บักเคนทะลุมิติตอนที่169-170

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (169)

 บักเคนได้ให้ร้อยโทลูคัส เดินทางไปเรียก พันเอกหญิงโคลเอ้มาพบ เพราะเห็นหน้าตาของเธอคล้ายลูกครึ่ง เมื่อพันเอกหญิงโคลเดินมายืนต่อหน้าบักเคนได้ยกมือ ทำ”วันทยาหัตถ์” (Hand salute)  โดยโดยการหันฝ่ามือออกแบบเดียวกับทหารอังกฤษต่อบักเคน “สวัสดีค่ะท่าน มีอะไรให้รับใช้”

“มาจากหน่วยไหนท่านผู้พันหญิง” บักเคนถาม

“จากหน่วยทหารม้าที่ 2 ค่ะท่าน” พันเอกหญิงโคลเอ้ได้ตอบบักเคน

          “ผมแปลกใจเห็นหน้าท่านผู้พันคล้ายกันคนสยาม คนเขมรป่า เลยเรียกมาสอบถาม” บักเคนตอบ

          “ใช่ค่ะ ปู่ของหนูเป็นคนสยาม “

“อะไรนะ ปู่เป็นคนสยาม น่าสนใจมาก ไม่นึกเลยในกองทัพ

นโปเลียนจะมีทหารลูกครึ่งจากสยามมาร่วมรบด้วย นึกว่าจะเพียงปืนพระนารายณ์ มาร่วมรบเพียงอย่างเดียว”

บักเคนเอ่ยขึ้น ทุกคนเห็นบักเคนพูดกับกับพันเอกหญิงโคลเอ้  ญันนะฮ์ คู่รักของร้อยโทลูคัส อับดุล กาซิม ซูซี่ พันเอกเจนัวร์ และนโปเลียนหันมามองที่พันเอกหญิงโคลเอ้ กับบักเคนด้วยสายตาแปลกใจ

          “อืมส์ผมเพิ่งรู้นะครับว่ามีทหารลูกครึ่งสยามในกองทัพของผมด้วย ผมแปลกใจมาก” นโปเลียนเอ่ยขึ้นมา

          “ไม่ต้องแปลกใจค่ะท่านมีลูกครึ่งสยามมาร่วมรบเกือบสิบคน ทุกคนเป็นหลานของอดีตทูต และข้าราชการที่มาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14”  พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับ

นโปเลียน

          “พระเจ้าช่วย ทหารที่เป็นลูกครึ่งสยามมาร่วมรบครั้งนี้ด้วย”

บักเคน กับพันเอกเจนัวร์ ถึงกับตะลึง

          “ใช่ค่ะท่าน”  “หนูว่าจะไปทักท่านแต่ก็ไม่กล้า เห็นท่านคุยกับท่านนโปเลียนเลยไม่กล้าเข้าไปพบ และหนูต้องรับผิดชอบทหารม้าหน่วยที่สอง รับผิดชอบการหาข่าว เลยไม่ได้ค่อยพบท่าน ”

พันเอกโคลเอ้เรียกตนเองว่าหนู ได้บอกบักเคน

          “ไม่ต้องเรียกท่านก็ได้ครับ เรียกผมว่าเคนก็พอ” บักเคนบอก

          “ได้ค่ะคุณเคน”

          “ไหนลองเล่ามาซิ ทำไมถึงได้มาสมัครเป็นทหารได้” นโปเลียนสอบถามพันเอกหญิงโคลเอ้

          “ได้ค่ะท่าน ปู่หนู คือขุนชำนาญใจจง ปู่เคยเคยเล่าให้พ่อกับแม่หนูฟัง ว่าได้รับคำสั่งจากพระนารายณ์ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาให้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกส ปู่บอกว่าคณะของท่านเป็นคณะทูตชุดที่สอง ที่ได้เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้เพราะคณะแรกของท่านราชทูตโกษาปาน ได้มาเจริญสัมพันธไมตรีที่ฝรั่งเศส ปู่ได้มาพร้อมกับทหารโปรตุเกส และขุนนางหลายสิบคน เรือได้ออกจากสยามอ้อมแหลมกู๊ดโฮบเพื่อไปยังโปรตุเกส แต่เรือได้อับปางเพราะชนหินโสโครกก่อนถึงแหลมกู๊ดโฮบ เพราะต้นหนเรือชาวโปรตุเกสดูเข็มทิศผิดพลาด

