บักเคนยทะลุมิติตอนที่99-101

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (99)

“เจ้ารู้ไหม ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านหลังสองทุ่ม           เจ้าไปเป่าขลุ่ยเพลงอะไร เป็นเพลงต่อต้านรัฐบาลหรือเปล่า”

เสียงนายทหารสอบสวนบักเคน “เปล่าครับ ผมแค่คิดถึงบ้าน เลยไปเป่าเพลงเดือนเพ็ญ ไม่ใช่เพลงปลุกใจให้ต่อต้านรัฐบาล  ครับท่าน”

บักเคนตอบนายทหาร “เจ้ามีความผิดรู้ไหม ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านประธานสภาประชาชนห้ามออกนอกบ้าน  อีกสองวันเจ้าต้องถูกลงโทษ ต้องถูกประหารด้วยกิโยติน”

นายทหารข่มขู่บักเคน “อะไรนะ แค่เป่าขลุ่ยถึงกับถูกประหารเลยหรือครับท่าน”

บักเคนถึงกับตกตะลึง “ใช่เจ้าฝ่าฝืนคำสั่งของท่านประธาน เจ้าจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ทหารคุมตัวไปรวมกับพวกจับตัวมา พรุ่งนี้เช้าให้นำไปประหารชีวิต “เดี๋ยว ๆ ๆ ผมเป็นเพื่อนกับปิแอร์บุตรชายของท่านประธานโรแบสปิแยร์ ผมขอร้องก่อนประหาร ท่านกรุณาช่วยไปเรียนให้ท่านประธานสภาประชาชนทราบหน่อยครับ ผมทำไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านจะยกเว้นโทษตายได้ไหม ถ้าไม่ได้ ผมก็จำต้องยอมรับชะตากรรม โดนประหารด้วยกิโยติน ผมขอเขียนหนังสือถึงท่านประธานสภาประชาชนหน่อยได้ไหมครับ” บักเคนอ้อนวอนนายทหาร

“เจ้าเป็นเพื่อนกับลูกชายท่านประธานหรือ มีหลักฐานอะไรแสดงบ้าง”

นายทหารสอบสวนบักเคน “ไม่มีครับท่าน แต่ปิแอร์บอกว่า ถ้ามีปัญหาให้ติดต่อ แซงส์ จูสต์ เลขาท่านประธานสภาประชาชนได้” บักเคนตอบคำถามนายทหารที่สอบสวน “เจ้ารู้จักท่านแซงส์ จูสต์ หรือ แซงส์ จูสต์ แก่มากแล้วเจ้าอย่าโกหก”

นายทหารพยายามล้วงถามบักเคน “ไม่จริง ท่านแซงส์ จูสต์    ยังหนุ่มแน่นอยู่ ท่านเป็นคนสนิทของท่านประธาน เคยคุยกับผมบ่อย ๆ ท่าน แซงส์ จูสต์ อายุประมาณ 26- 27 ปี ผมสีบรอนส์  แต่งตัวเนี้ยบ ความคิดเฉียบแหลมครับท่าน ไม่ได้มีอายุมากตามที่ท่านว่าครับ”

“อืมส์ เจ้าไม่ได้โกหก พรุ่งนี้ข้าจะนำหนังสือที่เจ้าเขียน              ไปรายงานท่านประธานสภา” นายทหารตอบบักเคน

“เรียนท่านประธานสภาประชาชน มีนายทหารนำจดหมายของคุณเคนมาให้ท่านครับ” เสียงผู้ช่วยเลขา แอนโทนี่ ลีออง แซงจัสต์ ผู้ช่วยเลขา รายงานโรแบสปิแยร์

“ถึงว่า เมื่อคืนข้ากับแซงส์ จูสต์ จะไปกินอาหารที่ร้านเห็นร้านปิดเงียบ นึกว่าเลิกกิจการไปแล้ว ข้าเดินทางตั้งสามชั่วโมง เพื่อไปทานอาหารเห็นร้านปิด ไหนเอาจดหมายมาให้ข้าดูซิ”

