับท่าน แล้วคนดี คนโง่ คนจน มีสิทธิเท่าเทียมกันไหมครับ” แต่ในสังคมบ้านคุณเคน ผมว่าต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าใครชื่ออภิสิทธิ์จะมีสิทธิเหนือ คนอื่นหรือไม่ เมื่อชื่อนั้นมีสิทธิเหนือกว่าคนอื่น โลกความเป็นจริงนะคุณเคน คนทุกคนไม่มีใครคิดเห็นตรงกันทุกเรื่อง ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เราสลับเป็นเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อยได้ ไม่มีเสียงที่ครอบงำสังคมไปตลอดกาล ในแง่นี้สังคมทุกสังคม ไม่ว่าฝรั่งเศสหรือไทย จึงต้องการประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเป็นการปกครองที่เหมาะที่สุดกับคนทุกคน ยากดีมีจน คนมีความรู้คนไม่มีความรู้ ที่คิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องผลประโยชน์ หรือเรื่องต่างๆ รวมกระทั่งความดีงาม ประชาธิปไตยตั้งต้นมาจากความเชื่อที่ว่า ประชาธิปไตยไม่มีใครผูกขาดความดีงาม และไม่มีใครควรมีสิทธิ์ยัดเยียดหลักศีลธรรมให้คนอื่น แต่ควรเปิดพื้นที่ให้แก่ความเห็นต่าง ในเรื่องความดี ความงาม และความจริง โดยไม่ชี้หน้าถามว่าคนที่มีความคิดเห็นต่าง แล้วไปถามคุณรักชาติหรือเปล่า นอกจากนี้ประชาธิปไตย ไม่ได้ไม่ต้องการหรือต่อต้านศีลธรรม แต่ศีลธรรมหรือความดีงาม ต้องถูกทำให้เป็นเรื่องที่เถียงได้ เพราะไม่ได้มีความหมายเดียว ศีลธรรมจึงต้องถูกทำให้มีประชาธิปไตยด้วย คงพอเข้าใจนะคุณเคน”
“ครับท่าน” บักเคนกล่าวตอบ
มงเตสกิเออได้กล่าวชวนบักเคนให้ทานอาหารเช้าก่อนแล้วคุยกันใหม่ ในเรื่องความคิดทางการเมือง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (3)

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จบักเคนไปเดินเล่นหน้าประสาทของมองเตสกิเออ เดินดูทิวสนเป็นแนวยาวอยู่เบื้องหน้าสลับกับไร่นาทุ่งข้าวสาลีเหลืองอร่าม ใกล้จะได้เก็บเกี่ยวของชาวบ้านฝรั่งเศส บักเคนออกเดินชมธรรมชาติ และหวนคิดถึง เมืองไทยที่จากมา คิดถึงกลิ่นโคลน และกลิ่นควันน้ำมันจาก รถไถนา ไม่รู้เหตุการณ์ที่เมืองไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง บักเคนรำพึง

“ใจลอยนึกอะไรอยู่หรือคุณเคน” เสียงมงเตสกิเออ ถาม บักเคน
“ผมคิดถึงบ้านครับ มองเห็นนาข้าวสาลี นึกถึงนาข้าวบ้านผมที่อุบลครับ”
“คุณเคนไปในตัวเมืองปารีสกับผมไหม” มงเตสกิเออถาม บักเคน
“ไปครับ อยากดูวิถีชีวิตชาวฝรั่งเศสในอดีตหน่อยครับ”
งั้นไปกัน มงเตสกิเออกับบักเคนได้นั่งรถม้าจากปราสาท มงเตสกิเออเดินทางสู่ใจกลางกรุง ปารีส แสงแดดยามเช้า ส่องประกายวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าฝรั่งเศสสดใส บักเคนและ มงเตสกิเออนั่งรถม้าผ่านทุ่งนา เห็นหญิงชาวบ้านไว้ผมแสกกลางถักเปียสองข้าง และยายที่หลังงองุ้มผมขาวโพลนทั้งศีรษะใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาดวิ่น ดวงตามองมาที่รถม้าที่กำลังวิ่งผ่านหน้าไป หลานสาวและยายอายุมากกำลังก้มลงเก็บรวงข้าวสาลีซึ่งร่วงหล่นอยู่ที่ผืนนาด้วยดวงตาสิ้นหวัง หลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ที่นาที่ตนเองเช่าทำนาและต้องทำนาจ่ายค่าเช่า เพื่อเก็บเมล็ดข้าวสาลีที่ร่วงหล่น ภาพของยายหลังงองุ้ม มือสั่นเทา กำลังก้มลงกอบเมล็ดข้าวสาลี ส่วนหญิงสาวเธอเอาถังไม้มาใส่ข้าวสาลีที่ร่วงหล่นบนผืนนาด้วยความระมัดระวัง เมล็ดข้าวสาลีที่ร่วงหล่นพอจะได้ทำขนมปัง เพื่อชีวิตได้อยู่รอดของยายกับหลานสาว ส่วนผู้ชายได้ไปเป็นทหารทำสงครามที่แดนไกล ไปสงครามขยายดินแดนเพื่อ องค์กษัตริย์ที่จะได้แผ่พระบารมีและศาสนจักรให้ขจรกระจาย เพื่อบารมีและบุญญาธิการขององค์ กษัตริย์ที่ปกครองฝรั่งเศส แต่ความทุกข์ยากของชาวบ้านที่อดอยากหิวโหยไม่ได้รับรู้จากเบื้องต้นแม้แต่น้อยนิด
บักเคนเห็นภาพยายหลังงองุ้มกำลังงก ๆ เงิ่น ๆ ก้มกอบ รวงข้าวสาลี ก็นึกสะท้อนใจ ภาพในอดีตของภาคอีสานของไทย ได้ผุดขึ้นมาในใจของบักเคน ชาวนาอีสานที่ยากจน อย่างน้อยก็มี ที่นา สามารถปลูกข้าวไว้กินและเหลือไว้ขายได้ มีกบ เขียด กะปอม แมงจีนูน ไว้กินยังดีกว่าความยากจนที่ตนเห็นในฝรั่งเศส ชาวนาอีสานยังมีความสุขตามอัตภาพ แต่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าช่างขัดความรู้สึกเสียจริง บักเคนนั่งนึกอนาคตจากภาพที่เห็น ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอนาคตก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสที่มีคนล้มตายมากมาย เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยและความอยู่รอดของผู้คน ชาวฝรั่งเศส
“เป็นอะไรคุณเคน ไม่สบายหรือเปล่า” เสียงมงเตสกิเออ ถามบักเคน
“ไม่เป็นไรครับ ผมรู้สึกหดหู่ใจครับ ที่เห็นภาพยายกำลังก้มกอบข้าวสาลีครับ บ้านเมืองฝรั่งเศสในอดีตช่างแตกต่างจากปัจจุบันที่ผมมามาก ผมไม่เคยนึกเลยว่า ฝรั่งเศสในอดีตชาวบ้านจะยากจน ข้นแค้นมากขนาดนี้” เสียงบักเคนเบาพอมงเตสกิเออได้ยิน
“อืมส์ ภาพคนจนในฝรั่งเศสนะ คุณเคน บ้านเมืองเรา มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนชั้น โดยฐานะของผู้คนในสังคม มีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราแบ่งคนออกฝรั่งเศสออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นที่ 1 พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา และชนชั้นที่สองคือ ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองชนชั้นเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนน้อยนิดเทียบไม่ได้กับชนชั้นที่สาม ของชาวฝรั่งเศสทั้งหมด ชนชั้นพวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหราอย่างที่คุณเคนได้เห็นนั้นแหละ”
วันนี้ผมจะนำคุณเคนไปหาเพื่อนในกลางกรุงปารีส คุณเคนคุณต้องทำใจ ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่เป็นชาวนาและยากจนและถูกเก็บภาษีเพื่อส่งให้แผ่นดิน เพื่อไปทำสงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกันที่กำลังต่อสู้กับอังกฤษและงบประมาณส่วนหนึ่งต้องใช้ในราชสำนัก ดังนั้นทางการต้องเก็บภาษีจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอกับกองทหารที่ส่งไปยังดินแดนไกล และการจัดเลี้ยง ค่าใช้จ่ายในราชสำนัก
ท่านมงเตสกิเออ ผมขอถามอะไรหน่อยครับ “ท่านเป็นชนชั้นที่สอง ทำไมไม่คิดช่วยเหลือชาวบ้านทั่วไปบ้าง” บักเคนได้ถาม มงเตสกิเออ
“ผมก็พยายามช่วยด้วยการแต่งหนังสือเพื่อเผยแพร่ความคิดของผมให้ชาวบ้าน ปัญญาชน พ่อค้า พวกช่างต่าง ๆ ได้รับรู้แนวคิดของผม แต่อำนาจของกษัตริย์ และขุนนางมากเหลือเกินลำพังผม คงทำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก” มงเตสกิเออตอบคำถามบักเคน และกล่าวต่อไปว่า
“คุณเคนประเทศเราเก็บภาษีไม่เป็นระบบ แต่ละเมืองเก็บภาษีแตกต่างกัน เก็บภาษีเฉพาะชาวนา ส่วนเจ้าของที่ดิน ที่มีศักดินา ไม่ต้องเก็บภาษี องค์กษัตริย์และขุนนาง ครอบครองทรัพย์สินมหาศาลและไม่ต้องจ่ายภาษี นอกจากนี้ยังมีการเกณฑ์แรงงานผู้ชายไปเป็นทหาร และรับใช้ขุนนาง ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเหลือแต่ผู้หญิง และคนแก่ และระบบกฎหมายยังมีความวุ่นวายทั้งประเทศใช้กฎหมายไม่เหมือนกัน ผมถึงต้องเขียนหนังสือหลักการปกครอง หลักกฎหมาย เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวฝรั่งเศสได้รับรู้และหาทางเปลี่ยนแปลงสังคม ฝรั่งเศสให้ดีขึ้น ชาวนาที่ยากจนจะได้ ลืมตา ปลดแอกจากความเป็นทาสจากระบบศักดินา นอกจากนี้นะ คุณเคน ระบบกฎหมายของฝรั่งเศสก็แปลกมา ทางตอนเหนือของประเทศใช้กฎหมายจารีตประเพณีเหมือนกับอังกฤษคู่สงคราม ของเรา ส่วนทางใต้ใช้กฎหมายโรมัน”
“โอ้ ทำไม่เป็นอย่างนี้ครับท่านมงเตสกิเออ บ้านเมืองผม ในอดีตเท่าที่ผมทราบ มีความอุดมสมบูรณ์มาก ไม่มีคนอดอยาก ยากแค้นถึงขนาดนี้ อาหารหาได้ทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำ มีปลา ในนามีข้าว” บักเคนได้พูดกับมงเตสกิเออ
รถเทียมม้าก็วิ่งไปเสียงเกือกม้าที่ย่ำกับถนนช่างบาดหัวใจ บักเคนนัก ที่เห็นภาพชาวบ้านร่วมโลกแม้จะต่างผิวพรรณ ต่างเชื้อชาติ แต่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน ต้องทนทุกข์ทรมานจากความยากจนด้วยผลของระบบศักดินาที่ปกครองฝรั่งเศสอยู่ อีกเมื่อไหร่หนา ถึงจะมีการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสบักเคนพยายามนึกภาพและปี ค.ศ. ที่มีการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส แต่บักเคนกลับนึก ไม่ออก เพราะเวลาเรียนก็ไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส สักเท่าใดนักเพราะเป็นเรื่องไกลตัว คนละทวีป ไกลจากอุบลราชธานี
รถม้าวิ่งผ่านบ้านเรือนที่ทำจากอิฐก้อนใหญ่ ที่หลังคามุงด้วยหญ้าตั้งเรียงรายเป็นหมู่บ้านขนาดกลาง เห็นโบสถ์ขนาดใหญ่ อยู่ลิบ ๆ เป็นศิลปะ แบบโกธิค มีการใช้เสาหินเพื่อรองรับน้ำหนักประตูมองเห็นหน้าต่างแบบโค้งขนาดกว้างอยู่กลางโบสถ์ ผ่านจากโบสถ์ บักเคนมองเห็นทุ่งนาสลับกับบ้านเรือนของชาวบ้าน เห็นขบวนรถเทียมม้าบรรทุกข้าวสวนทางเข้าไปหมู่บ้าน เป็นข้าว ที่ชนชั้นศักดินาไปเก็บค่าเช่าจากชาวนาที่ยากจนและส่วนหนึ่ง จากแรงงานทาส
ขณะที่นายทาสนั่งอยู่บนที่นั่งหน้ารถเทียมม้า มองเห็นแรงงานทาสช่วยกันผลักรถม้าที่บรรทุกข้าวจนเต็มเกวียนไปเก็บ ยังยุ้งฉางของชนชั้นศักดินา ก่อนที่จะถึงฤดูหนาวอันยาวนาน สายตาของทาสที่บักเคนเห็น เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และเหน็ดเหนื่อย จากการตรากตรำทำงานหนัก เพื่อแลกเศษอาหารและที่พักอาศัย เพื่อหลบความหนาวและพายุหิมะ ที่ตกโปรายปราย ทั่วฝรั่งเศสในฤดูหนาว

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (4)

รถม้าวิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่านป่าสนสลับกับทุ่งนาในชนบทของฝรั่งเศส บักเคนมองเห็นทุ่งนา เริ่มคิดถึงบ้านดอนมดแดง หลังการเก็บเกี่ยวผืนนาจะแห้งแล้ง ก่อนหัวลมหนาวจะเริ่มพัดพา ปลาเริ่มสะสมไขมัน ปลาช่วงหน้าหนาวจะอร่อย ดังสุภาษิต ข้าวใหม่ ปลามัน ชีวิตปล่อยให้มันเป็นไป รถม้าวิ่งไปเรื่อย ทำให้บักเคน เกิดความสงสัยในเรื่องดินฟ้าอากาศ ธรรมชาติ จะมีผลต่อความคิดของมนุษย์หรือไม่ จึงถามมงเตสกิเออในเรื่องของธรรมชาติ สภาพดินฟ้าอากาศ “ท่านมงเตสกิเออผมขอถามหน่อย ธรรมชาติ ดิน ฟ้า อากาศ จะส่งผลต่อมนุษย์หรือไม่” มงเตสกิเออได้เล่าสภาพธรรมชาติให้บักเคนฟัง “คุณเคน พลังแห่งธรรมชาตินะ โดยเฉพาะอุณหภูมิจะมีอิทธิพลต่อร่างกายของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อจิตใจและกิเลสตัณหาต่าง ๆ ในที่อากาศร้อนมนุษย์จะอ่อนไหวต่อความพึงพอใจและมักมากในกามคุณมากกว่า ขี้ขลาด และเกียจคร้านมากกว่า ส่วนที่มีอากาศเย็นจะเป็นทิศทางตรงกันข้าม” “แล้วประเทศที่มีอากาศอบอุ่น ไม่ร้อนไม่หนาวเป็นอย่างไร เช่นเมืองไทย” บักเคนได้ถามมงเตสกิเออ “สภาพอากาศปานกลางจะไม่ชัดเจนไปในทางใดทางหนึ่ง มีปัจจัยหลายสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนด นอกจากนี้สภาพอากาศร้อน และเย็นยังมีผลต่อศีลธรรมแตกต่างกัน ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิอากาศไปด้วย สภาพอากาศมีความสัมพันธ์กับระบบทาสไม่ใช่อิสรภาพของมนุษย์ สภาพอากาศจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์” คำตอบของมงเตสกิเออทำให้บักเคนถึงกับมึนงง “เป็นจั๋งได๋น๊อ อากาศกับสภาพจิตใจของมนุษย์” บักเคนรำพึงรำพันกับตัวเอง “ท่านมงเตสกิเออผมเข้าใจ ถูกไหมครับท่าน ที่ว่าอากาศร้อนทำให้หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย อารมณ์แปรปรวนเพราะความร้อน ผมว่าท่านเข้าใจอากาศร้อน ในความหมายท่านคือ ร้อนจัด จะทำให้เกียจคร้านทำงานเชื่องช้า แต่ถ้าอากาศเย็นจะสบายจะทำงานได้ดี ใช่ไหมครับ” บักเคนถาม มงเตสกิเออ “น่าจะใช่ ถ้าบ้านคุณเคนอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัด สภาพธรรมชาติก็จะส่งผลต่อความคิดและวัฒนธรรม ให้เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ไม่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติที่โหดร้าย เช่นในฝรั่งเศส ที่ธรรมชาติมีความหนาวในฤดูหนาวที่ทารุณ โดยเฉพาะลมมิสทราส ที่พวกเราเรียกว่า เลอ ว็อง ดูฟาดา (ลมบ้า ๆ บอ ๆ) พัดจากหุบเขาโรน ลงไปยังโพร วองซ์ กระแสลมที่รุนแรง สร้างความหดหู่ให้กับคนฝรั่งเศส” คำตอบของมงเตสกิเออ ทำให้บักเคนพยายามนึกภาพลมหนาวบ้า ๆ บอ ๆ เป็นอย่างไร จะเหมือนกับลมหนาวที่เมืองอุบลฯ ไหม ลมหนาวฤดูเล่นว่าว นอนกองฟางสมัยเด็ก กินข้าวหลามใหม่หอมกรุ่น ผักสะเดาน้ำปลาหวาน ปลาดุกนาย่างมันเยิ้ม ข้าวเหนียวร้อน ๆ ทำให้บักเคนคิดอยากกลับบ้านแต่ไม่รู้จะกลับอย่างไร มงเตสกิเออได้กล่าวต่อไป “สภาพสังคมดั้งเดิมของมนุษย์หากไม่ป่าเถื่อนก็ดุร้าย ขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่ายังคงเป็นนักล่า หรือรวมตัวเป็นเผ่าเล็ก ๆ หรือสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ สร้างสังคมขึ้นมา ในฐานะสังคมเลี้ยงสัตว์ การจัดการรวมตัวของคนสังคมอย่างหลวม ๆ ทำให้มนุษย์มีอิสรภาพพอสมควร เพราะยังไม่มีการใช้เงินตรา มีความเสมอภาคกันในการครอบครองสิ่งต่าง ๆ มีการกดขี่กันน้อยมาก สิทธิอำนาจทางการเมืองอยู่ในมือคน ที่แข็งแรง ผู้ที่ฉลาด ผู้ที่มีอาวุโส เป็นสังคมดั้งเดิมของมนุษย์” มงเตสกิเออ พยายามอธิบายให้บักเคนเข้าใจสภาพสังคมของฝรั่งเศสสมัยดั้งเดิม ท่านมงเตสกิเออ ผมพอเข้าใจท่านกำลังอธิบายถึงสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมีอะไรเท่าเทียมกัน อยู่กันในชุมชน ที่ทุกคนไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นตัวบ่งชี้ความแตกต่าง ข้าว ปลา อาหารหาได้จากธรรมชาติ จากป่า เงินตรายังไม่มี การปกครองอาศัยหลักอาวุโส ที่อุบลเรียกกว่าหลักเจ้าโคตร” “หลักเจ้าโคตร คืออะไร คุณเคน อธิบายเจ้าโคตรให้ฟังหน่อย เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน” มงเตสกิเออถามบักเคน “ระบบเจ้าโคตร คือ ระบบยึดถือ ผู้อาวุโส จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน เจ้าโคตรจะต้องเป็นคน ให้การคุ้มครองป้องกันบุตรหลาน ไม่ให้ถูกรังแก ถ้าถูกรังแกแล้ว ก็ให้ได้รับความยุติธรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นเจ้าโคตรประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ เป็นญาติผู้ใหญ่ของแต่ละตระกูลที่เขาให้ความเคารพนับถือ เป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เป็นคนไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ เป็นคนที่ตั้งมั่นในศีลธรรมอันดี ชาวบ้านทั่วไปในหมู่บ้านก็เคารพยำเกรง เพราะชาวบ้านที่อุบล นับถือผู้อาวุโสในรูปเจ้าโคตร พูดง่าย ๆ เจ้าโคตร คือ ญาติผู้ใหญ่เมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี เกิดการขัดแย้งในครอบครัวก็ดี จะต้องมีการเชิญญาติผู้ใหญ่มาพูดคุยกันเพื่อหาวิธีจัดการ หรือไกล่เกลี่ย ให้คืนดีต่อกัน หรือปฏิบัติการต่าง ๆ ให้เป็นที่ยุติกัน แม้แต่กรณี การแบ่งมูลกัน (ทรัพย์มรดก) เจ้าโคตรก็จะมีบทบาทมากกว่า ตัวกฎหมาย” บักเคนอธิบายให้มงเตสกิเออฟังถึงหลักเจ้าโคตรของ คนอีสาน “น่าสนใจมากหลักอาวุโสของคุณเคน เมื่อเทียบกับประเทศฝรั่งเศส ในประเทศเราหลังจากองค์กษัตริย์ได้ขยายขอบเขตประเทศออกไป การสำรวจโลกใหม่ การก่อสงครามได้สร้างความรุนแรงการจับคนมาเป็นทาสแรงงานจากดินแดนอันไกลโพ้น คนฝรั่งเศสเห็นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการมีทาสเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ถ้ามีสัญญาทาสที่ไม่รุนแรงภายใต้ระบอบการปกครองที่เด็ดขาด ซึ่งข้าไม่เห็นด้วยกับอริสโตเติล ที่บอกว่าระบบทาสเป็นสิ่งที่เลว ทั้งนายทาสและทาสและที่ว่าไม่มีใครเกิดมาเป็นทาสโดยธรรมชาติ” มงเตสกิเอออธิบายให้บักเคนฟัง “ทำไมท่านถึงเชื่อว่าการมีทาสเป็นสิ่งไม่ผิดครับ” บักเคนถามมงเตสกิเออ “สังคมถ้ามีแต่คนรวยทั้งหมดก็จะ ไม่มีใครทำงาน สังคมต้องประกอบด้วยคนจน คนรวยถึงจะเป็นสังคมที่ดีมีคนทำงาน โดยเฉพาะสังคมฝรั่งเศส เพราะมนุษย์ทั้งปวงมีความปรารถนาที่ฝังรากอย่างลึกล้ำที่จะเสวยสุขจากการมีคนอื่น ๆ เป็นข้ารับใช้ เพราะในสังคมฝรั่งเศส การเป็นสังคมเกษตรกรรมชาวบ้านปลูกข้าวสาลี ทำไร่องุ่น เป็นสาเหตุที่ต้องเอาระบบเงินตรามาใช้เพื่อการแลกเปลี่ยน เมื่อมนุษย์สร้างเงินตราเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เงินตราทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมมนุษย์ เป็นสิ่งวัดความมั่งคั่งของคน ทำให้มีความหลากหลายของสินค้าทำให้มีการผลิตสินค้าออกจำหน่าย ทำให้เกิดความมั่งคั่งของคน ซึ่งความมั่งคั่งนำไปสู่ความฟุ่มเฟือย ความฟุ่มเฟือยนำไปสู่ความมั่งคั่งและการแข่งขันสร้างความงดงามของศิลปะ จากการแสดงออกทางฐานะทางสังคมของคน ตั้งแต่ปราสาทถึงวัฒนธรรมอาหาร แตร์รัวร์” มงเตสกิเออได้ สนทนากับบักเคนต่อ “บ่าย ๆ ถึงปารีสเราพักกินกาแฟแถวถนน อาเวอนูดอร์เลอง และเย็นนี้คุณเคนจะได้กินอาหารฝรั่งเศสกับอองตวน กวยเซโว เพื่อนสนิทของข้า เราจะได้ทานเอสการ์ โก อาลา บูร์กีญอน (หอยทากเคี่ยวไฟอ่อนกับวายแล้วราดด้วยเนยผสมกระเทียมกับพาสลีย์) และสนทนาศิลปะกับการเมืองกันต่อ” “ดีครับท่านมงเตสกิเออ ได้สนทนากับท่าน ทำให้ผมอยากได้ข้าวเหนียวร้อนกับกบปิ้ง คงดีไม่น้อย” บักเคนกล่าวตอบมงเตส กิเออ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (5)

หลังจากเสร็จสิ้นการดื่มกาแฟแถว อาเวอนูดอร์เลอง บักเคนและมงเตสกิเออ ได้เดินทางต่อไปยังปราสาทของท่านอองตวน ซึ่งรถม้าได้วิ่งผ่านบ้านเรือนของชนชั้นศักดินา ซึ่งเป็นปราสาทที่เป็นกระเบื้องโมเสกตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน และได้ผ่านปราสาท โว เลอ วีกงต์ ที่ตั้งเด่นสง่า ซึ่งสร้างโดย หลุยส์ เลอโว สลับกับตึกแถว โอแตล เหนือมุมถนน โอแตล เดอ ช็อง รถม้าได้มาหยุดที่หน้าปราสาทของท่าน อองตวน “สวัสดีท่านมงเตสกิเออ ยินดีที่ได้ต้อนรับ” อองตวน กวยเซโว ชายชรา เดินมาพร้อมกับ ฌ้าคส์ อองเซ กาบรีแอล มาทักทายต้อนรับมงเตสกิเออ “สวัสดีท่านอองตวน และท่านอองเซ ยินดีที่ได้พบสหายสูงวัยของข้า ขอแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ ชาวสยาม เมอซิเออร์เคน จากสยาม” “ยินดีได้รู้จัก คุณเคน ทำอย่างไรถึงได้มากับมงเตสกิเออล่ะ” อองตวน กล่าวต้อนรับบักเคน “เรื่องมันยาวครับท่านวันหน้าจะเล่าให้ฟัง ยินดีที่ได้รู้จัก ครับท่าน” มงเตสกิเออได้แนะนำ อองตวน ให้บักเคนได้รู้จักและแนะนำประวัติคร่าว ๆ ว่า อองตวน เป็นช่างปั้นที่มีชื่อเสียงของ ปารีส ที่องค์กษัตริย์ คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงว่าจ้างให้สร้างรูปปั้น ในพระราชวังแวร์ซาย อองตวน มีฐานันดรไม่ธรรมดา เป็นคนที่องค์กษัตริย์ไว้วางพระทัย ซึ่งท่านอองตวนได้รับใช้องค์กษัตริย์ มายาวนานจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนถึงปัจจุบัน สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 กวยเซโว อายุมากแล้วได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ให้สร้างประติมากรรมหลายชิ้น ส่วน อองเซ เป็นสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ ท่านได้ออกแบบจัตุรัสกงกอร์ดตามพระบัญชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 “เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รู้จักท่านครับ” บักเคนยื่นมือสัมผัสผู้ยิ่งใหญ่ด้านประติมากรรมและศิลปกรรมของฝรั่งเศส และทั้งสามคนก็ได้ไปนั่งรับประทานอาหารในประสาท ที่พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวารของ อองตวน “ไปเอาปิโน เด ชาร็องต์ (โอ เดอ วี น้ำองุ่นผสมคอนยัค) และไวน์ บอร์โดมา มาข้าจะดื่มกับสหายรัก” เสียงของอองตวน สั่งข้าทาส อาหารได้ลำเลียงออกมายังโต๊ะอาหาร มีทั้งหอยนางรม เนื้อกวาง เนื้อลูกแกะ ไก่ป่าย่าง พร้อมอาหารอีกหลากหลาย ทั้งบักเคน อองตวน และ อองเซ ทั้งสามคนดื่มไวน์หมดหลายขวดได้สนทนากันถึงแนวคิดและนวนิยายของวอร์แตร์ เรื่อง ซาดิด ที่เสียดสีสังคมฝรั่งเศส ซึ่งอองตวน ได้เล่าเรื่องชายตาเดียวของ วอร์แตร์ ให้บักเคนฟัง “นานมาแล้วในกรุงบาบิโลนสมัยพระเจ้าโมอับดาร์ มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า ซาดิก เป็นคนที่มีนิสัยดีมาแต่เกิด ทั้งได้ศึกษา เล่าเรียนอบรมบ่มนิสัยให้ดียิ่งขึ้น แม้จะร่ำรวย และยังหนุ่มแน่นอยู่ แต่ซาดิกก็รู้จักข่มอารมณ์ความปรารถนาให้พอเหมาะพอดี ไม่เคยทะเยอทะยาน ประสงค์ที่จะทำอะไรให้ถูกต้องอยู่เสมอ และรู้จักเคารพความอ่อนแอของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้คนที่รู้จักซาดิดต่างพากันประหลาดใจที่เห็นว่า แม้ซาดิก จะเฉลียวฉลาดมาก แต่ไม่เคยหัวเราะเยาะเพื่อแสดงความรู้สึกดูถูก ดูหมิ่นผู้กล่าววาจาที่เลื่อนลอย ไม่ประติดประต่อ และสับสนจนฟังไม่ได้ศัพท์ รวมทั้งผู้ที่ชอบติฉินนินทาโดยไม่มีข้อมูลความจริง ตัดสินใจอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และพูดจาตลกหยาบคาย ตลอดจนถึงการเจรจาโอ้อวดกัน ซึ่งชาวกรุงบาบิโลน เรียกว่า เป็นการสนทนา ซาดิกได้เรียนรู้จากคัมภีร์เล่มแรกของศาสดาโซโรอัสเตอร์ ว่าความหลงตัวเองนั้นเปรียบเสมือนลูกโป่งที่พองลม เมื่อโดนคน เอาเข็มมาแทง ก็จะมีลมพายุพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ยิ่งกว่านั้น ซาดิกไม่เคยโอ้อวดว่าตนดูถูกหรือเหยียบย่ำผู้หญิง นอกจากนี้ ยังเป็น คนใจกว้าง ไม่เคยกลัวที่จะทำให้คนอกตัญญูทั้งหลาย ตามหลัก คำสอนของท่านศาสดาโซโรอัสเตอร์ที่ว่า “เมื่อเจ้ากิน จงแบ่งให้พวกสุนัขกินบ้าง แม้พวกมันจะกัดเจ้า” อองตวน ได้เล่าต่อไป “ซึ่งซาดิกเป็นคนฉลาดเท่าที่คนเรา จะฉลาดได้อีกด้วย เพราะซาดิดพยายามที่จะหาทางอยู่ร่วมกับเหล่านักปราชญ์ เขาได้พยายามศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์ของชาวคัลดีนโบราณ จึงรู้หลักวิชาภูมิศาสตร์กายภาพเท่าที่รู้กันอยู่ในสมัยนั้น ทั้ง ๆ ที่ขัดกับแนวความคิดใหม่ของสมัยนั้น” “ซาดิกก็ยังปักใจเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวันกับอีกเศษ หนึ่งส่วนสี่ และพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เมื่อเหล่าราชครูบอกกับเขาด้วยท่าทางยโสและดูถูกว่า เขามีความคิดชั่วร้าย และการที่เขาเชื่อว่าพระอาทิตย์ หมุนรอบตัวเอง และปีหนึ่งมีสิบสองเดือนนั้น นับว่าเขาเป็นศัตรูของรัฐ เขาก็รับฟังเฉย ๆ ปราศจากโทสะและความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม” อองตวน เล่ามาถึงตอนนี้ ทาสได้จุดตะเกียงจากไขปลาวาฬ เพื่อให้แสงส่องสว่าง บนโต๊ะอาหาร

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (6)