“ปู่ได้เล่าให้พ่อกับแม่ฟังอีกว่า พอเรืออับปางทุกคนพยายาม หนีเอาตัวรอดต่างพยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ขุนนางหลายคน ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้พร้อมกับปู่ มีขุนนางสองคนว่ายน้ำไม่แข็งได้จมไปกับกระแสคลื่น”

          “ ปู่บอกว่า ขุนสมัครชำนาญเดช กับขุนชำนาญสุรา ได้จมน้ำทะเลหายไป หลังจากขึ้นฝั่ง พักพอหายเหนื่อย ปู่กับทหารโปรตุเกสอีกสามนายได้ว่ายน้ำไปยังเรือที่อับปางเพื่อดูว่าในเรือมีอะไรเหลือพอใช้กินได้บ้าง บนเรือก็มีก็มีขนมปัง ไวน์ที่ยังไม่จมน้ำ  ทองคำ และเครื่องบรรณาการ  ปู่กับทหารโปรตุเกสได้พยายามขนของเท่าที่ขนมาได้

สักพักเรือก็จมลงสู่ใต้ท้องทะเล ปู่กับทหารโปรตุเกสสามนาย ก็ช่วยกันถือของที่เอามาจากเรือ โดยให้ขุนนางไทยช่วยกันถือ ส่วนอาหารและไวน์ปู่ไว้ใจทหารโปรตุเกสเลยให้รับผิดชอบถือขนมปังและไวน์ เพราะพวกเขาเป็นคนว่ายน้ำไปเอาคู่กับปู่ ส่วนขุนนางจากสยามกลัวจะถูกคลื่นซัดออกทะเลเลยรออยู่ชายหาด

 ปู่เลยให้ขุนนางถือของที่ขนเอามาจากเรือได้  ส่วนปู่ถือ หนังสือราชสาสน์จากพระนารายณ์และทองคำ สองสามวันแรกในการเดินทางทหารโปรตุเกสสามคนแสดงความเป็นมิตรกับปู่ แต่สุดท้ายก็หักหลังปู่ยึดเอาไวน์กับขนมปังไปกินทั้งหมด ทหารโปรตุเกสที่รอดชีวิตจากเรืออับปางทั้งหมด ยี่สิบคน ได้หลบหนีไป พร้อมขนมปังและไวน์ ส่วนเครื่องราชบรรณาการมีแต่ปู่และขุนนางสยามได้ช่วยกันถือ ช่วงการเดินทางลำบากมากหลังจากทหารโปรตุเกสได้หลบหนีไป น้ำดื่มก็ไม่มีจะดื่ม เลยอดอยากกันมานับตั้งแต่นั้น”

ปู่เล่าให้พ่อฟังว่าการเดินเท้าในป่าอัฟริกาเพื่อไปยังสถานีการค้าของฮอลันดา ที่ตั้งอยู่ที่แหลมกู๊ดโฮป มันลำบากยิ่งนัก มีแต่สัตว์ป่าจำพวกสิงห์โต ฝูงหมาป่า ช้างป่าตัวใหญ่  กวางเขายาวเป็นเกลียว  แรด  มากมายมหาศาล”

พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าต่อไปว่า ” ปู่บอกว่าบางครั้ง ต้องล่านกกระจอก เทศเพื่อดื่มเลือดนก ทานเนื้อนกกระจอกเทศ  ป่าอัฟริกาไม่เหมือนกับเมืองสยามที่มีแต่ไข้ป่า แต่ที่นี่มีทั้งความแห้งแล้ง น้ำก็หาดื่มลำบาก มีสัตว์ขาดน้ำตายจำนวนมาก ฝูงแร้งบินเวียนว่อนเต็มท้องฟ้า ได้ดูดน้ำกินจากใบไม้ มีรสขมเฝื่อน การเดินทางแสนทรมาน ขุนราชกิจโกศลพิทักษ์ต้องมาป่วยเสียชีวิต เลยต้องขุดหลุมฝังตามมีตามเกิด ดีกว่าปล่อยเป็นอาหารฝูงแร้ง บางครั้งก็ต้องปีนป่ายภูเขา ที่มีแต่หิน พอปีนเขาลงมา ก็เป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา มีแต่หญ้า สลับกับต้นไม้”

“ปู่กับพวกเดินมาได้เกือบเดือนถึงเจอคนป่า ตอนที่พบคนป่าปู่ขาดน้ำและขาดอาหารจนผ่ายผอม นอนรอวันตายไม่ไกลจากเผ่าซูลูที่ตั้งชุมชนอยู่ใกล้กับที่ปู่กับขุนนางสยามรอนอนความตาย โชคดีคนป่าออกไปล่าสัตว์พบปู่กับคนสยามนอนหายใจรวยริน คนป่าได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่ทุกคนก็พูดกับคนป่าไม่รู้เรื่อง”

