บักเคนทะลุมิติตอนที่133-134

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (133)

บักเคนนั่งอยู่ในศาลาหลังจากเดินตรวจพลปืนใหญ่ นั่งใจลอยและคิดถึงสิ่งที่ตนเองเคยอ่านที่บ้านดอนมดแดง เกี่ยวกับ มิเชล ฟูโกต์ นักคิดชาวฝรั่งเศส ที่ใดมีอำนาจย่อมมีการต่อต้าน เสมอ การกดขี่และการต่อต้านเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนเพียงส่วนน้อยถึงได้เป็นผู้ปกครอง คนส่วนใหญ่จะเป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง ภูมิหลังของผู้ปกครองจะมาจากการเป็นผู้ต่อต้านหรือรับไม่ได้กับการปกครอง สุดท้ายเมื่อตนเองต่อสู้ชนะขับไล่ผู้ปกครองคนเดิมลงจากอำนาจ ตนเองกลายเป็นผู้ปกครอง ก็จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกปกครอง (คนดี) กลายเป็นผู้ปกครอง( คนไม่ดี)

คนดีคนใหม่ต่อต้านการปกครอง แต่เมื่อผู้ต่อต้านได้อำนาจแล้วก็จะกลายเป็นคนไม่ดีเสมอ เพราะถ้ายังหลงในอำนาจ บารมี ดลบันดาลได้ทุกสิ่ง กดขี่ข่มเหงคนที่อยู่ใต้การปกครองก็จะมีคนลุกขึ้นมาต่อต้านเสมอ เป็นวงเวียนหมุนวนไป ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นผู้ปกครองถ้าทำไม่สำเร็จก็จะเป็นกบฏเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าโลกจะสลายไป

“นั่งคิดอะไรครับคุณเคน ได้เวลาเดินทางไปพักในเมืองแล้ว นโปเลียนบอกบักเคน” 

“ครับ”  บักเคนได้ลุกและขึ้นรถม้าไปกับ เกลแบร์และนโปเลียน

******************************************

          เมื่อถึงที่พักที่จวนในเมืองอเล็กซานเดรีย  พลเอกบอนท์ ได้รายงาน นโปเลียนถึงเหตุการณ์ภายในเมือง อเล็กซานเดรีย  “ท่านมีกระแสข่าวทั่วอียิปต์ ชาวอียิปต์ส่วนใหญ่เริ่มไม่พอใจและต่อต้านท่านมากขึ้น เพราะท่านออกระเบียบมาควบคุมชาวบ้านมากเกินไปไม่เหมือนกับสิ่งที่ท่านเคยรับปากชาวบ้าน ตอนนี้ชาวบ้านคิดว่าท่านกำลังยึดอียิปต์ ไม่เหมือนกับสิ่งที่ท่านเคยให้สัญญาเอาไว้ ในบทเพลงที่กองดุริยางค์ของท่านได้บรรเลงให้ชาวอียิปต์ได้ฟัง

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาขับไล่ราชวงศ์มัมลุค ออกไป อีกไม่นาน แล้วแผ่นดินอียิปต์ที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง” พลเอกบอนท์ รายงาน นโปเลียน

           ท่านนายพลบอนท์ “ใครปล่อยข่าวลือ หรือยุยงชาวบ้าน ก็ไปจับมันมาประหารด้วยกิโยติน  ให้ท่านสั่งให้ทหารปืนใหญ่ ทหารม้า ไปล้อมปราบพวกต่อต้าน หรือพวกปล่อยข่าวลือให้จับมาขังแล้วประหาร ฐานต่อต้านการปกครอง” นโปเลียนสั่งพลเอกบอนท์ ให้ไปปราบพวกที่ต่อต้าน

“ครับท่าน”

          พลเอกบอนท์รับคำสั่งจากนโปเลียน ก็ไปล้อมปราบ ผลสุดท้ายเหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศอียิปต์ก็สงบเรียบร้อยตามความประสงค์ของนโปเลียน

          รุ่งเช้า ที่ห้องอาหาร นโปเลียนนั่งจิบกาแฟ  และหารือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์ กับ เกลแบร์ที่กำลังดื่มชา และพลเอกบอนท์นั่งดื่มนม โดยมีบักเคนนั่งจิบกาแฟฟัง นโปเลียนสนทนากับเกลแบร์และพลเอกบอนท์