บักเคนนั่งฟังอองตวน เล่าอย่างออกรส และคิดในใจว่า ซาดิกเป็นคนอารมณ์ดี เรื่องเล่ามีความหมายอะไรเดี๋ยวท่านอองตวนเล่าเรื่องจบจะผมถามสักหน่อย และอองตวนได้เล่าต่อไปว่า “ซาดิกร่ำรวยมหาศาล จึงมีเพื่อนฝูงมากตามไปด้วย ทั้งยังมีสุขภาพสมบูรณ์ หน้าตาดี รักความเที่ยงธรรม และความพอดี จิตใจซื่อตรงและสูงส่ง เขาจึงเชื่อว่าตนเองสามารถที่จะมีความสุขได้ เขากำลังจะสมรสกับเซมีร์ ผู้จะเป็นเจ้าสาวที่เหมาะสมที่สุดในกรุงบาบิโลน เพราะหล่อนพรั่งพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติและชาติตระกูล ซาดิกรักใคร่ผูกพันกับหล่อนอย่างแน่นแฟ้นด้วยใจ ที่บริสุทธิ์ เซมีร์เองก็หลงใหลในตัวซาดิกยิ่งนัก เกือบจะถึงเวลาใกล้แต่งงานกันแล้ว จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะหล่อหลอม คน ทั้งสองให้เป็นบุคคลเดียวกันอยู่แล้ว” “พอดีขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเล่นไปทางประตูเมืองบาบิโลน ตามใต้ต้นปาร์มซึ่งปลูกประดับฝั่งแม่น้ำยูเปรติสอยู่นั้น ซาดิกและเซมีร์ก็เห็นชายหลายคนถือดาบและธนูเป็นอาวุธมุ่งตรงหน้ารี่เข้ามาหา คนเหล่านั้นเป็นลูกสมุนของหนุ่มออร์ก็อง หลานของเสนาบดีท่านหนึ่ง ซึ่งเหล่าบริวารของลุงทำให้เขาเชื่อว่าเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามความพอใจ ออร์ก็องไม่มีรูปสมบัติ และคุณสมบัติใด ๆ เทียบเท่าซาดิกเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเขาเชื่อว่าตนเองมีค่าเหนือกว่าซาดิกมากนัก จึงรู้สึกผิดหวังมากที่ไม่ได้เป็นคนโปรดของเซมีร์เท่าซาดิก ความอิจฉาริษยานี้ มาจากความทะนงตนของเขาเท่านั้น แต่กลับทำให้เขานึกว่าเขารักใคร่เซมีร์ อย่างคลั่งใคล้ ใหลหลง จนประสงค์ที่จะช่วงชิงตัวหล่อนไป บรรดาผู้ร้ายพากับจับตัวเซมีร์ไว้ และระหว่างที่ต่อสู้กันอย่างชุลมุนอยู่นั้นหล่อนก็ถูกแทง เลือดที่ไหลจากตัวหล่อนนั้นอาจทำให้เหล่าสิงห์ร้ายแห่งภูเขา อิมาอุส ใจอ่อนได้” เซมีร์ร้องลั่นเสียดท้องฟ้าด้วยความเจ็บปวดว่า “สามีที่รักของข้า พวกมันกำลังจะฉุดกระชากข้าไปจากผู้ที่รักและบูชา” เซมีร์ไม่ได้คำนึงถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับหล่อนเลย เฝ้าแต่พะวงถึงซาดิก ผู้เป็นที่รักเท่านั้นภายในเวลาเดียวกันซาดิก ก็ต่อสู้ป้องกันนางอย่างสุดกำลังเท่าที่ความกล้าและความรักจะให้ได้ คนร้ายลักพาตัวหนีไปได้ และนำร่างที่สลบไสล และอาบเลือดของเซมีร์กลับไปยังบ้านของหล่อน เมื่อหล่อนได้สติลืมตามองเห็นผู้คุ้มครองตน ก็กล่าวกับเขาว่า “โอ้ ซาดิก ข้าเคยรักท่านราวกับท่านเป็นสามีของข้า บัดนี้ข้ารักท่านดุจดั่งบุรุษผู้ได้ช่วยรักษาเกียรติยศและชีวิตของข้าไว้” เซมีร์พูดต่อ “ไม่เคยมีหัวใจดวงใจรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณ ดังหัวใจของเซมีร์มาก่อนเลย และไม่เคยมีริมฝีปากใดที่งดงามกว่านี้เอ่ยเอื้อนคำพูดที่เร่าร้อนแสดงความรู้สึกตื้นตันใจยิ่งกว่า ด้วยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความรู้สึกกตัญญูรู้คุณอย่างใหญ่หลวง และของจากความรักที่อ่อนโยนและถูกต้องตามกฎหมายที่สุด บาดแผลของเซมีร์ไม่ฉกรรจ์นัก ในไม่ช้าก็หาย ส่วนซาดิกได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่าลูกศรปักตรงใกล้ลูกตาเป็นแผลลึก” เซมีร์พร่ำสวดมนต์อ้อนวอนเทพเจ้าขอให้คู่รักของตนหายเจ็บโดยเร็ว ตาทั้งสองข้างของหล่อนเนืองนองไปด้วยน้ำตาทั้งวันทั้งคืน หล่อนรอคอยเวลาที่ตาของซาดิกจะสามารถชื่นชมสายตาของหล่อน แต่ตาที่บาดเจ็บของซาดิกเกิดเป็นหนองน่าวิตกอย่างยิ่ง ต้องส่งคนไปตามหมอหลวงชื่อ แอร์เมส ที่กรุงเมมฟิส เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ หมอมาพร้อมด้วยขบวนบริวาร พอตรวจคนไข้เสร็จแล้ว ก็แถลงว่า “ซาดิกจะต้องเสียตาไปข้างหนึ่ง ทั้งยังทำนาย ด้วยว่าเหตุร้ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันไหน เวลาใด หมอกล่าวว่า “ถ้าเป็นตาข้างขวา ข้าอาจจะรักษาให้หายได้ แต่บาดแผลตรงตาข้างซ้าย ไม่มีทางรักษาได้” ทั้ง ๆ ที่รู้สึกสงสารซาดิกผู้เคราะห์ร้าย แต่ชาวเมืองบาบิโลน ก็อดที่จะชื่นชมความรู้สึกที่ลึกซึ้งของหมอเฮอร์เมสไม่ได้ สองวันต่อมา แผลที่เป็นหนองก็แตกออกเอง ซาดิกหายสนิท หมอเฮอร์เมส เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อพิสูจน์กับซาดิกว่าเขาไม่น่าจะหายได้ ซาดิกไม่ได้อ่านหรอก แต่พอถึงเวลาออกไปไหนมาไหนได้ เขาก็เตรียมตัวไปหาหญิงสาวผู้เป็นความหวังแห่งความสุขของชีวิต และเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาปรารถนาจะมีตาดีทั้งสองข้าง แต่เซมีร์ได้ไปอยู่บ้านชนบท เมื่อสามวันก่อน ซาดิกจึงตามไป ระหว่างทางเขาได้ทราบว่า หลังจากที่ได้ประกาศดังลั่นว่าหล่อนทั้งเกลียดและกลัวผู้ชายตาเดียวอย่างทนไม่ได้แล้ว เซมีร์คนสวยก็ได้แต่งงานไปกับหนุ่มออร์ก็องในคืนวันเดียวกันนั้นเอง พอทราบข่าวนี้ ซาดิกก็ล้มลงสิ้นสติไป ความทุกข์โศกครั้งนี้ทำให้เขาเจียนตาย ไม่สบายไปนานทีเดียว แต่ในที่สุดเหตุผลก็อยู่เหนือความเศร้าเสียใจ และความโหดร้ายที่เขาเผชิญมากลับช่วยปลอบใจเขาได้ เขาบอกกับตัวเองว่า “ในเมื่อข้าเคยลิ้มรสความเจ็บปวด อย่างยิ่งยวดจากใจที่โลเลของสาวชาววัง ข้าก็ควรแต่งงานกับสาวชาวบ้าน” ซาดิกเลือก อาซอราผู้ฉลาดที่สุดและมีสกุลรุนชาติดีที่สุดของเมือง เขาแต่งงานกับหล่อนและดำเนินชีวิตคู่ที่หวานชื่นที่สุด ได้หนึ่งเดือน เพียงแต่เขาสังเกตอยู่อย่างว่า หล่อนค่อนข้างเจ้าชู้และ มีแนวโน้มสูงมากที่จะคิดอยู่เสมอว่าบรรดาชายหนุ่ม ผู้มีรูปงาม เป็นผู้ที่เฉลียวฉลาด และมีคุณธรรม “เป็นอย่างไรบ้างเรื่องเล่าของ วอร์แตร์นะ” อองตวน ถามบักเคน “น่าสนใจในเรื่องที่ท่านเล่า แต่อยากทราบวัตถุประสงค์ การแต่งเรื่องของวอร์แตร์ครับ” “อ๋อ เรื่องเล่า วอร์แตร์ต้องการสื่อความหมายถึงความ อยุติธรรมในสังคม ความไร้เหตุผลของชะตาชีวิต พระผู้เป็นเจ้า ได้ลิขิตชีวิตไว้แล้ว และต้องการเสียดสีสังคม ล้อเลียนสถาบัน ต่าง ๆ ในสังคมฝรั่งเศส เช่น สถาบันศาสนา วอร์แตร์ต่อต้านความงมงายและบ้าคลั่งทางศาสนา การขาดขันติธรรม พิธีกรรมของ ศาสนจักร การเมืองการปกครอง การกดขี่ในสังคมของชนชั้นล่าง ชาวนา ความอยุติธรรมสำหรับชาวบ้าน โจมตีขุนนางที่หลงใหล ในอำนาจ และศักดิ์ศรีคุณธรรมมากกว่าความดี โจมตีระบบตุลาการศาลยุติธรรมที่ผู้พิพากษาตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ตัดสินใจตามใจตน ลงโทษผู้บริสุทธิ์ และวอร์แตร์ต้องการสื่อความหมาย ให้ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ จะทำให้มนุษย์พบความสุข” อองตวน บอกบักเคน “ซึ่งเรื่องที่ข้าเล่ายังมีอีกหลายตอน เช่น หมากับม้า คนอารี ข้อพิพาทและการเข้าพบ ซึ่งไว้โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังถ้าเจ้าสนใจอยากจะฟัง” “ขอบคุณครับท่านที่เลี้ยงอาหารอันวิเศษ พร้อมไวน์และเรื่องเล่าที่น่าสนใจ” บักเคนกล่าวขอบคุณอองตวน “คืนนี้พักที่ปราสาทของข้าสักคืนนะท่านมงเตสกิเออและ คุณเคน กลางคืนมันอันตรายบ้านเมืองไม่ค่อยจะสงบสุขเท่าไหร่นัก ขโมยมักจะปล้นจี้ ฝรั่งเศสช่วงนี้ มีคดีเยอะมาก คนจนมันมาก ทาสก็มาก” อองตวน ชวนมงเตสกิเออและบักเคนให้พักที่ปราสาท “เดี๋ยวข้าจะให้คนรับใช้ไปจัดที่นอนให้ท่านทั้งสอง ท่านจะได้พักผ่อน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (7)

เสียงไก่ขันดังแว่ว ๆ ได้ปลุก บักเคนให้ตื่นยามเช้า บักเคน ลุกจากเตียงแล้วบิดขี้เกียจ แล้วสะบัดหน้าไปมา บักเคนรู้สึกปวดศีรษะ เนื่องจากเมื่อคืนดื่มไวน์มากกับท่านอองตวน พร้อมแขกของท่านอองตวน และมงเตสกิเออ บักเคนแพ้ไวน์ ปรกติจะดื่มแต่เหล้าโรง หรือเหล้าขาวสี่สิบดีกรี บักเคนเหลือบไปมองมงเตสกิเออ หลับสบาย ไม่อยากปลุกมงเตสกิเออ บักเคนเลยลุกจากที่นอนแล้วเดินออกไประเบียงหน้าห้องมองดูพระอาทิตย์ที่กำลัง ทอแสง เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวที่ยาวนาน บักเคนถอนหายใจนึกถึงบ้าน นึกถึงปลาร้า แจ่วบอง ที่เคยจิ้มข้าวเหนียวกิน แต่ชะตาลิขิตต้องมาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส แม้ว่า จะเคยมาอาศัยอยู่ แต่เป็นโลกปัจจุบันที่มีอุ๊หน่อไม้ แจ่วบอง ลาบ น้ำตก ก้อย ขายริมฝั่งแม่น้ำแซนด์ ไม่ใช่ย้อนยุคในเวลานี้ “อรุณสวัสดิ์ ตื่นเช้าจัง มาดมัวร์แซลเคน เสียงมงเตสกิเออทักทาย เป็นอย่างไรงานเลี้ยงเมื่อคืนสนุกไหม” มงเตสกิเออถาม บักเคน “ก็ได้ความรู้จากท่านอองตวน เกี่ยวกับความคิดของวอร์แตร์ เมื่อไหร่ผมจะมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับวอร์แตร์บ้าง” บักเคนถามมงเตสกิเออ “อยากพบท่านวอร์แตร์ใช่ไหม ไว้คราวหน้าจะนำไปพบเพื่อนที่อังกฤษ โทมัส ฮ๊อบส์และถ้ามีโอกาสจะนำไปพบ วอร์แตร์ เพราะท่านวอร์แตร์ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่อังกฤษ แนวคิดของท่านวอร์แตร์เป็นปฏิปักษ์กับศาสนจักร ขุนนางและราชวงศ์ ทำให้ต้องถูกเนรเทศออกจากฝรั่งเศส” “เมื่อคืนฟังท่านอองตวน เล่าเรื่อง ซาดิกของวอร์แตร์ เลยอยากทราบความคิดเห็นของท่านต่อสังคมฝรั่งเศสครับท่าน มงเตสกิเออ” “อ๋อได้ซิ ข้าก็เป็นเช่นเดียวกับวอร์แตร์ ที่ไม่เห็นด้วยกับสังคมฝรั่งเศสในหลายเรื่อง กดขี่คนที่ด้อยกว่า โดยเฉพาะชาวนาที่ยากจน แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธที่ต้องมีคนรับใช้ ข้าทาสที่หาได้ง่ายในสังคมฝรั่งเศสที่คนจนมีมากมาย หลายคนขายตัวมาเป็นทาสเพื่อให้ตน มีชีวิตอยู่จากความอดอยาก” “ทาสคนจนเป็นคนด้อยกว่า แต่เขายังมีศักดิ์ความเป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรานะคุณเคน ถ้าสังคมทุกคนเท่าเทียมกัน จะอยู่ลำบาก ต้องมีรวย จน แต่อย่างน้อยต้องให้คนจนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่กดขี่เหมือนกับสัตว์ ไม่มีชีวิตจิตใจ เราต้องเห็นใจคนที่ด้อยกว่า” มงเตสกิเอออธิบายให้บักเคนฟัง “ก็ดีท่าน แต่ผมอยากฟังแต่แนวคิดท่านถึงความยุติธรรม ท่านมองอย่างไรในสังคมที่มีความแตกต่างของชนชั้นมากมาย ผมเห็นคนจนแทบสิ้นหวัง เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่มีคนกำหนดชะตาชีวิตให้ ว่าจะอยู่รอดหรือตาย สังคมอย่างนี้ผมว่าต้องเกิดการต่อต้าน ต่อสู้ความไม่ยุติธรรมแน่นอน” มงเตสกิเอออธิบายต่อให้บักเคนฟังอีกว่า “คุณเคน สิ่งที่ท่านคิดถูกต้องแล้ว ศาสนจักร และขุนนาง จะมีความคิดเป็นของตนเอง จะต่อต้านคนที่ไม่เชื่อคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า หรือต่อต้านอำนาจ เพราะศาสนจักร และขุนนาง จะเชื่อว่าอำนาจของเขาถูกท้ายทาย จะต้องกำจัดพวกขัดขืนอำนาจ ในความคิดของข้า ข้าก็ได้เขียนแนวคิดอยากให้สังคมฝรั่งเศสยกเลิกระบบแม่มด ที่สังคมมีความเชื่อว่าใครที่คิดต่าง ๆ จะเป็นแม่มด ต้องนำไปลงโทษด้วยการเผา ทั้งเป็น ซึ่งการลงโทษคนที่คิดต่างจากศาสนจักร สังคม ฝรั่งเศส จะถือว่าเป็นพวกนอกรีต เป็นพวกแม่มด ต้องลงโทษด้วยการเผา ทั้งเป็น ข้าต้องการอยากให้ยกเลิกการกล่าวหาว่าคนที่คิดต่าง เป็นแม่มด ยกเลิกการทรมานร่างกายเพื่อรักษาดวงวิญญาณ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อว่าถ้าผู้ใดมีบุคลิกหรือคิดต่างกับความเชื่อของ ศาสน จักร และแตกต่างจากบุคคลอื่นในสังคมจะกลายเป็น ผู้สื่อสารกับภูตผีปีศาจ”

บักเคนนึกถึงหมอผีที่ติดต่อและรักษาคนที่ถูกปอบสิงที่เมืองอุบล คนเป็นปอบอย่างน้อยก็รดน้ำมนต์แล้วหาย ถ้าผีปอบมีฤทธิ์มาก ปราบยาก อย่างมากก็ระมัดระวัง ไม่คบค้าพูดคุยกับคนที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นปอบ ไม่เหมือนกับฝรั่งเศสที่ต้องเผาให้ตาย เป็นการทรมานเผาคนทั้งเป็น ต้องการให้ผู้ต้องหานั้นรับสารภาพ หรือยอมรับว่าเป็นแม่มด บักเคนนึกในใจ
ขณะที่มงเตสกิเออก็พูดต่อว่า “แนวความคิดของข้านั้นเห็นว่าขัดกับหลักศาสนจักรและสังคมโดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งต้องเป็นหลักธรรมชาติ ผู้พิพากษา ต้องพิจารณาให้ความที่เป็นธรรมกับผู้ที่ ถูกกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่เขาพูดไม่เป็นจริง หรือกระทำความผิดจริง ไม่ใช่จะบอกคนที่คิดต่างเป็นแม่มด”
มงเตสกิเออกล่าวต่อ “ข้าสนับสนุนให้ยกเลิกระบบราชทัณฑ์ที่ร้ายแรง เพราะคนที่ถูกจำคุก บางคนก็ไม่มีความผิดแต่ถูกใส่ร้าย เพราะเขาจน ไม่มีโอกาสต่อสู้ ไม่มีความรู้สู้พวกขุนนาง หรือนักบวชไม่ได้ จำต้องถูกลงโทษเพื่อให้สารภาพแม้เขาจะไม่ได้กระทำผิดก็ตาม ผู้ที่ถูกจำคุกจะมีชีวิตที่ไม่ต่างไปจากสัตว์ บางครั้งสัตว์ยังมีชีวิตที่ดีกว่าด้วยซ้ำ เช่น นกที่ถูกขับในกรง อย่างน้อย ขาดเสรีภาพแต่ไม่ถูกทรมาน ข้าไม่รู้การเรียกร้องของข้าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ข้าได้แต่หวัง” และสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนทุกคนคือเสรีภาพในการที่จะปกครองตนเอง เสรีภาพในการเลือกผู้ปกครอง ทุกคนต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ศาสนจักรหรือชนชั้นสูงจะเป็นผู้กำหนด”
มงเตสกิเออ กล่าวต่อ “เสรีภาพต้องเท่าเทียมกันในทุกคน ไม่ว่าชาวนา พ่อค้า นักปราชญ์ หรือชนชั้นนำ ขุนนาง เสรีภาพในการปกครองตนเอง เลือกผู้นำ และทุกคนต้องมีหลักประกันในสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่อำนาจนั้นตกอยู่ในกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อย แต่แอบอ้างว่าเป็นฉันทามติเป็นตัวแทนมวลมหาประชาชนซึ่งไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ แล้วคนกลุ่มน้อยที่แอบอ้างว่า เป็นมติมวลมหาประชาชนก็ใช้อำนาจนั้น จัดการกับคนกลุ่มใหญ่ เพราะอาจจะเกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต เป็นผู้กำหนดการใช้อำนาจเองไม่แตกต่างจากพวกบ้าอำนาจ ทำให้อำนาจตกอยู่กับ คนเพียงกลุ่มเดียวที่แอบอ้างว่าเป็นเสียงของคนกลุ่มใหญ่”
คุณเคน ข้าว่าเราไปทานอาหารเช้ากันดีกว่าเดี๋ยวเราได้สนทนากันบนโต๊ะอาหารกับท่านอองตวน บางทีคุณเคนอาจโชคดีได้เข้าไปในพระราชวังแวร์ซายส์กับท่านอองตวน ที่ต้องไปแกะสลักรูป ตามพระบัญชาขององค์กษัตริย์” “ดีครับท่านมงเตสกิเออ บางทีท่านอองตวนรอพวกเราที่ห้องอาหาร” บักเคนกล่าวตอบมงเตสกิเออ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (8)

สวัสดียามเช้าครับท่านอองตวน บักเคนกล่าวทักทายเจ้าบ้าน “เป็นอย่างไรหลับสบายไหม ท่านมงเตสกิเออและคุณเคน”
มาทานอาหารเช้ากัน ทาสของข้าได้เตรียมอาหารเช้าไว้รอท่านทั้งสองแล้ว เป็นบาเกต์ และขนมปังทากับแอนโชวี่ (ปลาร้าฝรั่ง) สลัด” อองตวน พูดบอกบักเคนกับมงเตสกิเออ
“น่าสนใจครับท่านแอนโชวี่ เป็นปลาหมัก ทำจากปลาอะไรครับ” บักเคนถามท่านอองตวน
“อ๋อ ปราร้าทำจากปลาซาร์เดล นำปลามาหมักกับเกลือ แล้วใส่ถังทิ้งเอาไว้ไม่ให้อากาศเข้า หมักทิ้งไว้ เวลาจะทานก็พันกับลูกโอลีฟ หรือมะกอกนะคุณเคน จะได้ตัดกับกลิ่นปลาร้า” อองตวน ตอบบักเคน
“ปลาร้าบ้านท่านมีกลิ่นแปลก ๆ ไม่เหมือนปลาร้าบ้านผมที่ทำปลาร้าจากปลากระดี่ ใส่ข้าวคั่ว ปลาร้าใส่แต่เกลือ ถึงมีกลิ่น แปลก ๆ บักเคนรำพึงก่อนจะทดลองหยิบขนมปังมาทาปลา แอนโชวี หรือปลาร้าฝรั่ง แต่ใจลอยนึกถึงข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริก แจ่วบองใส่ปลาร้า”
“เป็นอย่างไรบ้างปลาแอนโชวี” อองตวนถามบักเคน
“รสชาติแปลก ๆ ครับ ก็พอกินได้ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส มาพบท่านอีก ผมจะสอนทำปลาร้าให้ทาสของท่านได้ทำปลาร้าอุบลดูบ้าง แต่คงทำไม่ได้เพราะไม่มีข้าวคั่วที่จะใส่”
ขณะรับประทานอาหารทั้งสามคนก็คุยกันหลายเรื่อง “นี่ก็ใกล้ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้น ปัญหาจากองค์ราชันย์กษัตริย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้สร้างปัญหาให้กับท้องพระคลัง แก่องค์กษัตริย์ของเรา และองค์กษัตริย์ของเราก็ทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรักษาความยิ่งใหญ่ เหมือนกับองค์ทวดของพระองค์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14) ในสมัยของทวดขององค์กษัตริย์ก็มีทูตชาวสยาม มาเจริญสัมพันธไมตรี ไว้คราวหน้าคุณเคนมาพักที่บ้านข้า ข้าจะนำไปยังเมืองเบรสต์ ไปพบกับสหายข้า เซวาเลียร์ เดอโซมอง เคยเป็นผู้สั่งเรือรบยิงปืนใหญ่ต้อนรับทูตจากสยาม” อองตวน บอกบักเคน
“โปรดระวังไว้ท่านอองตวนอย่าวิพากษ์วิจารณ์องค์กษัตริย์”
มงเตสกิเออกล่าวเตือนสหายรัก เรามาคุยกันเรื่องของชาวบ้านส่วนมากยังงมงายเชื่อในไสยศาสตร์ เชื่อในแม่มด คำสอนจากศาสนจักร ทุกคนจะต้องเชื่อฟังในพระผู้เป็นเจ้า ถูกข่มขู่ด้วยนรกสวรรค์ ใครคิดต่างจากคำสอน ถือว่าไม่ศรัทธาในคำสอน ทำให้ศาสนจักรมีอิทธิพลต่อสังคมมาก หรือท่านว่าอย่างไรท่านอองตวน”
ข้าว่าจริงนะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังงมงายในไสยศาสตร์ เชื่อในแม่มด กลัวแมวดำ เพราะแมวดำเพิ่มขึ้นมาก เกิดจากผู้ชายไปรบในสงครามและตายในสนามรบจำนวนมาก มีแม่ม่ายเพิ่มขึ้น ส่วนมากก็หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นผู้หญิงหากิน ผลจากสงคราม การก่อจราจล ความยากจนทำให้โสเภณีเพิ่มมากขึ้น และเมื่อโสเภณีแก่ตัวไปและถูกทอดทิ้ง ก็ได้เลี้ยงแมวเป็นเพื่อน ทำให้แมวดำเพิ่มจำนวนมาก เพราะผลของสงครามเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ หญิงชรา แมวดำ ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด เมื่อเดือนก่อนกลางใจกลางเมืองชาวบ้านหลายสิบคนเขาเผาหญิงชรากับ แมวดำนับสิบ คนเพราะชาวบ้านเชื่อว่าพวกนางเป็นแม่มดจะนำความวิบัติมาสู่หมู่บ้าน เพราะมันมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาและชาวบ้านก็เชื่อในตำนาน”
อองตวนเล่าบอกมงเตสกิเออกับบักเคน ซึ่งตำนานเล่าว่า “ในคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง 2 พ่อลูกเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เดินผ่าน หน้าบ้านไป ด้วยความกลัวพวกเขาจึงขว้างก้อนหินออกไป ปรากฏว่า มันเป็นแมวดำ มันเดินขากะเผลกไปที่บ้านที่หญิงชราอาศัยอยู่ วันรุ่งขึ้น พ่อลูกคู่นี้ก็เห็นหญิงชราคนนี้ หน้าเป็นแผล แขนเจ็บ และเดินขากะเผลก ตั้งแต่วันนั้นมา ชาวเมืองก็เชื่อกันว่าแมวดำคือแม่มดแปลงร่างมา” อองตวนเล่าความเชื่อของชาวบ้านบอกบักเคน
“ผมพอเข้าใจในเรื่องเล่าแมวดำ ที่สยามก็มีความเชื่อเรื่อง แมวดำ ถ้างานศพบ้านใดมีแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ จะทำให้ คนตายฟื้นขึ้นมา เพราะเป็นการเรียกวิญญาณคืน จะเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท เสียงเล่าของบักเคนให้อองตวนกับมงเตส กิเออฟังตำนานแมวดำของไทย
“ยังเชื่อเรื่องนี้อีกหรือคุณเคน มันต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล ทุกสิ่งต้องอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเหตุผล” มงเตสกิเออพยายามบอกบักเคนถึงเรื่องความเชื่อ สิ่งที่ข้าเขียนหนังสือเพื่อบอกชาวบ้าน อย่างมงายในไสยศาสตร์ ให้ใช้ความคิด หลักเหตุผล ยุคนี้เป็นยุค รู้แจ้ง ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล เป็นสิ่งที่ข้าต้องการสอนชาวบ้าน ให้เลิกงมงาย เลิกเชื่อในสิ่งที่ไม่มีการพิสูจน์ของศาสนจักร” มงเตส กิเออ บอกบักเคน อยากให้ชาวบ้านเลิกจ่ายภาษีที่ดินให้กับ ศาสนจักร ให้คิดเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อย่างมงาย
ขณะเดียวกันบักเคนนั่งฟังและคิดตามคำบอกของมงเตสกิเออ “ที่เมืองไทยก่อนที่บักเคนจะจากมา ชาวบ้านยังเชื่อในไสยศาสตร์ กล้วยออกหวีกลางต้น น้ำศักดิ์สิทธิ์ผุดใกล้กับสุขา ดื่มแล้วหายจากโรค ปลาไหลเผือก คางคกห้าขา วัวสองหัว หมูแปดขา จะให้ลาภ แสดงว่าเมืองไทยยังไม่ผ่านยุครู้แจ้ง ชาวบ้านยังงมงายกับสิ่ง ไร้สาระ บักเคนนึกในใจ ยังอีกไกลกว่าเมืองไทยกว่าจะผ่านพ้นยุค รู้แจ้ง คงอีกหลายร้อยปีหรืออาจจะไม่มีโอกาสถึงยุครู้แจ้ง”
“เป็นไรคุณเคน ทำไมใจลอย นึกอะไรอยู่หรือ” เสียงมงเตส กิเออ ถามบักเคน
“ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงความเชื่อชาวบ้าน แม่มดในตำนาน ของท่าน แต่ที่เมืองไทยเป็นตำนานผีปอบ กับผีกระสือ ที่แตกต่างจากความเชื่อของท่าน คิดถึงหญิงชราที่ถูกทอดทิ้งที่ท่านเล่า แต่ที่อุบลหญิงชราที่เคยเป็นโสเภณี จะไม่ถูกทอดทิ้ง เพราะจะมีฝรั่งมาหาคู่แต่งเป็นเมีย”
“อะไรนะคุณเคน ฝรั่งไปแต่งงานกับหญิงไทยเหลือเชื่อ” เสียงอุทานของมงเตสกิเออกับอองตวนอุทานพร้อมกัน
“มันเป็นโลกอนาคตอีกหลายร้อยปี ท่านคงไม่เชื่อ เหมือนกับบ้านผมที่ชาวบ้านยังงมงายกับสิ่งที่ผมเล่าเหมือนกับในยุคของท่าน”
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ มงเตสกิเออกับบักเคน ก็กล่าวลาเจ้าของบ้าน และเดินทางกลับปราสาทของมงเตสกิเออ ขณะที่รถม้าวิ่งผ่านหมู่บ้าน จะเห็นชาวบ้านหลายคนเดินหาอาหารเพื่อประทังชีวิต รถม้าวิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่านทุ่งนาที่ไม่มีข้าวสาลี รถม้าวิ่งจนเกือบจะพลบค่ำ เสียงระฆังจากโบส์ดังเหง่ง หง่าง แว่วมา บักเคนมองเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังยืนสวดมนต์ภาวนา อย่างสงบนิ่ง มีสามง่ามปักบนพื้นดินข้างกายสามี ตะกร้าใส่มันฝรั่งที่วางอยู่บนพื้นใกล้เท้าของหญิงสาว และกระสอบใส่มันฝรั่ง ในรถเข็น แสดงว่าทั้งสองกำลังขุดมันเพื่อไปดำรงชีวิต แต่เสียงระฆังดังขึ้นก่อนที่จะขุดมันเสร็จก่อนตะวันจะลับฟ้า แต่เสียงระฆังดังยามค่ำจากโบสถ์ในหมู่บ้านดังแว่วมาตามสายลม และเนื่องจากไม่สามารถกลับไปทำวัตรเย็นในโบสถ์ร่วมกับสมาชิกในหมู่บ้านได้ สองสามีภรรยาจึงรีบวางมือจากการทำงาน ฝ่ายสามีถอดหมวกของเขาออก เขาและภรรยาต่างยกมือขึ้นประสานไว้กับอก ยืนตัวตรง พร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมเพื่อสวดมนต์ภาวนา บ่งบอกถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระผู้เป็นเจ้า

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (9)

รถม้าวิ่งเหยาะ ๆ บักเคนมองเห็นแสงไฟ วับ ๆ แวม ๆ บนชั้นสองของปราสาทของมงเตสกิเอออยู่ลิบ ๆ “คุณเคนใกล้ถึงปราสาทแล้ว คงหิวแล้วซินะ นี่ก็มืดแล้วเดินทางวันนี้เหนื่อยทั้งวัน ถึงปราสาทกินอาหารเย็นแล้วก็พักผ่อนนะ” เสียงมงเตสกิเออ บอกบักเคน

เมื่อรถม้าถึงประตูหน้าปราสาทข้าทาสได้มาเปิดประตูให้ มงเตสกิเออ สวัสดีครับนายท่าน เดินทางเหนื่อยไหม เพื่อนสนิทของท่าน ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) มารอพบท่านตั้งแต่บ่าย เห็นบอกว่ามีเรื่องด่วนอยากคุยกันท่านและขอพักค้างคืนที่ปราสาทของท่าน” ทาสบอก มงเตสกิเออ
“แล้วจัดหาที่พักให้เพื่อนข้าแล้วหรือยัง” มงเตสกิเออถามทาส
“จัดให้แล้วครับ ให้พักบนปราสาทชั้นสองห้องเดิมที่ท่าน รุสโซ เคยมาพักบ่อย ๆ” โชคดีแล้วคุณเคน คืนนี้จะได้กินข้าวกับเพื่อนสนิทของข้า ท่านรุสโซ
คุณเคนเคยได้ยินชื่อฌอง ฌาค รุสโซ หรือไม่” มงเตสกิเออ พูดกับบักเคน
“อ๋อเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน ฌอง ฌาค รุสโซ ครับ” ดีแล้ว เข้าไปในปราสาทก่อน อาบน้ำพักให้หายเหนื่อยแล้วค่อย ทานอาหารเย็นกับท่าน รุสโซ”
“ครับท่าน” บักเคนตอบมงเตสกิเออ แล้วก็เดินขึ้นบันไดปราสาทชั้นสองเพื่อไปห้องพักที่ทาสได้เตรียมเสื้อผ้า และน้ำอุ่นไว้ให้บักเคนได้อาบชำระร่างกายหลังจากเหน็ดเนื่อยจากการเดินทาง เสียงร้องเพลงเดือนเพ็ญของบักเคนดังแว่ว ๆ มา บักเคนร้องหมอลำเพื่อให้หายคิดถึงบ้าน หลังจากอาบน้ำเสร็จบักเคนได้เดินลงมายังห้องอาหารก็พบกับท่าน รุสโซ กำลังสนทนากับมงเตสกิเออ
“มานี่คุณเคน ผมจะขอแนะนำให้รู้จักเพื่อนสนิทของข้า ท่าน รุสโซ”
“ยินดีได้รู้จักครับท่าน ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้วครับ” บักเคนกล่าว ขณะที่รุสโซทำสีหน้างง ๆ และคิดในใจเป็นคนประเทศไหนกันนี่ ผิวคล้ำไม่ใช่คนฝรั่งเศสแน่นอน จะว่านิโกรก็ไม่ใช่ แต่ก็เอ่ยปาก “ยินดีได้รู้จัก คุณเคน ท่านเป็นคนประเทศไหน”
มงเตสกิเออได้พูดบอกท่าน รุสโซ “ขอโทษทีท่าน ข้าลืมบอกท่าน คุณเคนเป็นคนสยามได้เดินทางมายังฝรั่งเศส และได้มาพักที่ปราสาทของข้า มา ๆ คุณเคน มาทานอาหารเย็นและพูดคุยกับท่าน รุสโซ” เสียงมงเตสกิเออบอกบักเคน
“เมื่อกี้ข้าพูดถึงไหนกันท่านมงเตสกิเออ” รุสโซ ถามมงเตส กิเออ
“ท่านเล่าถึงสถานการณ์ในดินแดนไกลโพ้น กองทหารฝรั่งเศสกำลังทำสงครามกับอังกฤษในดินสหรัฐอเมริกา องค์กษัตริย์ทรงรับสั่งให้ท้องพระคลังเก็บภาษีชาวบ้านเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินภาษีไปใช้จ่ายในการทำสงครามปลดปล่อยอเมริกา จากอังกฤษ
อืมส์ สีหน้า รุสโซ ดูกังวล และกล่าวว่า “สงสารประชาชนที่ต้องจ่ายภาษีให้กับศาสนจักรและแผ่นดิน ในขณะที่สองฐานันดร ข้าราชการ ขุนนาง กับนักบวชไม่ต้องเสียภาษี ข้าเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดี มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ทุกหน ทุกแห่งในประเทศฝรั่งเศส ชาวบ้านต้องตกอยู่ในเครื่องพันธนาการของการจ่ายภาษีเพื่อขุนนางศาสนจักรและราชสำนัก ในขณะที่ผลผลิตก็เพาะปลูกได้จำกัด ต้องอาศัยธรรมชาติ ฝนฟ้าไม่รู้ว่า ธรรมชาติจะเมตตาทำให้การเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์ทุกปีหรือไม่ ชาวบ้านจะได้มีอาหารเลี้ยงปากท้องและจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ถ้าฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ชาวบ้านก็ไม่มีปัญญาจ่ายภาษี แต่ทางการยังเรียกเก็บภาษีเพิ่ม เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องจ่าย”
ข้าก็เห็นด้วยแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร” มงเตสกิเออกล่าวกับ รุสโซ
“สิ่งที่ข้าพูดนั้น หมายถึง มนุษย์ต้องมีพันธะสัญญาเมื่อมาอยู่ร่วมกัน การที่พวกเราแต่ละคนยอมสละตัวเอง และอำนาจหน้าที่ ที่เขามีอยู่ทั้งหมดให้กับส่วนรวม ภายใต้การนำสูงสุดของ “เจตน์จำนงร่วม “และในฐานะองค์รวม เราได้รวมสมาชิกที่เป็นพลเมืองฝรั่งเศสทุกคนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้ อันประกอบด้วยจำนวนสมาชิกที่มีจำนวนเท่ากับผู้ออกเสียงในที่ประชุม ซึ่งทำให้องค์รวมดังกล่าว มีชีวิต มีเจตน์จำนง มีตัวตน และมีเอกภาพของตัวเองขึ้นมา องค์รวมทางการเมืองหรือบุคคลสาธารณะที่ก่อตัวขึ้นนี้ คือ สังคมเมือง หรือสาธารณรัฐ และในสถานะที่เป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งเรียกว่า รัฐ แต่ถ้า อยู่ในสถานะ ผู้ถูกกระทำ เรียกว่า องค์อธิปัตย์ (The Sovereign)
เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างองค์อธิปัตย์ด้วยกัน เราเรียกว่า อำนาจ (Power) และสำหรับผู้ที่เข้าร่วมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เรียกว่า “ประชาชน” และเรียกว่า “พลเมือง” ตราบเท่าที่พวกเขา มีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย และเรียกพวกเขาว่า “ราษฎร” ตราบ เท่าที่พวกเขาอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐ แต่การใช้อำนาจของผู้มีอำนาจต้องความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจโดยความชอบธรรมเท่านั้น
ต้องใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม การที่ข้าไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในขณะที่ราษฎรอดอยากและแผ่นดินแดนไกลก็ไม่ใช่แผ่นดินแม่ ที่ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องกันดินแดน ดังนั้น การเก็บภาษีเพิ่มถือว่าผู้ใช้อำนาจเป็นไปด้วยความไม่ชอบธรรม” แต่ประชาชนที่เป็นพลเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การเสียภาษีเป็นหน้าที่ และธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความอ่อนแอ ขี้ขลาด และหวาดกลัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์ต้องมารวมตัวกันเป็นสังคม” มงเตสกิเออพูดกับรุสโซ
รุสโซก็กล่าวตอบมงเตสกิเออ “ก็ใช่ แต่รัฐต้องคำนึงถึง ความเหมาะสม”
“ระบบการปกครองเป็นแบบใดถึงจะดีที่สุดครับท่านมงเตส กิเออ” บักเคนถามมงเตสกิเออ
หลังจากรับฟังการสนทนาของ ฌอง ฌาค รุสโซกับมงเตส กิเออ “รัฐบาลในโลกนี้ไว้เป็น 3 รูปแแบบใหญ่ ๆ คือ หนึ่งรัฐบาล สาธารณรัฐ (Republic) หลักการ หรือตัวค้ำชูระบอบนี้คือ คุณธรรม หรือสำนึกร่วม และรักชาติ ผู้ที่มีคุณธรรมจะต้องเคารพต่อกฎหมาย และสำนึกในหน้าที่ต่อชาติ มองแตสกิเออกล่าวอีกว่า ถ้าเมื่อใด ที่ผู้คนไม่มีคุณธรรม ซึ่งเป็นตัวค้ำชูระบอบนี้ ในที่สุดระบอบนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ สอง รัฐบาลแบบกษัตริย์ (Monarchy)
หลักการของระบอบนี้ จะใช้ เกียรติยศเป็นตัวค้ำชูระบอบ (Honor) ใช้ความเหนือกว่าและฐานะของตัวบุคคลเป็นแรงบันดาลใจ หรือดึงดูดใจผู้คนในการทำดี ซึ่งเป็นระบอบการปกครองปัจจุบันและสามรัฐบาลแบบเผด็จการ (Despotism) หลักการหรือตัวค้ำชูระบอบนี้ คือ ความกลัว (Fear) เป็นตัวค้ำชูระบอบ โดยใช้ความเข้มงวดของกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรง เพื่อบีบบังคับให้คนเชื่อฟัง”
หมายความว่าอย่างไรครับท่านมงเตสกิเออ ผมฟังไม่ค่อยเข้าใจ ไหนลองอธิบายให้ผมฟังหน่อย” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“เป็นภาษาทางการเมืองคุณเคนอาจจะสับสน ข้าขออธิบาย ง่าย ๆ ดังนี้ ระบบแรก เป็นร้านค้าชุมชนที่คนดีรวมตัวกันมาเปิดร้านค้าชุมชนให้ลูกค้ายากดีมีจน เข้ามาซื้อของในร้านค้าชุมชน สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามใจตนเองที่ต้องการอยากได้ แต่คนซื้อต้องรู้จักตนเองว่ามีกำลังซื้อแค่ไหน สินค้าที่ซื้อไปมีความจำเป็นในชีวิตไหม รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ เมื่อซื้อสินค้าแล้วต้องจ่ายเงินค่าสินค้า การจ่ายเงินค่าสินค้า คือความรับผิดชอบ หรือคุณธรรมของคนในสังคม ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าแล้วไม่จ่ายเงิน ระบบนี้ก็ล้ม อยู่ไม่ได้”
มงเตสกิเอออธิบายให้บักเคนฟัง “บ้านผมรัฐบาลเอาสินค้าที่ชาวบ้านอยากได้แต่ไม่มีปัญญาซื้อมาโฆษณาชวนเชื่อ ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความอยากได้อยากมีให้ชาวบ้าน แล้วชาวบ้านก็ซื้อสินค้าจากรัฐบาลแล้วก็ไม่มีปัญญาจ่าย รัฐบาลก็ปล่อยเงินกู้ให้ แล้วจะชาวบ้านไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินกู้คืน จะเป็นเหมือนที่ท่านเล่าไหมแล้วใครจะรับผิดชอบรัฐบาลหรือชาวบ้าน”
บักเคนถามมงเตสกิเออ ขณะที่รุสโซ ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำถามอันแหลมคมของบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (10)