“คนป่าที่พบปู่กับพวกได้นำปู่กับพวกกับไปรักษาที่เผ่า คนป่าที่พบปู่กับขุนนางสยามเป็นเผ่าซูลู หัวหน้าเผ่าและหลายคนในเผ่าสามารถพูดภาษาดัตช์และอังกฤษได้  การรักษาตัวที่เผ่านี้เองเหมือนกับโชคชะตาพรหมลิขิต ทำให้ปู่ได้พบรักแต่งงานกับย่าที่ชาวดัตช์ในเวลาต่อมา ที่เผ่าซูลูหลังจากพักฟื้นพอมีกำลัง ปู่กับขุนนางสยามถูกทวด ที่เป็นนักบวชสอนศาสนาให้แก่เผ่าซูลู นำปู่ไปยังสถานีการค้าดัตช์  ทวดให้ปู่กับขุนนางสยามพักรักษาตัวที่บ้าน ทำให้ปู่พบรักกับย่าที่เป็นลูกสาวของนักบวช

ทวดได้นำปู่กับข้าราชการไปยังสถานีการค้าดัตช์และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านประมาณ 3  เดือน ย่าได้ดูแลปู่และขุนนางสยาม สุดท้ายปู่ได้ขอย่าแต่งงาน  ผ่านไปสามเดือน ปู่ได้บอกกับทวด ว่าตนเองสูญหายไป อาจจะทำให้พระนารายณ์ทรงกังวล ต้องกลับไปกราบทูลเรื่องให้ทรงทราบก่อน และค่อยกับมานำย่ากับกรุงศรีอยุธยา ทวดได้ฝากปู่ไปกับเรือสินค้าที่ไปยังกรุงศรีอยุธยา ส่วนย่าไม่ได้ตามปู่ไป ย่าอยู่กับทวด และคลอดพ่อออกมา ย่ารอปู่กลับจากกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไร้วี่แวว ปู่กลับกรุงศรีอยุธยาแล้วไม่ได้กลับมาหาย่าตามสัญญาที่รับปากเอาไว้  ปู่ไปแล้วไปลับ  ย่าเสียใจมาก ทวดได้นำย่ากับพ่อกลับไปอยู่ที่ดัตช์ก่อนอพยพไปอยู่ที่มิลาน

พันเอกพันเอกโคลเอ้ ได้เล่าให้ทุกคนฟังอย่างย่อ ๆ  ขุนนางที่มากับปู่หลายคนได้มีครอบครัว แต่งงานกับคนพื้นเมืองบางคนก็แต่งงานกับคนอังกฤษ

          “ชีวิตช่างรัดทดนัก แล้วพ่อผู้พันโคลเอ้ได้พบกับแม่ที่ไหน” บักเคนทำตัวเป็นลุงหนวดสอบถามประวัติพันเอกหญิงโคลเอ้

          “แม่เป็นชาวอิตาลี พ่อมีหน้าตาคล้ายกับปู่” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับบักเคน

          “แล้วผู้พันเคยเจอทหารที่เป็นลูกครึ่งสยามอีกไหมครับ” บักเคนถามต่อเพราะอยากรู้

          “เคยเจอค่ะ ก็รู้จักกันตั้งแต่ปารีส เพื่อนที่เป็นคนสยามพันเอกอาร์รอนเป็นคนส่งข่าวให้ทราบเรื่องรับสมัครทหารหญิง” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับบักเคน

          “รู้จักพันเอกอาร์รอนได้อย่างไร”  นโปเลียนสอบถามด้วยความสนใจ

พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าต่อไปว่า พันเอกอาร์รอนเป็นลูกทูตที่มาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พันเอกอาร์รอนแม่เป็นชาวเมืองแบรสต์ได้พบรักกับทูตมาจากสยาม ถ้าท่านอยากทราบต้องสอบถามพันเอกอาร์รอนเอาเองค่ะ หนูพอทราบผิวเผินแม่พันเอกอาร์รอนเป็นชาวเมืองแบรสต์ ส่วนพ่อเป็นหนึ่งในตัวแทนของคณะทูตที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีพร้อมกับคณะของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และได้พำนักอยู่ที่เมืองแบรสต์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อรอรถม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มารับเพื่อไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังแวร์ซายส์” พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าย่อให้ทุกคนฟัง