“เรียนท่านโรแบสปิแยร์ที่เคารพ ผมภาวนาให้ท่านมีเวลาได้อ่านจดหมายผมฉบับนี้ในวันนี้ ถ้าท่านอ่านหลังจากวันนี้ ผมคงจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วครับ คงโดนกิโยตินประหารไปเรียบร้อยตามคำสั่งของท่านครับ ผมได้แต่ภาวนาให้จดหมายถึงท่านในวันนี้ ผมได้อ้อนวอนนายทหารที่จับตัวผม และนำผมไปสอบสวนขอให้เขาส่งจดหมายให้ท่าน หวังว่าฟ้าคงเมตตาผม จดหมายผมคงถึงมือท่าน ในเช้าวันนี้ นายทหารที่จับตัวผมเขาตั้งข้อหาผมฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ผมกำลังนั่งเป่าขลุ่ยที่ทุ่งนา”

“ผมเห็นพระจันทร์เต็มดวงเลยนึกถึงบ้าน เลยอดใจไม่ไหว ผมเลยเป่าขลุ่ย เพลงที่ผมเป่าก็เป็นเพลงเดือนเพ็ญ ที่ไม่เกี่ยวกับการยุยงให้คนต่อต้านท่านครับ ผมได้แต่หวังความเมตตาจากท่าน   ผมได้ทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มาเป่าขลุ่ยกลางคืน หวังว่าท่านคงให้อภัยนะครับ ขอแสดงความนับถือ เคน”

“จดหมายว่าอย่างไรครับท่าน” แซงส์ จูสต์ ถามโรแบสปิแยร์

“คุณเคนถูกจับพรุ่งนี้จะถูกประหาร ข้อหาเป่าขลุ่ยยามค่ำคืน” โรแบสปิแยร์ บอกแซงส์ จูสต์

“อะไรนะท่าน เป่าขลุ่ยถึงกับประหารชีวิตเลยหรือท่าน  คุณเคนท่านก็รู้จักดี เมื่อคืนก็ไปหาคุณเคนไม่พบนึกว่ากลับไป  มาเซย์แล้ว แต่กลับถูกขังเพื่อรอประหาร”  

          โรแบสปิแยร์ ได้บอกแซงส์ จูสต์ “ท่านรีบไปบอกม้าเร็วและส่งพิราบสื่อสารด่วนให้ปล่อยตัวคุณเคนและให้นำมาพบข้าเดี๋ยวนี้ ถ้าใครสั่งประหารคุณเคนก่อน ก็ให้ประหารคนที่สั่งการที่รับผิดชอบและคนที่จับตัวมา แซงส์ จูสต์ พร้อมกับผู้ช่วยเลขารีบไปดำเนินการปล่อยตัวบักเคน

หลังจากมีคำสั่งปล่อยบักเคน โรแบสปิแยร์ ได้ลงนามหนังสือประกาศใช้กฎหมาย ไพรีแอล (Prairial) เพื่อปราบเสี้ยนหนาม  ทางการเมือง หลังมีประกาศใช้กฎหมายไพรีแอล ตามแนวคิดของแซงส์ จูสต์ ได้เกิดความวุ่นวายไปทั่วฝรั่งเศส สมาคมต่าง ๆ เมื่อได้ทราบประกาศ กฎหมายเผด็จการ รีบพาหนีตายออกนอกประเทศก่อนที่จะถูกจับ ถ้าจับได้หัวขาดสถานเดียว

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (100)

วันเวลาผ่านไปเหมือนกับสายน้ำ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าหลุยส์ ได้ 9 เดือน โรแบสปิแยร์ ได้เรียกร้องให้สภาประชาชน สอบสวนพระนางมารี อังตัวเนต อีกคน เพราะเหลือเสี้ยนหนามอีกรายที่ต้องกำจัด

พระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ยามราตรี มีทหารเฝ้าเวรยาม แน่นหนา ได้มีรถม้าสีดำได้วิ่งฝ่าความมืดมายังพระราชวัง ชายชุดดำสองคนลงจากรถม้า ได้เข้าไปในพระราชวัง  ตรงไปยังห้องที่ควบคุมตัวเจ้าชายน้อยโดยพระนางมารี อังตัวเนต ทรงบรรทม อีกห้องหนึ่งพร้อมพระธิดา ชายสองคนได้เดินเข้าไปยังห้องบรรทมเจ้าชายอย่างเงียบ ๆ และเอาผ้าอุดปากเจ้าชายและอุ้มเจ้าชายที่ทรงหลับอยู่ ออกไปจากห้องบรรทม ตรงไปยังรถม้าสีดำ และแล่นออกไปหายลับไปกลับความมืดยามราตรี

หลังจากตื่นบรรทม เพราะถูกอุ้มเจ้าชาย ทรงตกพระทัย ที่มีชายลึกลับมาจับตัวพระองค์ไป

“พวกเจ้าเป็นใครมาจับตัวข้า” เจ้าชายถามกลุ่มชายลึกลับ

“อยู่นิ่ง ๆ ถ้าไม่อยากตาย” ชายลึกลับบอกเจ้าชาย

“พวกเจ้าจะนำข้าไปไหน แล้วพระมารดาข้าอยู่ที่ไหน พวกเจ้าทำอะไรกับมารดาข้า” เจ้าชายตรัสถามชายลึกลับ

“บอกให้เงียบ เดี๋ยวเอาผ้ามัดปากเลย อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวดีเอง”           ชายลึกลับบอกเจ้าชาย

รถม้าสีดำที่บรรทุกเจ้าชายน้อยได้วิ่งมาและเปลี่ยนรถม้า              ที่ชานกรุงปารีส และกลุ่มชายลึกลับได้เอาผ้าปิดปากและปิดตาเจ้าชายเอาไว้ และอุ้มเจ้าชายไปต่อรถม้าอีกคันที่จอดรออยู่ โดยรถม้าได้วิ่งมานานพอสมควรผ่านหลายเมือง และได้หยุดที่ตึกแถว  ในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง

“ลงได้แล้วถึงแล้ว” ชายลึกลับได้ปิดผ้าที่ปิดตาเจ้าชายน้อยและสั่งให้ลงจากรถม้าและคุมตัวเจ้าชายเข้าไปในร้านทำรองเท้า  ซึ่งร้านทำรองเท้ามีอองตวน ซิมง ช่างทำรองเท้าชราได้ออกมารับเจ้าชายกับชายลึกลับและนำเจ้าชายเดินเข้าไปในร้านทำรองเท้าพร้อมกับชายลึกลับทั้งสองคน หลังจากพูดคุยกันสักพันชายลึกลับสองคนได้เดินมาขึ้นรถม้าและได้กลับไปทิ้งเจ้าชายน้อยไว้กับ ช่างทำรองเท้า

“โชคดีนะคุณเคน พอผมได้รับจดหมายคุณเคนจากทหารที่นำมาส่ง ปรกติแล้วผมจะเก็บไว้เพราะนึกว่าไม่สำคัญแต่เห็นเป็นจดหมายคุณเคนเลยรีบอ่าน ทำให้คุณเคนรอดตาย ปรกติถ้าผมงานยุ่งจะไม่อ่าน ต้องรอให้ว่างก่อนถึงได้อ่าน เพราะนึกว่าจดหมาย  ไม่สำคัญ แต่ฟ้ายังเมตตาคุณเคนนะ ทำให้คุณเคนเกือบตายเพราะคำสั่งผมแล้ว ผมได้ไปหาคุณเคนที่ร้านว่าจะไปชิมอาหารฝีมือ   คุณเคน ไปแล้วไม่พบตัว พอเห็นจดหมายรีบบอกให้ทหารปล่อยตัวคุณเคน”