มงเตสกิเออก็ได้กล่าวถึง แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปเพื่อให้บักเคนได้รับรู้แนวคิดของมงเตสกิเออ ซึ่งท่านอยากจะถ่ายทอดแนวคิดให้บักเคนได้รับรู้ก่อนที่มงเตสกิเออจะจากโลกไป ตามสังขารที่ร่วงโรย “กฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ หนึ่ง กฎเกณฑ์ที่มนุษย์บัญญัติขึ้น เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ กับ รัฐ เรียกว่า กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) สอง กฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ปกครอง กับ ผู้ใต้ปกครอง เรียกว่า กฎหมายการเมือง (Political Law) และ สาม กฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกำหนดหรือความคุมความสัมพันธ์ระหว่าง เอกชน กับ เอกชน เรียกว่า กฎหมาย เอกชน (Civil Law)
“น่าสนใจ สิ่งที่ท่านพูด แต่กฎหมายใช้บังคับพลเมืองทุกคน แต่มนุษย์ต้องมี สัญญาประชาคม (Social Contract) คือ คำตอบสำหรับการหลุดจากสภาวะอันไม่อำนวยต่อการดำรงชีวิต ความเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องมาทำสัญญาร่วมกัน หมายถึง การยอมเสียเสรีภาพตามธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของเขา เพื่อแลกกับเสรีภาพทางสังคมการเมือง” บักเคนบอกมงเตสกิเออ
บักเคนพูดต่อไปว่า “นอกจากนี้ ต้องยอมเสียเสรีภาพ ตามธรรมชาติมาอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่เป็นกฎ กติกา ของสังคม ซึ่งกฎหมายที่ท่านมงเตสกิเออกล่าวนั้น ต้องคำนึงถึงเจตน์จำนงทั่วไป ในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตย แต่เสียงของประชาชนต้องเป็นใหญ่ ประชาชนต้องบัญญัติกฎหมายให้ตอบสนองต่อเจตน์จำนงทั่วไป ของประชาชน เพราะสิทธิในการปกครองมาจากประชาชน เจตน์จำนงของประชาชนคือกฎหมาย รัฐบาลต้องเชื่อฟังกฎหมายเพียงอย่างเดียว และประชาชนแต่ละคนจะพบว่าตนเองมีความสัมพันธ์สองแบบกับรัฐบาล ในฐานะผู้บัญญัติกฎหมายเมื่อเขาเป็นสมาชิกองค์อธิปัตย์ ซึ่งความหมายของข้าองค์อธิปัตย์คือความชอบธรรมอยู่ที่ประชาชน ที่ไปออกกฎหมาย และความสัมพันธ์อีกแบบในฐานะที่เป็นราษฎรหรือชาวบ้าน เขาต้องเชื่อฟังกฎหมาย ซึ่งเป็นการยอมเสียเสรีตามธรรมชาติที่ติดตัวมา เพื่อเสรีภาพทางการเมือง แต่หลักใหญ่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ ถ้าไม่มีเสรีภาพก็ไม่ใช่มนุษย์” รุสโซได้ตอบมงเตสกิเออ
มงเตสกิเออได้กล่าวต่อไป “นอกจากกฎหมายแล้ว การพัฒนาสังคมจากสังคมเร่รอน ชนเผ่า มาเป็นการการเพาะปลูก เพื่อยังชีพและจำหน่ายแล้ว ก่อให้เกิดเงินตราที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน ในการค้าขาย การคิดค้นการพัฒนาด้านการเกษตร ส่งเสริมให้เกิดความรู้ใหม่ เพื่อพัฒนาการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอนสนองพลเมืองฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้เงินตราเป็นมาตรฐานการแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เป็นความสะดวก และส่งเสริมศิลปะให้สังคมฝรั่งเศสดูยิ่งใหญ่ เช่นโบสถ์ พระราชวัง บ้านเรือน เครื่องแต่งกายของข้า ของท่าน ก็ดูหรูหรายิ่งกว่ายุคอดีต เป็นความยิ่งใหญ่ของศิลปะและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส ยากที่ประเทศใดจะเสมอเหมือน แต่ก็ส่งเสริมความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์เพิ่มขึ้นมากมาย มีทั้งคนรวยและ คนยากไร้ แล้วแต่ใครจะเข้าถึงโอกาสมากกว่ากัน” มงเตสกิเอออธิบายให้บักเคน และรุสโซ ฟัง
“นอกจากนี้ การค้าขายทางเรือ การขยายดินแดนไปยัง โลกใหม่ทำให้สินค้ามีความอุดมสมบูรณ์ เกิดความมั่งคั่งในประเทศ และก่อให้เกิดความฟุ่มเฟือยในการใช้สอยเงินตราที่หา มาได้ เช่นท่าน เช่นข้า ได้ลิ้มรสปลาร้าจากตอนเหนือ จากพวกไวกิ้ง ได้ดื่มเบียร์จากอียิปต์ ได้ลิ้มรสเครื่องเทศอันเผ็ดร้อน จากตะวันออกไกล ผ้าไหมแพรพรรณจากจีน หนังสัตว์จากสยาม การค้าหรือการพาณิชย์ผ่านการค้าขายทางทะเลเป็นการวางรากฐานของการหลุดพ้นจากความคิดคับแคบของชาวบ้านฝรั่งเศส หลุดพ้นจากความยากไร้ และเป็นการส่งเสริมการค้นพบธรรมชาติ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การคิดอย่างมีหลักเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผู้ปกครองต้องคำนึงถึงคุณธรรมของผู้บัญญัติกฎหมาย ต้องรู้จักพอประมาณ ศิลปะแห่งการบริหารบ้านเมืองจำเป็นต้องอาศัยทักษะไตร่ตรอง ซึ่งจำเป็นต่อการกำหนดประเภทของกฎหมายที่จะนำไปใช้”
“ข้าไม่เห็นด้วยนะท่านมงเตสกิเออ ความก้าวหน้าในความหมายของท่าน จะนำไปสู่ความเสื่อมทรามของศีลธรรมเสมอ ศิลปะและวิทยาศาสตร์จะต้องมีบรรยากาศแห่งความฟุ่มเฟือย การไปนั่งร้านกาแฟเพื่อเสพสิ่งที่เป็นบรรยากาศ เพื่อที่จะได้ งอกงามทางความคิด ซึ่งความคิดจะสะดวกสบาย ทำให้จิตใจมนุษย์อ่อนแอลงเป็นทาส ของกิเลส สังคมถูกครอบงำด้วยศิลปะและวิทยาศาสตร์ทำให้สังคมเกิดความไม่เสมอภาค ได้กลายเป็นสาเหตุของความแตกต่างของมนุษย์ และจำเป็นต้องใช้เงินไปสนับสนุนศิลปะ และวิทยาศาสตร์ ทำให้ต้องมีคนงานทั้งหลายคอยควบคุมดูแลเครื่องมือต่าง ๆ ที่คิดค้นด้วยศิลปะและวิทยาศาสตร์ และผลิตผลต่าง ๆ ของมัน ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม และความยุติธรรมก็แล้วแต่มุมมองของคนในฐานันดรใด เช่น การรักษาอภิสิทธิ์ของผู้อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ต้องการใช้ทุกวิถีทาง เพื่อรักษาอำนาจ รัฐเป็นที่รู้จักกันล้วนเต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค และอาจเกิดผลต่อผู้ที่ถูกกดขี่อย่างแสนสาหัส เช่น ชาวบ้านที่เป็นฐานันดรที่สาม ต้องแบกรับการเสียภาษี แต่ขุนนาง นักบวชไม่ต้องเสียภาษี ก่อให้เกิดคนรวย คนจน ความอิ่มหนำ การจัดเลี้ยงหรูหราและคนยากไร้มีอะไรจะกิน โสเภณีขายตัวประทังชีวิตตามซอกตึกที่มืดทึบ น่าหดหู่ หรือโสเภณีชั้นสูงที่ฟุ่มเฟือย ต้องไปขายตัว เพื่อความอยู่รอดในซาลอน (Salon) ที่เลี้ยงสังสรรค์หรูหราในปารีส” รุสโซได้โต้ตอบกับมงเตสกิเออ
บักเคนนั่งฟังเกิดอาการมึน “ขอโทษครับฟังแล้วมึน ผมสมองทึบ ไม่เห็นรู้แจ้งเลยท่าน มีน้ำขาวที่จะทำให้รู้แจ้ง ไหมท่าน” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“อะไรนะน้ำขาว เหล้าขาวนะท่าน ข้าไม่ค่อยถนัดไวน์ หรือน้ำแดง ขอเป็นเหล้าขาวมีไหมท่าน กินเหล้าขาวแล้วฟังท่านสนทนาข้าอาจจะรู้แจ้งได้” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“อ๋อ เจ้าไปหยิบเหล้าขาวที่ห้องใต้ดินมาให้คุณเคนลิ้มลองหน่อย” เสียงมงเตสกิเออบอกทาสให้ไปเอาเหล้าขาวมาให้บักเคนดื่ม อะไรกันท่าน มีทั้งคอนยัค บรั่นดี ไวน์แถมมีเหล้าขาวในปราสาทของท่านด้วย ท่านน่าจะเปิดโรงเหล้านะท่าน มีทั้งเหล้าหรูหราจนถึงเหล้าชาวบ้าน หรือที่บ้านผมเรียกเหล้าโรงด้วยหรือท่าน
“มีซิข้าเดินทางไปทั่วประเทศ คนจนในฝรั่งเศสไม่มีปัญญาซื้อคอนยัค บรั่นดี ดื่ม ได้แต่อาศัยเหล้าขาว กลั่นเอง หรือไวน์ หมักเองไว้ดื่มเพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว” มงเตสกิเออ บอกบักเคน
“มาแล้วท่าน เหล้าขาว หมักอย่างดีจากมันฝรั่ง” เสียงทาสบอกบักเคน “ขอบใจ มีลูกผลไม้ป่าที่เปรี้ยว ๆ ไหม มีแต่มะเดื่อป่าออกเปรี้ยวครับท่าน” “ข้าจะเอามากินกับเหล้าขาว ขอเกลือหน่อย ไว้จิ้มกับมะเดื่อป่า” เสียงบักเคนร้องบอกทาสของมงเตสกิเออ ขณะที่บักเคนนึกภาพมะยมเปรี้ยวที่สวนหลังบ้านกินกับเหล้าโรง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (11)

บักเคนมาถึงฝรั่งเศสในช่วงต้นปี ค.ศ. 1750 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ครองราชย์ได้พบกับมงเตสกิเออ ซึ่งบ้านเมืองช่วงนั้นกำลังระส่ำระสายเพราะฝรั่งเศสเพิ่งขอยุติสงคราม 7 ปี เมื่อมาพักอยู่กับมงเตสกิเออได้สักพัก บักเคนเริ่มสนิทกับทาสของมงเตสกิเออ ที่มีผิวคล้ำเหมือนกับตน ชื่อ ตูส์แสงต์ ลูแวร์ตูร์ เป็นชาวเฮติ ทาสของมงแตสกิเออ ตูส์แสงต์ ได้เล่าประวัติของตนให้ฟังว่า

“ตนเองถูกทหารสเปนจับแล้วนำไปขายเป็นทาสทำงานหนักอยู่ในไร่อ้อยที่เฮติ แล้วถูกนายจ้างชาวฝรั่งเศสส่งมาขายยังฝรั่งเศส พอดีเพื่อนท่านมงเตสกิเออ ได้ไปซื้อตนเองจากเมืองมาร์เซย์ ที่เป็นศูนย์กลางการค้าทาส ข้าถูกซื้อมาให้เป็นของขวัญวันเกิด ท่าน มงเตสกิเออ ท่านเป็นนายที่ดีมาก ไม่ได้กดขี่ข้าเหมือนกับนายทาสเก่าของข้าที่เฮติ”
“ชีวิตท่านน่าสงสาร ยุคนี้ยังมีคนตกทาสเพราะสงครามถูกจับเป็นเชลย แต่ที่สยามทาสก็มี แต่ไม่ร้ายแรงเท่ายุคนี้”
บักเคนกล่าวปลอบใจทาส
“อะไรนายท่านเคน บ้านเมืองท่านยังมีทาสเหมือนกับสมัยนี้อยู่อีกหรือ” ตูส์แสงต์ ถามบักเคน
“อ๋อมีซิแต่เป็นทาสโดยสมัครใจ พวกอพยพหลบหนีเข้าเมืองต้องแอบซ่อนทำงาน ต้องทำงานหนัก ไม่กล้าออกไปข้างนอก กลัวถูกจับแล้วถูกรีดไถเงิน และถูกส่งตัวกลับประเทศ” บักเคนอธิบายให้ฟัง
บักเคนสนิทกับ ตูส์แสงต์ เพราะชอบเอาเหล้าขาวมาให้บักเคนกินอยู่บ่อย ๆ ท่านเคนข้าแอบได้ยินท่านมงเตสกิเออคุยกับขุนนางที่ข้าไม่รู้จัก เห็นบอกว่าฝรั่งเศสแพ้สงคราม บ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ท้องพระคลังเก็บเงินไม่เพียงพอ ต้องเก็บภาษีเพิ่ม เพราะราชสำนักมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องเตรียมกองทหารเพื่อทำสงครามแก้แค้น”
“ไหนเล่าต่อไปซิ สงครามแก้แค้นอะไรกัน”
“สงครามแก้แค้นที่ฝรั่งเศสทำสงคราม 7 ปีแล้วแพ้ ซึ่งสงครามเริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1756 เป็นการรบกันระหว่างพันธมิตร อังกฤษ-ปรัสเซีย และฝรั่งเศส-ออสเตรีย สงครามเกิดขึ้นบนภาคพื้นยุโรป ในอินเดีย และในอเมริกาเหนือโดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ที่ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่าง อาณานิคมอเมริกาของอังกฤษ กับอาณานิคมควิเบกของฝรั่งเศส นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังครอบครองอาณานิคมหลุยส์เซียนาอันกว้างใหญ่ การรบในช่วงแรกๆ ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะมีทหารในแนวหน้ามากกว่าและการโจมตีแบบกองโจรของอินเดียนแดงที่เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ทำเอากองทัพอังกฤษเกือบพ่ายแพ้เมื่อเวลาผ่านไปอังกฤษมีกำลังเสริมจากเมืองแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการจัดตั้งกองทัพอาณานิคมที่ชำนาญพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ฝรั่งเศสเราเริ่มเป็นฝ่ายล่าถอย เริ่มเสียป้อมค่ายตามชายแดนให้อังกฤษ
เมื่อฝรั่งเศสเมื่อแพ้สงครามกลับสะสมอาวุธ ฝึกทหาร ระดมทหาร เก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อรอวันล้างแค้น เลือดต้องล้างด้วยเลือด ซึ่งสาเหตุสงครามข้าได้ยินขุนนางเล่า เริ่มเมื่อสมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่ง
ปรัสเซียทรงเข้ารุกรานแซกโซนี ทำให้การต่อสู้ระหว่างอังกฤษและ ฝรั่งเศสและพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในทวีปอเมริกาเหนือเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1754 สองปีก่อนที่สงครามโดยทั่วไปจะเกิดขึ้น และฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1762 ต้องทำสนธิสัญญาปารีสเมื่อ ค.ศ. 1763 ทำให้ฝรั่งเศสเสียอาณานิคมในอเมริกาทั้งหมดให้กับอังกฤษยกหลุยส์เซียน่าให้สเปน เห็นว่ามีคนตายไปหลายล้านคน ฝรั่งเศสถึงมีแต่แม่หม้ายและแมวดำ บักเคนพยายามทบทวนประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ที่ตนเคยอ่านสมัยเรียนจำได้บ้าง ไม่ได้บ้างและตอนที่มาทำงานที่ฝรั่งเศสก็เคยได้ยินบ้าง แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะตนไม่สนใจประวัติศาสตร์
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป ลมหนาวพัดกรูเข้ายังห้องนอนของบักเคน สายหิมะโปรยปรายลงมาเบาบางเป็นเกร็ดลอยลงสู่พื้นอย่างเบา ๆ ทำให้เกิดความหนาวเหน็บ ท้องฟ้ามืดสลัว ไร้แสงดาว ทิวสนดูทึม ๆ เหมือนปีศาจยืนเรียงรายที่โยกตัวไปมาท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บ บักเคนนอนห่มผ้าคลุมโปงบนเตียงนอน ขณะกำลังหลับฝันดี ฝันเห็นว่าตนเองกำลังคุกเข่าขอ ต่าย อรทัย แต่งงาน สายลมหนาวกระโชกเข้ามาในห้อง ทำให้ต้องสะดุ้งตื่น นึกว่าฝันเป็นจริง แต่แล้วก็เป็นเพียงความฝัน พยายามจะข่มตาให้หลับ แต่หลับไม่ลงใจกลับนึกไปถึงชาวบ้านฝรั่งเศสที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่ยากจน จะมีอะไรช่วยให้คลายหนาวเหน็บ บักเคนนึกถึงฤดูหนาวเมืองไทยทุกปีเทียบไม่ได้กับที่ฝรั่งเศส แต่ อบต. และหลายหน่วยงานจะตั้งงบจัดซื้อผ้าห่มมาแจกชาวบ้าน แม้ผ้าห่มจะบาง แต่ก็ยังใช้คลุมกายพอประทังความหนาวที่ไม่หนาวเหน็บเหมือนฝรั่งเศสได้ ถึงแม้การแจกบางครั้งของ อบต.หรือ เทศบาลที่อุบลจะแจกผ้าห่ม คลายหนาว กว่าจะได้แจกผ้าห่มเพราะต้องรองบประมาณจะได้รับ อากาศที่อุบลจะเริ่มร้อนก็ตาม
เช้าวันนี้อากาศข้างนอกยังสลัวเต็มไปด้วยหมอกหนา บักเคนตั้งใจว่าเมื่อตอนทานอาหารเช้าจะสอบถามสภาพความเป็นไป อย่างแท้จริงของการปกครองฝรั่งเศสกับท่านมงเตสกิเออ
“อรุณสวัสดิ์ยามเช้า คุณเคน เมื่อคืนหลับสบายไหม” มงเตส กิเออถามบักเคน
“ไม่ค่อยหลับครับอากาศหนาวมากครับ ลมหนาวพัดแรงมากครับ ทำให้คิดถึงคนยากจนที่ต้องทนกับอากาศหนาวครับท่าน มงเตสกิเออครับ ผมสนใจประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสก่อนที่ผมจะมาพบท่าน สิ่งที่เคยเรียนและได้ฟังมาก็ลืมหมดแล้ว อยากฟังจากท่านเล่าครับ” บักเคนต้องการให้มงเตสกิเออเล่าประวัติฝรั่งเศสให้ฟัง
มงเตสกิเออได้เล่าประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสให้บักเคน “สังคมของฝรั่งเศส แบ่งผู้คนได้เป็นสามฐานันดร หรือสามชนชั้น คือ ฐานันดรแรกนักบวช มีประมาณหนึ่งแสนคน ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีกสองกลุ่มคือ นักบวชชั้นสูง เช่น มุขนายก คาร์ดินัล นักบวชชั้นสูงจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราราวกับเจ้าชาย ส่วนนักบวชชั้นล่าง ได้แก่ นักบวชทั่วไป มีฐานะใกล้เคียงกับชนชั้นใต้ปกครอง โดยมากมีชีวิตค่อนข้างแร้นแค้น ส่วนฐานันดรที่สอง ขุนนาง มีประมาณสี่แสนคน แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้สามกลุ่ม คือ ขุนนางโดยเชื้อสาย สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางต่าง ๆ ขุนนางรุ่นใหม่ ได้รับตำแหน่งจากการรับใช้พระมหากษัตริย์ มักจะมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าขุนนางพวกแรก ขุนนางท้องถิ่น มีฐานะสู้ขุนนางสองประเภทแรกไม่ได้ มักจะโจมตีชนชั้นปกครองพวกอื่นเรื่องการเอาเปรียบสังคม”
“ฐานันดรที่สาม ได้แก่ ชนชั้นกลางและชาวนาประมาณ ยี่สิบห้าล้านห้าแสนคน หรือร้อยละเก้าสิบของจำนวนประชากร ทั้งประเทศฝรั่งเศส แต่สองชนชั้นแรกซึ่งมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ถือครองที่ดินส่วนมากของประเทศ และมีตัวแทนอยู่ในรัฐสภา และการเสียภาษีต้องทำโดยชนชั้นที่สามซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนา ยากจนต้องเสียภาษี ซึ่งชนชั้นที่หนึ่งและสอง ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากในสังคม” มงเตสกิเอออธิบายสภาพสังคมให้บักเคนฟังอย่างคร่าว ๆ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (12)

คำอธิบายของมงเตสกิเออทำให้บักเคนมองภาพสังคมการเมืองฝรั่งเศสแต่ยังไม่ชัดเจนมากนักในเรื่องแนวคิดการปกครองที่คล้ายกับระบบฟิวดัล บักเคนได้ถามมงเตสกิเออว่า

“ท่านมงเตสกิเออ ทำยังไงผมจะมีโอกาสได้ไปอังกฤษไปเที่ยวลอนดอนบ้างครับ บางทีจะได้มีโอกาสพบกับท่าน จอห์น ล็อคบ้างครับ”
“น่าเสียดายคุณเคน ผมได้ข่าวจากอังกฤษ ท่านจอห์น ล็อค ได้เสียชีวิตนานแล้ว คุณเคนไม่รู้หรือ” “ไม่ทราบครับท่าน” ก็ผมเคยบอกท่าน ผมเข้าใจประวัติศาสตร์ไม่ชัดเจน ไม่จำเหตุการณ์ครับ บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ถ้าคุณเคนสนใจแนวคิดท่านและอยากทราบรายละเอียด ผมจะนำไปพบเลดี้ มาแชม ต้องไปฟังแนวคิดของท่าน ล็อค จากปากเลดี้ มาแชมที่เป็น เพื่อนสนิทของ ของ ล็อค ท่านเลดี้ มาแชม เข้าใจแนวคิดของ ล็อค มากที่สุด บางครั้งข้าไม่เข้าใจแนวคิดของล็อค ก็จะไปสนทนากับท่าน ซึ่งท่านมาอาศัยอยู่ในปารีสหลายสิบปีแล้ว ท่านอายุมากแล้ว” มงเตสกิเออบอกบักเคน
“ท่านอายุประมาณเท่าไหร” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“ผมว่าท่านไม่ต่ำกว่า 90 ปีท่านอายุยืนมาก และความจำดีมาก ไปฟังแนวคิด ล็อค เพื่อคุณเคนจะได้เข้าใจ แนวคิดการปกครองได้ดียิ่งขึ้น
มงเตสกิเออและบักเคนได้นั่งรถเทียมม้าไปยังบ้านของ เลดี้ มาแชม โดยให้ ตูส์แสงต์ ได้ตามไปด้วย เพราะ ตูส์แสงต์ สนใจอยากฟังแนวคิด มงเตสกิเออก็อนุญาตให้ไปด้วยกัน เมื่อรถม้ามาถึงบ้านเลดี้ มาแชม ตูส์แสงต์ ได้ลงจากรถม้าและไปบอกทาสของ เลดี้ มาแชม ว่า
“ท่านมงเตสกิเออมาพบท่านเลดี้ มาแชม”
ซึ่งทาสของเลดี้ มาแชมได้ไปบอก เลดี้ มาแชม และได้ให้ มงเตสกิเออและ ตูส์แสงต์ เข้าพบที่ห้องรับรอง
“สวัสดีเลดี้ มาแชม ด้วยความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง” มงเตสกิเออบอกกับเลดี้มาแชม
“สวัสดีท่านมงเตสกิเออ ยินดีที่ได้พบ ข้ากำลังเหงาอยู่พอดี ดีใจที่ท่านมาเยี่ยม อ้าวแล้วท่านสุภาพบุรุษ ยินดีที่ได้พบ”
“เลดี้ มาแชม ข้าขอแนะนำ คุณเคน จากสยาม และคนรับใช้คนสนิทของข้า ตูส์แสงต์”
“ยินดีที่ได้พบท่านทั้งสอง มา มา ๆ ทานอาหารว่างกับน้ำชายามบ่าย” เลดี้ มาแชม กล่าวเชิญชวนมงเตสกิเออ บักเคนและ ตูส์แสงต์
เลดี้ มาแชร์ ชอบดื่มชา และก็ได้นั่งคุยกับมงเตสกิเออ เกี่ยวกับเรื่องการเมืองในอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งสนทนาไปได้สักพัก มงเตสกิเออก็บอก เลดี้ มาแชม ว่า “คุณเคนสนใจในชีวิตของ ล็อค พอจะเล่าความเป็นมาคร่าวให้ฟังได้ไหม อะไรดลใจให้ ล็อค ถึงได้เขียนอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพ”
เลดี้ มาแชม ก็ตอบ “ด้วยความยินดีและนั่งนึกทบทวนถึงความหลังสมัยอยู่อังกฤษ เมื่อครั้งเรียนที่เมือง อ็อกฟอร์ด กับ ล็อค เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นาน ชีวิตวัยเรียนของทั้งสองสนุกตื่นเต้นได้พูดคุยแนวคิดทางการเมือง ศิลปะ ไปผับยามเย็น พูดคุยเรื่องเรียนกับ ล็อค ที่เมืองอ็อกฟอร์ด”
เลดี้ มาแชม ได้เล่าชีวประวัติของ ล็อค ตั้งแต่วัยเด็กให้ฟัง “สมัยนั้นที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดเป็นฝ่ายนิยมกษัตริย์ แต่ภายหลังสงครามกลางเมือง ออกฟอร์ด ได้กลายเป็นพวกเพียวริตัน”
“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในขณะนั้นเป็นผู้มีใจกว้างต่อผู้ที่ มีความคิดเห็นแตกต่างทั้งทางด้านการเมืองและศาสนา ลักษณะความใจกว้างเช่นนี้เป็นที่นิยมชมชอบและมีอิทธิพลต่อล็อคไม่น้อย อ็อกฟอร์ด หลังสงครามกลางเมืองแม้จะเปลี่ยนเป็นพวกเพียวริตันแล้ว แต่หลักสูตรที่มีอยู่เดิมก็ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ความคิดของอริสโตเติลยังมีอิทธิพลในการศึกษาที่แสดงออกมาในรูปของปรัชญาสกอลาสติก (Schlolasticism)
“ปรัชญาดังกล่าวมีวิธีการศึกษาแบบโต้แย้งถกเถียงและการวิเคราะห์แจกแจงอย่างละเอียดลึกในทางตรรกะ ล็อคเริ่มเรียนปรัชญาที่นี่ แต่ความรู้สึกที่ล็อคได้รับในการเรียนปรัชญานั้น แทบไม่ต่างไปจากความรู้สึกของโทมัส ฮอบบ์ เมื่อครั้งที่เรียนที่ อ๊อกฟอร์ด เขาเบื่อการเรียน การตอบคำถามอาจารย์ ล็อคไม่ตั้งใจเรียน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปที่ห้องสมุด เพื่อหาหนังสือที่สนใจ ซึ่งล็อคสนใจแนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ช่วงนี้ทำให้ล็อคเริ่มอ่านและสนใจแนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ซึ่งงานเขียนง่าย ๆ ของเดส์การ์ต ที่ไม่ค่อยมีคำศัพท์ชั้นสูง”
“ทำให้ล็อคไม่ต้องปีนบันไดอ่านภาษาวิชาการที่เต็มไปด้วยศัพท์แสลง ยากจะเข้าใจ ซึ่ง เดส์ การ์ตส์ เป็นชาวฝรั่งเศส ไว้ให้ท่าน มงเตสกิเออ เล่าให้คุณเคนฟังก็แล้วกัน”
ข้าขอเล่าต่อก็แล้วกัน หลังจาก “ล็อคอ่านงานของเดส์การ์ตส์ แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเดส์การ์ตส์ที่ว่า ความรู้ เกิดจากการที่มนุษย์ใช้ความคิดตรึกตรองอย่างที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ การสังเกต หรือการทดลองก็ตาม แต่การที่ล็อคเน้นแนวคิดที่ว่าความรู้ของมนุษย์ต้องอาศัยประสาทสัมผัสรับรู้ ประสบการณ์แล้วผ่านกระบวนการตรึกตรองนั้นก็ได้สะท้อนให้เห็นกระแสแนวคิดแบบภูมิปัญญาสมัยใหม่ในแง่ที่ว่า ความรู้ มีลักษณะก้าวหน้าจากการสั่งสม ประสบการณ์ประกอบกับการใช้ความคิดไตร่ตรองในแนวคิดของเดส์การ์ตส์มีลักษณะประการหนึ่งคือการยึดถือความแน่นอนของคณิตศาสตร์ ว่าเป็นแบบแผนที่ถูกต้องของความจริง”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (13)

เลดี้ มาแชม ได้จิบน้ำชาและชวนให้มงเตสกิเออและบักเคน จิบน้ำชา พร้อมทานขนมมาการอง ที่เลดี้ มาแชมได้คิดค้นขึ้นในช่วงบ้านเมืองเริ่มขัดสนอาหาร โปรตีนก็หายาก ขนมมาการองให้โปรตีนไม่แพ้เนื้อสัตว์ (ทำจากอัลมอนด์) และกล่าวต่อว่า