“บุพเพสันนิวาส บักเคนเอ่ยลอย บักเคนนึกถึงละครบุพเพสันนิวาสที่โด่งดัง”

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (170)

“น่าสนใจมาก ท่านพันเอกหญิงโคลเอ้” อับดุล กาซิม ได้บอกกับพันเอกหญิงโคลเอ้

          ในขณะที่พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าชีวิตของปู่ ซูซี่ถึงกับร้องไห้เบา ๆ  “พี่เคน พี่จะกลับสยามแล้วทิ้งซูซี่แบบปู่ของพันเอกโคลเอ้ไหม” ซูซี่ถามบักเคน

          โถใครจะทำได้ลงคอ จะนำซูซี่ไปอียิปต์และไปฝรั่งเศสด้วยกัน ไม่ต้องเป็นห่วง เลิกคิดในแง่ร้ายได้แล้ว” บักเคนบอกกับซูซี่

          “ยินดีได้รู้จักครับ คุณ อับดุล” บักเคนเลยนึกถึงชื่ออับดุลในงานแสดงขายของของพวกพ่อค้าหาบเร่ ที่มีการแสดงโชว์งู หรือขายกุมารทอง  ที่มักพูดว่า “อับดุลเอ๊ย ทราบไหม” อับดุลบอกทราบ” เลขที่จะออกงวดหน้าเลขอะไร”  อับดุลจะบอกทราบ

มีเลข 0 ถึง 9  จะพูดจนน้ำไหลไฟดับ พูดว่าจะแสดงถอดหัวออก และพอขายของจนคนเลิกสนใจก็จะบอกว่าจะถอดหัวในวันพรุ่งนี้ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเจ็บคอ

          “ได้ข่าวว่าคุณอับดุลเคยไปสยามใช่ไหม”

          “ใช่คุณเคนผมเคยไปขายของที่สยามไปที่กรุงศรีอยุธยา กรุงศรีอยุธยายิ่งใหญ่มาก บ้านเรือนหลังคาแทบชิดกันในพระนคร ถ้าไก่บินไปจะไม่ตกลงพื้นดินจะตกบนหลังคาบ้านที่อยู่ชิดติดกัน ผมนำสินค้าจากอาหรับไปขายให้กับชาวสยาม เพราะชาวสยามสนใจที่จะเปลี่ยนตะกั่ว หรือโลหะต่างให้เป็นทองคำ ผมเลยเอาปรอทไปขาย  ขายดีมาก และก็เอายาอายุวัฒนะ กินแล้วไม่แก่ ไม่ตายเอาไปขาย ขายเกลี้ยง ขุนนางชอบมาก มากคุณเคน ขุนนางแย่งกันซื้อเพราะกลัวตาย” อับดุลบอกกับบักเคน

          อับดุลได้เล่าต่อไปว่า “ตอนที่ผมไปค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา ผมเจอเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก พวกดัตช์ส่งเรือติดปืนมาปิดปากอ่าวไทย เพราะไม่พอใจที่กรุงศรีอยุธยาไปค้าขายกับญี่ปุ่นแข่งกับพวกดัตช์  และค้าขายกับจีน ดัตช์โกรธมาก เอาเรือปืนมาปิดอ่าวไทย จนนำมาสู่การเซ็นสนธิสัญญาขององค์พระนารายณ์ต้องเซ็นสัญญาสงบศึกกับพวกดัตช์” อับดุลเล่าบอกให้ทุกคนที่ตั้งใจฟัง เรื่องราวเกี่ยวกับสยาม

          “คนสยามนี่เป็นคนที่หัวไวเฉียบแหลม เหมาะที่จะคิดคำนวณตัวเลขยิ่งกว่าศาสตร์อื่นใด”

          “ท่านอับดุลว่าอย่างไรนะ คนกรุงศรีอยุธยาชอบคิดคำนวณตัวเลขหรือ” บักเคนถามด้วยความสงสัย

          “ใช่มีอะไรหรือคุณเคน”  อับดุลถามด้วยความสงสัย

          “เปล่าไม่มีอะไร”  ผมคิดว่าคนสยามชอบคณิตคิดในใจ และชอบคณิตคิดนอกใจบักเคนบอกกับอับดุล

บักเคนเลยถึงบางอ้อ ว่าคนไทยชอบคิดคำนวณตัวเลขมาตั้งแต่โบราณในสมัยกรุงอยุธยา  เป็นที่มาของสูตรคำนวณหวยใต้ดินในปัจจุบัน ทั้งเลขกำลังวัน เลขเดือน เลขดับ และเลขที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อมาคำนวณสูตรแล้วถอดได้เลขออกมาเพื่อนำไปซื้อหวยบนดินใต้ดิน นอกเหนือจากชาวบ้านที่ขูดหาเลขตามต้นไม้และความฝัน”