          ปัญหาที่กองทหารเราประสบคืออากาศที่อียิปต์ร้อนเกินไป ต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี ทุกที่เป็นทะเลทราย พวกเรามาจากเมืองที่มีอากาศหนาวเมื่อเจอสภาพอากาศร้อนในทะเลทราย ทหารจะเหนื่อยง่าย และปัญหาสำคัญที่สุดถ้าจะต้องเดินทัพในทะเลทราย พวกเราไม่มีประสบการณ์ ในการค้นหาแหล่งน้ำสะอาดในทะเลทรายจะหาน้ำดื่มที่ไหนเมื่อเดินทัพยาวนาน พวกเราทำได้ต้องเดินทางเลียบแม่น้ำไนล์ ถ้าข้าศึก โจมตีและรบติดพันพวกเราต้องไล่ตามจะมีปัญหาในเรื่อง น้ำ และเสบียง”  พลเอกบอนท์ ได้พูดถึงปัญหาให้ทุกคนได้ยิน

          “ผมว่ายึดอียิปต์จะได้แต่เมืองริมแม่น้ำไนล์ แต่ชนเผ่า ๆ ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายจะยึดครองคงมีปัญหาตามที่ท่านนายพลว่า”

 เกลแบร์ได้พูดต่อไปว่า “นอกจากนี้ เมืองอเล็กซานเดรียเป็นเมืองที่ล้าหลังกว่าเมืองในฝรั่งเศส บ้านเมืองก็ผุพัง มีแต่ซากเมืองทิ้งร้าง  ความเจริญในอียิปต์เทียบไม่ได้กับฝรั่งเศส ถนนหนทางเป็นดิน เป็นทราย ฝูงแกะ ฝูงไก่เดินเพ่นพ่านเต็มท้องถนนไปหมด อูฐเดิน ตามถนน ปล่อยเยี่ยวลงบนพื้น ขี้อูฐเกลื่อนถนน”

          บักเคนได้ยินคำสนทนานึกถึงวัยเด็ก ที่บ้าน เมื่อชาวบ้านต้อนควายออกไปหาหญ้า หรือกลับบ้านยามเย็น ควายจะปล่อยขี้เต็มถนน ถ้ารถขับแล้วไม่หลบ ขี้ควายก็โดนทับกระจาย

 “ตอนนั่งรถม้าเข้าในเมือง ข้าได้กลิ่นเยี่ยวอูฐ รู้สึกจะเป็นลม เด็กไม่ใส่เสื้อผ้า วิ่งเล่นเต็มท้องถิ่น ฝูงแมลงวันเห็นเกาะอยู่บนซากไก่ ดูดำทะมื่น อากาศร้อนมากที่นี่ ข้ารู้สึกหดหู่ยิ่งนัก พลเอกพูดบอร์นพูดเสริมเกลแบร์  

“ดูนี่ดื่มกาแฟ ไปต้องไล่แมลงวันไป ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก” เกลแบร์บ่นให้นโปเลียนฟัง

         สักพัก ก็มีเสียงคนเดินมาหน้าห้อง

          “ขออนุญาตครับผม”  ร้อยโทลูคัสรายงานนโปเลียน “สุลต่าน ทิปโพ ชาฮิบ (Tippo Sahib) จากแคว้นไมซอร์มารอพบท่านที่ไคโร ครับผม”

          “แจ้งกลับไปยังสุลต่าน ทิปโพ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปก่อนเที่ยง วันนี้ติดธุระสำคัญยังเดินทางไปพบไม่ทันแน่ อีกสองวันค่อยให้สุลต่านเข้าหารือ จัดหาที่พักที่จวนรับรองท่านก่อน” นโปเลียนแจ้งร้อยโทลูคัส “ได้ครับผม”

          เป็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดีที่สุดในยุคนั้น ในการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยรวดเร็ว  นโปเลียนได้นำระบบโทรเลขมาใช้ในการติดต่อสื่อสารในประเทศอียิปต์ รวดเร็วกว่าการใช้พลนำสาร หรือใช้นกพิราบ แจ้งข่าวแบบเดิมๆ

          “เรียนท่าน มีรายงานข่าวด่วนแจ้งมาทางโทรเลขตอนนี้เรือของพลเอกมีโนถึงฐานทัพแล้ว พลเอกมีโนได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ” พลทหารที่รับรายงานจากโทรเลขรีบมารายงาน นโปเลียน

          “ว่าอะไรนะพลทหาร” 

          “พลเอกมีโนได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบครับท่าน นอนนี้นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลสนามที่ฐานทัพครับ” พลทหารรายงาน

          “ส่งข่าวไปถามว่าผลการสู้รบเป็นอย่างไรบ้าง”

          “ครับผม”

          “ผมว่าพวกเรารอดูพลเอกมีโนก่อนดีไหม” นโปเลียนถามความเห็นทุกคน”