“น่าสังเกตว่าลักษณะแนวคิดร่วมของเดส์การ์ตส์ คือ การอิงฐานความคิดใหม่ที่มีความแน่นอนตายตัว อันเป็นลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ แต่ล็อคปฏิเสธแนวความคิดที่มีอยู่เดิมในเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด”
เลดี้มาแชม กล่าวต่อไปว่า “ล็อคกล่าวว่า พระเป็นเจ้า ทรงประทานเหตุผลให้มนุษย์ พระองค์ไม่ประทานความคิดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดให้ เพราะเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็นอันขัดกับความมีเหตุผลของพระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อมนุษย์เองก็สามารถใช้เหตุผลที่พระองค์ประทานให้เพื่อค้นพบความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ล็อคเห็นว่ามนุษย์มีขอบเขตความสามารถในการรับรู้และเข้าใจที่จำกัด ล็อคชี้ว่าความเชื่อในความคิดที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นการอ้างความชอบธรรมแก่ผู้มีอำนาจเพื่ออ้างว่าตนเป็นผู้ปกป้องความเป็นจริงที่ตนเองได้ค้นพบ แล้วโดยกดขี่หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของตน”
เลดี้ มาแชม ได้เล่าต่อว่า “สำหรับแนวคิดของเดส์การ์ตส์ที่มีอิทธิพลต่อฝรั่งเศสในสมัยนี้ยังคงเชื่อในความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แสดงว่าเดส์การ์ตส์เองก็ยังไม่ตัดขาดจากกระแสภูมิปัญญาโบราณเสียทีเดียว”
“ทั้งนี้เพราะประการแรก แนวคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมา แต่กำเนิด เป็นแนวคิดที่แพร่หลายของปรัชญาการเมืองสมัยโบราณ ประการที่สอง การเชื่อในความคิดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเป็นการมองว่าตัวแบบแห่งความจริง ดำรงอยู่ในอดีตมิใช่ปัจจุบัน การพัฒนาความรู้จะเป็นไปได้จะต้องเริ่มจากการหวนกลับไปหาความสมบูรณ์แบบของจุดเริ่มต้นนั้นคือการค้นพบความจริงที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ในขณะที่เดส์การ์ตส์มีแนวคิดที่เชื่อมต่อภูมิปัญญาสมัยโบราณเข้ากับภูมิปัญญาสมัยใหม่ ซึ่งแนวคิดของล็อคปฏิเสธการเชื่อมต่อดังกล่าว เขาไม่เชื่อในความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่เขามองว่า จิตมนุษย์เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเหมือนกระดานชนวนที่สะอาด”
“เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์จึงได้สะสมความรู้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นความรู้มีลักษณะก้าวหน้าอันเป็นลักษณะหนึ่งของภาวะสมัยใหม่ นอกจากนี้ วิธีการสะสมความรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสอันเป็นวิธีศึกษาแบบประจักษ์นิยมก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของกระบวนการแสวงหาความรู้ในแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เป็นการสังเกตและการทดลองในช่วงที่ล็อคดำรงชีวิตอยู่ด้วย”
“สำหรับข้อเขียนของล็อคในเรื่อง The First Treatise of Civil Government ล็อคได้โจมตีลัทธิเทวสิทธิที่สร้างความชอบธรรมของกษัตริย์ในการปกครองจากการที่กษัตริย์อ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากอดัม”
“เมื่อบิดาของ ล็อคเสียชีวิตลง ล็อคได้รับทรัพย์สินที่ดินเป็นมรดก แม้ว่ามรดกที่ได้รับจะมีเพียงเล็กน้อยแต่ก็ส่งผลให้ล็อคมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ล็อคได้ตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์และก็เรียนจบ ได้ใบอนุญาตให้รักษาผู้ป่วยได้ ซึ่งฝีมือของล็อคเป็นที่ยอมรับ แต่เขาพอใจที่จะฝึกหัดศิลปะในการรักษาและให้คำแนะนำทางการแพทย์เป็นครั้งคราวมากกว่าจะยึดอาชีพเป็นแพทย์”
“ต่อมาล็อคได้สนใจแนวคิดเรื่องทรัสต์นี้ ล็อคเขาเห็นว่าอำนาจของผู้ปกครองได้รับการถ่ายโอนจากประชาชนและมีผลผูกมัดต่อประชาชนในรูปของทรัสต์ที่ได้รับความไว้วางใจให้ผู้ปกครองต้องปกครองเพื่อ ผลประโยชน์ส่วนรวม (Common Good) โดยที่อำนาจนั้นยังคงอยู่ในมือของประชาชนที่ผู้ปกครอง ไม่อาจพรากเอาไป หรือล่วงละเมิดได้ แนวคิดของล็อคที่ว่ารัฐบาลอาจถูกล้มล้างไปแต่สังคมจะไม่สลายตามไปด้วย (สิทธิ ปฏิวัติ) และประชาชนโดยรวมมีอำนาจเหนือรัฐบาลนั้น ความคิดของล็อคนั้นการปฏิวัติเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้โดยชอบธรรม และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิวัตินั้น ต่างสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเป็นใหญ่เหนือองค์กรการปกครอง ล็อคเห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และรัฐบาลที่ชอบธรรมคือรัฐบาลมาจากความยินยอมและใช้อำนาจในลักษณะที่รับฝาก ความไว้วางใจจากประชาชนอย่างชั่วคราว (Fiduciary Trust)ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมีรูปแบบใดก็ตามนั้นแสดงถึงการที่ล็อคมองประชาธิปไตย หรือการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ที่จิตวิญญาณ (Spirit) มากกว่าที่ประชาธิปไตยจะเป็นเพียงรัฐบาลหรือการปกครองในรูปแบบหนึ่ง” เลดี้ มาแชมอธิบายให้บักเคนและตูส์แสงต์ ทั้งสองคนตั้งใจฟังเลดี้มาแชมเล่า
การเล่าตำนานของล็อค จะส่งผลต่อความคิดของ ตูส์แสงต์ ที่ได้รับแนวคิดมงเตสกิเออและล็อค และสุดท้ายได้เป็นวีรบุรุษของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศเฮติในอนาคต
“แนวคิดของล็อคต้องการพิสูจน์ว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้โอนความเป็นเจ้าของสรรพ สิ่งบนโลกอันรวมถึงมนุษย์ผู้อื่นให้อดัม ครอบครอง แท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิทธิในการใช้สรรพสิ่งทั้งมวลให้มนุษย์ ทุกผู้ทุกนามร่วมกันแต่ไม่ได้ให้โลก ทั้งโลกแก่มนุษย์ผู้ใด เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า จากพระคัมภีร์ ล็อคได้ตีความพระประสงค์ของ พระผู้เป็นเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์เจริญงอกงาม เป็นพระประสงค์ของพระองค์ เป็นกฎธรรมชาติอันมีเนื้อหาว่าเป็นการรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่น และด้วยพระประสงค์เช่นนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์ ได้รับสิทธิจากพระองค์ให้สามารถจากผืนดินผืนน้ำหรือทรัพยากรต่าง ๆ บนโลกได้ ร่วมกันใช้”
“การตีความพระคัมภีร์ที่อดัมหรือทายาทที่สืบต่อจากอดัมเป็นเจ้าของทุกสิ่งบนโลก รวมถึงมนุษย์ทุกผู้ทุกนามนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะกษัตริย์อาจปฏิเสธไม่ให้มนุษย์คนอื่นได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนโลก พื่อหาอาหาร อันทำให้มนุษย์ผู้นั้นอดตายได้ และผลจากการปฏิเสธของกษัตริย์นั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า”
“นอกจากนี้ ล็อคได้กล่าวแย้งอำนาจสูงสุดที่นักปราชญ์ กล่าวอ้างว่า อดัมมีเหนืออีฟและลูกหลานของเขา ล็อคเห็นว่ามีข้อแย้งหลายประการ กล่าวคือ นอกจากบุตรจะต้องเคารพบิดาแล้ว บุตรต้องเคารพมารดาด้วย นอกจากนี้ สิทธิอำนาจทั้งสองประการมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ บิดา มารดา มีวัตถุประสงค์ในการใช้อำนาจเพื่อปกป้องคุ้มครองบุตรหลานให้พัฒนาทั้งทางร่างกายและสติปัญญา อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจที่จะผูกพันไปตลอดชีวิตบุตร ดังนั้น การใช้สิทธิอำนาจของบิดาและมารดาจึงมีช่วงเวลาที่จำกัด และไม่ใช่อำนาจสิทธิขาดที่บิดามารดาจะสามารถกระทำอย่างไรกับบุตรหลานก็ได้ เพราะสิทธิอำนาจนี้ถูกผูกพันไว้ด้วยวัตถุประสงค์ดังได้กล่าวไว้แล้ว”
เลดี้ มาแชม กล่าวต่อไปว่า “อำนาจการเมืองการปกครอง เป็นอำนาจในลักษณะของทรัสต์ที่ประชาชนได้มอบหมายให้ ผู้ปกครองทำหน้าที่บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่ออำนาจทั้งสองอย่างมีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันเช่นนี้แล้ว การที่นักปราชญ์นำเอาอำนาจของผู้ปกครองรัฐกับอำนาจของบิดามารดามาเทียบว่ามีลักษณะเดียวกัน จึงเป็นความเข้าใจที่สับสนเป็นอย่างยิ่ง” บักเคนและ ตูส์แสงต์ นั่งฟังและนั่งนึกตามที่เลดี้ มาแชม เล่าให้ฟัง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (14)

เลดี้มาแชมเล่าต่อไปว่า “แนวคิดของนักปราชญ์ในยุคก่อน เป็นเรื่องการขยายสิ่งที่ตนครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นการขยาย การครอบครองทรัพย์สินที่มีไปครอบคลุมถึงการครอบครอง อำนาจเหนือผู้ที่ใช้ทรัพย์สินของตน (หรือที่อ้างว่าเป็นของตนกรณีโลกทั้งโลกเป็นของ อดัม และอดัม คือ ตัวแทนพระผู้เป็นเจ้า) หรือการขยายการครอบครองอำนาจปกครองชั่วคราว ที่ผูกมัดด้วยวัตถุประสงค์ ทำให้บักเคนฟังแล้วคิดถึง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาตีความรัฐธรรมนูญและขยายอำนาจให้ตัวเอง” เลดี้ มาแชมหยุดพักจิบชาก่อนที่จะเล่าต่อว่า “ล็อคได้อธิบายสภาวะที่มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ตามธรรมชาติ และนั่นคือสภาวะแห่งเสรีภาพ (Freedom) ที่สมบูรณ์ในการกำหนดการกระทำใดและจัดการกับสิ่งของและตัวของเขาตามที่เขาเห็นสมควร ภายใต้ขอบเขตของกฏธรรมชาติโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร หรือขึ้นอยู่กับ เจตจำนงของผู้อื่นใด”

“นอกจากนี้อิสรภาพ (liberty) ตามธรรมชาติของมนุษย์คือการเป็นอิสระจากอำนาจเหนือกว่าอำนาจใดบนพื้นพิภพ และการไม่อยู่ภายใต้เจตจำนงหรืออำนาจ นิติบัญญัติของมนุษย์ แต่มีเพียงกฎธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์ของมนุษย์เท่านั้น อิสรภาพของมนุษย์ ในสังคมคือการไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติอื่นใด นอกเสียจากอำนาจนิติบัญญัติที่ก่อตั้งขึ้น มาจากความยินยอมในรัฐและไม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองเจตจำนงใด หรือภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายใด แต่อิสรภาพของมนุษย์ในสังคมอยู่ภายใต้สิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้น โดยสอดคล้องกับความไว้วางใจที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้รับ”
เลดี้ มาแชม ข้าขอสรุปแนวคิดของล็อคว่า “เสรีภาพ หมายถึงการตัดสินใจด้วยตนเองโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องชี้นำและการ กระทำตามการตัดสินใจดังกล่าวโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวาง และการมีอิสรภาพทำให้มนุษย์สามารถกระทำตามความคิดอย่างเสรี ภายใต้การชี้นำของเหตุผลได้ จะเห็นได้ว่าความหมายของเสรีภาพได้รวมความหมายของอิสรภาพไว้ด้วย ดังนั้น ล็อคจึงใช้อิสรภาพในการอธิบายคำว่าเสรีภาพ และการที่อิสรภาพนั้นเป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายความหมายของเสรีภาพ ความหมายของเสรีภาพตามความคิดของล็อคจึงอ้างอิงถึงเสรีภาพเสมอ อิสรภาพและเสรีภาพเป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกัน”
“มนุษย์มีเสรีภาพจากหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ ความแตกต่างระหว่างอิสรภาพและเสรีภาพคือ อิสรภาพเป็นคำอธิบายความหมายของเสรีภาพในมุมที่มองเห็นจากภายนอกตัวบุคคล ผู้ที่มีหรือใช้เสรีภาพ แต่คำอธิบายของคำว่าเสรีภาพนั้นประกอบด้วยการคิดภายใต้การชี้นำของเหตุผลซึ่งผู้อื่นไม่อาจมองเห็นได้และความสามารถในการกระทำ โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง (อิสรภาพ) สำหรับเสรีภาพภายใต้สังคมการเมืองซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่สอดคล้องกับ กฎธรรมชาตินั้นเป็นการคิดภายใต้การชี้นำของเหตุผล กฎหมายนั้นมีหน้าที่ในการรักษาและส่งเสริมเสรีภาพ”
“พอจะเข้าใจไหมท่านสุภาพบุรุษ” เลดี้ มาแชม อธิบายให้ มงเตสกิเออ บักเคน และตูส์แสงต์ ฟัง
“ขอบคุณเลดี้ มาแชม มาก ข้าได้ฟังแนวคิดของล็อค ทำให้ข้าเกิดความกระจ่างขึ้นอีกมาก และจะนำแนวคิดนั้นไปถ่ายทอด ให้ชาวบ้านได้รับรู้ แนวคิดของข้ากับ ล็อค” มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม
“ด้วยความยินดี สหายที่ล่วงลับของข้าคงดีใจที่แนวคิดมีคนนำไปสานต่อ” เลดี้มาแชม พูดตอบมงเตสกิเออ “
น่าทึ่งมากครับนายท่าน แนวคิดของท่านมงเตสกิเออ ทาสและเพื่อนทาสของข้าที่ประเทศของข้า ถ้าได้ฟังแนวคิดของท่าน กับ ล็อค คงดีใจมากที่ยังมีคนเข้าใจชะตาชีวิตของคนยากจนและทาสที่ถูกกดขี่ และไม่มีสิทธิในสังคม บางครั้งการก้าวไปข้างหน้า ก็สำคัญกว่าการก้าวถึง แม้หนทางจะยาวไกล แต่ขอให้ได้ก้าว คือสิ่งที่ข้าฝัน นายท่านไม่รู้โอกาสจะมาเมื่อใด” ตูส์แสงต์ ได้บอก มงเตสกิเออ
“เจ้าอย่ารอคอยโชคชะตา เพราะมันจะทำให้เจ้าไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ข้าจะบอกเจ้านะ หากใครบางคนทำให้ใจเราเป็นทุกข์ หนึ่งครั้ง เขาควรละอายใจ แต่ถ้าเรายอมให้ใครคนนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราควรละอายใจตัวเอง และโลกนี้ไม่มีใครที่จะชนะหรือแพ้เสมอไป ยกเว้นเจ้ายอมจำนนต่อโชคชะตา วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคตของเจ้า คือ เจ้าต้องสร้างมันขึ้นมา โชคชะตาของเจ้าอยู่ที่เจ้าสร้างขึ้นมา ให้เจ้าทำตามความใฝ่ฝันของเจ้า” มงเตสกิเออ สอนตูส์แสงต์
“ขอบคุณมากครับนายท่าน” คำสอนของมงเตสกิเออได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศลาตินอเมริกาในอนาคต
ส่วนบักเคนได้ฟังคำสอนของมงเตสกิเออ ก็ได้เก็บมาคิด แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับบักเคน คือ ทำอย่างไรถึงจะได้กลับอุบล ได้แต่หวังให้มีปาฏิหาริย์ เผื่อได้กลับบ้านเกิด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (15)

หากชีวิตเปรียบได้กับการเดินทาง เส้นทางชีวิตของผู้คน ช่างแตกต่างกัน บางเส้นทางชีวิตก็ช่างราบรื่นงดงาม เช่น ชีวิตของ เลดี้ มาแชม แต่บางเส้นทางก็เต็มไปด้วยขวากหนาม ขรุขระ และยากลำบาก เช่น ตูส์แสงต์ ที่มีความฝันจะไปปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติ ญาติพี่น้องจากความเป็นทาสของคนผิวขาวที่รุกรานแผ่นดินเกิด เพื่อแสวงหาและกอบโกยความมั่งคั่งจากผืนดินของบรรพบุรุษของตูส์แสงค์ บางเส้นทางกลับเต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นเร้าใจควรค่าแก่การเล่าบันทึกเรื่องราว เส้นทางของชีวิตของบักเคน หนุ่มบ้านนอก จากเมืองอุบลราชธานี ที่โชคชะตาชีวิตเล่นตลกให้เข้าไปเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์โลกอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนจะได้มีโอกาสสัมผัส แต่ทุกชีวิตของตัวละครเหมือนกัน คือ ทุกเส้นทางของชีวิตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในระหว่างทาง บางเรื่องราวทำให้ยิ้มแย้มเป็นสุข ครานึกถึง แต่บางเรื่องราวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลของพี่น้องร่วมชาติที่ถูกกดขี่ ข่มเหง ด้วยความด้อยกว่าในทุกด้าน มีเพียงจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา บางเรื่องราวอาจจะไม่มีคุณค่าให้จดจำ แต่บางเรื่องราวจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้และมีคุณค่าแห่งการระลึกถึง หลังจากเลดี้ มาแชมได้เล่าประวัติชีวิตของ ล็อค เพื่อนสนิทในวัยเรียนที่ได้ทำตามอุดมการณ์ ได้ปลุกไฟชีวิตของ ตูส์แสงต์ ให้ลุกโชน

หลังจากสนทนากับเลดี้ มาแชมเสร็จแล้ว มงเตสกิเออและ บักเคนได้เดินทางกลับปราสาทของท่านมงเตสกิเออ เส้นทางสู่ปราสาทได้ผ่านบ้านเรือน ที่ตั้งเรียงรายห่างกัน ๆ บักเคนมองเห็น ชาวบ้านหลาย ๆ คนเสื้อผ้าเก่าขาด ๆ รูปร่างผอมเหลือแต่กระดูก ดวงตาลึก นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เหม่อมองอย่างสิ้นหวังไม่รู้จะไปหาอาหารที่ไหนเพื่อยังชีพ ค่าครองชีพก็แพง ขนมปังก็ขาดแคลน และมีราคาแพง คนจนไม่สามารถที่จะซื้ออาหารเพราะทรัพย์สมบัติของตนเองแทบไม่เหลืออยู่ ต้องส่งส่วยให้แก่ขุนนางผู้เป็นนายต้นสังกัด (ระบบฟิวดัล) ต้องเสียค่าชักสิบให้แก่นักบวช ศาสนจักร และต้องเสียภาษีให้แก่องค์ราชา เงินที่ต้องใช้แรงกายหามายากลำบากก็ไม่พอเลี้ยงชีพ
ตูส์แสงต์ ได้เล่าบอกบักเคนว่า “ตนเองได้ยินชาวบ้านพูดคุยกัน เรื่องภาษี ซึ่งตนเองฟังแล้วก็อึ้ง” บักเคนเลยถาม “ทำไมถึงอึ้งก็ชาวบ้านบอกรายละเอียดว่าหาเงินได้ 100 แฟรงค์ ต้องเสียภาษีอากรให้พระเจ้าแผ่นดิน 53 แฟรงค์ ค่าส่วยให้นายต้นสังกัดประมาณ 14 แฟรงค์ ค่าชักสิบให้กับศาสนจักร สงฆ์ 14 แฟรงค์ คงเหลือเป็นค่าอาหารยังชีพ 19 แฟรงค์ มันแทบจะไม่พอกินในแต่ละวัน”
บักเคน นั่งฟังก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะที่ฝรั่งเศส ชาวบ้านต้องปลูกผัก เลี้ยงไก่ไว้กิน แต่ต้องเสียภาษี ในผักที่ปลูก ไก่ที่เลี้ยง ซึ่งแตกต่างจากอีสานที่บ้านเกิด อย่างน้อยก็มีอาหารตามธรรมชาติ ให้กินอีกเยอะ กะปอม งูสิง หนูนา หาขุดแย้ ปู เขียด อึ่งอ่าง ไข่มดแดง ผักเม็ก ผักอีฮีน ผักบุ้ง ผักตำลึง ฯลฯ พอยังชีพได้
ในน้ำไม่ค่อยมีปลา เพราะยาฆ่าหญ้า แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตาย บักเคนเลยถาม ตูส์แสงต์ ว่า
“ชาวบ้านกินหนู นก กระต่าย หมูป่า กวาง ไหม”
ตูส์แสงต์ ตอบว่า “ชาวบ้านกล้ากินแต่ไม่มีจะให้กิน ที่เห็นอยู่ชาวบ้านไล่ล่ากินเกือบหมด ส่วนสัตว์ที่เหลือก็มีน้อย พอถึงฤดูหนาวหิมะตกสัตว์ก็จำศีล อากาศหนาวชาวบ้านลำบากที่ต้องหาอาหารยากมาก”
บักเคนได้ถาม “อ้าวที่เห็น นก ไก่ป่า บินอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมบอกว่าชาวบ้านล่ากินเกือบหมดล่ะ”
ตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคนว่า “นก ไก่ป่า กระต่าย เป็นสัตว์ที่ ขุนนาง เจ้าของที่ดินเขาเลี้ยงเอาไว้ หรือเกิด อาศัยอยู่ในที่ป่าที่สงวนของขุนนางเจ้าของที่ดิน สัตว์เหล่านั้นสงวนไว้สำหรับเจ้าของที่ดิน ขุนนางล่าเพื่อความบันเทิง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ มันเป็นเกมกีฬาสำหรับขุนนาง เจ้าของที่ดิน”
“มันมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์สงวนของเจ้านาย เช่น ห้ามหว่าน หรือไถนาก่อนฤดูทำนาที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้นกที่อยู่อาศัยอยู่ในที่ของผู้เป็นนายตื่นตกใจ และเมื่อปลูกข้าวสาลีแล้วชาวบ้านต้องเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้ฝูงกวาง หมูป่า ของนายเข้ามาในที่นาของตน ถ้ากวาง หมูป่า เข้ามากินพืชไร่ของตน จะฆ่าไม่ได้มีความผิด ต้องถูกลงโทษและเสียค่าปรับ ชาวบ้านต้องคอยส่งเสียงไล่ทั้งคืนทั้งวัน” ตูส์แสงต์ ได้ตอบบักเคน
“แล้วเขตป่าที่กว้างใหญ่ล่ะ ล่าได้ไหม” บักเคนถามต่อว่า
ตูส์แสงต์ ได้พูดต่อ “ไม่ได้ เป็นที่สงวนสำหรับองค์ราชา ในทุกที่พระองค์จะประพาสเพื่อล่าสัตว์กับขุนนาง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ”
บักเคนนึกถึงป่าดอนปู่ตาที่ดอนมดแดง ที่มีกะปอม แย้ จอนพอน (พังพอน) ให้ล่า มีเห็ดให้เก็บกิน อย่างน้อยก็ดีกว่ายุคที่ตนหลงมา ภาพที่ตนเองได้ไปร่วมงานเลี้ยงหรูหรากับมงเตสกิเออที่ปราสาทของเพื่อนสนิทของมงเตสกิเออ อาหารเต็มโต๊ะ ไวน์ คอนยัค ขนม ได้รับรู้การเลี้ยงอย่างหรูหรา ภาพที่เห็นในขณะนี้กับภาพที่นั่งนึกไปในงานเลี้ยง ต่างกันราวฟ้ากับเหว จนยากไร้ หลังสู้ฟ้า ถูกรีดภาษี บักเคนได้แต่ถอนใจ และคิดว่า คนใช้แม้เป็นทาสที่ว่าต่ำต้อย ของมงเตสกิเออ ชีวิตยังดีกว่าชาวบ้านหลาย ๆ คน
เมื่อไหร่ระบบการปกครอง การกดขี่ของชนชั้นฐานันดร นักบวช จะหมดไปจากฝรั่งเศส บักเคนได้แต่ถามและตอบคำถามของตนเอง การที่ระบบการปกครองโดยอำนาจอยู่ที่คนคนเดียว ระบบฟิวดัลโดยการอุปถัมภ์ของขุนนาง โดยใช้วิธีกดขี่ชาวบ้านยากไร้ โดยเข้าใจว่า มีสิทธิและอำนาจที่จะกระทำอย่างไรก็ได้ ต่อประชาชนที่เป็นข้าในแผ่นดิน และชาวบ้านยอมรับและอดทนต่อความกดดัน ต่อการแสวงหาผลประโยชน์ ต่อการขูดรีดภาษีของชนชั้นสูง สงฆ์ ชาวบ้านทั้งมวลจะต้องรับผิดชอบต่อการปกครองนั้น เพราะชาวบ้านเชื่อใน ศาสนจักร ทางเดียวที่จะช่วยชาวบ้าที่ยากจน ก็คือปลุกพลังของชาวบ้านให้ลุกมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ อิสรภาพ ตามคำบอกเล่าของ ล็อค แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ชาวบ้านพร้อมจะลุกขึ้นสู้ บักเคนนั่งใจลอยบนรถม้า
“นั่งคิดอะไรอยู่หรือท่านเคน” ตูส์แสงต์ ได้ถามบักเคน
“อ๋อนั่งนึกถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพจากการถูกเอาเปรียบของชาวบ้าน”
ใช่ผมก็สงสารชาวบ้านที่ยากไร้ หลายคนเสียชีวิตเพราะความหิวโหย ช่างน่าหดหู่และสังเวชใจ” ตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (16)

“คุยอะไรกันสองคน” เสียงมงเตสกิเออถามบักเคน

“คุยกันเรื่องกฎหมายประหลาดที่ออกมาได้อย่างไร คุ้มครองสัตว์ในที่ของขุนนาง เจ้าของที่ดิน ห้ามชาวบ้านหว่าน หรือไถนาก่อนฤดูทำนาที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้นกที่อยู่ในที่ของผู้เป็นนายตื่นตกใจ ฆ่าก็ไม่ได้ ได้แต่ไล่” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ข้าก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ คุณเคน บางคราวก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนกฎหมายบางอย่าง แต่นาน ๆ ก็มีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงสักครั้ง และเมื่อถึงคราวจำเป็นแล้ว การเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ ก็จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง” มงเตสกิเออตอบบักเคน
ส่วนบักเคนได้ยินคำตอบใจก็นึกไปถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไทยทำไมมันถึงขอแก้ไขยากแก้ไขเย็นยิ่งนัก เป็นเพราะอยู่ คนละฝั่งหรือมีมือที่มองไม่เห็น คอยกำกับหรืออย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญถึงทำไม่ได้ บักเคนนึกแล้วก็ไม่เข้าใจ รัฐธรรมนูญไทยฉบับ ปี พ.ศ. 2550 ที่มีหลายมาตราเป็นปัญหา เหมือนกับกฎหมายในอดีตของฝรั่งเศส
มงเตสกิเออพูดต่อว่า “เมื่อปีที่แล้ว อดัม สมิท ได้มาที่ปารีส ปี ค.ศ.1763 ข้าได้มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับท่านอดัม ซึ่งเป็น นักปรัชญาชาวอังกฤษได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แปลกใหม่สำหรับข้ามาก ท่าน อดัม ได้พูดถึงความมั่งคั่งของชาติ (The Wealth of Nations)”
“การส่งเสริมการแข่งขันเสรี การแบ่งงานกันทำก่อให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการแบ่งงาน กันทำ ถ้ามีการแข่งขันอย่างเสรี มูลค่าของสิ่งของจะเท่ากัน ต้นทุนการผลิตและปัจจัยการผลิตจะได้รับผลตอบแทนเท่ากันในทุกอาชีพ เพราะท่านอดัม สมิท เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนทำอะไรก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การแบ่งงานกันและสัดส่วนระหว่างจำนวนแรงงานที่ถูกใช้ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ รัฐบาลต้องนำรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย ในการทำหน้าที่ของรัฐบาล แหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลคือภาษี จึงต้องมีหลักในการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม การค้าระหว่างประเทศ คือ การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่ค้าได้รับประโยชน์ เช่น ฝรั่งเศสผลิตน้ำหอม เสื้อผ้า แล้วส่งไปขายเยอรมัน ส่วนเยอรมัน ผลิตไส้กรอก อาหาร เบียร์ อาวุธ มาขายให้ฝรั่งเศส”
มงเตสกิเอออธิบายให้ บักเคน และตูส์แสงต์ สองคนฟัง อย่างตั้งใจ มงเตสกิเออได้เล่าต่อไปว่า
“ท่านอดัม เห็นว่าควรจะเก็บภาษีจากค่าเช่ามากกว่าเก็บจากกำไรหรือค่าจ้าง เพราะเจ้าของที่ดินอยู่ในฐานะที่จะเสียภาษีได้ เนื่องจากมีรายได้มาก และเป็นภาษีที่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้บริโภคเหมือนในกรณีเก็บจากกำไรและค่าจ้าง ซึ่งแตกต่างจากฝรั่งเศส ที่เก็บภาษีจากชาวบ้านที่ยากไร้แต่ไม่เก็บภาษีจากเจ้าของที่ดิน ขุนนาง นอกจากนี้แล้ว ค่าเช่าคือผลตอบแทนต่อค่าใช้ที่ดินที่ผู้เช่าต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว ค่าเช่าจึงถูกกำหนดโดยปริมาณและราคาของผลผลิตในที่ดิน ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์และทำเลของที่ดิน”
แนวคิดท่านอดัม สมิทขัดแย้งกับแนวคิดแบบขนบธรรมเนียมที่นิยมในฝรั่งเศส ความเชื่อในศาสนา ข้าถึงพยายามแต่งหนังสือ สะท้อนความคิดให้ชาวบ้านได้เปลี่ยนความคิดจากความโง่เขลา ตรากตรำทำมาหาเลี้ยงชีพ ทำได้ก็ไปบำรุงพระราชา เจ้าของที่ดิน ศาสนจักรเกือบหมด” มงเตสกิเออ ตอบบักเคน “ดีมากครับท่านผมสงสารชาวบ้าน” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ท่านครับ ใกล้ถึงปราสาทแล้วครับ เสียงของ ตูส์แสงต์ ได้บอกท่านมงเตสกิเออกับบักเคน
“ดีละ คุณเคนสนใจจะไปดูโรงเรียนสอนเยาวชน ตั้งอยู่ ไม่ไกลปราสาทของข้า”
เสียงมงเตสกิเออชักชวนบักเคน “ไปครับท่าน ข้ายังไม่เคยเห็นโรงเรียนในฝรั่งเศส เขาสอนอะไรกัน ไปดูครับท่าน” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
นักบวชรูปร่างพุงพลุ้ยศรีษะล้าน ในเครื่องแต่งกายนักบวช มีไม้กางเขนขนาดใหญ่หนักห้อยคอ กำลังสอนนักเรียนอยู่ในห้อง และมีนักเรียนชายห้าคนยืนอยู่หน้าห้อง ภาพนักบวชส่งเสียงดัง เป็นภาพบักเคนมองเห็น “ไหนบอกซิว่าใครริสูบบุหรี่ พวกเราไม่สูบบุหรี่หรอกครับหลวงพ่อ” เด็กชายทั้งห้าตอบพร้อมกัน
“ไหนบอกซิ อ้ายเด็กระยำ ก้นบุหรี่ของใครทิ้งอยู่หน้าห้องฉัน ล้วงกระเป๋าเอาของในกระเป๋ากางเกงออกมาให้หมด เร็วเข้า ! บอกให้ล้วง ได้ยินไหม” เด็กชายทั้งห้าคนมีใบหน้าซีด เมื่อถูกตะคอก และเด็กชายทั้งสี่คนก็ค่อย ๆ ล้วง เอาของในกระเป๋าออกมา ไม่มีบุหรี่ “อ้าว ทำไมไม่ล้วงกระเป๋าล่ะ โยเซฟ”
“กางเกงผมไม่มีกระเป๋าครับ” โยเซฟตอบนักบวช
“อย่ามาเล่นลูกไม้กับฉันนะ ที่ฉันยอมให้เธอมาโรงเรียนนี้ได้เพราะแม่แกอ้อนวอนฉัน อยากให้เธอได้เรียน มาขอฉันเอาไว้ เธอน่ะพฤติกรรมเหลือขอนะ ออกไปให้พ้น”
เสียงหลวงพ่อตวาด โยเซฟเดินคอตกออกไปจากห้อง นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบ
“เกิดอะไรขึ้นครับ หลวงพ่อ” เสียงมงเตสกิเออถามนักบวช
“ไอ้เด็กเหลือขอริสูบบุหรี่ในโรงเรียน ฉันเห็นก้นบุหรี่ หน้าห้อง ต้องเป็นไอ้โยเซฟแน่นอน ฉันจะไล่มันออกจากโรงเรียน แม่มันมาขอเอาไว้อยากให้ลูกได้เรียน แต่คราวนี้เห็นเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว” เสียงนักบวชตอบมงเตสกิเออ
บักเคนเห็นภาพ นักบวชไล่นักเรียนออกเพราะสูบบุหรี่ แต่ที่บ้านนักเรียนแอบสูบบุหรี่ ดูดยาบ้า บางคนริแอบกินเหล้าในโรงเรียน ยังไม่ถูกไล่ออกเลย ทำไมมันโหดนัก นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบเหมือนกับป่าช้า
โยเซฟนั่งอยู่บันไดล่างสุดของตึก บักเคนเลยเดินลงไปนั่งคุยกับโยเซฟ เด็กน้อยนั่งหน้าเศร้า และนึกไปถึงหน้าแม่ ไม่รู้แม่จะด่าตนอย่างไรบ้าง ถ้าไปเล่าเหตุการณ์วันนี้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม่ผู้ทำงานหนักให้กับเจ้าของที่ดิน ต้องทำหน้าที่แม่ครัวตั้งแต่เช้าจนดึก วันไหนมีงานเลี้ยง แขกของเจ้าของที่ดินจะมาสังสรรค์ แม่ต้องทำงานหนักขึ้น บางครั้งโยเซฟต้องไปช่วยแม่ล้างผัก ทำทุกอย่างช่วยแม่ โดยที่นายที่เป็นเจ้าของที่ดินไม่เคยจะให้เงินแม่ค่ามาช่วยงานเลย บอกว่าเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องรับใช้เจ้าของที่ดิน ชีวิตยิ่งกว่าทาสอีก เพราะให้อาศัยอยู่ในที่ดินของนาย ต้องรับใช้นาย แม่ต้องไปรับจ้างซักผ้าให้กับพ่อค้าในเมือง หลังจากว่างงานที่ทำให้นายเสร็จ เพื่อหาเงินให้โยเซฟได้เรียนต่อ
“เป็นอย่างไรบ้างหนู เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงถูกไล่ออกจากห้อง แล้วชื่ออะไร” บักเคนถามโยเซฟ
“ท่านถามผมหลายคำถาม จะให้ตอบคำถามไหนก่อน
“อยากตอบคำถามไหนก่อนก็ตอบ” บักเคนตอบคำถามโยเซฟ
“ผมชื่อโยเซฟ นักบวชท่านถามว่าใครทิ้งก้นบุหรี่หน้าห้อง และให้นักเรียนที่ท่านสงสัย ออกมาหน้าห้องและล้วงกระเป๋า หาบุหรี่ ผมเป็นคนที่นักบวชอ้วนสงสัย เลยให้ผมออกมาหน้าห้องด้วย มีผมที่ไม่ล้วงกระเป๋าเพราะกางเกงผมไม่มีกระเป๋า เลยบอกท่านไป
ท่านสงสัยผม ท่านไม่ชอบขี้หน้าผมครับ เลยไล่ผมออกมา จากห้อง” โยเซฟตอบบักเคน
“พ่อกับแม่โยเซฟทำอะไร” บักเคนถามต่อ
“ท่านถามทำไม ผมไม่ใช่ดารานะครับ จะเอาประวัติผมไปทำไม”
“ไอ้นี่กวนตีน” บักเคนนึกในใจสมควรที่ถูกไล่ออกแล้ว
“ผมถามท่านบ้าง ท่านชื่ออะไร ทำไม่ผิวสีคล้ำ ไม่ขาว เป็นทาสถูกจับมาเหรอ จมูกทำไมไม่โด่ง สีไม่ผมเหมือนกับพวกเรา เป็นชาวอัฟริกาหรือเปล่า”
บ๊ะไอ้นี่ ถามจัง บักเคนนึกในใจ “ผมชื่อเคน ถ้าชื่อแบบซามูไร เคนชิโร่ ชื่อลาวก็บักเคน ชื่อฝรั่ง ก็เมอซิเออร์เคน เข้าใจไหม
“อะไรชื่อแบบซามูไร ชื่อแบบลาว” เสียงโยเซฟถามบักเคน
“อ๋อ ซามูไร คือ คนญี่ปุ่น อยู่เอเชีย ส่วนลาว ส่วนหนึ่งที่ติดกับสยาม”
“อะไรสยาม” เสียงโยเซฟถามบักเคน
“ฮ่วย ประเทศสยาม เข้าใจไหม”
“อ๋อ ประเทศสยามเห็นครูเคยเล่าให้ฟัง มีราชทูตจากสยาม มาฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นเรื่องโด่งดังทั่วประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นคนสยามหรือ ดีใจที่ได้รู้จัก” เสียงโยเซฟพูดบอกบักเคน
“เออค่อยยังชั่ว นึกว่าจะกวนอีก”
“พ่อผมตายในสงคราม นายเจ้าของที่ดินส่งพ่อให้กับ องค์กษัตริย์ไปร่วมรบในสงครามแย่งชิงดินแดนที่ห่างไกล พ่อเคยบอกไปรบที่เวอร์จิเนีย พ่อเสียชีวิตในสงคราม เหลือแต่แม่ นายเจ้าของที่ดินไม่ให้แม่ย้ายออกจากที่ดิน เพราะไม่มีคนทำครัว แม่ทำอาหารเก่ง นายเจ้าของที่ดินต้องการแม่ครัว เลยให้แม่อาศัย อยู่ต่อ ทำงานให้นาย” โยเซฟเล่าบอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (17)