 ขอโทษด้วยนะ ที่ทำให้คุณเคนต้องตกใจ เพราะผมปกครองบ้านเมืองถ้าไม่เด็ดขาด บ้านเมืองก็วุ่นวาย จึงต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด คราวหน้าคุณเคนถือจดหมายที่ผมเซ็นอำนวยความสะดวกให้ รับรองไม่มีใครกล้ายุ่งกับคุณเคนอีก” โรแบสปิแยร์ บอกบักเคน

“ขอบคุณครับท่านที่เมตตาผม ผมขอตัวกลับบ้านก่อนครับ” บักเคนได้บอกโรแบสปิแยร์

“สัปดาห์หน้าวันอาทิตย์ผมกับ แซงส์ จูสต์ จะไปรับประทานอาหารที่ร้านนะ อย่าลืมปรุงอาหารสุดฝีมือล่ะ” โรแบสปิแยร์บอกบักเคน

วันที่ 13 กันยายน 1793 พระนางมารี อังตัวเนต ได้ถูกคุมตัวจากพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) หลังจากพระโอรสได้หายตัวไปอย่างลึกลับถึงสองสัปดาห์ พระนางได้แต่กรรแสงถึงพระโอรส พระสวามีก็ถึงแก่สวรรคตด้วยเครื่องประหารกิโยติน และพระโอรสเป็นตายร้ายดีประการใด พระนางก็ไม่ทรงทราบ  พระนางได้แต่กรรแสง และกอดพระธิดาที่ยังอยู่กับพระองค์    พระนางเพียรพยายามถามทหารยามถึงพระโอรส

แต่ทหารยามก็บอกพระนางไม่ได้ เพราะไม่ทราบและเป็นคำสั่งลับห้ามเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระโอรสและพระเจ้าหลุยส์ เด็ดขาด

หลังจากพระโอรสหายตัวลึกลับพระนางทรงกรรแสงตลอดเวลา น้ำอัสสุชลเปื้อนพระพักตร์เหมือนกับดอกส้มถูกฝนพรม แทบเป็นสายเลือดด้วยความห่วงหาพระโอรสในฐานะ  พระมารดาที่รักและห่วงใยสายโลหิต พระนางยอมสละชีพเพื่อให้พระโอรสทรงอยู่รอด พระนางเฝ้าสวดอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าขอให้พระโอรสทรงอยู่รอดปลอดภัย แม้ความหวังจะลางเลือนก็ตาม   แต่พระนางก็ทรงมีความหวังแม้แสงสว่างแห่งความหวังจะริบหรี่  ก็ตาม พระนางทรงกรรแสงตลอด ความตรอมตรม ความทุกข์  โถมเข้าหาพระนาง ทำให้เส้นพระเกศาของพระนางเปลี่ยนเป็นสีขาวภายในคืนเดียว 

เมื่อทรงตื่นจากบรรทม พระธิดาได้ร้องอุทานด้วยความตกใจ เมื่อทรงมองเห็นพระเกศาของพระมารดาเปลี่ยนเป็นสีขาวภายในคืนเดียว

“โอพระเจ้าช่วย พระมารดา พระมารดา พระเกศาของ               พระมารดาเปลี่ยนเป็นสีขาว”

พระธิดาอุทานด้วยความตกใจ เสียงอุทานของพระธิดาทำให้พระนางมารี อังตัวเนต ทรงตื่นจากบรรทม เมื่อได้ยินเสียงอุทานของพระธิดา ทำให้พระนางลุกจากพระแทนบรรทมและทรงส่องพระพักตร์ที่พระฉาย พระนางถึงกับตะลึง พระเกศาเปลี่ยนเป็นสีขาวภายในคืนเดียว

“โอพระเจ้า”