          ผมคิดว่าคงไม่ต้องรอครับ ถ้าจะเคลื่อนย้ายท่านนายพลมาพักรักษาตัวที่อเล็กซานเดรีย ผมไม่เห็นด้วย เพราะที่ฐานทัพเรามีหมอ และมีการรักษาความปลอดภัยดีกว่าเมืองอเล็กซานเดรีย และไคโร”พลเอกบอร์นพูดบอกนโปเลียน

          “ก็ได้ งั้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทางไปอียิปต์”  นโปเลียนได้บอกให้ทุกคนเตรียมตัว

“ท่านจะเดินทางไปทางไหน จะไปทางบกหรือล่องแม่น้ำไนล์ ไปทางแม่น้ำไนล์ดีกว่า สะดวกกว่า

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (134)

          “ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม และให้ทหารลำเลียงปืนใหญ่ลงเรือเราจะเดินทางล่องแม่น้ำไนล์มุ่งตรงไปยังกรุงไคโร” นโปเลียนบอกร้อยโท ลูคัส ให้ไปแจ้งข่าวการเดินทางกลับกรุงไคโร เพื่อพบกับ สุลต่าน ทิปโพ ที่เดินทางมาพบกับนโปเลียน และรออยู่ในเมือง

ทหารทยอยลำเลียงปืนใหญ่ลงเรือที่เมืองอเล็กซานเดรีย เพื่อล่องไปยังกรุงไคโร บักเคนและ เกลแบร์ ได้เตรียมพร้อมได้ลงเรือร่วมกับ

นโปเลียน ส่วนพลเอกบอร์น ได้ไปควบคุมการลำเลียงปืนใหญ่ลงเรือ เรือจำนวน 3 ลำ มีเกวียนพยาบาล ปืนใหญ่ และทหารหญิงจำนวน 100 คนได้ล่องแม่น้ำไนล์สู่กรุงไคโรพร้อมกับนโปเลียน

          “ท่านนายพลบอร์นระวังนะจะมีโจรเบดูอินมาดักซุ่มโจมตีตามชายฝั่ง เพราะช่วงนี้โจรเบดูอินเยอะมาก” นโปเลียนเตือน พลเอกบอร์น

          “ผมถึงได้ให้ทหารเรียงปืนใหญ่ ให้พร้อมยิง หันปากกระบอกปืนขึ้นสู่ฝั่งทั้งสองด้าน เรือลำหน้าผมจะควบคุม ส่วน เรือท่าน

นโปเลียนให้อยู่ตรงกลาง และ เรือปิดท้ายให้ร้อยโทลูคัสเป็นผู้ควบคุม เรือทุกลำมีปืนใหญ่ ลำละ16 กระบอก” พลเอกบอร์นได้รายงานนโปเลียน

          บักเคนและเกลแบร์ได้ลงเรือพร้อมกับนโปเลียน ขบวนเรือได้เริ่มออกเดินทาง ทหารบนฝั่งได้โบกมืออำลากองเรือของนโปเลียน

          “เดินทางปลอดภัยท่าน”  “ขอให้ประสบชัยชนะนะท่าน” ทหารดุริยางค์ได้บรรเลงเพลงก่อนเรือจะออกจากท่าเรือ ในเพลง “เราจะทำตามสัญญา”

          สายลมพัดช่วยนำพาความเย็นขับไล่ความอบอ้าวในตอนเช้าได้ดี อากาศแบบทะเลทรายเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสง อุณหภูมิเริ่มเพิ่มขึ้น ถ้าเดินทางไปทางบก จะผจญกับอากาศร้อนแบบทะเลทราย แต่ครั้งนี้โชคดี นโปเลียนเปลี่ยนแผนเดินทาง ล่องทางเรือแทน ก่อนหน้านั้น กองทหารได้เดินด้วยเท้าเลียบแม่น้ำไนล์บุกกรุงไคโร กองทหารผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง ชาวบ้านเห็นกองทหารก็รีบหนีไปหลบภัยในโอเอซีส ที่อยู่ใกล้ ๆ ส่วนชาวบ้านที่ไม่สามารถหลบหนีไปได้ ส่วนมากจะเป็นเด็ก คนชรา คนป่วย ก็จะอยู่เฝ้าบ้านที่ไม่มีสมบัติอะไรติดบ้านมากนัก นอกจากไก่ ลา แพะ ที่ชาวบ้านปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ ส่วนผู้ชาย ผู้หญิง ที่มีกำลังเดินทางได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ในโอเอซีส การเดินทางครั้งแรก นโปเลียนก็ไม่สนใจให้ทหารไปค้นหาชาวบ้านที่อยู่ในวัยแรงงานหายไปไหนหมด จากหมู่บ้าน เพียงมุ่งสู่กรุงไคโรเพียงอย่างเดียว