“ทำไมหลวงพ่อถึงไม่ชอบโยเซฟ มันต้องมีเหตุ ลองเล่าให้ฟังหน่อยซิ” เสียงบักเคนถามโยเซฟ

“หลวงพ่อ หรือนักบวชอ้วนไม่ค่อยชอบผม เรื่องมันยาว มันเกิดขึ้นวันหนึ่งผมไปเรียนกับครูอีกคนสอน ซึ่งครูสอนเรื่องโลก ดวงดาว ดวงจันทร์ ว่าโลกกำเนิดมาหลายล้านปีแล้ว รวมถึงดวงดาวต่าง ๆ มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ทำให้ผมตื่นเต้นในสิ่งที่ครูสอน มันช่างแตกต่างกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลสอนไว้นี่ ผมอยากจะลุกขึ้นเถียง แต่ก็ไม่กล้า กลัวจะเดือดร้อนยิ่งขึ้นอีก เพราะเวลาที่ หลวงพ่อสอนผมในคัมภีร์ไบเบิล ผมสามารถท่องจนจำขึ้นใจ ทั้งพระคัมภีร์เก่าและใหม่ รู้ว่าพระเจ้าสร้างอะไรในแต่ละวัน” โยเซฟเล่าบอกบักเคน
“แล้วไง เกิดอะไรขึ้น ถึงเป็นสาเหตุที่ถูกไล่ออกหรือโยเซฟ
“ผมเก็บความสงสัยไม่ไหวกับครูสอนว่าโลกเกิดขึ้น หลายล้านปี มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เลยไปถามหลวงพ่อ
“พอผมพูด โลกกำเนิดมาหลายล้านปีแล้ว รวมถึงดวงดาว ต่าง ๆ มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง หลวงพ่อตวาด และไล่ผม…. ไปให้พ้น แถมตะคอกใส่ผม
“ไอ้เด็กจัญไร แกเรียนรู้จากคัมภีร์อย่างนี้หรือ ตะคอกไม่พอหลวงพ่อจับคอเสื้อผม ลากผมไปโขกกับกำแพง หลายครั้ง ผมตกใจและเจ็บมาก และหลวงพ่อก็ลากผมออกจากในห้อง พอผมกลับบ้าน แม่ก็ด่าอีก หลังจากนั้นอีกสองวันแม่ก็มาอ้อนวอนหลวงพ่อให้ผมได้เรียนต่อ ตั้งแต่ผมสงสัยไปถามหลวงพ่อ ว่าที่ครูสอนถูกหรือผิด หลวงพ่อไม่ชอบขี้หน้าผม ผมเกลียดหลวงพ่อ เกลียด เกลียด มันไม่ยุติธรรม ไม่มีเหตุผล ผมไม่มีวันให้อภัยหลวงพ่อเด็ดขาด โยเซฟนึกในใจแบบเด็ก ๆ ที่จิตใจเด็กยังไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด ต้องการคำตอบ ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อก็คอยจับผิดผมมาตลอด ทั้งที่ผมไม่ได้สูบบุหรี่หน้าห้องหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อปักใจเชื่อว่าผมเป็นคนสูบ” เสียงโยเซฟเล่าบอกบักเคน และผมก็ถูกไล่ออก ไม่รู้แม่ทราบข่าวจะเป็นอย่างไรบ้าง
บักเคนเลยปลอบใจ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะบอกท่านมงเตส กิเออให้ เจ้าจะเรียนต่อที่นี่อีกหรือเปล่า”
“ไม่เรียนแล้ว เพราะหลวงพ่อไม่ชอบข้า ข้าไม่เรียนแล้ว จะไปหางานทำไม่อยากอยู่กับเจ้าของที่ดินที่เอาแต่กดขี่ ข้าจะออกไปหางานทำ พ่อเคยบอกมีดินแดนห่างไกล กว้างใหญ่ ที่รอคนไปหักล้างถางพง เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นโลกแห่งความหวัง ดีกว่าอยู่ที่นี่ ไม่มีอนาคต เดี๋ยวข้าแต่ต้องไปบอกแม่ข้าก่อน ข้าขอตัวกลับบ้านไปบอกแม่ก่อนว่าข้าไม่เรียนแล้ว ไม่รู้แม่จะเสียใจแค่ไหน แต่ข้าไม่ชอบโรงเรียนนี้แล้ว” เสียงโยเซฟบอกบักเคน
บักเคนนั่งนึกความเชื่อกับความจริงที่เห็นโยเซฟเล่า และ สิ่งตนได้รับรู้ในโลก ปัจจุบันที่ตนจากมา มนุษย์กำลังเดินทางไปดาวอังคาร แต่ยุคนี้โลกยังเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกแบน บางครั้งความจริงก็เจ็บปวด เพราะสิ่งที่โยเซฟเชื่อเป็นคำสอนที่ไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้น ทำให้คนหลายล้านคนต้องจมอยู่กับความเชื่อที่ไม่กล้าพิสูจน์ แม้คนเราจะต้องเจ็บปวด แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องอยู่อย่างเจ็บปวดเสมอไป และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ยืนอยู่บนความเจ็บปวดของผู้อื่นด้วย คือไม่ใช่ว่า เมื่อตัวเองเจ็บปวดแล้วเรายิ่งทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเรา โดยเฉพาะแม่ของโยเซฟ เมื่อคิดได้จะไม่เรียน ก็ไปหางานทำ มีชีวิตที่มีเสรีภาพ ทำตามใจที่ฝันดีกว่า
บักเคนได้ฟังชะตาชีวิต เด็กน้อยที่ถูกสังคมในยุคนั้น บักเคนนึกต่อไปถึงความเชื่อที่ตนเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่อุบลฯ และยโสธร เห็นป้ายที่เขียนถึงความศรัทธา ติดอยู่บนยอดต้นยางนา ยอดต้นตาลสูง ๆ หรือต้นไม้อื่น ๆ ข้างทาง ทำไมศรัทธากับความเชื่อต้องไปอยู่ บนยอดไม้สูงขนาดนั้น
คนที่ปีนไปติดป้ายช่างเก่งเหลือเกิน แสดงว่าต้องการสร้างศรัทธาให้กับผู้อ่าน บักเคนนึกในใจแต่ไม่มีคำตอบจากสวรรค์
บักเคนเดินไปหามงเตสกิเออและเล่าเรื่องของโยเซฟให้ มงเตสกิเออฟัง
“ข้าพอเข้าใจเด็กน้อยที่สงสัยคำสอนของครูเลยอยากไปถามหลวงพ่อ แต่มันขัดคำสอนของศาสนจักรนะ ซึ่งข้าก็ไม่เห็นด้วย เดี๋ยวถามหลวงพ่อ โยเซฟอาศัยอยู่กับเจ้าของที่ดินคนไหน ข้าจะไปคุยด้วย”
มงเตสกิเออบอกบักเคน “หลวงพ่อ โยเซฟอยู่กับเจ้าของที่ดินคนไหน”
“เจ้าเด็กเหลือขอนั้นอยู่กับเจ้าของที่ดินที่ชื่อลีโอ”
บักเคนคิดในใจเจ้าของที่ดินชื่อลีโอเหมือนกับยี่ห้อเบียร์ที่ตนเคยดื่ม คิดแล้วก็เปรี้ยวปากอยากกินเหล้าขาว
“ท่านถามทำไมท่านมงเตสกิเออ” “ข้าอยากไปคุยกับเจ้าของที่ดินสักหน่อย” มงเตสกิเออตอบหลวงพ่อ
เจ้าของที่ดินอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกล ปราสาทสีขาวอยู่บนเนินเขาลิบๆ โน่น” เสียงหลวงพ่อบอกมงเตสกิเออ
“ไปกันยังคุณเคน ไปหาเจ้าของที่ดิน ที่โยเซฟอาศัยอยู่ มงเตสกิเออบอกบักเคนและลาหลวงพ่อก่อนจะขึ้นรถม้า เดินทางไปยังปราสาทสีขาวที่เห็นอยู่ลิบ ๆ
“สวัสดีครับท่านลีโอ ข้าชื่อมงเตสกิเออ ข้าได้ยินหลวงพ่อบอกว่า ท่านให้แม่และโยเซฟอาศัยอยู่ในที่ดินของท่านใช่ไหมครับ”
“ใช่ มีอะไรหรือท่านมงเตสกิเออ เชิญเข้าไปนั่งคุยกันในปราสาทดีกว่า ลีโอเดินไปพร้อมกับมงเตสกิเออ บักเคนเลยเดิน ตามไป เมื่อถึงห้องรับแขก ข้าขอแนะนำเพื่อนข้า คุณเคนจากสยามท่านลีโอ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ที่ข้ามาวันนี้ พอดีได้ยินหลวงพ่อไล่โยเซฟออกจากโรงเรียน ข้าสนใจในเด็กน้อยคนนี้ หลังจากยินเพื่อนข้าเล่าให้ฟัง โยเซฟ เด็กน้อยมีความฝันบางสิ่ง เห็นบอกว่าจะไม่เรียน อยากไปผจญภัยในดินแดนที่ห่างไกลที่พ่อเคยไปรบ ข้าก็เลยพาคุยกับท่านเรื่องของโยเซฟ” มงเตสกิเออบอกลีโอ
“ไอ้โยเซฟมันเป็นเด็กมีปัญหา มันทำให้แม่มันตรอมใจ หลายเรื่อง ข้าก็เบื่อมัน มันจะไปไหนก็ไป มันอยู่ที่ปราสาทข้า สร้างแต่เรื่อง ถ้าโตอีกนิดข้าจะส่งมันไปเป็นทหาร ให้มันไปตายในสงครามเช่นเดียวกับพ่อมัน อยู่มีแต่สร้างความวุ่นวาย แม่มันขอข้าอยากให้มันไปเรียน ครั้งแรกข้าไม่อยากให้มันเรียน อยากให้มันไปดูแลสัตว์ในป่าข้างปราสาทข้า แต่แม่มันมาอ้อนวอน ข้าก็เลยใจอ่อน เห็นแม่มันทำงานหนัก เป็นแม่ครัวฝีมือดี ตั้งใจทำงานข้าเลยอนุญาตให้มันไปเรียน ไม่นึกว่าจะไปก่อเรื่องอีก” เสียงลีโอบ่นกับมงเตสกิเออ
งั้นข้าขอเอาโยเซฟไปด้วยได้ไหม ข้าจะให้โยเซฟไปเป็นเพื่อนสหายหญิงของข้า เลดี้ มาแชม นางจะไปเวอร์จิเนีย อีกสองเดือนข้างหน้า ให้โยเซฟไปเป็นเด็กรับใช้ของเธอ”
“มันจะไหวเหรอท่านมงเตสกิเออ” ลีโอบอกมงเตสกิเออ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (18)

ที่ปราสาท เลดี้ มาแชม พร้อมกับ โซฟี คนรับใช้กำลังสาละวน จัดเตรียมข้าวของไปยังเมืองท่าเลอ-อาฟร์ (Le Havre) เพื่อลงเรือเดินสมุทรไปยังสหรัฐอเมริกา โซฟีเหลือบไปมองเห็นรถม้ากำลังมุ่งตรงมายังปราสาท

“นายหญิงคะ มีรถม้ากำลังตรงมาปราสาทค่ะ”
“ใครนะช่างมาวันนี้ได้ วันไหนไม่มาต้องมาในวันนี้ ฉันกำลังเตรียมตัวไปบอสตัน
“โซฟี ไปดูซิใครมาหา บอกว่าอีกสามเดือนค่อยมาให้ใหม่ บอกเขาว่าฉันกำลังยุ่งเก็บข้าวของนะ”
“ค่ะ นายหญิง โซฟีรีบก้าวจ้ำ ๆ ออกไปหน้าประตูปราสาท สวัสดีครับ
“ผมเคนครับ ท่านมงเตสกิเออมาพบ เลดี้ มาแชมครับ”
โซฟีบอกบักเคน “รอสักครู่ค่ะ เดี๋ยวจะไปเรียนนายหญิงให้ เพราะนายหญิงกำลังเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางไปบอสตัน”
แล้วโซฟีก็เดินไปที่ปราสาท “นายหญิงคะ นายหญิง ท่าน มงเตสกิเออมาหาค่ะนายหญิง” เสียงร้องบอกเลดี้ มาแชมของโซฟี
“เชิญท่านมงเตสกิเออเข้ามาก่อน ไปเตรียมชาให้ท่านมงเตส กิเออด้วย”
“ค่ะนายหญิง” โซฟีเดินไปยังครัว จัดเตรียมน้ำร้อนเพื่อชงชา ให้กับ เลดี้ มาแชม และมงเตสกิเออ ขณะที่มงเตสกิเออ บักเคน และ โยเซฟ กำลังเดินขึ้นปราสาท เลดี้ มาแชมได้ออกไปรับ
“สวัสดีท่าน มงเตสกิเออ ถ้าท่านมาช้าอีกหน่อย คงไม่ได้พบกับดิฉันนะท่าน” เสียงเลดี้ มาแชม ตอบมงเตสกิเออ
“อ้าวจะไปไหนครับ”
“ฉันจะไปบอสตัน ไปเยี่ยมหลานสาว”
“โอ โชคดีเสียจริง พอดีข้ามีเรื่องอยากจะรบกวน เลดี้หน่อย เมื่อหลายวันก่อนฉันไปโรงเรียนใกล้ปราสาท ได้พบเด็กน้อยผู้น่าสงสาร โยเซฟ ถูกท่านบาทหลวงไล่ออกจากโรงเรียน และเด็กน้อยอยากจะไปแสวงโชคในดินแดนโลกใหม่ ข้าก็เลยนึกถึงเลดี้ มาแชม ที่จะไปยังดินแดนโลกใหม่ ข้าจะขอฝากเด็กน้อยให้ไปเรียนรู้โลกภายนอก ในดินแดนกว้างใหญ่ที่มีโอกาสเปิดกว้างกว่าในฝรั่งเศส”
มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม ถึงเรื่อง โยเซฟ จะออกท่องโลกกว้าง
“แม่เขาไม่ว่าหรือ ปล่อยให้ลูกออกเดินทางต่อสู้ชีวิตคนเดียว เลดี้ มาแชม เอ่ยขึ้น
“ข้าไปคุยกับแม่ของโยเซฟแล้ว แม่ของโยเซฟเป็นคนที่ขยันทำงานหนัก หล่อนบอกว่าลูกชายของเธอเหมือนกับหนอนที่ใครเห็นมันดูน่าขยะแขยง ไม่มีค่า แม้แต่บาทหลวงที่โรงเรียนควรจะมีความเมตตา ก็ยังนึกรังเกียจบุตรชายของเธอ ไล่บุตรของเธอออกจากโรงเรียน เธอต้องไปอ้อนวอนเพื่อให้รับลูกเธอเรียน แต่แล้วก็ยังถูกไล่ออก เธอบอกว่าชีวิตคนจน เหมือนหนอนที่น่ารังเกียจ แต่ชีวิตหนอนถึงแม้จะดูน่าขยะแขยง” มงเตสกิเออบอกเลดี้มาแชม
“แต่การเป็นหนอนก็เป็นเวลาที่จะสอนบทเรียนแห่งการมีชีวิตรอดในโลกที่โหดร้าย และเต็มไปด้วยการแก่งแย่งให้หนอนได้ต่อสู้เพื่อเป็นผีเสื้อแสนสวยในอนาคต”
“การเป็นหนอนมันเป็นการทดสอบทางธรรมชาติที่คนที่มีความฝันทุกคนต้องเผชิญ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเราให้มากพอที่จะเข้าเป็นดักแด้ ซึ่งเป็นการเติบโตทางธรรมชาติอีกขั้นหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และไม่มีใครช่วยเหลือได้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพียงลำพัง”
“ดังนั้น เธอจึงอยากให้บุตรชายได้เผชิญชีวิต ต่อสู้เพียงลำพังความยากลำบากในการออกมาจากดักแด้ เป็นสิ่งที่ตัวหนอนทุกตัวที่ต้องการจะเป็นผีเสื้อที่สวยงามต้องเผชิญ เพราะการดิ้นรนออกมาจากดักแด้เป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติใช้เตรียมความพร้อมให้ผีเสื้อทุกตัว รูเล็ก ๆ ของดักแด้ที่ผีเสื้อต้องพยายาม พาตัวเองออกมาให้ได้นั้น เป็นพัฒนาการทางธรรมชาติที่จะช่วยรีดของเหลวจากร่างกายของผีเสื้อให้ไหลไปสู่ปีกของมัน เพื่อหล่อเลี้ยงปีกให้แข็งแรงจนพร้อมบิน และเมื่อกระบวนการนี้เสร็จสิ้นตามเวลาอันสมควร ผีเสื้อก็จะออกมาโบยบินได้อย่างอิสระ จะได้เป็นผีเสื้อแสนสวยโบยบินในโลกกว้างอย่างอิสระเสรี และบุตรชายของเธอก็มีความฝัน ปรารถนาที่จะเผชิญโชคชะตาโดยลำพัง เหมือนกับดักแด้ ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ดีกว่าจะมีชีวิตอยู่กับเธอ และเจ้าของที่ดิน”
“ถ้าบุตรชายเธออยู่กับเจ้าของที่ดินเขาจะไม่เติบใหญ่ ต้องตกเป็นทาสความคิด และร่างกายตลอดชีวิต นางจึงสู้ปล่อยบุตรชายเพียงคนเดียวไปเผชิญโลกกว้าง” มงเตสกิเออได้เล่าบอกเลดี้ มาแชม
“อืมส์น่าสนใจในความคิดของหล่อนนะ เป็นความคิดที่ก้าวหน้ามาก เอาล่ะ ฉันก็ยินดีให้โยเซฟไปกับฉันที่บอสตัน” ขอบคุณเลดี้ มาแชมมาก “และอยากจะขอให้คุณเคนไปด้วย เพราะคุณเคน อยู่กับข้า อยากจะเห็นดินแดนโลกใหม่ อยากเดินทางไปกับ โยเซฟด้วย เลดี้ มาแชมจะว่าอย่างไร ค่าใช้จ่าย ค่าเรือ ค่าเดินทาง ค่าอาหารในการเดินทาง ข้าออกให้หมดทั้งของโยเซฟและคุณเคน” มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม “ด้วยความยินดีค่ะ ได้เพื่อนร่วมทาง แล้วเตรียมเสื้อผ้ามาแล้วหรือยัง “พร้อมแล้วครับ” บักเคนกับโยเซฟร้องตอบพร้อมกัน
“โชคดีนะคุณเคน โชคดีนะโยเซฟ และขอให้พระเจ้า ทรงคุ้มครอง เลดี้ มาแชม ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยด้วย” เสียง มงเตสกิเออ โบกมือลา เลดี้ มาแชม โซฟี บักเคน และโยเซฟ
รถเทียมม้าค่อย ๆ เคลื่อนออกจากปราสาทของเลดี้ มาแชม มุ่งสู่เมืองท่าเลอ-อาฟร์ ส่วนมงเตสกิเออ ก็ขึ้นรถม้ากลับปราสาทพร้อมกับคนรับใช้ ทั้งบักเคน และโยเซฟได้เดินไปหาความฝันของแต่ละคน
รถม้าวิ่งผ่านตึกแถวเรียงรายก่อนถึงท่าเลอ-อาฟร์ เสียงคน ในตลาดฟังไม่ศัพท์ แม่ค้า พ่อค้า คนซื้อของต่อราคาดังไปทั่วตลาด พ่อค้าแม่ค้า หลายคนร้องตะโกนขายของ สลับกับพ่อค้าทาสที่เอาทาส
นิโกรมาขาย ที่ตลาดเหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาขาย เพื่อนำไปฆ่า ทาสคือสมบัติชิ้นหนึ่ง เอาไปเลี้ยงเป็นฝูงไว้ใช้งาน ไม่ต้องดูแล ไม่ได้ดังใจนายทาสก็เฆี่ยนตี หรือทำทารุณกรรมตามใจชอบ สำหรับทาสเพศหญิง นอกจากเอาไว้ใช้งานในไร่นาแล้ว ก็ยังเอาไว้ปรนเปรอความใคร่กระหายกามของนายทาส
บักเคนมองเห็นเด็กน้อยเนื้อตัวสกปรกมอมแมมหลบอยู่ มุมตึกคับแคบ ดวงตาจ้องมองอาหารที่แม่ค้าวางแผงขายอยู่ริมทาง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (19)

บักเคนนึกใจใน ความสกปรกมอมแมมของเด็ก จ้องมอง รถม้าด้วยสายตาวิงวอน มองด้วยความหิว อยากได้เศษขนมปัง เพื่อประทังชีวิต
บักเคนเลยเอ่ยปากบอกเลดี้ มาแชม “คุณหญิงหยุดรถสักเดี๋ยวได้ไหมครับ ผมขอเอาขนมปังไปให้เด็ก ๆ หน่อย สงสารเด็กที่มองดู ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยครับ”
“อ๋อได้ซิ”
เสียงโยเซฟเอ่ยขึ้น
“ท่านเคน รู้ไหม เด็กเหล่านี้นะ พ่อกับแม่ตายหมด บางคน ก็หลบหนีจากเจ้าของที่ดินที่กดขี่ใช้อย่างทาส ไม่มีสิทธิ ทำอะไร ก็ไม่ได้ ผมเดินไปโรงเรียนเคยไปคุยกับเด็ก ๆ เหล่านี้ และบอกให้แม่แอบเอาอาหารที่เหลือจากงานเลี้ยงที่ปราสาทของเจ้าของที่ดินไปให้เด็ก ๆ เหล่านี้ ท่านรู้ไหม อาหารที่ผมเอาไปต่อชีวิตเด็กยากไร้ เหล่านั้นบางคน เด็กเหล่านี้บางครั้งไม่มีขนมปังที่บ้าน แอบไปขโมยขนมปังในตลาดถูกจับได้ก็เฆี่ยน ถูกรุมประชาทัณฑ์ และส่งเข้าคุก ไม่มีสิทธิแม้แต่จะแก้ตัว ผมเลยต้องขอหลบหนีจากการกดขี่ ไปสู่ความเป็นไท”
“เด็กหลายคน ไม่ได้ขอเพื่อให้ตนเองพ้นหิวเพียงคนเดียว บางคนนำเศษอาหารที่ขุนนางกินทิ้งกินขว้าง ที่ผมนำไปให้กินเพื่อประทังความหิวโหย ยังแบ่งเศษอาหารนำกลับไปแบ่งให้พี่น้อง ที่บ้านได้กินด้วยกัน หญิงชราหลายสิบคนได้เศษอาหารที่ผมเอาไปให้ เพราะก่อนไปเรียนผมจะบอกแม่แอบเก็บอาหารที่เหลือจากนายกินเหลือและจากงานเลี้ยงที่มีบ่อย ๆ ไปให้”
“ผมเคยไปพบหญิงชราที่ถูกขับไล่ ต้องเร่ร่อน นอนตามพุ่มไม้ ข้างทาง และเอาอาหาร ขนมปัง ไปให้หญิงชราเมื่อได้รับอาหารแล้วแทบจะเรียกได้ว่า “เห็นสวรรค์” ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยกินมาก่อน ในชีวิต ทั้งไก่ป่าย่าง หมูรมควัน ขนมปังใส่เมล็ดข้าวสาลี กินอย่างหิวโหย กินหมดแล้วยังเลียมือ ผมเลยได้คิดถ้าอยู่ต่อไป คงต้องตายสักวัน สู้ออกไปเผชิญโชคชะตาดีกว่า ก็รู้สึกสงสารเด็กที่ผมเคยเอาอาหารไปให้ เมื่อผมไม่อยู่แล้ว ไม่รู้จะเป็นอย่างไร” โยเซฟบอก บักเคน
เสียงจ๊อกแจ๊ก จอแจ ของผู้โดยสารที่คุยกัน ยังกับนกกระจอกแตกรัง เริ่มจางหายเมื่อเรือได้ออกจากฝั่ง กะลาสีเรือได้กางใบเรือเพื่อให้รับลมเต็มที่ เรือได้รอนแรมในท้องน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก มุ่งหน้าสู่บอสตัน กัปตัน มัวร์ มีเชื้อสายแขกมัวร์ เป็นผู้รับผิดชอบการเดินทางเที่ยวนี้ พร้อมลูกเรืออีกกว่า 50 ชีวิต ผู้โดยสารอีกประมาณ 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง และนายทหารที่ได้รับคำสั่งจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ให้เดินทางไปเจรจาราชการกับชนพื้นเมืองอินเดียแดงเผ่าต่าง ๆ เพื่อให้ลุกขึ้นสู้และทำสงครามกับอังกฤษ ที่นิว ฟรานซ์ ควิเบก ส่วนเลดี้ มาแชม แม้จะเป็นคนอังกฤษ แต่ก็ชอบคนฝรั่งเศส ชอบใช้ชีวิตในฝรั่งเศสมากกว่าที่อังกฤษ เธอก็ขอไปเยี่ยมหลานที่บอสตัน
เรือใบเมื่อกางใบรับลมเต็มที่ บักเคนมองเห็นเส้นแบ่งกั้นขอบฟ้ากับน้ำทะเล เรือออกจากฝั่งมานานพอสมควร ทิ้งดินแดนฝรั่งเศสไว้เบื้องหลัง ปุยเมฆขาวก่อตัวบดบังสีครามใสของผืนฟ้า น่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก สีมรกตเห็นเพียงเกลียวคลื่นกับฟองน้ำ ขาว ๆ ใส ๆ พลิ้วเป็นระลอกคลื่น กระจายออกไปทั่วมหาสมุทร ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องน่านน้ำก่อประกายระยิบระยับชวนมอง เสมือนกองเพชรนิลจินดาที่ถูกโปรยหว่านไว้กระจัดกระจายทั่วท้องน้ำ บักเคนมองภาพทะเลที่สวยงามชวนตกตะลึง
หนุ่มอีสานอย่างบักเคนมองเห็นภาพน้ำทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ก็นึกถึงชายทะเลบางแสนที่เคยไปเที่ยวกับ อบต. ที่บ้านช่วงก่อนหาเสียงเลือกตั้ง ท่านนายก อบต. นำมาศึกษาดูงานความก้าวหน้าของท้องถิ่นแถวชายทะเลภาคตะวันออก คนที่มากับท่านนายก อบต. ส่วนมากจะเป็นหัวคะแนน บักเคนโชคดีได้ติดตามลุงสว่างซึ่งเป็นญาติมาเที่ยวด้วย เป็นวาสนาของบักเคน ทำไมทะเลบางแสนช่างแสนสกปรก ชายหาดเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนหาด น้ำสกปรกมาก บักเคนไม่กล้าลงน้ำทะเลเพราะกลัวเป็นขี้หิด ขยะเต็มไปหมด มีทั้งขวดแตก ถุงพลาสติก สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ หัวปลานิล ปีกไก่ย่าง เศษมะละกอหล่นตามชายหาดเกลื่อนกลาด แถมราคาอาหารราคาก็มหาโหด เหมือนกับรับประทานในภัตตาคารห้าดาว
จากบ่ายถึงค่ำ เรือคงแล่นไปเรื่อย ๆ อีกนานหลายสัปดาห์ คงจะผ่าน ไอร์แลนด์ (เหนือไอร์แลนด์จุดที่เรือไททานิกจม) บักเคนนึกเบื่อเลยเดินไปที่หัวเรือ นึกว่าตัวเป็นแจ็ค พระเอกจากหนัง ชู้รักเรือล่ม (ไททานิก) คงดีไม่น้อย แล้วใครจะเป็นโรส บูเกเตอร์ ล่ะ บักเคนนึกถึงโซฟี คนรับใช้ของเลดี้ มาแชม ถ้าหล่อนมายืนหัวเรือ แล้วไปโอบกอดเธอ เป็นแจ๊ค ดอร์สันกับโรส บักเคนได้แต่นึกฝันหวาน และเดินเซเพราะแรงคลื่นกระทบเรือ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงของมันเริ่มเจือจาง เรือฝ่าเกลียวคลื่นที่สูงขึ้น ฟ้าฝั่งตะวันตกเริ่มมีเมฆจับกลุ่มก้อนหนาสีคล้ำไปจนถึงดำสนิท มองไกล ๆ ไปเหนือน่านน้ำเบื้องหน้าเห็นสีเขียวคล้ำก่อตัวลบความใสกระจ่างของสีมรกตแห่งผืนน้ำอยู่รำไร
มันคือแรงลมที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนเกิดห่าฝนโปรยปรายลงน่านน้ำ บักเคนรีบเข้าไปหลบในเรือ ลมกรรโชกแรงขึ้นก่อคลื่นสูงใหญ่ สาดกระทบกราบเรือ สายฝนโปรยลงกระทบหลังคาเก๋งเรือส่งเสียงสนั่น เสียงกัปตันตะโกนบอกลูกเรือให้เอาใบเรือลง
เกลียวคลื่นสูงใหญ่ที่ผลักเราให้สูงขึ้นก่อนกระโจนลงเพื่อรับแรงกระแทกจาก คลื่นอีกหลาย ๆ ลูกนับครั้งไม่ถ้วน ฝนห่าใหญ่โปรยลงมาเหมือนท้องฟ้ารั่ว ฝนยังคงโปรยปรายไม่หยุดหย่อน
บักเคนเลยเดินไปถาม ลูกเรือถึงฝนและคลื่นที่บักเคนไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
“ทะเลมันเป็นอย่างนี้แหละเอาแน่นอนไม่ได้ บางที่แดดออก บางที่ฝนตก ลูกเรือบอกบักเคน”
“เข้ามาข้างใน ฝนข้างนอกมันแรง” เสียงโซฟีบอกบักเคน
บักเคนเลยเดินเข้าไป มองเห็นสายตาของโยเซฟที่ตื่นกลัว เพราะชั่วชีวิตไม่เคยลงเรือมาก่อน และยิ่งมาเจอกับลมแรง ฝนตก เรือโคลงเคลง โยเซฟมีอาการจะเมาคลื่น หน้าซีด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (20)

หลังจากพายุสงบ และฝนหยุดตก บักเคนและโยเซฟ เกิดอาการเมาเรือ เลดี้ มาแชมเลยให้โซฟีไปเอาล่ามยา แล้วให้เอาหัวขิง มาฝานชงกับน้ำร้อน เป็นน้ำขิง ให้บักเคนกับโยเซฟดื่ม แก้อาการเมาเรือ และคลายความหนาว ขิงที่โซฟีเอามา เลดี้ มาแชม ซื้อจากร้านยาในปารีส เพราะยุคนี้การค้าเฟื่องฟู ทั้งน้ำตาล เครื่องเทศ สมุนไพรจากตะวันออก หลังจากดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ แล้วนอนพักสักครู่ บักเคนและโยเซฟ อาการค่อยยังชั่ว บักเคนและ โยเซฟลุกขึ้นนั่งและขอบคุณ เลดี้ มาแชม และออกไปนอกห้อง ไปนั่งคุยกับโซฟี ที่กำลังนั่งก้มหน้าถักโครเชต์