แม้พระธิดาจะพยายามปลอบใจพระมารดา ให้หายโศกเศร้า พระนางมารี อังตัวเนต ทรงคิดถึงพระโอรสตลอดเวลา ทรงเศร้าโศกพระสวามีไม่รู้เป็นตายร้ายดีประการใด แม้ในใจพระนาง จะทราบดีพระองค์ไม่มีโอกาสได้พบพระเจ้าหลุยส์ในโลกนี้อีกแล้ว และอีกไม่นานพระนางคงตามพระเจ้าหลุยส์ไปอีกโลกหนึ่ง   ทรงเป็นห่วงพระโอรส พระธิดา ที่ต้องเป็นกำพร้า จากผลความวุ่นวายทางการเมือง เป็นบาปที่พระนางไม่ได้ก่อ ทรงเกิดไม่ถูกยุค พระนางมารี อังตัวเนต ทรงคิดว่า ถ้าพระองค์เลือกได้จะไม่ทรงอภิเษกเป็นพระชายากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปอย่างแน่นอน ทรงนึกถึงพระมารดาที่ออสเตรีย ทรงนั่งและกรรแสง พระอัสสุชลไหลเปื้อนฉลองพระองค์ด้วยความอาดูร มีพระธิดากรรแสงเพราะสงสารพระมารดา เป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก

แรงแค้นและคำสาปแช่งของกัปตันที่มาทวงเพชร                       บลูไดมอนส์คืนจากพระนางในความฝัน ถ้าเลือกได้พระนางจะไม่เอาเพชรบลูไดมอนด์เป็นของตนเองเด็ดขาด แต่เมื่อมันพลาดไปแล้ว ก็ทรงยอมรับในผลของกรรม ที่เจ้าของเพชรมาทวงเพชรคืนด้วยชีวิต พระนางนึกมองโลกในแง่ดี และภาวนาให้กัปตันที่มาเข้าฝัน นั้นอย่าได้เอาชีวิตพระโอรสและพระธิดาไปเลย  สองพระองค์ทรงพระเยาว์ไม่รับรู้อะไรด้วยในความอยากได้เพชร บลูไดมอนส์ของพระนาง

วันที่ 3 ตุลาคม พระนางมารี อังตัวเนต ได้ถูกคุมตัวจากพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) และได้ถูกควบคุมตัวไปยังศาลากลางคอมมูนปารีส พระนางถูกควบคุมตัวไป พระนางดูไม่สะทกสะท้านเพราะพระนางทำใจได้ อีกไม่นานพระนางคงไปพบกับ พระสวามีที่ไปรอพระนางกับพระผู้เป็นเจ้า ที่พระนางทรงเคืองพระทัย ยิ่งนักถือว่าเป็นการลบหลู่พระองค์ ทหารได้เอาเกวียนมารับพระองค์ไม่ใช่รถเทียมม้าที่มีเก๋งคลุมเพื่อปกป้องไม่ให้สาธารณชนเห็น ซึ่งจะถือเป็นการถวายพระเกียรติครั้งสุดท้ายก่อนที่พระนาง จะไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ในต่างภพ เป็นการหมิ่นพระเกียรติของพระนางยิ่งนัก

เกวียนที่มารับพระนางเป็นเกวียนโกโรโกโสเก่า ๆ สำหรับนักโทษประหารธรรมดา เกวียนบรรทุกพระนางเพื่อไปฟัง                   คำพิพากษา ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้านที่โกรธแค้น             พระนาง และถ่มน้ำลายรดเกวียนที่บรรทุกพระนางและมีชาวบ้านบางคนเอาไข่ไก่ที่ราคาแพงขว้างปาพระนาง แต่ถูกทหารได้ป้องกันพระนางเอาไว้ไม่ให้ถูกไข่ที่ชาวบ้านขว้างด้วยความโกรธแค้น ถูกพระนาง

               บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (101)