ปัญหาจากการเดินทางก็ไม่มีการต่อต้าน ปัญหาน้ำดื่ม ก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม เพราะหมอได้สั่งให้ทหารทุกคน ก่อนที่จะดื่มน้ำ ให้นำน้ำจากแม่น้ำไนล์มาต้มก่อนดื่ม

นโปเลียนได้ออกเป็นคำสั่งเคร่งครัดให้ปฎิบัติตามคำสั่งหมอสนามอย่างเคร่งครัด ใครฝ่าฝืน ถ้าเจ็บป่วยจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

          หลังจากยึดครองกรุงไคโรอียิปต์ได้ นโปเลียนก็ได้จัดการปกครองออกกฎระเบียบควบคุมชาวอียิปต์ผ่าน นักบวชอุลามา ที่ยึดคำสอนตามแนวทาง คำสอนอฺอุมมะฮ  นโปเข้ามาอียิปต์ในฐานะที่ต้องการให้อียิปต์มีความเป็นเอกราช มีความเสมอภาคและภราดรภาพ แต่นานวันเข้าชาวบ้านเริ่มไม่เชื่อถือคำสอนของบรรดานักบวชอุลามา เพราะชาวบ้านเชื่อว่านโปเลียนต้องการยึดครองอียิปต์ให้เป็นเมืองขึ้นไม่แตกต่างจากอังกฤษ หรือชาติต่างที่จ้องจะยึดครองอียิปต์”

          “ค่อยยังชั่ว มีลมพัดมาค่อยคลายร้อนว่าไหมคุณเคน” เกลแบร์ได้พูดคุยกับบักเคน

          ใช่ครับ เดินทางครั้งแรกกับนโปเลียน ก่อนท่านมา ลำบากมาก อากาศร้อน แมลงวันก็มาก ถ้าแมลงวันอียิปต์มันเหมือนกับแมลงวันสเปนจะจับไปทำยาปลุกเซกส์” บักเคนพูดบอกเกลแบร์

          “ฮะฮ้า…. คุณเคนคิดได้อย่างไร แมลงวันที่อียิปต์กับแมลงวันสเปนมันแตกต่างกัน ถ้าคุณเคนเอาแมลงวันนี้อียิปต์ไปทำยาปลุกเซกส์ได้ ผมจะเป็นนายทุนให้ ฮะฮ่า …ๆๆๆ

           บักเคนถามด้วยความสงสัย “มันไม่เหมือนกันหรือครับคุณเกลแบร์”

          “แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แมลงวันสเปนเป็นแมลงปีกแข็งสีเขียวมรกต สามารถทำให้ผิวหนังพุพองเป็นเม็ดได้ ใช้ปรุงยาที่ร่ำลือกันว่าเป็นยาปลุกเซ็กซ์มีสารที่เรียกว่า แคนธาริดิน (cantharidin) เชื่อกันว่ามีคุณสมบัติกระตุ้นกำหนัด (Aphrodisiac) แต่จริงๆแล้วเป็นผลมาจากการระคายเคือง ณ บริเวณอวัยวะเพศมากกว่า สารพิษที่ชื่อว่า แคนทาริดีน (Cantharidin) อยู่ในรังไข่ เนื้อเยื่อ และเลือด ของแมลงนี้แหละส่วน วีธีการสกัดสารนี้ต้องใช้สารสกัด เช่น แอลกอฮอล์ สกัดออกมา เรียกว่า ทิงเจอร์แคนทาริดีน แต่เป็นสารที่ไม่มีสี”  เกลแบร์อธิบายให้บักเคนฟัง

          “ครับ ผมนึกว่าแมลงวันสเปนกับแมลงวันอียิปต์เหมือนกัน แต่ผมติดใจ สารสกัดไม่มีสี ใช่ทิงเจอร์ขาวไหมครับ” บักเคนถามด้วยความสงสัย

          เกลแบร์อธิบายให้บักเคนฟังต่อ “ใช่ครับ เราเรียกว่าทิงเจอร์ขาวครับ เป็นสารที่ใช้ในการทำปศุสัตว์ให้ม้ากินแล้วของม้าจะแข็ง เพื่อใช้ผสมพันธ์ม้า แต่ในคนใช้ไม่ได้นะมันจะไประคายเคืองทางเดินปัสสาวะ ทำให้เลือดไปเลี้ยงตรงนั้นมากขึ้นมันจะระคายเคืองทางเดินปัสสาวะ จนถึงตายได้ไม่มีผลต่ออารมณ์ทางเพศแต่ประการใด”