“ขอบคุณมากครับ สำหรับน้ำขิงอุ่น ๆ นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้กินน้ำขิงอีกแล้ว บักเคนนึกในใจ ไม่นึกว่าที่ฝรั่งเศสยุคนี้มีน้ำขิง
“คุณโซฟี ทำไมถึงได้มาอยู่กับเลดี้ มาแชม” บักเคนเสียมารยาทถามเรื่องส่วนตัวโซฟี ซึ่งโซฟี ก็ไม่รังเกียจและเต็มใจเล่าชะตาชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่กับเลดี้มาแชม
โซฟีเงยหน้าและทบทวนความหลัง สักพักเธอก็เริ่มเล่า เหตุการณ์ในชะตาชีวิตของเธอ
“เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นาน มันเป็นความขมขื่นที่เกิดมาจน ความเจ็บปวดเข้ามาทำให้หัวใจของเธอต้องตรอมตรมอยู่ทุกวัน เหมือนกับสนิมที่คอยกัดกร่อนเหล็กให้ผุพังลงไป โซฟีนั่งนึกความหลัง” น้ำตาก็พลอยไหลริน พร้อมกับเสียงสะอื้นเบา ๆกับชีวิตที่สุดรันทด
“ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ ถ้ามันกระทบกระเทือนความรู้สึก คุณโซฟี” เสียงบักเคนบอกเบา ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ มันผ่านไปแล้ว จิตใจของหนูเริ่มแกร่งขึ้นค่ะ ชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า ด้วยความเมตตาของนายหญิงที่ฉุดหนูขึ้นจากขุมนรก นายหญิงรักเหมือนลูกให้ความเมตตา โซฟีเล่าว่า
“หล่อนเกิดในกระท่อม ของเจ้าของที่ดินที่ใกล้กับเมือง เอซเซ่ กระท่อมของหล่อนใกล้กับทุ่งลาเวนเดอร์ สวยงาม ดอกสีม่วง สุดลูกหูลูกตา หล่อนเป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัว ทั้งบ้าน มีพี่น้องห้าคน พี่คนโตก็เป็นผู้หญิง ส่วนน้องคนรองเสียชีวิตตั้งแต่แบเบาะ”
“ส่วนน้องคนสามเป็นผู้ชายป่วยตาย เพราะอากาศหนาวปีที่หิมะตกหนัก ส่วนน้องคนที่สี่ที่เป็นผู้ชายขาดอาหารเสียชีวิตในปีที่เพาะปลูกพืชไม่ได้ผล และต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเพราะองค์กษัตริย์ ให้เก็บภาษีเพิ่ม พ่อกับแม่ต้องทำงานหนัก ทำให้แม่ล้มป่วย เพราะกินอดกินอยาก อาหารก็ขาดแคลน ทำให้น้องคนที่สี่ต้องเสียชีวิต ในปีนั้นทั้งครอบครัวเหลือเพียงพ่อแม่ที่ป่วยออด ๆ แอด ๆ พ่อต้องทำไร่ปลูกมัน และข้าวสาลี หาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว เจ้าของที่ดินเรียกใช้แรงงานเพิ่มเติม พ่อจะต้องถูกเกณฑ์ไปรบที่ นิวฟรานส์ ในดินแดนห่างไกล แต่แม่ได้ไปขอร้องนายเจ้าของที่ดิน”
“ถ้าพ่อไปเป็นทหาร ที่บ้านต้องอดตายเพราะลูกสองคน ก็ยังเล็ก มีเพียงลูกสาวที่พอทำงานได้ แต่ก็ยังเด็กนัก ส่วนน้อง คนสุดท้องยังเล็กอยู่”
“วันหนึ่งหิมะตกหนัก ขณะที่เราสองพี่น้องเดินกลับจากไร่ของนายซึ่งอยู่ห่างไกล เพราะคนที่ทำไร่เขาหลบหนีหายไป ทั้งครอบครัว นายเจ้าของที่ดินเลยให้เราสองพี่น้องไปช่วยกัน เก็บมันที่พ่อขุดไว้แล้ว ตอนเดินกลับบ้านอากาศหนาวมาก ฝนตกหนัก เราสองพี่น้องวิ่งไปหลบใต้ร่มไม้ หนูหนาวสั่น มือเริ่มซีด พี่สาวได้ถอดถุงมือและเสื้อหนาวให้หนูใส่เพื่อได้ไออุ่น พอฝนหยุดตก สองคนพี่น้องก็รีบวิ่งกลับบ้าน เพื่อการวิ่งจะช่วยให้เราคลายหนาวได้บ้าง เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ได้ต้มน้ำซุปร้อนใส่เกลือ มีหัวผักอยู่สองสามหัวให้เราดื่มคลายหนาว และอาหารมื้อเย็น มีเพียงขนมปังอยู่สองสามแผ่น พี่สาวมือบวมแดง ไม่สามารถจับช้อนแกงด้วยซ้ำ เพราะต้องถอดถุงมือให้หนู แม่ต้องค่อย ๆ เดินมาป้อนน้ำแกงให้พี่สาว”
“กินนะขนมปังนะแม่ หนูไม่หิว”
เมื่อพี่สาวมองเห็นบนโต๊ะอาหารมีเพียงขนมปังเพียงสามแผ่น เสียงพี่ร้องบอกแม่ และโซฟี “กินซะเราวันนี้ทำงานเหนื่อย น้องคงหิวแย่ อากาศหนาวมาก สงสัยคืนนี้หิมะคงจะตก พ่อไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง พ่อต้องนอนเฝ้าไร่ให้นาย ปล่อยให้สองพี่น้องเดินกลับมาที่กระท่อมเพื่อมาอยู่กับแม่”
“พี่ไม่หิว” เสียงพี่สาวร้องบอก
“น้องกินซะจะได้มีแรง พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปช่วยพ่อเก็บ มัน ถ้านายเมตตาอาจจะได้มันมาต้มกินบ้าง พี่สาวยังมีความหวังว่าพรุ่งนี้ นายคงจะใจดีให้มันมาต้มกิน ตั้งแต่หลบฝนคราวนั้น ตั้งแต่นั้นมา ฉันสาบานว่าต้องดูแลพี่ให้ดี คืนนั้นหิมะตกหนักมาก ลมหนาวกระโชกแรง เสียงสายลมลอดผ่านเข้ามาในกระท่อมเหมือนเสียงยมทูตมาร้องเรียกดวงวิญญาณของแม่ สามคนแม่ลูกต้องนอนเบียดกันมีผ้าห่มเก่า ๆ บาง ๆ และขาดวิ่น คลุมกายที่สั่นสะท้าน ด้วยความหนาวเย็น ข้างๆ เตาผิง ที่มีเศษไม้เหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งไฟที่ก่อให้ความอบอุ่นเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร ที่จะช่วยคลายหนาว” โซฟีเล่าต่อว่า “ในปีที่ผ่านมา มีคนหลายมากมายเพราะอดอาหารและความหนาวเหน็บได้ตายจำนวนมาก ชาวบ้านช่วยกันขนศพไปกองรวมกันแล้วขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังรวมกัน มีบาทหลวง มาทำพิธี คนตายเพราะความหนาวและความหิวโหย แทบฝังไม่ทัน ไม่รู้จะผ่านพ้นคืนอันหนาวเหน็บไปได้หรือไม่ เพราะทั้งบ้านมีผ้าห่มหนาอยู่เพียงผืนเดียว หนูร้องไห้เสียงดังมาก เพราะสงสารพี่ที่ตอนกลางวันต้องตากฝน กลางคืนต้องเจออากาศหนาวเย็น มีเพียงเศษสะเก็ดไฟจากเศษไม้ที่แตกส่งประกายวูบเดียวก็หาย คงเหมือนกับชีวิตของคนจนที่เกิดมาในดินแดนแห่งนี้ เกิดมาก็แตกดับ อีกไม่นานไฟคงมอดดับลง หนูนอนคิดพร้อมกับพี่สาว เอามือมาอุดปากฉันอย่าร้องเสียงดัง เดี๋ยวแม่ตื่น พี่สาวพูดปลอบหนู เราสองคนเผลอหลับไปความอ่อนเพลียและความอุ่นจากผ้าห่ม ที่เราเผลอดึงมาพันกายสองพี่น้อง ซึ่งไม่นึกว่าจะเป็นการห่มให้ได้ความอุ่นครั้งสุดท้าย”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (21)

“รุ่งเช้าเราสองคนพี่น้องตื่นขึ้นมา พอหันไปปลุกแม่ ไม่มีเสียงตอบ แม่ได้หมดลมหายใจไปแล้วด้วยความหนาวเพราะเราสองพี่น้องดึงผ้าห่มหนามาพันกาย ปล่อยให้แม่ต้องเสียชีวิตไปด้วยความหนาว น้ำตาของฉันกับพี่สาวไหลอาบแก้ม มีแต่เสียงสะอึกสะอื้น ด้วยความเสียใจจากการจากไปของแม่ พี่สาวร้องไห้หาแม่ และรีบวิ่งไปบอกพ่อว่าแม่เสียชีวิตแล้ว”

น้ำตาของโซฟีเริ่มไหล พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ บักเคนและโยเซฟได้ฟังเรื่องเล่า สองคนน้ำตาเริ่มซึม สงสารชะตาชีวิตของโซฟี เมื่อพ่อได้ยินข่าวแม่เสียชีวิตก็รีบมาดูศพแม่ เราสองพี่น้อง ร้องให้เสียใจที่แม่จากเราไปไม่มีวันกลับ โชคชะตาชีวิตคนจนมีแต่ความทุกข์ยาก ความตายได้ปลดเปลื้องแม่จากความหิวโหย ความเจ็บป่วย”
“หลังจากนั้น นายเจ้าของที่ดินก็ได้ให้พี่สาวไปเป็นคนรับใช้ทำงานที่ปราสาท และได้ปรนเปรอกามให้กับนายเจ้าของที่ดิน และสุดท้ายพี่สาวได้ถูกนายเจ้าของที่ดินฆ่าตาย เพราะพี่ไม่สนองตัณหาไปร่วมหลับนอนกับเพื่อนนายในงานเลี้ยงที่ปราสาทคืนนั้น เมื่อได้ยินพี่สาวตาย หนูก็เลยกลัว พ่อก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่พูดปลอบใจหนู สักพักนายได้เอาหนูไปขายที่ปารีส เพื่อเป็นดอกเบี้ยที่พ่อไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านา” โซฟีพูดไปก็ร้องไห้ไป
“วันที่หนูถูกเสนอขาย นายหญิงพอดีผ่านมา เลยประมูลซื้อหนูจากนายหน้าค้าทาส และก็คอยรับใช้นายหญิง ซึ่งนายหญิงรักหนูเหมือนลูก ชีวิตนี้หนูยอมตายเพื่อนายหญิง ส่วนพ่อ หลังจากหนูมาอยู่กับนายหญิงได้เล่าเรื่องบอกนายหญิง นายหญิงได้มีเมตตา ให้คนไปสอบถามข่าวคราวของพ่อ
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง คนที่นายหญิงส่งไปสอบถามข่าวคราวของพ่อ ได้บอกว่า พ่อเสียชีวิตแล้ว หลังจากนายเอาหนูมาขายใช้หนี้ ชีวิตหนูไม่เหลือใครนอกจากนายหญิง แต่ชีวิตอยู่กับนายหญิง ก็ดีกว่าคนอีกนับแสนที่ชะตาชีวิตไม่ได้โชคดีอย่างกับหนู โซฟีเล่าชะตาชีวิตให้บักเคนและโยเซฟฟัง สองคนได้แต่ปลอบใจโซฟี ชีวิตทุกคนต้องเดินต่อไปข้างหน้า เดินต่อไปจนกว่าละครฉากสุดท้ายจะจบลง แม้จะมีอุปสรรค แต่ชีวิตคนดังเช่นบทละครที่สวรรค์กำหนดให้เล่นจนกว่าจะตายละครถึงจบลง
เรือได้รอนแรมในมหาสมุทรแอตแลนติกมาสามสัปดาห์ บ่ายวันนี้ ท้องฟ้าสว่างสลับกับสลัวเพราะเมฆมาก บดบังแสงแดดยามบ่าย สักพักเสียงกะลาสีเรือร้องบอกกัปตันว่า
“ฟ้ามืดคลึ้มอยู่ข้างหน้า น่าจะมีพายุครับ”
กัปตันได้บอกให้ลดใบเรือลง เสียงกะลาสีเรือได้เอ่ยปากบอกกัปตัน “ท่าจะมีพายุรุนแรงครับ เห็นสายน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า น่าจะเป็นพายุหมุน”
“เบนหัวออกซ้าย 25 องศา” เสียงกัปตันร้องบอกนายท้ายเรือ สายฟ้าแลบ พร้อมเสียงฟ้าผ่าดังลั่นท้องมหาสมุทร บักเคนนึกในใจ ที่เรือผ่านมหาสมุทรช่วงนี้เคยมีประวัติศาสตร์เรือไททานิกที่ไม่มีจม ก็พบจุดจบที่นี่ เพราะชนก้อนน้ำแข็งที่ล่อยลอยมาจากขั้วโลกเหนือ
บักเคนเคยอ่านหนังสือจำได้ว่าเรือไททานิก ไม่ได้ชนก้อนน้ำแข็งแต่ชนกับตอร์ปิโด ของเรือดำน้ำเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเวลามันทับซ้อนมิติกัน เรือดำน้ำเยอรมัน ยิงตอร์ปิโดใส่เรือสินค้าของอังกฤษที่แล่นผ่านน่านน้ำช่วงนี้แต่มิติเวลามันเหลื่อมทับซ้อนกัน เรือไททานิกกำลังแล่นผ่านมาพอดี เลยเจอเรื่องบังเอิญ เรือไททานิคเจอแจ็คพ็อต ชนตอร์ปิโดที่กำลังวิ่งไปทำลายเรือสินค้าของอังกฤษ
เวลาผ่านไป 90 ปี มีเรือสินค้าของสหรัฐแล่นผ่านมา มีคนเห็นศพหญิงสาวอายุประมาณ 20 ปี ลอยเดียวดายอยู่ในทะเล ที่ห่วงชูชีพเขียนว่าไททานิก หญิงสาวเสียชีวิตบนห่วงยางเกือบร้อยปี ทำไมศพเหมือนกับเพิ่งเสียชีวิต กัปตันเรือสินค้าได้แจ้งไปยังประเทศไอร์แลนด์กับสหรัฐอเมริกาว่าพบศพคน โดยสารเรือไททานิกที่ศพยังสมบูรณ์มากเหมือนกับเพิ่งตายใหม่ ๆ กับตันได้บอกให้ลูกเรือสินค้านำศพหญิงสาวขึ้นมาบนเรือและไว้ในห้องเย็นเวลาผ่านไปประมาณ 2 วัน ศพก็เหี่ยวเหมือนคนอายุกว่าร้อยปี เมื่อทางการสหรัฐอเมริกาได้ทราบข่าวว่าเรือสินค้าพบศพผู้โดยสารเรือไททานิก ซีไอเอได้ขอศพหญิงสาวที่เรือสินค้าพบนำศพขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปต่อเครื่องบินไปยังฐานทัพที่ 51 บริเวณทะเลทรายรัฐเนวาด้าเพื่อพิสูจน์เรื่องลึกลับ โดยปิดเป็นความลับ บักเคนนั่งนึกถึงเรื่องราวที่ตนเองเคยอ่านสมัยที่อยู่ฝรั่งเศส
“กัปตัน ๆ กัปตัน ครับด้านซ้ายมือมีนกยักษ์ ตัวใหญ่มากครับบินอยู่” เสียงเวรยามที่อยู่บนเสากระโดงเรือร้องบอกกัปตัน
“โอ๊ว ! พระเจ้า นกยักษ์ทำไมตัวใหญ่จัง เกิดมากไม่เคยเจอ เสียงมันร้องดังมาก กลบเสียงฟ้าร้องมิด” เสียงกัปตันอุทาน
“โอ๊ว พระเจ้าโปรดช่วยคุ้มครองลูกด้วย เสียงสวดมนต์ภาวนาของเลดี้ มาแชม ดังขึ้น ขณะนั้น นกยักษ์ บินต่ำมาก เสียงดังกระหึ่ม บักเคนแหงนหน้ามองไปทางซ้ายตามที่เวรยามบอก บักเคนตะลึง เครื่องบิน บินต่ำมาก กำลังบินผ่านเรือไป บักเคนมองที่ลำตัวเครื่องบิน เห็นเป็นสัญลักษณ์มาเลเซียแอร์ไลน์ ที่บักเคนเคยนั่งไปฝรั่งเศส สมัยที่ไปทำงาน มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ถึงทะลุมิติมาโผล่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก เครื่องบินกำลังบินไปไหน ไปยุโรปหรือสหรัฐ บักเคนตั้งคำถามให้ตัวเอง ทำไมมันมาโผล่ในช่วงนี้
บักเคนเต็มไปความงงงวยสงสัย แสดงว่าเรามีโอกาสกลับบ้าน แถวนี้มันเป็นมิติเวลาที่เหลื่อมล้ำกัน คงเป็นสนามแม่เหล็กโลก ที่เครื่องบินสามารถบินทะลุกาลเวลามาได้ แล้วเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ก็บินหายลับไปในหมู่ก้อนเมฆในขณะที่ฟ้าแลบ สายฟ้าเป็นเส้นยาวเหยียดลงสู่ท้องน้ำเป็นประกายเจิดจ้า
ไม่ต้องกลัวครับเลดี้ มาแชม
“ไม่ใช่นกยักษ์ แต่เป็นเรือเหาะครับ ไม่มีอันตรายครับ”
บักเคนบอกเลดี้ มาแชม ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะเคยได้ยินว่าพี่น้องตระกูลไรต์ ได้สร้างเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินมีใบพัดไม่เหมือนกับนกยักษ์ที่บินผ่านไป ขณะที่เวรบนเสากระโดงเรือเกิดความตกใจในความใหญ่โตมโหฬารของเครื่องบินและเสียงเครื่องบินที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
ส่วนโยเซฟสีหน้าหวาดกลัว วิ่งเข้าไปหลบในห้องพัก บักเคนได้เดินเข้าไปหาโยเซฟพร้อมกับบอกว่า “ไม่ต้องกลัวไม่ใช่นกยักษ์ แต่เป็นเครื่องบิน หรือเรือเหาะ ที่สหรัฐก็มีแต่เป็นเครื่องบินใบพัดของพี่น้องตระกูลไรต์”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (22)

พายุเริ่มมาอีกรอบ หลังจากสงบไปสักพักใหญ่ พายุพัดมาเที่ยวนี้ ทำให้บักเคนถึงกับตกตะลึงที่เห็นเครื่องบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์โผล่มาจากก้อนเมฆสีดำ บินในระดับต่ำฝ่าพายุมา แล้วก็หายไปกับก้อนเมฆสีดำที่ก่อตัวหนาทึบ ท่ามกลางพายุหมุนเริ่มก่อตัวอีกครั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกที่กระแสน้ำอุ่นกัฟสตีม กับกระแสน้ำเย็นแอตแลนติกเหนือไหลมาบรรจบกัน คล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่เกิดปรากฏการณ์เหนือคำอธิบายย้อนเวลา เหมือนกับที่บักเคนเจอกับตัวเองอยู่ตอนนี้ หลังจากนกยักษ์หรือมาเลเซียแอร์ไลน์บินโผล่มากะทันหันและบินผ่านไปในระดับต่ำ บักเคนนึกอยากเป็นพระเอกกระโดดเกาะเครื่องบิน เหมือนกับที่ตนเคยกระโดดเกาะรถเมล์ความเร็วสูง สาย 8 แฮปปี้แลนด์ สะพานพุทธ อยู่บ่อย ๆ สมัยไปขายลาบยโส อยู่แถวสะพานพุทธ บักเคนจิตใจเริ่มสับสนเริ่มคิดถึงบ้าน นึกว่าอุบลน่าจะมีรถไฟความเร็วสูงเหมือนที่ฝรั่งเศสบ้าง เพราะมีแต่รถไฟหวานเย็นที่ร้อยปีผ่านไปยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน วันไหน บักเคนนั่งรถไฟจากอุบลเข้ากรุงเทพ ถ้าเข้าสถานีหัวลำโพง ตรงเวลา จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ทะลุมิติมาให้บักเคนเห็น

บักเคนนึกว่าชาตินี้ตนเองคงไม่โอกาสได้เห็นรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย นอกจากรถเมล์ความเร็วสูงสาย 8 ใน กทม.
บักเคนดีใจ นึกว่ามิติเวลาได้เปิดช่องว่างอีกครั้ง ตนเอง มีโอกาสกลับบ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นบ้านเก่า (ตาย) หรือบ้านที่ดอนมดแดง บักเคนนึกตามประสาอยากกลับบ้าน ถ้าบอกกัปตันให้หันหัวเรือฝ่าเข้าไปท่ามกลางพายุที่บ้าคลั่งแล้วตนเองกระโดด มหาสมุทรในช่วงฟ้าผ่า เพราะเคยดูหนังกลางแปลงเรื่อง เจาะเวลาหาอดีต ที่พระเอกขับรถทะลุผ่านในช่วงที่ฟ้าผ่าลงมาพอดี บางทีตนจะได้มีโอกาสทะลุมิติกลับไปยังบ้านที่ดอนมดแดงบ้าง แต่ถ้าไม่ถูกจังหวะ โอกาสถูกมหาสมุทรกลืนหายไปก็มีสูง
“กัปตัน กัปตันหันหัวเรือเข้าไปในพายุหน่อยจะได้ไหม” เสียงบักเคนตะโกนบอกกัปตันเรือ
“จะบ้าเหรอ พายุรุนแรงขนาดนี้ คลื่นสูง ยังจะให้หันหัวเรือฝ่าพายุ ใครว่างมาจับไอ้บ้านี่เข้าไปในห้องหน่อย”
เสียงกัปตันตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง ดังคลืนคลั่น เสียงฟ้าร้องเหมือนกับเสียงระเบิด พร้อมกับประกายสายฟ้าเป็นเส้นเหมือนกับรากฝอยของต้นไม้ ดูสวยงามแต่น่ากลัว คลื่นเริ่มใหญ่ ขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นเริ่มสูงขึ้น เรือเริ่มโยกไปกับกระแสคลื่นที่ถาโถม ใส่เรือ
“รีบลงมาจากหอคอยเร็ว ลูกเรือทุกคนมาช่วยกันลดใบเรือลง ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้าไปในท้องเรือโดยเร็ว” เสียงกัปตัน ร้องตะโกนแข่งกับสายฝนรีบลงมาเร็วลมเริ่มรุนแรงขึ้นลดใบเรือลง “คุณเคนเป็นอะไรถึงบอกกัปตันให้หันหัวเรือเข้าไปยังใจกลางพายุ”
โยเซฟถามบักเคนขณะที่สีหน้าตนเองเหลืองซีดอาเจียน เมาเรือ
“เข้ามานั่งข้างในคุณเคน ข้างนอกอันตรายน้ำทะเลเย็นมาก เดี๋ยวจะซ็อคตายเสียก่อน เสียงเลดี้ มาแชม ร้องบอกบักเคน”
บักเคนนึกเสียดาย เมื่อเห็นเครื่องบินอยู่ดี ๆ ก็มาโผล่ให้เห็น จะอธิบายปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์ให้ เลดี้ มาแชม โซฟี และ โยเซฟฟังคงไม่เข้าใจ บักเคนนึกในใจและน้อยใจในวาสนา ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสได้กลับบ้านไหม
พายุเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นสูงหลายเมตร โยกเรืออยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเวิ้งว้าง
“เอา เปอ ติ๊ด ปอม (แอ๊ปเปิลลูกเล็ก) สักลูกหน่อยไหมคุณเคน แก้เมาเรือ” เสียงเลดี้ มาแชม บอกบักเคน
คลื่นลมแรงยังมีกะใจกินแอปเปิลอีก บักเคนนึกค่อนขอดเลดี้มาแชม โซฟีขยับมานั่งใกล้ ๆ กับเลดี้ มาแชม สีหน้าหล่อนหวาดกลัว เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นั่งเรือออกมหาสมุทร
“เรือจะล่มไหมคะ” โซฟีเอ่ยปากถามบักเคน
“เขาถือนะโซฟีเวลาลงเรือ ไม่ให้พูดถึงเรือล่ม เรือจม เป็นลางไม่ดี” บักเคนตอบโซฟี
ส่วนในใจก็นึกหวาด ๆ อยู่เหมือนกัน พร้อมกับบ่นพึมพำ ถามอะไรไม่ถามดันมาถามว่าเรือจะล่มไหม เดี๋ยวก็ได้ตายหมู่หรอก บักเคนนึกถึงสุภาษิตไทย
“เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก คงจะต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่าย”
เพราะอยู่ในลำเรือ เพื่อนตนเองก็น้อย คนคุยด้วยไม่เกินสามสี่คน ที่เหลือมีแต่ลูกเรือหน้าตาโหด ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไอ้กัปตันหน้าตาดันเหมือนกับกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ อีก บักเคนนึกถึงเรื่องเรือผี
“ฟลายอิ้ง ดัทซ์แมน”
เรือโจรสลัดผี ที่ล่องลอยไปทั่วท้องทะเลอันกว้างใหญ่ คอยหลอกหลอนเรือ เดินสมุทรที่เป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ
“ทุกคนระวัง จับเรือไว้ให้แน่นนะ” เสียงกัปตันเรือร้องบอกผู้โดยสาร
เรือโยนตัวขึ้นลงตามกระแสคลื่นดูน่ากลัว เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในดีสนีย์แลนด์ ที่ฝรั่งเศส บักเคนเคยไปเที่ยวอยู่บ่อย ๆ แต่นี่มันเป็นของจริง ไม่ใช่รถไฟตีลังกาแต่เป็นเรือกำลังโยนตัวขึ้นลง อาหารที่กินเข้าไปและไม่อาเจียนคราวพายุมาก่อนหน้า สงสัยคงออกแน่คราวนี้ อาหาร น้ำในกระเพาะบักเคน เริ่มวิ่งไปมา โซฟีอาเจียนอีกรอบ เลดี้ มาแชม เจอพายุเที่ยวนี้ ไม่รอดยาแก้เมาเรือก็เอาไม่อยู่ เลดี้ มาแชม อาเจียนเอา เปอ ติ๊ด ปอม ที่เพิ่งกินเข้าไป ออกมาหมด ส่วนโยเซฟ อาเจียนออกมาแทบไม่เหลืออะไร มีแต่เสียงอ้วก ดังสลับกับเสียงคลื่น ๆ
“ตายแน่ ๆ จะรอดไหมหนอ บักเคนนึกถึงหลวงปู่รอดวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบล ที่ตนเองนับถือ แต่ตัวเองดันลืมห้อยคอก่อนที่จะออกไปนา และโดนฟ้าผ่า เลยไม่ได้ห้อยหลวงปู่รอดมา ใจก็อธิษฐานให้หลวงปู่รอด ช่วยคุ้มครองให้รอดปลอดภัย บักเคน เริ่มสวดมนต์ขอให้แคล้วคลาด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (23)

พายุพัดรุนแรงยิ่งขึ้น เรือโคลงเคลงไปมา ขึ้นเหนือยอดคลื่นแล้วลดต่ำลง มองเห็นคลื่นอยู่ข้างบน บักเคนหลับตาแล้วก็ สวดมนต์ แต่ดันจำบทสวดไม่ได้ นึกได้แต่ อะระหัง เหมือนคน ใกล้จะตาย เสียงสุดท้ายคือเสียงกัปตันร้องว่าเรือถูกดูดเข้าไปในน้ำวนแล้ว

“โอ๊ว พระเจ้า !!! ขอให้พระองค์คุ้มครอง ข้ากำลังจะไปเป็นสาวกของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างกับพวกเรา เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงม”
แต่ไม่ได้ยิน บักเคนเกาะลังใส่เสื้อผ้าเลดี้ มาแชม ไว้แน่น เรือถูกดูดจมไปใต้สมุทรอย่างรวดเร็ว และความรู้สึกสุดท้ายของ บักเคนก็ดับวูบลง พายุยังคงโหมกระหน่ำ เรือจมไปใต้สะดือทะเล สักพัก พายุก็สงบเงียบลง ฝนหยุดตกเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีร่องรอยอะไรเหลือเค้าเดิมให้เห็นว่าเกิดเรืออับปางลง ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทะเลเงียบสงบ เสียงพ่นน้ำดังฟู่ ๆๆ ขณะที่ปลาวาฬสีน้ำเงินแหวกว่ายพ่นน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ปลาวาฬ สองตัวว่ายเคลียคลอกันอยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่
ความมืดปกคลุมปารีสปลายปี ค.ศ. 1788 แสงไฟจากตะเกียง วับ ๆ แวม ๆ หยุด มีอะไรเอามาให้หมด…เสียงโจรปล้นชาวบ้าน ที่กำลังเดินทางกลับบ้าน
“ข้าไม่มีทรัพย์สินอะไร มีแต่ไอ้นี่ ไข่ไก่หนึ่งฟอง”
“ขอได้ไหมจะเอาไปต้มกิน” เสียงร้องขอความเห็นใจ จากชาวบ้านเคราะห์ร้ายที่โดนโจรปล้นเอาไข่ไก่หนึ่งฟอง
“ไม่ได้ ไข่ไก่หนึ่งฟองก็เอา หรือเจ้าจะให้เอาชีวิต” เสียงโจรร้องบอกชายเคราะห์ร้ายที่ถูกปล้นไข่ไก่ 1 ฟอง ความยากจนปกคลุมทั่วฝรั่งเศส
กฎหมายก็หย่อนยาน โจรกรรมเกิดขึ้นเป็นรายชั่วโมง การเดินทางไปไหนไม่ปลอดภัย ชาวบ้านมีสิทธิโดนปล้นทั่วหน้า ขุนนาง ชนชั้นสูง นักบวชจะมีกองทหารหรือกำลังป้องกันตนเอง เพื่อคุ้มครองชีวิต
ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ทรงไม่มีเวลามาสนใจประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงวุ่นวายอยู่กับความฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงหรูหราของพระชายา มารีอังตัวแนต ที่มีแทบทุกคืนในกรุงปารีส งานเลี้ยงที่ชนชั้นสูง ขุนนางมาร่วมงาน การกินเลี้ยงที่หรูหรา ไวน์ชั้นดี ในขณะที่ประชาชนอดอยาก ขณะที่ท้องพระคลังหลวง มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากการแพ้สงครามกับประเทศอังกฤษ หนี้มหาศาลเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าหลุยส์ทรงทำสงครามแก้แค้นอังกฤษ ด้วยการไปทำสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1775-1778 ฝรั่งเศสได้รับความสะใจรบชนะอังกฤษ
เหมือนกับบักเคน สมัยไปขายลาบยโส แถวสะพานพุทธ หลังจากเลิกขายก็ไปเที่ยวคาเฟ่แถวกรุงธน ตามประสาวัยหนุ่ม ที่เลือดลมแรง หวังจะทำแต้มนอนกับนักร้องให้มากที่สุด บักเคน ริไปจีบนักร้องที่เป็นแม่เหล็กประจำร้าน ซื้อพวงมาลัยคล้องคอนักร้องเป็นแบงค์พันที่ละสองสามใบ หวังจะพิชิตใจเจ้าหล่อน ในขณะที่เสี่ยตัวจริงไม่กล้าทุ่มเงินสู้กับบักเคน กำไรขายลาบมาได้คืนละพันสองพัน บักเคนทุ่มเงินกำไรที่ขายลาบได้ให้นักร้องหมด หวังจะพิชิตใจเจ้าหล่อน ซึ่งบักเคนก็ประสบผลสำเร็จนักร้องยินดีไปกับบักเคน
หลังจากนักร้องเป็นแฟนบักเคนได้สักพักบักเคนก็หมดตัว บักเคนเลยได้คิด
“เงินจางนางจร เงินมาผ้าหลุด เงินหยุดผ้าหลุดแค่สะดือ”
หนี้สินบักเคนเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ต้องเดินทางไปฝรั่งเศสไปหางานทำ เก็บเงินใช้หนี้ใช้สิน พิษนักร้องคาเฟ่ทำให้บักเคนเจ็บปวดระยะยาว เหมือนกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ทำสงครามชนะอังกฤษประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาได้ แต่หนี้สินประเทศฝรั่งเศส ท่วมท้น กรรมก็เลยมาตกกับหลาน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงใช้สติปัญญาแก้ปัญหาการคลังของชาติด้วยการเปลี่ยนรัฐมนตรีคลังคนแล้วคนเล่า ตั้งแล้วก็ปลดเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาติได้ แก้ไม่ได้ไม่ว่าหนี้สินไม่ลด งานเลี้ยงในราชสำนักก็จัดบ่อย ๆ การเงินการคลังฝรั่งเศสสมัยนั้นผูกติดกับราชสำนัก ประเทศชาติล้มละลาย ราชสำนักก็ล้มละลายไปด้วย ราคาอาหารแพงขึ้นเป็นรายชั่วโมง
พระเจ้าหลุยส์มองหาแหล่งเงินกู้สมัยนั้นยังไม่มีไอเอ็มเอฟ และก็ไม่มีใครให้กู้เงิน ราคาขนมปังพุ่งสูงมาก พระเจ้าหลุยส์ คงอยากจะกินยาปวดหายสักหลายซอง เพราะยาแก้ปวดที่เป็นคนรูปศีรษะยาว แต่ไม่มีขายในสมัยนั้น
ฝรั่งเศสเกิดความแห้งแล้งไปทั่ว ปศุสัตว์ แกะ ม้า วัว ล้มตายเพราะความแห้งแล้ง ถูกชาวบ้านฆ่ากินประทังชีวิต ฝรั่งเศสไม่มีแมงจีนูน มดแดง กะปอม สัตว์ป่า ชาวบ้านอยากจะกิน แต่ไม่มีให้ล่า เพราะสัตว์ป่าอยู่ในที่ของ ขุนนางชั้นสูง เป็นสัตว์สงวนไว้สำหรับล่าพักผ่อนบันเทิง ใครล่ามีความผิดต้องรับโทษ สัตว์ป่าเป็นของชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ ชาวบ้านจำใจต้องฆ่าสัตว์ที่ใช้แรงงาน ทำให้ปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์เพื่อทำการเกษตรก็ขาดแคลน
ฝรั่งเศสไม่นิยมใช้ปุ๋ยจากอุจจาระของคนเหมือนกับประเทศในเอเชีย เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม เกาหลี เมื่อขาดแคลนสัตว์ที่ใช้แรงงานและให้ปุ๋ยธรรมชาติ ก็ไม่มีปุ๋ยที่จะบำรุงดิน ส่งผลให้ที่ดินจำนวนมากถูกทิ้งให้รกร้างไม่ได้ทำการเพาะปลูก เช่น ริมฝั่งแม่น้ำลัวร์ และริมฝั่งแม่น้ำโรห์น ถูกปล่อยให้ร้าง ในขณะที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีประชากรมากที่สุดจนล้ำหน้าการผลิตอาหารของประเทศ ประชาชนเกิดเพิ่มขึ้นเยอะแต่อาหารผลิตได้น้อย โรคภัยที่คร่าชีวิตคนจำนวนมากก็ไม่เกิดขึ้นในดินแดนฝรั่งเศสมานานพอควร
แสงแดดยามเช้าทอแสงละมุนก่อนค่อย ๆ เพิ่มความร้อนขึ้นตามดวงตะวันที่เริ่มเคลื่อนขึ้นบนท้องฟ้า แล้วก็เคลื่อนต่ำลง หมุนเวียนเป็นนิจศีล ตลอดหลายล้านปีและยังคงดำเนินต่อไป มหาสมุทรยามนี้เงียบสงบ เวิ้งว้าง ไร้ผู้คน มีแต่พื้นน้ำจดขอบฟ้าสีคราม
“กัปตัน มีจุดดำ ๆ ลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ” เสียงเวรเรือร้องบอกกัปตัน จอห์นนี่เซเลเย่อร์ กัปตันหนุ่ม ที่ล่องเรือค้าขายระหว่างฝรั่งเศสกับอัฟริกาและเอเชีย กัปตันจอห์นนี่ หยิบเอากล้องส่องทางไกลตาเดียวที่ทำจากทองเหลือง ส่องไปยังพื้นน้ำ มองเห็นจุดดำ ๆ อยู่ลิบ ๆ
“หมุนเรือไปด้านซ้ายยี่สิบองศา” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ ให้หันหัวเรือเพื่อเข้าไปดูจุดดำ ๆ คืออะไร เพราะห้วงมหาสมุทรห่างจากฝั่งมาก