หลังจากชายลึกลับได้กลับไปเจ้าชายองค์น้อยได้ถูกกักบริเวณในห้องใต้ดิน ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันในตอนกลางวันและช่างทำรองเท้าจะปล่อยให้เจ้าชายเป็นอิสระได้ออกจากที่กักบริเวณ  มาอยู่ในบ้านในตอนกลางคืนที่ไม่มีคนสอดแนมและคนไม่ค่อยพลุกพล่าน แต่ช่างทำรองเท้าต้องระวัง ไม่ให้คนภายนอกรู้ว่า ตึกแถวเป็นที่กักตัวเจ้าชายน้อย ถ้ามีคนทราบตนเองคงต้องโทษถึงตาย พร้อมกับญาติพี่น้อง

ช่างทำรองเท้ามีหน้าที่คอยหาอาหารให้เจ้าชายได้เสวย               พอประทังชีวิต แม้จะสงสารแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าชายน้อยได้มากกว่านั้น เพราะลำพังตนเองก็ยังเอาตัวไม่รอด อาหาร ขาดแคลนและมีราคาแพง ช่างทำรองเท้าต้องอยู่อย่างลำบาก ท่ามกลางภัยสงคราม เมื่อกลุ่มชายลึกลับไม่ติดต่อและไม่มาหาเจ้าชายน้อย ทำให้ช่างรองเท้าต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก ในการช่วยเหลือเจ้าชายที่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก เพราะร่างกายเจ้าชายน้อยผ่ายผอม บางครั้งไม่เสวยพระกระยาหาร เพราะตรอมใจคิดถึงพระมารดา ช่างทำรองเท้าได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าชาย 

“พระองค์ต้องการอยากให้หม่อมฉันช่วยอะไรบ้างพะยะค่ะ แม้มันจะเสี่ยงแต่กระหม่อมก็จะเสี่ยงพะยะค่ะ เพราะทนสงสารพระองค์พะยะค่ะ”

เจ้าชาย “ขอบใจ ข้าขอกระดาษเขียนหมายอยากจะเขียน จดหมายถึงพระมารดาได้ไหม” เจ้าชายน้อยร้องขอ

“ไม่ได้พะยะค่ะ เพราะพระนางมีคนควบคุมเข้มงวด จดหมายที่พระองค์จะเขียนคงไม่มีโอกาสที่พระมารดาจะได้อ่านพะยะค่ะ”

เจ้าชายทรงกรรแสง ฮือ ฮือ ๆๆๆๆ……….. ช่างทำรองเท้าสงสารเจ้าชายน้ำตาพาลไหลเพราะความสงสารเจ้าชาย “เจ้าชาย  มีใครที่สนิท ที่ไว้ใจได้ไหม กระหม่อมจะให้บุตรชายนำจดหมายไปให้คนที่เจ้าชายไว้ใจเพื่อหาทางช่วยเหลือเจ้าชายได้”

ผมไม่มีใคร มีแต่คนที่พระบิดาฝากฝังให้ดูแล ซึ่งก็ไม่สนิทสนมกันมาก พระบิดาเพียงฝากผมกับพี่สาวไว้กับคุณเคน”

“คุณเคนเขาคือใครพะยะค่ะ” ช่างทำรองเท้าถามเจ้าชาย 

“เป็นเจ้าของร้านอาหารชานกรุงปารีส ผมพบเขาเมื่อตอนไปทำอาหารให้พระบิดาและพระมารดา พร้อมกับพี่สาวและผมรับประทาน ที่คุมตัวพวกเราไว้ ซึ่งเขาก็รับปากพระบิดาว่าจะช่วยเหลือเราสองพี่น้องด้วยความเต็มใจ แต่ผมก็ไม่คาดหวังว่าเขาจะช่วยพวกเราจริง เพราะเราไม่ใช่ญาติ แต่เป็นนักโทษ” เจ้าชายพูดตรัสด้วยความสิ้นหวัง

“ไม่ลองก็ไม่รู้พะยะค่ะ ขอให้พระองค์ทรงพระอักษร การส่งข่าวเป็นหน้าที่หม่อมฉันพะยะค่ะ” ช่างทำรองเท้าพูดกับเจ้าชาย