          “ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้ผมเข้าใจ หลงเข้าใจว่าแมลงวันสเปนเป็นยาปลุกเซกส์ แต่ไม่ใช่ อาจจะทำให้ฆ่าคนตายด้วยฤทธิ์แมลงวันสเปนได้” บักเคนบอกเกลแบร์ เป็นความรู้ที่บักเคนไม่เคยรู้มาก่อน นับว่าเกลแบร์เป็นผู้มีความรู้ ที่คณะกรรมการดิเร็กตัวร์มอบหมายให้มาช่วยนโปเลียนยึดครองอียิปต์

          ผมขอถามอีกเรื่องที่ยังสงสัย เกี่ยวกับโจรเบดูอิน ที่ผมได้ยิน ท่านนโปเลียนได้เตือน พลเอกบอร์น ถึงเรื่องโจรเบดูอิน

          “ได้ครับ คุณเคน ก่อนผมเดินทางมาได้ศึกษาชนเผ่าที่จะสร้างปัญหาให้กับกองทัพฝรั่งเศส มามากพอสมควร โจรเบดูอิน เป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ไม่มีทีอยู่เป็นหลักแหล่งยากที่จะค้นหาและโจมตี จะอาศัยกระโจมเป็นที่พัก เก็บเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ หาน้ำและอาหารประทังชีวิต ชาวเบดูอินแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ เบดูอินใต้กลุ่มนี้เป็นสายเลือด อาหรับแท้ เกิดจากบุตรของ เซม ที่เป็นบุตรของโนอาร์ กับเบดูอินเหนือ ที่สืบเชื้อสายมาจาก อิชมาเอล บุตรของอับราฮัม วิถีชีวิตของเผ่าเบดูอินจะมีอูฐเป็นปัจจัยสำคัญทั้งขนสัมภาระในการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ รวมถึงใช้อูฐเป็นอาหาร เดี๋ยวคุณเคนจะได้ลิ้มลองอูฐย่างทั้งตัว ใช้ขนอูฐมาทักเป็นเสื้อคลุม นมอูฐนำมาดื่มได้ ทั้งร้อนทั้งเย็น ชาวเบดูอินนิยมเลี้ยงอูฐตัวเมีย ส่วนลูกอูฐตัวผู้จะฆ่าทิ้ง ยกเว้นอูฐตัวผู้ที่มีลักษณะดีจะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์ และนำลูกอูฐตัวผู้มาทำอูฐย่าง แต่ละเผ่าของเบดูอินจะรักษาศักดิ์ศรีของเผ่า แก้แค้นแก่ผู้ทำร้ายสมาชิกของเผ่า ถือเป็นหน้าที่ผูกพันที่จะแก้แค้นแก่เผ่าที่เป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ต่อบุคคล ซึ่งการล้างแค้นจะยาวนานสืบต่อกันหลายชั่วอายุคน จนบางครั้งก็ตายไปทั้งเผ่า ชาวเบดูอินถือประโยชน์ของเผ่าเป็นสำคัญ มีการทำสงครามระหว่างเผ่า ต่างเผ่า รวมถึงคนอียิปต์ด้วย เพราะการปล้นสะดมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตนอกเหนือจากการเลี้ยงสัตว์ หน้าที่ของผู้ชายเผ่าเบดูอินคือการปล้นสะดมศัตรู เพื่อนบ้าน พี่น้องเราเองถ้าไม่มีใครให้เราปล้นเราก็ปล้นญาติพี่น้องเพื่อนบ้านได้”

เกลแบร์เล่าจบ บักเคนนึกไปถึงความอาฆาตจากรุ่นสู่รุ่นของวิทยาลัยเทคนิคแถวทุ่งมหาเมฆยกพวกตีกับนักศึกษาต่างสถาบัน มีหลายสถาบันการศึกษาในกรุงเทพ ยกพวกตีกันจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนเผ่าเบดูอิน นับดูไม่น้อยกว่า 25 สถาบัน เหมือนกับเผ่าเบดูอิน 25 เผ่าอาศัยอยู่ในกรุงเทพ บักเคนนั่งนึกแล้วก็สยอง เคยได้ยินข่าวบ่อย ๆ นักเรียน นักเลงยกพวกตีกันบนรถเมล์ ช่างไม่แตกต่างกับสงครามระหว่างชนเผ่าในทะเลทราย