บักเคนทะลุมิติตอนที่ (24)

นั่นคนครับกัปตัน เสียงกะลาสีเรือร้องบอก กัปตัน

“อ้าวโดดลงน้ำไปช่วยเขาขึ้นเรือเร็ว” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ
“ใครกันผิวคล้ำไม่ใช่คนที่ประเทศเรา น่าจะเป็นคนจากตะวันออกไกล ทำไมถึงมาลอยคออยู่ในทะเลแถวนี้นะ ตายแล้วหรือยัง” เสียงกัปตันถาม ถ้ายังไม่ตายให้นำไปห้องพักก่อน
“ยังครับสลบอยู่ครับกัปตัน เดี๋ยวถ้าฟื้นค่อยมาเรียกข้า จะสอบถามสักหน่อย”
เสียงกัปตันบอกลูกเรือ “ครับ กัปตัน”
“เออ ตายแล้ว จะอยู่สวรรค์ชั้นไหนน๊า นางฟ้าสวยมากไหม บักเคนนึกในใจ นึกว่าตนเองตายไปแล้วจะได้ไปอยู่กับนางฟ้า เพราะตอนที่บักเคนบวชที่วัดอำเภอดอนมดแดง เคยอ่านหนังสือพระมาลัย ในหนังสือพระมาลัยบอกว่า ถ้าหมั่นทำบุญเมื่อตายไปแล้วจะอยู่บนสวรรค์ จะมีนางฟ้าเป็นบริวารอย่างน้อย 500 คน ถึง 25 ล้านคน แล้วแต่บุญที่สร้างมากหรือน้อย บักเคนนึกในใจ ก่อนตายเคยทำบุญมามาก ทำบาปบ้างเล็กน้อย คงได้ไปอยู่สวรรค์ อย่างน้อยก็มีนางฟ้าเป็นบริวาร 5,000-10,000 คน
บักเคนฝันหวาน แล้วอมยิ้ม เมื่อนึกถึงได้ไปอยู่บนสวรรค์กับนางฟ้า “กัปตันฟื้นแล้วครับ นอนยิ้มอยู่ครับ” เสียงลูกเรือร้องบอกกัปตัน เสียงกัปตันเดินมาที่ห้องพักลูกเรือ
“เสียงเอะอะของลูกเรือทำให้บักเคนสะดุ้งตื่น มองเห็นเพดานเป็นไม้ และกลิ่นเหม็นอับภายในเรือ บักเคนเลยลุกนั่ง แล้วมองไปรอบ ๆ เอ เรายังไม่ตาย แล้วอยู่ไหนกันเนี่ย เหมือนกับอยู่บนเรือ จำได้ว่า เรือเจอพายุ แล้วถูกน้ำวนในทะเลดูดลงไป จำได้ว่าหมดสติไป มือคว้ากล่องใส่เสื้อผ้าของเลดี้ มาแชมได้ แล้วคนอื่น ๆ มีใครรอดชีวิตอีกบ้าง บักเคนถามตัวเอง
“อ้าวฟื้นแล้วเหรอ” เสียงกัปตันร้องถามบักเคน
“ผมอยู่ไหนกันครับ” บักเคนถามกัปตันเรือ “
เราเห็นคุณลอยคออยู่ในทะเล เกาะแผ่นอะไรก็ไม่รู้สีขาว ๆ คล้ายแผ่นเหล็กแต่เบากว่า มันลอยน้ำ เห็นเจ้าเกาะแผ่นลอยน้ำ ข้าเลยให้ลูกเรือลงไปช่วยเจ้าขึ้นเรือ” เสียงกัปตันร้องบอกบักเคน
เหรอครับ ผมไม่ได้เกาะกล่องไม้หรือครับ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายก่อนเรือจะถูกน้ำวนดูดลงไปใต้สะดือทะเลผมเกาะกล่องใส่เสื้อผ้าของเลดี้ มาแชม แต่ทำไมท่านบอกว่าผมเกาะแผ่นเหล็ก ชักสงสัยครับท่าน”
“อ้าวเดี๋ยวเจ้าชื่ออะไร ทำไมมาลอยคออยู่ในทะเลแถวนี้ เป็นคนประเทศอะไร จะไปไหน ทำไมฟังภาษาฝรั่งเศสออก ” กัปตันถามบักเคน
“ท่านถามหลายคำถาม ผมตอบไม่ถูกครับ” “ก็ค่อยตอบมา ก็แล้วกัน”
“ผมชื่อเคนเป็นคนสยาม เรียกผมว่าบักเคนก็ได้ พระเจ้าเสกให้ข้าหลงทางมาอยู่ฝรั่งเศสกำลังเดินทางไปยังดินแดนโลกใหม่ นิวฟร้านซ์ และเลดี้ มาแชม จะไปบอสตัน”
โอ๊ะพระเจ้า เจ้าหลงทางเหรอ มันคนละทิศทางเลยนะ เจ้าบอกว่าจะไป นิวฟร้านส์ นั้นเป็นดินแดนของฝรั่งเศส ต้องเดินเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก นี่มันเขตมหาสมุทรอินเดีย” กัปตันเซเลเยอร์ร้องบอกบักเคน
“อะไรนะ ไหนท่านพูดใหม่ซิ ว่าตอนนี้ผมอยู่แถวไหน” “ตอนนี้เรือเราอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เดินทางกลับจากหมู่เกาะ โมลุกะ จากตะวันออกไกล กำลังจะเดินทางสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อกลับบ้านที่ฝรั่งเศส” กัปตันบอกบักเคน
“ท่านว่าใหม่ซิ เราอยู่มหาสมุทรอินเดียกำลังเดินทางกลับบ้าน” กัปตันบอกบักเคนอีกครั้ง ผมงงมากเพราะผมจำได้ว่า เรือกำลังเดินทางไปนิวฟร้านส์ ไปยังดินแดนโลกใหม่ เรือกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วจู่ ๆ ทำไมมาโผล่ที่มหาสมุทรอินเดีย และผมก็ไม่ได้กินเหล้า ไม่เมาเหล้าแต่เมาเรือ จำได้ว่าเรือเจอพายุ เมฆดำทะมึนฟ้าแลบ เห็นเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์บินผ่านด้านซ้าย แล้วเรือก็ถูกดูดจมหายไปในท้องทะเล” บักเคนบอกกัปตัน
“เอ ข้าก็ชักงงมันคนละทิศละทาง แล้วที่เจ้าบอกว่าเห็นเครื่องบิน มาเลเซียแอร์ไลน์ มันเป็นอย่างไร มาเลยเซียแอร์ไลน์ คืออะไร” กัปตันถามด้วยความสงสัย
“ผมยิ่งงง ยิ่งกว่าท่าน” “เอ๊างงก็งง มานี่ข้าจะนำไปดูแผ่นคล้ายเหล็กที่ช่วยชีวิตเจ้า ค่อย ๆ เดินก็แล้วกัน เพราะเพิ่งฟื้น” กัปตันบอกบักเคนและนำบักเคนเดินไปยังท้ายเรือ มีลูกเรือมองด้วยความประหลาดใจ
“แผ่นไอ้นี่ช่วยชีวิตเจ้า” เสียงกัปตันร้องบอก
“โอ๊ะไม่น่าเป็นไปได้ นั่นมันชิ้นส่วนเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์นี่ มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมเห็นมันบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก” บักเคนบอกกัปตัน
“ข้าก็งงเพราะลูกเรือเห็นเจ้าลอยคออยู่ในทะเล จึงได้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ แต่เจ้ากับบอกว่า เรือกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก”
กัปตันบอกบักเคนพร้อมกับทำสีหน้าประหลาดใจ และนึก ในใจ ไอ้คนพูดคงประสาทกลับ ลอยคออยู่ในทะเลเลยเพี้ยน
“ผมขอขอบคุณ แต่ก็ประหลาดใจ ที่ท่านช่วยผมให้รอดพ้นจากความตายและยังบอกว่าตอนนี้เรืออยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มันคนละทิศละทาง”
“ผมขอถามอะไรหน่อย มีผู้รอดชีวิตกี่รายครับ” บักเคนถามกัปตัน
“มีแต่เจ้าที่รอด ลูกเรือข้าเห็นเจ้าคนเดียวลอยคออยู่ในทะเล” เสียงกัปตันร้องบอกบักเคน
“ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกทำไมถึงมาลอยคออยู่ที่นี่ได้ เจ้าเป็นบ้าหรือเปล่า” เสียงกะลาสีเรือถามบักเคน
หลังจากฟังบักเคนพูดกับกัปตัน แล้วช่วยกัปตันสอบถามเพิ่มเติม “ผมไม่รู้ ผทก็เองก็สงสัย เพราะมันอยู่ละคนทิศละทาง ผมชักสับสน มีเหล้าให้ข้าดื่มเพื่อตั้งสติหน่อยไหม ขอเวลาทบทวนเหตุการณ์หน่อยได้ไหมกัปตัน” บักเคนบอกกัปตัน
“ได้ไปเอาเหล้ารัมให้หน่อย” กัปตันบอกกะลาสีเรือ ที่ช่วยถามบักเคน กะลาสีเรือนึกในใจ ไอ้นี่อยากกินเหล้า
“กัปตัน เหล้ารัมเหลือน้อยให้เหล้าขาวมันกินดีกว่า” กะลาสีบอกกัปตัน
“ดี ข้าชอบเหล้าขาว” บักเคนร้องตอบกะลาสีเรือ “มีแต่เหล้าข้าวโพดจะกินไหม” กะลาสีเรือร้องบอกบักเคน
“เอามาเลยเหล้าขาว กินแล้วสมองจะแล่น เลือดลมสูบฉีดดี ผมจะได้เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟัง” หลังจากได้ดื่มเหล้าขาวบักเคน ก็ได้เล่าเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่กำลังเดินทางไปนิวฟร้านส์ แต่เรือเจอพายุหมุน และเกิดเหตุการณ์ประหลาด จู่ ๆ ก็มีเครื่องบินมาโผล่ ใกล้ ๆ เรือ และเรือก็ถูกดูดจมหายไปในท้องทะเล ตนเองก็หมดสติไป นึกว่าได้ตายไปแล้ว แล้วก็มาได้สติอยู่บนเรือ บักเคนเล่า แบบย่อ ๆ
“อืมส์ เป็นไปได้ไหมครับกัปตัน เรือของคุณเคนเจออาถรรพ์ของทะเลแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เรือหลายลำเจอเหตุการณ์ประหลาดนั้น แต่ก็แปลกที่คุณเคนรอดชีวิตมาได้ แต่มาลอยคออยู่ในมหาสมุทรอินเดีย” กะลาสีเรือบอกกัปตัน
“น่าจะเป็นเช่นนั้น สมัยก่อนเมื่อ กว่า 10 ปีมาแล้ว สมัยที่ข้าเป็นลูกเรือใหม่ ๆ ข้าก็เคยเจอเหตุการณ์อย่างที่ว่า เกิดพายุหมุน ฟ้าแลบ เมฆดำ อยู่ดี ๆ ก็มีปลาประหลาดโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเล ตัวสีดำ ตัวมันใหญ่มากเท่าที่ข้าเคยเจอมาในชีวิต โผล่มาแล้วก็จมหายไป คิดแล้วอดน่ากลัวไม่ได้”
กัปตันตอบกะลาสีเรือ “ข้าว่าไม่ใช่ปลาประหลาด มันคงเป็นเรือดำน้ำ มากกว่า” บักเคนตอบกัปตัน
“เจ้าว่าอะไร เรือดำน้ำ เรือที่ไหนมันจะดำน้ำได้นานและอยู่กลางทะเลลึก” กัปตันถามบักเคน
“ไม่ใช่เรื่องประหลาด ผมว่าแถวบริเวณนั้นคงเป็นปรากฏการณ์พิสดาร ที่เกิดการเหลื่อมทับซ้อนกันของเวลา ทำให้เกิดเหตุการณ์โลกอนาคต โลกปัจจุบัน กับโลกอดีต มาบรรจบกัน เหมือนกับวันที่พระเจ้าเปิดโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก ต่างมองเห็นซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกว่า วันเทโว เป็นวันที่พระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในเวลาเช้าวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากที่พระองค์ทรงจำพรรษาที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน ความสำคัญ วันเทโวโรหณะ เป็นวันที่มีการทำบุญตักบาตรที่พิเศษ กล่าวคือ ในพรรษาหนึ่งพระพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แสดงพระอภิธรรมโปรด พระมารดา และทรงจำพรรษาที่นั่น พอออกพรรษาก็เสด็จลงจาก เทวโลกนั้นมายังโลกมนุษย์ โดยเสด็จลงที่เมืองสังกัสส์ ใกล้เมืองพาราณสี ก็พากันไปทำบุญตักบาตรพระพุทธองค์ที่นั้น และเป็นการรับเสด็จพระพุทธองค์ด้วย เมืองไทยจึงเรียกประเพณีนี้ว่า การตักบาตรเทโว”
บักเคนพยายามอธิบายถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติให้กับกัปตันและกะลาสีเรือฟัง ด้วยการยกความสำคัญของวันออกพรรษามาอธิบาย
“อ๋อ เจ้าอธิบายความเชื่อของเจ้าในศาสนาอื่น เจ้าไม่ได้นับถือพระเยซูเจ้าหรือ ส่วนตัวข้านะไม่มีศาสนา” เสียงกัปตันบอก บักเคน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (25)

บักเคนพยายามอธิบายปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติให้กัปตันฟัง แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เลยเล่าเรื่องนรก สวรรค์ กับวันออกพรรษาเทียบเคียงกับมิติเวลา แล้วก็อดถามกัปตันไม่ได้ว่า
“ท่านเดินทางเส้นทางนี้บ่อยมั๊ยครับ ท่านเคยไปแวะประเทศสยามบ้างไหม”
ข้าเพิ่งแวะเมืองบางกอกตอนเดินทางออกจากหมู่เกาะโมลุกะ เลยแวะบางกอกซื้อหนังสัตว์ ไม้หอมที่เมืองบางกอก โชคดี เมืองบางกอกมีงานวัดสระเกศ หรือคนสยามเรียกว่า งานวัดภูเขาทอง ฉลองรัตนโกสินทร์ศักราชปีที่ 1” กัปตันบอกบักเคน
“อะไรนะท่านไปแวะสยามมา ไปเที่ยวงานวัดสระเกศด้วย บักเคนนึกทบทวน ปี ร.ศ. 1 ตรงกับ ค.ศ. อะไร บักเคนไม่แน่ใจ จึงถามกัปตัน
“ปีนี้ตรงกับ ค.ศ. อะไรครับกัปตัน” ทำให้กัปตันเจอห์นนี่ มองหน้าบักเคน พร้อมกับนึกในใจ เรือล่ม ลอยคออยู่ในทะเล ทำให้สมองกลับจำปี ค.ศ. ไม่ได้เลยหรือ
ปีนี้ ค.ศ.1788 ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ครองราชย์ เข้าใจไหม หรือต้องกินเหล้าอีกจอกถึงจำได้
บักเคนพอได้ฟังกัปตันบอก หน้าตายังกับถูกผีหลอกพร้อมกับพูดว่า
“ให้ตายเหอะ โรบิน พระเจ้าจอร์จ ช่วยด้วย นี่มันอะไรกัน”
บักเคนตกใจเหมือนกับถูกผีหลอก รอบสอง ข้าทะลุมิติ รอบสองเลยหรือนี่”
“เป็นอะไรคุณเคนถึงเอ่ยพระนาม พระเจ้าจอร์จของอังกฤษ หมายความว่าอย่างไร แล้ว โรบิน คือใคร ข้าฟังไม่เข้าใจ พระเจ้าจอร์จ อยู่อังกฤษจะมาช่วยเจ้าอย่างไร ต้องสวดขอพระเยซู ถึงจะถูก แล้วทะลุมิติคืออะไร ท่าน” กัปตันบอกบักเคน
“ไม่ใช่อย่างงั้น เป็นคำอุทานเวลาตกใจของผม ให้ตายเหอะ โรบิน พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก เป็นคำที่ใช้กัน ขอโทษด้วยที่ท่านฟังไม่เข้าใจ ผมชักสงสัย ออกเดินทาง ปี ค.ศ. 1751 พอเรือล่ม ข้ามาอยู่ ค.ศ. 1788 เวลาต่างกัน 37 ปี บักเคนบอกกัปตัน
“โอ๊ะ พระเจ้าช่วย ฟังยังกับนิยายเลยนะคุณเคน”
กัปตันบอกบักเคน “ข้าไม่ได้โม้นะกัปตัน ก่อนเดินทางมา มงเตสกิเออ ยังมาส่งข้าที่ท่าเรือ เลอ –อาฟร์ เลย ข้ายังบอกท่าน มงเตสกิเออว่าจะไปบอสตันกับเลดี้ มาแชม ก่อน แล้วนำโยเซฟไปนิวฟร้านซ์ อยู่นิวฟร้านซ์ สักสองสามเดือนค่อยกลับฝรั่งเศส ”
“ท่านว่าอะไร มงเตสกิเออ มาส่งท่านที่ท่าเรือ ถ้าท่านกลับฝรั่งเศส มงเตสกิเออ จะนำไปหาวอร์แตร์ ที่อังกฤษ เสียใจด้วยคุณเคน มงเตสกิเออ ไม่อยู่แล้ว ท่านไปเฝ้าพระเจ้าแล้ว มงเตสกิเออเสียชีวิตหลังจากท่านเดินทางได้ 5 ปี สงสัยคงรอท่านกลับฝรั่งเศสไม่ไหว” กัปตันบอกบักเคน
บักเคนนึกแย้งอยู่ในใจ เพิ่งเดินทางได้สองสัปดาห์ กลายเป็น 37 ปี แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านที่ดอนมดแดง
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ท่านไปเที่ยวงานวัดภูเขาทองเป็นอย่างไรบ้าง ข้าคิดถึงบ้าน อยากไปเที่ยวงานวัดบ้าง งานวัดภูเขาทอง ที่ท่านไปเห็นมีอะไรบ้าง พอจะเล่าบอกผมหน่อยได้ไหม” บักเคนขอให้กัปตันเล่าบรรยากาศงานวัดภูเขาทองให้บักเคนฟัง
กัปตันได้สิ่งที่พบเห็นมาในงานวัดภูเขาทอง “ข้าเห็นคนสยามไปวัดกันทั้งครอบครัว ไปทำบุญ มือถือดอกไม้ไปทำบุญที่วัด บริเวณวัดมีงานแสดง กลางวันมีแสดงลิเก ละครลิง มีชาวบ้านเอาของมาขายให้คนที่มาเที่ยวงาน คนมาเที่ยวงานภูเขาทองเยอะมาก ฝรั่งก็มาเที่ยวเยอะ แขกก็มี บางคนมาจากอยุธยา เมืองรอบ ๆ บางกอก มีการเล่นพนัน ถั่วโป กำตัด ตีไก่ กัดปลา กลางคืนก็มีออกร้านขายของกิน พอดึกหน่อย ก็เงียบไม่มีอะไร”
กัปตันบอกบักเคน “นอกจากที่ท่านเล่า มีสาวน้อยตกน้ำ บ้านผีสิง เมียงูไหม”
บักเคนถามกัปตัน “อะไรสาวน้อยตกน้ำ เมียงู”
กัปตันทำหน้าสงสัยกับคำถามบักเคน “อ๋อ มันเป็นการแสดงงานวัดที่บ้านของผม แต่ผมสงสัยที่ท่านบอกว่า เล่นกำตัด ผมไม่เคยได้ยิน เป็นอย่างไร”
ข้าก็เดินไปดูเขาเล่นกำตัด เห็นเขาใช้ถั่ว มาพนันกัน แจกเม็ดถั่วให้ผู้เล่น คนละ 10 – 20 เม็ด แล้วให้ผู้เล่นวางเดิมพัน เจ้ามือจะกำถั่ว ให้ผู้เล่นทาย แต่ไม่เกิน 10 เม็ด เมื่อคนเล่นทุกคนกำถั่วครบหมดแล้ว เจ้ามือจึงแบมือให้ดูจำนวนที่กำในมือ ผู้เล่นคนใดที่มีจำนวนในมือเท่ากับเจ้ามือจะแบมือเรียกเงิน 1 – 5 เท่าจากเจ้ามือ ต่อไปเจ้ามือจะทายจำนวนในมือที่ผู้เล่นกำไว้จนครบทุกคน คนที่ถูกทายจะแบให้ดู ถ้าเจ้ามือทายถูกเจ้ามือจะได้กิน ทายผิดเจ๊ากันไป แต่มีข้อห้ามสำหรับเจ้ามือ คือห้ามทายจำนวนที่ตนกำไว้ในมือ เช่น เมื่อเจ้ามือกำถั่วไว้ 2 แต่เผลอไปทาย 2 ไม่ว่าผู้เล่นคนนั้นจะกำ 2 หรือไม่ก็ตาม ถือว่าผู้เล่นคนนั้นชนะ”
ท่านอธิบายทำให้ผมมองเห็นภาพเลย “แล้วท่านได้ไปเที่ยวผู้หญิงเมืองสยามบ้างไหม” บักเคนถามกัปตัน
“ข้าไปถึงเมืองบางกอก ที่เมืองบางกอกเรียกหญิงขายตัวซะโก้เลย ข้าถามแขกโพกผ้าที่เฝ้าสถานที่เขาเรียกว่าอย่างไร แขกที่เฝ้าบอกว่า ให้อ่านป้าย ข้าบอกว่าอ่านไม่ออก แขกมองหน้าแล้วก็บอกว่า อ่านไม่ออกเหมือนกัน ทางราชการให้เรียกว่า โรงรับทำชำเราบุรุษ หรือนครโสเภณี”
“ท่านว่าอะไรนะ ซ่องในสมัยปัจจุบัน แต่อดีตเมืองสยามเรียกว่า โรงรับทำชำเราบุรุษ ทำไมมันดูหรูหราน่าเที่ยว” บักเคนบอกกัปตัน
“ไว้ถึงฝรั่งเศส ข้าจะนำท่านไปดูบรรยากาศอย่างว่าที่ฝรั่งเศสถ้าท่านไปฝรั่งเศสกับข้า หรือเปลี่ยนใจจะไปสยาม ข้าก็ไม่ขัด ข้าจะปล่อยท่านลงที่แหลมกู๊ปโฮป แล้วท่านต่อเรือเอาเองก็แล้วกัน ถ้าอยากกลับบ้าน” กัปตันบอกบักเคน
“ข้าไม่กลับ ข้าเพียงอยากถามท่าน กลับไปก็ไม่รู้จะอยู่กับใคร บ้านเมืองยังไม่เจริญ ข้าไม่อยู่ กลับฝรั่งเศสกับท่านดีกว่า” บักเคนบอกกัปตัน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (26)

ที่ฝรั่งเศส ท่านมากีย์ เดอฟาร์จ ขุนนางแห่งราชสำนักฝรั่งเศส กำลังเดินทางจากงานฉลองอันหรูหราที่พระราชวังที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเนต จัดเลี้ยง ท่าน มากีย์ เป็นชายวัยประมาณ 60 ปี อ้วนพุงพลุ้ย หัวล้านเถิก อยู่บนรถม้ามุ่งหน้าออกจากปารีส ทั้งกลางดึก แม้ว่าจะกลัวโดนปล้นก็ตาม เพราะในระหว่างงานเลี้ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเนต ทรงมีสีหน้าเฉยชา ไม่ทักทายท่านมากีย์ ทำให้ท่านมากีย์ ชักไม่แน่ใจว่าทั้งสองพระองค์จะโปรดปรานอีกหรือไม่ เพราะตนเองก็กลัวความผิด ที่แอบตัดสินใจไม่ให้ส่งเสบียงอาหารไปให้ประชาชนที่เกิดโรคระบาดล้มตายจำนวนมาก ในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส เพราะตนเองคิดว่าอย่างไรคนป่วยเหล่านั้นก็ต้องตายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งอาหารไปให้คนไข้ที่รักษาตัวอยู่ในสถานรักษาของทางการ ครั้งแรกนึกว่าสองพระองค์ทรงจะพอพระทัยแต่ในงานเลี้ยงไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง อาจจะเป็นเพระสองพระองค์ ไม่มีเวลาสนพระทัยในเรื่องที่เกิดขึ้น หรือทรงไม่พอพระทัย ท่านมากีย์ ไม่อาจหยั่งรู้พระทัยขององค์กษัตริย์ แต่เพื่อความปลอดภัย ท่านมากีย์ จึงตัดสินใจออกนอกกรุงปารีส เพื่อรอดูท่าทีของทั้งสองพระองค์ว่าทราบข่าวลึก ๆ ที่ตนแอบสั่งโดยพลการหรือไม่ ขณะที่ท่านมากีย์ นั่งใจลอยนึกถึงงานเลี้ยงหรูหราบนรถม้า
รถม้าห้อตระบึงไม่ทั้งพลบค่ำผ่านย่านคนจนที่แออัด และสกปรก เพราะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจะออกนอกรุงปารีส กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมา ทำให้ท่านมากีย์ ต้องอุดจมูก เพราะทนกลิ่นเหม็นในย่านคนจนไม่ได้ ทันใดนั้นเอง รถม้าก็ถลาออกนอกทางเพราะสะดุดอะไรบางอย่าง รถเทียมม้าต้องหยุดลง ม้าหันรีหันขวาง ทันใดนั้นก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมอยู่รอบ ๆ รถม้า หญิงรูปร่าง ผอมแกรน ยกห่ออะไรบางอย่างออกจากเท้าม้า และวางลงบนฟุตบาท ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนบนเสียงร่ำไห้ราวกับคนบ้า
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนั้นต้องกรีดร้องอย่างทุเรศ อย่างนั้น” เสียงท่านมากีย์ถามคนขับรถม้า
“รถม้าของเราชนลูกของเขาครับ” เสียงคนขับรถม้าบอกท่านมากีย์
หญิงที่กรีดร้องลุกขึ้นยืนร้องตะโกนบอกชาวบ้าน
“ฆ่ามัน มันฆ่าลูกของฉัน แล้วเดินมาที่รถม้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านมากีย์ตกใจและรีบเอื้อมมือไปหยิบดาบทันที แต่สายตายังมองเห็นคนกลุ่มใหญ่ยังยืนนิ่งอยู่ มีแต่หญิงที่เสียบุตรไป เห็นท่านมากีย์หยิบดาบก็เลยผงะ ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ร้องไห้ อย่างคนเสียสติ ท่านมากีย์จึงหยิบถุงทองในรถม้าและโยนเหรียญหนึ่งลงไปยังพื้น และร้องบอกหญิงสาว “ทำไมแกไม่ดูแลตัวเองและลูกของแกให้ดี ข้าไม่เข้าใจ ทำให้รถม้าของข้าต้องตกใจและข้าเสียเวลาเดินทาง”
ทันใดพ่อของเด็กก็เดินมาดึงหญิงสาวโดยไม่เหลือบแลเหรียญทองที่ท่านมากีย์ โยนลงกับพื้น เพื่อนบ้านที่ยืนดูได้เดินมาปลอบโยนสองสามีภรรยาที่สูญเสียบุตรไป
“มันคงเป็นการดีอยู่นะ ลูกของท่านได้จากไปดีแล้ว เด็กได้ตายไปโดยปราศจากความเจ็บปวด ตายไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องเผชิญกับความอดอยากความหิวโหยที่กำลังเกิดขึ้นในวันหน้า พวกเรากับเด็กจำนวนมากที่ต้องทุกข์ทรมานจากความหิวโหย ไม่มีอนาคต
“เจ้าชื่ออะไร ที่เข้าใจเหตุผล” เสียงร้องถามของท่านมากีย์ พร้อมกับโยนเหรียญทองลงกับพื้น
“ข้าปิแอร์ เป็นเพื่อนกับครอบครัวที่รถม้าชนลูกของเขาตาย”
“เอาเหรียญทองไปเจ้าจะซื้ออะไรก็แล้วแต่เจ้า เสียงร้องบอกด้วยความพอใจของท่านมากีย์ และบอกให้คนขับรถม้าขับรถม้า เพื่อเดินทางต่อ
ทันใดนั้นเหรียญทองก็ปลิวเข้ามาในรถม้าเกือบถูกท่านมากีย์ พร้อมกับเสียงร้องตะโกนของท่านมากีย์
“ใครโยนเหรียญเข้ามา พร้อมกับยื่นหน้าออกไปดูนอกรถม้า เห็นหญิงเคราะห์ร้ายที่สูญเสียบุตรไป ยืนมองน้ำตานองหน้า มองท่านมากีย์ด้วยสายตาถมึงทึง โกรธแค้นอย่างที่สุด
“นางชาติหมา ข้าจะให้รถม้าชนเองให้ตายไปเลย ถ้าเอง เป็นคนโดยเหรียญเข้ามาในรถม้าของข้า” เสียงท่านมากีย์
แต่ไม่มีคำตอบจากหญิงเคราะห์ร้ายมีแต่สายตาที่จ้องมอง ด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง รถม้าของท่านมากีย์ได้เคลื่อนออกไป ท่านมากีย์ได้ลบความทรงจำที่คนยากจนต้องล้มตาย ชีวิตคนจนฝรั่งเศส ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยากไร้กว่าสุนัขของขุนนาง สุนัขของขุนนางชนชั้นสูงมีอาหารกินหรูหราทุกมื้อ อยู่ปราสาทใหญ่โต แต่คนยากไร้ต้องอยู่ที่แออัดเหมือนกับสลัม
แสงไฟวับ ๆ แวม ๆ ที่นอกกรุงปารีส ดูสลัว คืนนี้อากาศ อบอ้าว อากาศฝรั่งเศสวิปริตหลังจากเกิดความแห้งแล้งมายาวนาน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศฝรั่งเศส รถม้าของท่านมากีย์ ได้มาถึงหมู่บ้านนอกกรุงปารีสและหยุดที่ที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อเปลี่ยนรถม้า เพื่อที่จะไปต่อยังปราสาทของท่านมากีย์ที่อยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร พวกชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่ต่างพากันมามุงดูรถม้า และชายใส่เสื้อสีดำได้มาด้อม ๆ มอง ๆ รถม้าของท่านมากีย์
“ข้าจำได้ พบเอ็งอยู่ที่ถนนใหญ่หน้าพระราชวัง” เสียงของท่านมากีย์
“ใช่ขอรับข้าเป็นนายช่างซ่อมถนน ได้เห็นคนแปลกหน้า แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องรถม้าของท่าน เลยรีบขี่ม้าเดินทางมาดัก พบท่าน
“มันเป็นใคร” เสียงร้องตะคอกของท่านมากีย์
“ผมเองก็ไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ผมเห็นแต่เนื้อตัวมันมอมแมมไปด้วยฝุ่น” เสียงร้องตอบของนายช่างซ่อมถนน”
“ขอบใจที่มาแจ้งเตือนข้า เดี๋ยวเสร็จธุระข้าจะแจ้งไปยังหัวหน้าของเจ้าให้เลื่อนตำแหน่งให้เจ้า”
“ขอบคุณครับท่านมากีย์” เสียงขอบคุณของนายช่างซ่อมทางที่ไต่เต้าสู่ตำแหน่งชั้นสูงในอนาคต ได้อาศัยท่านมากีย์เป็นสะพานเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน โดยอาศัยบารมีและอิทธิพลของท่านมากีย์ในราชสำนักฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (27)