เจ้าชายได้เขียนจดหมายถึงคุณเคน

“เรียนคุณเคน จดหมายฉบับนี้ผมเป็นพระโอรสของพระเจ้าหลุยส์ ที่พระบิดาฝากฝังให้คุณเคนช่วยดูแล ตอนนี้ผมถูกขังที่ตึกแถว คนที่นำจดหมายมาให้คุณเคนเขาจะนำคุณเคนมาพบผม  แต่ต้องมาตอนกลางคืนอย่าให้ใครทราบเป็นอันขาดมันอันตรายต่อตัวคุณเคนและช่างทำรองเท้าผู้มีพระคุณที่ยอมเสี่ยงชีวิตให้คนมาส่งจดหมายถึงคุณเคน”

“ผมหวังว่าคุณเคนคงเมตตาผมและพี่สาว พาผมกับพี่สาวได้มีชีวิตรอด ตามคำสั่งเสียของพระบิดา ถ้าคุณเคนไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร ก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมของพวกเราพี่น้อง ที่ต้องจบชีวิตจากภัยการเมืองนี้ และผมก็ไม่โกรธคุณเคน”

“พระมารดาได้สอนพวกเราเสมอ จงให้อภัยคนที่คิดร้ายต่อเรา พระมารดาทรงรู้ตัวดี ว่าจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน เพราะโลกนี้ถูกตัดสินความถูกผิด ดี ชั่ว ด้วยคนที่มีอำนาจที่จะสามารถบงการถูกผิดด้วยเพียงวาจา แม้จะเป็นเท็จก็เปลี่ยนให้เป็นจริงได้ หรือจากจริงให้เป็นเท็จได้ พระมารดาได้พร่ำสอนเสมอ เมื่อพวกเราพี่น้องถูกคุมขังในพระราชวัง จงให้อภัยและอโหสิกรรมแก่คนคิดร้ายต่อเรา ผมไม่โกรธคุณเคนและก็เข้าใจคุณเคนดี และก็ไม่เห็นด้วยที่พระบิดาทรงฝากฝังพวกเรากับคุณเคนซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่พระบิดาทรงไม่มีใครอีกแล้วนอกจากคุณเคน ผมหวังว่าจดหมายฉบับนี้คงถึงมือคุณเคน ถ้าตกอยู่ในเงื้อมมือคนที่คิดร้ายต่อพวกเรา ก็ต้องขอโทษด้วยที่นำความยุ่งยากมาสู่คุณเคน พวกเราพี่น้องก็ขออภัยอย่างสุดซึ้ง มา ณ ที่นี้ด้วย”

จดหมายจากเจ้าชายน้อยได้เขียนเสร็จและได้มอบให้ช่างทำรองเท้า “นี่ครับจดหมาย สำหรับที่อยู่คุณเคนผมไม่ทราบแน่ชัด           แต่คุณเคนมีผมสีดำ รูปร่างสูงปานกลาง เปิดร้านอาหารที่ลือชื่อ            ชานกลุงปารีส เป็นร้านอาหารทะเล ที่คนปารีสรู้จักดี น่าจะหา              ไม่ยากครับ” เจ้าชายได้บอกช่างทำรองเท้า 

“ทราบแล้วพะยะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะให้บุตรชายขี่ม้านำจดหมายไปมอบให้คุณเคนตามพระประสงค์พะยะค่ะ”

หลังจากนั้นช่างทำรองเท้าได้เรียกบุตรชาย ซิลแวงส์ มา และมอบจดหมายให้และสั่งว่าเป็นความลับสุดยอดให้นำจดหมาย  ไปมอบให้คุณเคนเจ้าของร้านอาหารที่ชานกรุงปารีส คุณเคนมีลักษณะ ดังนี้ มีผมสีดำแตกต่างจากพวกเรา และเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ชานกรุงปารีส ที่โด่งดังทุกคนรู้จัก แต่การเข้าไปพบคุณเคนต้องระวัง อย่าแสดงพิรุธว่านำจดหมายจากพระโอรสไปมอบให้คุณเคน เพราะอันตรายจะเกิดกับพระโอรสและครอบครัวของเรา ถ้าเห็นท่าไม่ดี ก็ให้ทำลายจดหมายทิ้งเสีย อย่าได้ฝืนกระทำ ทุกอย่างฝากไว้กับโชคชะตา ให้เจ้าจงใช้ไหวพริบ เพื่อทำงานนี้ให้สำเร็จนะ ซิลแวงส์”