ท่านมากีย์ได้เรียกขุนนางท้องถิ่นที่เก็บภาษีประจำเมืองส่งให้ท่านมากีย์

“เฝ้าระวังเอาไว้ มีคนแปลกหน้าติดตามข้า ถ้าใครพบมัน จับมันไว้ก็รีบแจ้งข้าด่วน ข้าสงสัยว่ามันเป็นพวกฟรีเมสัน หรือไม่ก็สายลับขององค์กษัตริย์ ที่เฝ้าติดตามข้า ซึ่งสมาคม ฟรีเมสัน (Freemason) หรือพวกช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส เป็นพวกคนจนที่ต่อต้านระบอบการปกครองศาสนจักร * (คำว่า เมสัน” (Mason) แปลความหมายว่า “สถาปนิก”, “ช่างฝีมือ”, “ผู้สร้างสรรค์”, “นักก่ออิฐ” ล้วนเชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ขององค์กรดังกล่าวได้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าตั้งแต่ยุคที่ชาวยิวตกเป็นทาสของฟาโรห์อียิปต์ ถูกใช้ให้ทำหน้าที่ก่ออิฐ สกัดหิน สร้างสถาปัตยกรรม อย่างปิรามิดกันมาเมื่อเป็นพัน ๆ ปีที่แล้ว หรือโดยการอธิบายปรัชญา “เมสัน” ในหมู่มวลสมาชิกขององค์กรที่ว่ากันว่ามีการเท้าความไปถึง “พระเจ้า”
ในฐานะที่ถือได้ว่าเป็นสถาปนิกคนแรกในการสร้างโลก ต่อมาจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์รุ่นต่าง ๆ ที่ได้ถูกกล่าวถึงในตำนานความเชื่อของชาวยิว ไม่ว่า “โนอาห์” สถาปนิกผู้ได้สร้างเรืออพยพขึ้นมาในระหว่างน้ำท่วมโลก ตลอดไปจนถึงผู้ที่ได้สร้าง “หอบาเบล”, “ปิรามิด” และ “วิหารโซโลมอน” ซึ่งเป็นการต่อต้านใน ยุคมืด (Dark Age) การจับคนไปฆ่า ไปเผา ไปทรมานโดยการตัดสินใจของพวกพระ ที่มักอาศัยพื้นฐานของความเชื่อ ซึ่งอาจจะไร้เหตุไร้ผล หรือกระทั่งไร้ความยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายใต้สภาพเช่นนี้ ได้ทำให้การดิ้นรนเพื่อหาทางหลุดรอดและหลีกเลี่ยงจากการถูกกดดันหรือถูกเล่นงานโดย
ศาสนจักร กลายเป็นสิ่งที่มีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวในแบบซ่อนเร้น ปิดลับ ที่บรรดาชาวยิวมีความถนัดจัดเจนอย่างเป็นพิเศษมาตั้งแต่แรก บรรยากาศที่ครอบงำสังคมยุโรปในช่วงระยะนั้น ก็ได้นำไปสู่ การจัดตั้ง ”สมาคมลับ” ของชาวยุโรปจำนวนมากมาย โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ในยุค “แสงสว่างทางปัญญา” หรือ “ยุครู้แจ้ง” (Enlightenment)
แน่นอนว่าความหมายของคำว่า “แสงสว่าง” ในที่นี้ ย่อมไม่ได้หมายถึงแสงสว่างที่เคยสาดส่องลงมาจาก “พระเจ้า” อย่างที่ฝ่ายศาสนจักรเคยกล่าวเอาไว้ แต่เป็นแสงสว่างอันก่อเกิดขึ้นมาจากศักยภาพความเป็นมนุษย์ ที่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระไปจากอำนาจของคริสตจักรด้วยการเอาชนะผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ติดต่อ สื่อสารกับพระเจ้าลง
หลังจากสั่งขุนนางประจำท้องถิ่นที่เป็นลูกน้องท่านมากีย์แล้ว ท่านมากีย์ได้นั่งรถม้ากลับไปยังปราสาทอันหรูหรา ตั้งอยู่บนเนิน ที่มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของฝรั่งเศสอยู่เบื้องหน้า ในวันที่ตะวันทอแสงสีทองทอทาบประสาท ตัวประสาทเหมือนกับแดนสวรรค์บนพื้นพิภพ แต่ในสายตาของคนยากไร้ที่อยู่ห่างไกล มันคือการแบ่งแยกชนชั้นชัดเจน ความหรูหราฟุ้งเฟ้อกับเศษขนมปัง เพื่อประทังหิวของคนจำนวนมาก รถม้าแล่นมาถึงปราสาท
คนรับใช้ได้มารับท่านมากีย์ และบอกว่า “นายท่านอาหาร มื้อเย็นจัดเตรียมให้ท่านเรียบร้อยแล้ว จะให้ตั้งโต๊ะเลยไหมคะ” เสียงคนรับใช้ถามท่านมากีย์
“ได้ จัดเตรียมไว้ได้เลย เดี๋ยวข้าไปอาบน้ำแล้วจะทาน” ท่านมากีย์ ตอบคนใช้
ท่านมากีย์ได้รับประทานอาหารมื้อเย็นคนเดียวเงียบ ๆ ประกอบด้วย ขนมปังฝรั่งเศส ไก่ฟ้าอบ ขาแกะย่าง เห็ดทรัฟเฟิลขาวหมักกับตับห่าน (Foie Gras) ราคาประมาณกิโลกรัมละ 3 ล้านบาท ปลาเทร้าท์รมควัน ไวน์แดงชั้นยอด ขณะนั่งรับประทานสายตาได้เหลือบไปเห็นอะไรแวบ ๆ อยู่ข้างหน้าต่าง ท่านมากีย์ได้ร้องถาม
“ใครกัน”
เสียงท่านมากีย์ทำให้คนรับใช้ได้วิ่งเข้ามาในห้อง และถามว่า
“มีอะไรคะท่าน” “ข้าเห็นอะไรแวบ ๆ อยู่ทางด้านโน้น หรือว่าข้าตาฝาด”
ท่านมากีย์ได้พูดกับคนรับใช้ “เดี๋ยวดิฉันจะไปดู และจะให้บอกคนรับใช้และทหารที่เฝ้ายามมาตรวจสอบให้ละเอียดไหมคะท่าน”
“ไม่ต้อง ให้ท่านตรวจรอบประสาทและให้เฝ้ายามให้เข้มงวดก็แล้วกัน”
ท่านมากีย์ตอบคนรับใช้ และได้หยุดทานอาหาร และนั่ง สักพักทบทวนเหตุการณ์ในราชสำนัก การกระทำของท่านมากีย์ ที่กดขี่คนยากไร้ และจะโทษคนยากจนทันทีที่มาขัดขวางความสุขของตน ในการกระทำอะไรตามอำเภอใจ ท่านมากีย์คิดในใจว่า คนยากไร้คือทรัพย์สินที่ไม่มีค่า จะทำอะไรก็ได้ คนจนไม่มีสิทธิมีเสียง ต้องเชื่อฟังพระเจ้า อยู่ภายใต้การดูแลของขุนนาง ต้องหาเงินมาจ่ายภาษีให้กับขุนนาง และเจ้าของที่ดิน ชนชั้นสูง เป็นหน้าที่ของคนจนที่ต้องดูแลคนรวย คนจน คือ “เสียงส่วนนับที่ไม่ถูกนับเป็นเสียง” ในฝรั่งเศสและยุโรป
“วันนี้ช่างเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยมากมีหลายเรื่องกวนประสาท” ท่านมากีย์บ่นกับตัวเองสักพักแล้วก็ลุกจากห้องอาหาร เดินทางไปยังห้องนอนที่บนชั้นสอง ภายในห้องนอนที่หรูหรา แสงไฟจากตะเกียงส่องภายในห้อง โคมไฟที่เป็นแก้วคริสตอล ส่องประกายระยิบระยับที่มุมห้อง มีรูปปั้นอัศวิน ท่านมากีย์ เดินเข้าไปที่เตียงโดยไม่ได้สังเกตหุ่นอัศวินที่ตั้งอยู่ ท่านมากีย์หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย


เรือได้รอนแรมในมหาสมุทรมาหลายวัน บักเคนอยู่บนเรือของกัปตันเซเลเยอร์ ยามว่างไม่มีอะไรทำ บักเคนได้ไปพูดคุยกับลูกเรือของกัปตัน ส่วนกัปตัน บักเคนไม่ค่อยจะสุงสิงด้วย เพราะหน้าตากัปตันโหดไปนิด กัปตันมอบหมายให้ต้นเรือทำหน้าที่แทน ส่วนกัปตันส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ในห้อง กัปตันชอบพูดเสียงดัง เพราะอยู่ในทะเลคลื่นลมแรง ทำให้บักเคนกลัวเสียงกัปตัน
วันนี้อากาศสดใส บักเคนได้พูดคุยกับต้นเรือที่ชื่อ ปิแอร์ จนสนิทสนม ตกเย็นมาก็กินเหล้าข้าวโพดด้วยกัน พร้อมกับลูกเรือคนอื่น ๆ เหล้าขาวสำหรับผู้ใช้แรงงาน (ปัจจุบันเหล้าขาว เช่น ว็อดก้า เตกิล่า ที่มีชื่อเสียงเป็นเหล้าสำหรับชนชั้นสูง แต่ในอดีตเป็นเหล้าที่พวกกรรมกร คนใช้แรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรมดื่ม เช่นเดียวกับกระทิงแดงในเมืองไทย ผู้ใช้แรงงานดื่ม แต่เป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะนักศึกษายุโรปในปัจจุบัน)
ต้นเรือ ปิแอร์ได้เล่าประวัติให้บักเคนฟังว่า “ตนเองเป็นบุตรชายของโรแบสปิแยร์ บิดาตนเองเป็นทนายความ ตนเองอาศัยอยู่ที่เมือง อาราส มณฑลอาร์ตัวส์ ในจังหวัดปาเดอกาเลส์ในปัจจุบัน ปิแอร์ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี บิดาได้ส่งไปเรียนที่ปารีสโรงเรียนเดียวกับบิดาจบการศึกษามา ที่โรงเรียนมัธยมหลุยส์มหาราช (โรงเรียนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน)
เมื่อจบการศึกษา ปิแอร์นิสัยชอบผจญภัย ชอบหาความตื่นเต้น หาความหมายให้กับชีวิต จึงออกท่องเที่ยวไปทั่วเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกกว้าง และได้มาสมัครเป็นลูกเรือที่เมืองมาเซย์อยู่กัปตัน เซเลเยอร์ วันที่มาสมัคร พอกัปตันทราบว่าตนเองเป็นลูกผู้ดี จะทนคลื่นลมและงานหนักในเรือได้หรือ ครั้งแรกกัปตันจะไม่รับทำงาน แต่ตนเองได้อ้อนวอนขอทำงาน อยากผจญภัยไปในโลกกว้าง ตนเองมีเป้าหมายชีวิต เพราะตนเองเชื่อว่า ชะตาชีวิตของคนทุกคน มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิต ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้อย่างไร ชีวิตก็เป็นแบบนั้น ชาติตระกูล การศึกษาสภาพแวดล้อมไม่มีผลต่อชะตาชีวิต เมื่อจบการศึกษาจึงตั้งเป้าหมายชีวิต ต้องประสบความสำเร็จเหนือบิดา

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (28)

บักเคนได้พูดคุยกับปิแอร์ ทำให้บักเคนได้คิดว่าชีวิตตนอยู่ที่ ฝรั่งเศส ช่วงมาทำงาน และขายลาบอยู่กรุงเทพ ทำนาอยู่ดอนมดแดงบ้านเกิด ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ชีวิตคงไม่มีโอกาสจะได้กลับไปในโลกปัจจุบันอีก กงล้อประวัติศาสตร์ย่อมหมุนทับรอยเดิมเสมอ ถ้าเรารู้อดีต และไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขประวัติศาสตร์ ปัจจุบันก็คงเปลี่ยนไป

บักเคนได้คิด และจำได้ว่าฝรั่งเศสมีการปฏิวัติประชาชน ในช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งบักเคนจำได้ดีว่า ตนเองเดินทางมาถึงในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และกาลเวลาได้ย้อนไปข้างหน้า สามสิบกว่าปี ให้มาอยู่ในช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เพียงแต่ บักเคนจำปี ค.ศ. การปฏิวัติฝรั่งเศสได้ไม่ชัดเจนว่าเป็นปี ค.ศ. 1788 หรือ ค.ศ. 1789 แต่เมื่อตนหลงมาอีกยุคในช่วงปี ค.ศ. 1788 อาจจะเป็นช่วงกำลังเปลี่ยนแปลงสังคม ดังนั้น บักเคนจึงตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจะเข้าร่วมปฏิวัติฝรั่งเศส ฝากชื่อให้โลกได้จารึกในประวัติศาสตร์ คนไทยอย่างน้อย 1 คน ได้เข้าร่วมสงครามการเปลี่ยนแปลงการปกครองฝรั่งเศส
เมื่อกาลเวลามาถึงปัจจุบัน หน้าประวัติศาสตร์จะได้เปลี่ยนแปลงบันทึกใหม่ เพราะประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ บักเคนนึกถึง คุณพุ่ม หรือนิโคไล พุ่มสกี้ ที่ได้ไปศึกษาต่อวิชาการทหารที่รัสเซีย สมัยรัชกาลที่ 5 และได้เป็นนายทหารในกองทัพบกรัสเซียเข้าประจำกรมทหารม้าที่ฮุสซาร์ของ พระ จักรพรรดิ ซาร์นิโคลัส โดยไม่กลับเมืองไทย
ชีวิตบักเคนก็คงไม่ได้กลับเมืองสยามยุคปัจจุบันอีกแล้วนอกจากจะโดยสารเรือกลับบางกอก กลับไปในยุคอดีตเหมือนเดิมของเมืองสยาม ซึ่งบักเคนไม่อยากกลับไปเมืองสยาม บักเคนนั่งนึกว่าถ้าเข้าร่วมปฏิวัติ คงจะมีบันทึกการต่อสู้เมอร์ซิเออร์เคน
บักเคนคิดการใหญ่ “ทำไมเงียบไปละคุณเคน”
ปิแอร์ถามบักเคน “อ๋อ ได้ฟังเรื่องท่านน่าสนใจผมก็คิดว่า เมื่อไม่ได้กลับเมืองสยามอีกแล้ว จะขอสร้างชื่อในฝรั่งเศส”
“จะสร้างชื่ออย่างไร ไปเป็นนักแสดงละครสัตว์ หรือไปขายอาหารสยาม หรือไปเป็นหมอดู เป็นหมอผีปราบแม่มด” ปิแอร์ถามบักเคน
“ไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แต่ไม่อยากบอกใครเป็นเรื่องของอนาคต รับรองยิ่งใหญ่แน่ บักเคน ไม่กล้าบอกว่าจะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส
“ไม่บอกก็ไม่บอก กลับถึงฝรั่งเศสคราวนี้คุณเคนจะไป ผจญภัยกับผมไหม” ปิแอร์ถามบักเคน
“ผจญภัยที่ไหนปิแอร์” บักเคนถาม
“อ๋อ คุณเคนคงยังไม่ทราบว่าสมัยนี้บ้านเมืองวุ่นวายมาก ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนยากจน ถูกทางการกดขี่ รีดภาษี และศาสนจักรก็เก็บภาษีบุญ บริจาคเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ผมไม่เห็นด้วยและต่อต้าน ศาสนจักรที่ครอบงำสังคมฝรั่งเศสอยู่ พ่อเคยบอกว่า ที่ปารีส มีสมาคมลับ ที่เป็นการรวมตัวกันของนักคิด ชาวบ้านที่ไม่พอใจ ศาสนจักร ได้ตั้งเป็นสมาคมลับขึ้นมาโดยพวกฟรีเมสัน เลือกสมาชิกของตนจากหมู่คนที่มีสติ ปัญญา ฐานะร่ำรวย นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อประชาชน ซึ่งพ่อได้เป็นสมาชิกและได้ให้ผมเข้าเป็นสมาชิกด้วย การเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสัน มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรม และจริยธรรม และ ข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส”
ปิแอร์ได้เล่าให้บักเคนฟังต่อว่า
“ก่อนที่จะเข้ารับพิธีกรรมเป็นฟรีเมสันเต็มตัว ผู้จะเป็นจะถูกเรียกว่า แคนดิเดต จะสวมเสื้อและกางเกงธรรมดา แต่จะต้องพับแขนเสื้อขึ้นไปข้างหนึ่ง ขากางเกงก็จะพับขึ้นไปอีกข้างหนึ่ง ปล่อยข้างหนึ่ง จะต้องถูกผูกตาด้วยผ้าผูกตาสีดำ ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนจะมาเป็นสมาชิกของฟรีเมสัน ยังคงอยู่ในโลกมืดที่มืดมน แคนดิเดตจะมีเชือกผูกเงื่อนคล้องที่คอ ต้องปล่อยปลายเชือกไว้ให้กับสมาชิกฟรีเมสันคนอื่นเป็นผู้ถือ แคนดิเดตจะถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างเสา 2 ต้น ที่หน้าโต๊ะบูชา เสาทั้ง 2 ต้นนี่แทนสัญลักษณ์ของเสา 2 ต้น ที่เคยอยู่ตรงหน้าวิหารแห่งโซโลมอน ระหว่างเสา 2 ต้น จะมีโต๊ะบูชาที่มีคัมภีร์ฟรีเมสันเปิดอยู่ หน้าที่เปิดของคัมภีร์จะมีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียนวางอยู่ ที่นี่แคนดิเดตจะทำพิธีให้สัตย์สาบานปฏิญาณตน ว่าจะเชื่อในพระเจ้าของฟรีเมสัน และจะกระทำตนตามแบบอย่างของฟรีเมสัน คำปฏิญาณข้อสำคัญของแคนดิเดต ก็คือ จะต้องรักษาความลับของหมู่คณะเท่าชีวิต”
“จากนั้นสมาชิกใหม่ก็จะได้ผ้ากันเปื้อนที่คาดไว้ตรงเอว แบบผ้ากันเปื้อนของทารก ที่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อนก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ใครก็ตามที่แอบไปได้เห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสัน และใครได้ยินเรื่องราวของกลุ่มฟรีเมสัน ก็เข้าเป็นสมาชิกด้วย” ปิแอร์บอกบักเคน
“แล้วเรื่องที่ท่านเป็นสมาชิกสมาคมลับมีคนในเรือรู้เรื่องไหม” บักเคนถามปิแอร์
“ไม่มีเพราะไม่ได้บอกเป็นเรื่องลับไม่ควรเปิดเผยและกัปตันและลูกเรือคนอื่น ๆ ก็ไม่สนใจ เรื่องนี้เล่าบอกเขาเดี๋ยวหาว่าบ้า”
ปิแอร์บอกบักเคน “แล้วทำไม่ถึงบอกผมไม่กลัวผมว่าบ้าหรือ”
บักเคนถามปิแอร์ “ไม่ คุณเคนเป็นคนมีเหตุผล ต้องรับฟังเรื่องนี้ได้ กลับถึงมาเซย์เมื่อไหร่จะนำคุณเคนไปพบคุณพ่อที่เมืองอารัส คุณพ่อเป็นทนายประจำเมืองและเคลื่อนไหวงานของสมาคมฟรีเมสันอยู่ด้วย”
เรือได้ฝ่าคลื่นลมมาเรื่อย เจอทั้งพายุ ฝน ตลอดเส้นทางบักเคนอยู่บนเรือได้สนิทสนมกับปิแอร์มีอะไรก็พูดคุยกัน และบักเคน ก็สนใจอยากเข้าเป็นสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสัน จึงต้องผูกสัมพันธ์กับปิแอร์ให้แน่นแฟ้น

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (29)

หลังจากหลับสนิทพร้อมเสียงกรนดังสนั่นของท่านมากีย์ ดังเหมือนกับหมูถูกเชือด ใบหน้าที่ถูกสวมด้วยหมวกอัศวินได้มีการขยับตัว ค่อย ๆ เดินมาที่เตียงของท่านมากีย์ ทุกสรรพสิ่งในปราสาทสงบเงียบ มีแต่เสียงท่านมากีย์ที่ส่งเสียงดังไปทั่วปราสาท พร้อมกับอัศวินได้หยิบมีดขึ้นมาและปักไปที่หัวใจของท่านมากีย์ มีเสียงคร๊อกดังเบา ๆ และเสียงกรนก็เงียบไป หุ่นอัศวินค่อยถอดเกราะอัศวินออก เป็นชายชุดดำ ค่อยปีนหน้าต่างแล้วค่อยหย่อนเชือกโรยตัวลงสู่พื้น แล้ววิ่งหายไปกับความมืด เช้าวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องทาบขอบฟ้า เสียงเคาะห้องท่านมากีย์ของคนรับใช้ดังหลายครั้ง “ท่าน ๆ ๆ” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ปรกติแล้วท่านมากีย์จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาตรวจเอกสาร รายรับ รายจ่าย การเก็บภาษีต่าง ๆ ในเมืองต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ หลายครั้ง ก็ได้ทำร้ายประชาชน ที่ไม่มีเงินเสียภาษีให้กับทางการ ถ้ามีลูกสาวก็เอามาเป็นนางบำเรอ เบื่อแล้วก็ขายทิ้งให้ไปเป็นทาส หญิงสาวบางคนหน้าตาดีหน่อยก็ถูกขายให้ซาลอง (ซาลูน)

ซาลอง เป็นสถานที่ชั้นสูงที่ขุนนางพบปะสังสรรค์กันในปารีส การกระทำของท่านมากีย์ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก แต่ด้วยอำนาจ วาสนา และเป็นคนโปรดของ องค์กษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีทั้งอำนาจ บารมี กองทหารอยู่ในมือ ชาวบ้านได้แต่สาปแช่ง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับท่านมากีย์ได้
“ท่านคะ สายแล้วค่ะ ตื่นได้แล้วค่ะ กาแฟเตรียมให้ท่านแล้วค่ะ” เสียงคนรับใช้บอกท่านมากีย์
แต่ไม่มีเสียงตอบออกมา คนใช้ก็เลยไปตามพ่อบ้านที่ดูแลปราสาทให้กับท่านมากีย์ มาปลุกท่านมากีย์
“ท่านพ่อบ้านคะ ดิฉันไปปลุกท่านมากีย์ แต่ไม่มีเสียงตอบ ท่านลองไปปลุกท่านมากีย์หน่อยค่ะ” คนรับใช้บอกพ่อบ้านของท่านมากีย์
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปราสาทหินอ่อนอิตาลี ดังกังวาน พ่อบ้านรีบเดินขึ้นปราสาทเพื่อไปปลุกท่านมากีย์ “ท่านครับตื่นได้แล้วครับ”
เสียงพ่อบ้านร้องบอกท่านมากีย์ เงียบไม่มีเสียงตอบจากในห้อง พ่อบ้านเลยพังประตูห้องเข้าไปและพบท่านมากีย์นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงและมีอะไรคลุมอยู่บนอกของท่านมากีย์ พ่อบ้านและคนรับใช้ รีบเดินไปที่เตียงของท่านมากีย์ แสงสว่างส่องเข้าไปในเริ่มห้องสว่างมากขึ้น ทำให้พ่อบ้านและคนรับใช้มองเห็นมีดปักทรวงอกท่านมากีย์ และมองเห็นใบหน้าซีดเผือด
“โอ๊ะ พระเจ้าช่วย เสียงร้องอุทานพร้อมกันของพ่อบ้านกับคนรับใช้” เสียงตะโกนบอกคนในปราสาท
“ท่านมากีย์เสียชีวิตแล้ว มีคนลอบทำร้ายท่านมากีย์ สักพัก คนรับใช้และทหารยามได้ออกันอยู่ในห้องและหน้าห้องท่านมากีย์
“ใครอยู่เวรยามเมื่อคืน” เสียงพ่อบ้านถามทหารยาม
“มีทหารอยู่หลายสิบคน ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกติเลยครับท่าน” เสียงทหารยามบอกพ่อบ้าน
“เฝ้ายามกันแบบไหน นายท่านถึงถูกลอบฆ่า ทหารจับทหารยามที่เข้าเวรเมื่อคืนไปสอบสวนหาคนร้าย ถ้าไม่ได้ ก็ให้ฆ่าทิ้งให้หมด ให้ไปอยู่กับท่านมากีย์”
เสียงพ่อบ้านร้องบอกทหารที่เหลือ “ครับ ท่าน”


บักเคนนึกในใจ การที่สร้างสัมพันธ์กับปิแอร์เป็นหนทาง แห่งการอยู่รอดท่ามกลางคนที่บักเคนไม่รู้จัก อยู่ต่างที่ต่างเวลา บางครั้งการสร้างความกลมกลืนให้เข้ากับคนต่างสังคม ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ต่างความคิด ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เรียกว่า กฎแห่งเทวีสีแดง (Red Queen Principle) เป็นกฎธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด การพรางตัวของกิ่งก่า หรือกะปอม เขียดตะปาด ต้องพรางตัวเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ชะตาชีวิตเราลิขิตเองมีเป้าหมาย คำพูดโดนใจของปิแอร์ และหมอดูเคยทายทักบักเคนสมัยไปเดินเล่นสนามหลวงเพื่อมองหาผีต้นขนุน เพื่อใช้บริการ ยามขัดสน

เสียงหมอดูโคนต้นมะขามได้ทายทักบักเคนชวนมาดูหมอ คิดค่าดู 100 บาท หมอดูทายว่าบักเคนวาสนาดีจะได้นั่งกินนอนกิน เมื่อเติบใหญ่ จะได้อยู่ต่างแดน ชื่อเสียงโด่งดัง ตอนนั้นบักเคนหลงใหลได้ปลื้มว่ารวยแล้ว นั่งกินนอนกิน สบายไปตลอดชาติ พอได้ฟังปิแอร์พูด บักเคนถึงได้คิดนั่งกินนอนกิน ไม่ใช่เป็นอัมพาต ก็อัมพฤกษ์ แน่นอน
บักเคนไม่อยากจะนั่งกินนอนกิน วาสนามีไว้แก้ไข มิใช่มีไว้แข่งขัน วาสนาดีเป็นเหตุ โชคดีเมื่อเข้ามาต้องไขว่คว้าไว้ โชคดีเข้ามาครั้งเดียวแต่โชคร้ายมาหลายครั้ง ทุกอย่างต้องเพียรพยายาม ปัญหาสร้างปัญญาและความรวย ถ้าไม่มีปัญหาไม่มีความรวย เพราะคนไม่มีปัญหา ก็ไม่หาคนช่วยแก้ปัญหา การแก้ปัญหาที่คนแก้ไม่ได้จะสร้างรายได้ให้ ปัญหาการเมือง ถ้าแก้ได้ก็เป็นวีรบุรุษ ถ้าแก้ไม่ได้ก็เป็นทรราช หรือกบฏ บักเคนนั่งคิดเรื่อยเปื่อย
เรือวิ่งฝ่ากระแสคลื่น ท่ามกลางพายุเริ่มตั้งเค้ามาอีก บักเคนบอกกับปิแอร์ว่า “ไม่ชอบเลยพายุนี่ มันทรมานมาก เวลาเมาคลื่น”
บักเคนบอกปิแอร์ “ทนเอาหน่อย สักพักก็ชินไปเอง”
บักเคนนึกในใจพูดง่าย ฟังง่าย แต่ทำได้ยาก เมาคลื่นไม่ใช่เมาเหล้า เมาเหล้าสนุกแต่เมาคลื่น มีแต่สีเหลือง สีเขียว อ๊วกอย่างเดียว ทันใดนั้นเสียงดังครูด ดังมาจากใต้ท้องเรือ และเสียงร้องของลูกเรือที่ตะโกนบอกกัปตัน “กัปตันครับ เรือชนหินโสโครกครับ กัปตัน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (30)

“ลดความเร็วเรือ ดึงใบลง” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ

บักเคนเซไปพิงข้างเสาเรือหลังจากเรือชนหินโสโครก
“จะเป็นอย่างไรบ้าง เรือจะจมไหม” บักเคนถามปิแอร์
“ไม่มีอะไร เดี๋ยวกัปตันคงจะสั่งให้หยุดซ่อมเรือ”
จอห์นโดดลงน้ำไปดูซิเรือรั่วมากไหม พอจะไปต่อได้ไหม” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือให้โดดลงน้ำไปดูรอยรั่ว
“รอยแตกพอสมควรครับ”
เสียงลูกเรือบอกกัปตัน “ลงไปข้างล่างแล้วเอายาชันไปอุด รอยรั่วชั่วคราว เราจะหาเกาะที่ใกล้ที่สุดเพื่อซ่อมเรือ คิดว่าจะใช้เวลาซ่อมนานไหม”
เสียงกัปตันถามลูกเรือที่เอายาชันไปอุดรอยรั่ว “ประมาณ 2-3 วันครับ” ลูกเรือบอกกัปตันเรือค่อยลอยช้า ๆ เพื่อหาเกาะที่ใกล้ที่สุด เพราะไม่กล้าแล่นเร็วเรือบรรทุกสินค้าและมีรอยรั่วถ้าเกิดเจอหินโสโครกอีก เรืออาจจม
เวลาผ่านไปพอสมควร “กัปตันมีเกาะอยู่ข้างหน้าครับ” เสียงเวรบนเสากระโดงเรือร้องบอกกัปตัน
“เอาเรือตรงไปที่เกาะ” กัปตันร้องบอกลูกเรือ
เรือค่อยแล่นไปช้า ๆ ห่างจากเกาะพอสมควร เพราะต้องดูน้ำขึ้นน้ำลงกลัวเรือเกยตื้น กัปตันได้บอกให้ลูกเรือไปเตรียมอุปกรณ์ซ่อมแซมเรือ และสั่งให้ลูกเรือทุกคนที่ไม่มีหน้าที่ซ่อมแซมเรือ ให้อยู่บนเรือ ห้ามนำเรือบดออกไปที่เกาะ ให้เตรียมอาวุธให้พร้อม ระวังโจรสลัด ผลัดเปลี่ยนเวรยาม ส่วนกัปตันจะเดินทางไปที่เกาะเพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำจืด ถ้าพบแล้วจะให้ลูกเรือที่เหลือไปนำน้ำจืดมาสำรองไว้ และเตรียมหาผัก ผลไม้พอกินได้มาสำรองไว้ เพราะผลไม้ ผักบนเรือมีกินอยู่ได้เพียง 1 สัปดาห์ ตามกำหนดการเรือจะต้องแวะที่สถานีการค้าเล็ก ๆ ของโปรตุเกส ในระหว่างเดินทางกลับฝรั่งเศส แต่มาเกิดเหตุการณ์เรือชนหินโสโครกเสียก่อน
“เอาแผนที่มาดูซิ เกาะแห่งนี้ชื่ออะไร” ลูกเรือได้เอาแผนที่เดินเรือมาให้กัปตันและกัปตันจอห์นนี่ได้ดูแผนที่ ซึ่งเกาะแห่งนี้ ไม่มีบันทึกในแผนที่เดินเรือ เป็นเกาะหลงสำรวจ ไม่มีใครเคยผ่านมาก่อน กัปตันก็คิดว่าน่าจะปลอดภัยสำหรับการซ่อมเรือบริเวณเกาะแห่งนี้ และได้บอกปิแอร์ให้เตรียมเรือบดลงน้ำ “เอาเรือบดลงน้ำข้าจะไปสำรวจเกาะ ส่วนเจ้าและคุณเคนอยู่บนเรือไม่ต้องไป ข้าจะไปสำรวจเกาะสัก 2 วัน ถ้าไม่เห็นข้ากลับมาภายใน 2 วัน ค่อยไปตาม”
กัปตันบอกปิแอร์ “มันจะดีหรือกัปตัน ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม มีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือกันได้” ปิแอร์บอกกัปตัน
“ไม่ต้อง เจ้าเฝ้าเรือ ข้ามอบสิทธิ์ขาดให้เจ้า ลูกเรือคนไหน ฝ่าฝืนก็จัดการลงโทษให้หนัก รักษาเรือให้ดีก็แล้วกัน กัปตันค่อย ๆ โรยตัวไปยังเรือบดและพายออกจากเรือใหญ่มุ่งสู่เกาะหลงสำรวจ เพียงลำพัง


ไม่ไกลจากย่าน ชอง กาลิเซ่ ของปารีส บรรยากาศสลัม ที่บ้านเรือนตั้งเรียงรายอย่างหนาแน่น ผู้คนอาศัยอยู่อย่างแออัด ยัดเยียด ประเทศฝรั่งเศสช่วงเวลานี้ประชากรมากที่สุดในยุโรป บรรยากาศทรุดโทรม เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และความสกปรก ลมหนาวพัดพาเอาความหนาวเย็นเสียดกระดูก ผ่านย่านนี้ ความเจ็บป่วยของคนยากไร้ ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้ร่วงจากความเจ็บป่วย ความหิวโหย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีแต่ความโกรธแค้นต่อชนชั้นสูง คนร่ำรวยผู้ที่ไม่เคยเอาใจใส่คนยากไร้ทั้งหลาย ในฝรั่งเศส ย่านชอง กาลิเซ่ คือที่รวบรวมนักคิด ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาปรับทุกข์และหาทางทำให้คนยากไร้ทั่วประเทศได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสถานที่แออัดแห่งนี้ เป็นที่แฝงตัวของสมาคมลับฟรีเมสัน ที่อาศัยย่านคนจนปกปิดการดำเนินงานของสมาคม นับเป็นประเทศเดียวที่การดำเนินงานของสมาคมลับ ต้องอยู่ในชุมชนแออัด
ย่านชอง กาลิเซ่ แห่งนี้ ในอนาคตข้างหน้าก่อนปี พ.ศ. 2475 เป็นสถานที่ที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้นักเรียนหนุ่มไทยที่มาศึกษา ในประเทศฝรั่งเศส ได้ซึมซับแนวคิดสังคมนิยมและนำมาใช้ในเมืองไทยแต่ไม่ได้รับการยอมรับ “สมุดปกเหลือง” รวมถึงนักปฏิวัติหนุ่ม “สตาลิน” ก็เคยมารับแนวคิดการเมืองที่ย่านแห่งนี้ รัสเซีย การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ของไทย และอีกหลายแห่งทั่วโลกมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่
เสียงไก่ขันดังใกล้ย่ำรุ่ง และพระอาทิตย์ส่องแสง แต่บรรยากาศยามเช้ายังคงซึมเซา ผู้คนจำนวนมาก มานั่งผิงไฟเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้ไฟได้ขับไล่ความหนาวเย็น บางคนก็ยังไม่ได้นอนเพราะทนอากาศหนาวเย็นไม่ไหว ทุกคนนั่งเงียบ ๆ พยายามสงวนพลังงานให้มากที่สุด ไม่พูดคุยกัน ทุกคนสีหน้าอมทุกข์ ไม่รู้อนาคตว่าวันนี้จะมีอะไรตกถึงท้องบ้าง
ขณะที่คนรวยนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หลับสบายอยู่บนปราสาท ตื่นมาอาหารพร้อมอยู่บนโต๊ะ เตรียมตัวไปสังสรรค์งานเลี้ยงยามราตรีที่บ้านขุนนาง รถม้าบรรทุกเหล้าไวน์ วิ่งผ่านย่านนี้เพื่อนำไวน์ชั้นดีไปส่งยังปราสาทของขุนนาง เพื่อจัดงานเลี้ยงในคืนนี้ ทันใด ถังไวน์หล่นจากรถม้ากระแทกกับก้อนหินแตก เหตุการณ์ที่ถังไวน์ตกกระแทกพื้นได้ปลุกความซึมเซาของคนที่นั่งผิงไฟ ทุกคนลุกขึ้นเกือบจะพร้อมกันและวิ่งไปยังที่ถังไวน์ตกกระแทกพื้นและไหลเจิ่งนองกับพื้น
ไวน์ที่ไหลจากถังได้ไหลรวมกันที่แอ่งเล็กแห่งนั้น ผู้คนพยายามคุกเข่าและแย่งกันก้มลงดื่มไวน์ แอ่งเล็ก ๆ แต่คนนับสิบเบียดเสียดกันเพื่อแย่งกันดื่มไวน์ บางคนยื่นมือเข้าไป เพื่อนำเศษผ้าเก่าลงไปจุ่มไวน์ในแอ่งเล็ก ๆ เกิดความโกลาหลไปทั่วย่านแห่งนี้ แม่เมื่อจุ่มเศษผ้าเก่าลงไปในแอ่งไวน์ได้ก็นำเศษผ้าที่ชุ่มไวน์ไปบิดให้ลูก ๆ ได้ดื่มไวน์ เพียงพริบตา ไวน์ในถังและในแอ่งก็ไม่มีเหลือ เหลือแต่เพียงคราบสีแดง ๆ
“โอ๊ว สวรรค์ทรงโปรด ข้าได้มีโอกาสลิ้มรสไวน์ชั้นดี ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสอีกครั้งไหม” “สวรรค์ทรงเมตตา” ผู้คนพึมพำ ถึงรสชาติไวน์ที่ตนเองได้ดื่ม
แม้จะดื่มไวน์จากพื้นดินก็ตาม ในขณะที่ชนชั้นสูงไวน์เหล่านี้ดื่มเป็นประจำ บรรยากาศเช้านี้กลับแตกต่างจากทุกวัน เสียงคนพูดคุยจ๊อกแจ๊กถึงความโชคดีของคนหลายคนได้ดื่มไวน์ที่ตกจากรถม้า หลายคนบ่นเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดื่มไวน์ ขณะที่คนขับรถม้า เมื่อถังไวน์หล่นแตก ก็ได้บ่นพึมพำไม่ใช่ความผิดของตน แต่เป็นเหตุสุดวิสัย ที่ถนนแห่งนี้เป็นหลุม เป็นบ่อ ขาดงบประมาณซ่อมแซม เพราะงบประมาณถูกราชสำนักนำไปสะสมอาวุธและกำลังทหาร เพื่อทำสงครามศักดิ์ศรีกับอังกฤษอีกครั้ง และส่วนหนึ่งสำหรับงานเลี้ยงที่ราชสำนักจัดทุกสัปดาห์