ช่างทำรองเท้าบอกบุตรชาย “ครับพ่อ ผมจะทำหน้าที่ผมให้ดีที่สุดครับ คุณเคนผมเคยได้ยินชื่อเพื่อนเล่าให้ฟังเพราะเพื่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ตอนทำลายป้อมบาสติลล์ คุณเคนกล้าหาญและเก่งมาก ฆ่าทหารสวิสตายหลายสิบคน ผมจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้เป็นอย่างดี” ซิลแวงส์ ได้บอกบิดา

“ใครกันเพื่อนเจ้า” ช่างทำรองเท้าถามบุตรชาย

“อดัม ครับพ่อ อดัมถูกแฟนที่เป็นแม่ค้าตลาดปลา นีน่า ชวนไปต่อสู้ เขาขัดใจแฟนไม่ได้เลยต้องไปร่วมต่อสู้ แต่นีน่าตายในการต่อสู้ ส่วนอดัมเองก็ถูกยิงที่ขา กระสุนฝังใน เมื่อรักษาหายก็กลายเป็นคนพิการ เดินต้องลากขา ผมโชคดีที่ไม่ไปร่วมต่อสู้ด้วย”  

 ช่างทำรองเท้า ได้บอกบุตรชาย “ดีเลย ซิลแวงส์ เจ้าทราบข้อมูลของคุณเคนมันก็ง่ายสำหรับเจ้าที่จะนำจดหมายจากพระโอรสไปมอบให้กับคุณเคน”  “ครับพ่อ”

ที่ศาลากลางคอมมูนปารีส กิเยร์-ทังวิลล์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากแซงส์ จูสต์ ได้ไปยื่นหนังสือ ต่อสภาประชาชนเพื่อเป็นผู้ฟ้องร้องแทนประชาชนชาวฝรั่งเศสทั้งมวล ให้ดำเนินคดีต่อ พระนางมารี อังตัวเนต การพิจารณาสำนวนฟ้องคดีต่อพระนางมารีอังตัวเนต ได้มีการทำสำนวนคดีฟ้องขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน และเป็นเอกสารคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์

เนื่องจากนายฟูกิเยร์ ไม่สามารถหาเอกสารที่เป็นหลักฐานความผิดของพระนางมารี อังตัวเนตได้ มีเพียงแต่คำบอกเล่าทั่วไปว่าพระนางฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ดังนั้น เพื่อให้สามารถตั้งข้อกล่าวหา แก่พระนางมารี อองตัวเนต ได้ ฟูกิเยร์ มีแผนที่จะให้มกุฎราชกุมารขึ้นให้การต่อศาลในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมารดา โดยแลกกับอิสรภาพของเจ้าชายน้อย ซึ่ง แซงส์ จูสต์ ได้คิดแผนนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าเลขา แซง จัสต์ เลขาคนสนิทของโรแบสปิแยร์ ได้สั่งกลุ่มชายลึกลับ นำตัวเจ้าชายน้อยไปคุมขัง เพื่อการเจรจาต่อรองบางอย่างกับ โรแบสปิแยร์ และกษัตริย์แห่งออสเตรีย ที่เป็นสมเด็จลุงของเจ้าชายน้อย 

 ฟูกิเยร์ ไม่สามารถนำตัวเจ้าชายมาเป็นพยานปรักปรำ               พระนางมารี อังตัวเนตได้ เพราะเจ้าชายได้ถูกลักพาตัวไปก่อน          หน้านั้น