          อับดุลได้เล่าต่อไปอีกว่า “ผมอาศัยอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาสองเดือน ได้พบเรื่องราวแปลก มากมาย ชาวสยามเชื่อถือในโชคลาง เช่นจิ้งจกร้องทักจะไม่ออกไปข้างนอก ถ้านกแสกเกาะหลังคาบ้านของใครและส่งเสียงร้องกลางคืน รุ่งเช้าก็จะมีคนตาย” บางคนเห็นงูเลื้อยผ่าน หรือมีฟ้าผ่าใกล้ ๆ จะถือว่าเป็นลางไม่ดี ชาวบ้านก็จะไม่ออกไปไหนในวันนั้น”

          ที่กรุงศรีอยุธยา ผมต้องจ่ายส่วย หรือสินบนให้กับข้าราชการ เวลาไปติดต่องานกับขุนนางต่างๆ ต้องมีเงิน มีของฝากติดไม้ติดมือไปให้ ผมเคยถามขุนนางคนหนึ่ง เขาบอกผมว่า ทางราชการไม่ได้จ่ายเงินเดือน เขาจำเป็นต้องรับสินบน”

          ผมเคยไปดูขุนนางยักยอกเงินท้องพระคลัง  ได้ถูกลงโทษด้วยการหลอมเงินให้ละลายแล้วกรอกลงปากขุนนางที่ยักยอก ขุนนางที่ยักยอกดิ้นร้องโหยหวนเพราะเงินเดือด ๆ ที่ร้อนจัดกรอกลงในปากขุนนางที่ยักยอกผมเห็นแล้วปิดตาไม่กล้าดู” อับดุลบอกกับทุกคน

          “อาประเทศไทยยุคนี้น่าจะเอาแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา ถ้าใครกินสินบนถ้ากินอาวุธก็เอาอาวุธมาหลอมให้ละลายแล้วกรอกปาก ถ้ากินถนน กินหินก็ให้เอาหินกรอกปากคงดีไม่น้อย” บักเคนนึกในใจ

          อับดุลเล่าต่อไปว่า เมื่อขุนนางนั้นตายไปก็ให้พนักงานคนที่สองที่กรอกเงินหลอมละลายใส่ปากนักโทษที่เป็นขุนนางยักยอก ไปล้วงเอาเงินออกมาจากปาก ปรากฏว่าพนักงานที่ไปล้วงเอาเงินก็ยักยอกเงินจากนักโทษ และพอถูกจับได้ก็ถูกลงโทษแบบเดียวกัน ทุกคนยักยอกเงินทั้งหมด พระนารายณ์ ทรงคิดว่าถ้าประหารขุนนางที่ยักยอกคงจะไม่เงินขุนนางกรมคลังเหลือ เลยยกเว้นโทษประหารให้ “ อับดุบได้เล่าให้ทุกคนฟัง

          “โอ ผมเข้าใจละ การรับสินบน มันมีมานานแล้วสำหรับขุนนางชั้นผู้น้อย”

อับดุลได้เล่าต่อไปว่า “ส่วนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็จะได้เงินจากอาการค่านาจำนวนครึ่งหนึ่งของที่เก็บได้ เพราะขุนนางจะมีศักดินา ก็จะเก็บค่าเช่านาส่งให้กับพระนารายณ์ หรือกษัตริย์ที่ปกครอง และอีกครึ่งหนึ่งตกเป็นรายได้ของตนเอง นอกจากนี้ก็ได้จากแรงงานไพร่ที่ไปเข้าเวร ได้ภาษีจากการค้าขาย” อับดุลเล่าทำให้นโปเลียนและพันเอกเจนัวร์ถึงกับอึ้งในราชอาณาจักรสยามที่ไม่แตกต่างจากฝรั่งเศสเลย

“เวลาชาวบ้านไปจับปลาได้ ปลาตัวแรกต้องนำมาให้เจ้าเมือง”

“คุณอับดุลบอกว่าอะไรนะ ปลาที่จับได้ตัวแรกเป็นของเจ้าเมืองแล้วตัวต่อไปละ” นโปเลียนถามด้วยความสงสัย

“ปลาตัวแรก คือส่วยที่ต้องนำส่ง ส่วนตัวที่เหลือ ก็เป็นของชาวบ้านที่จับปลาได้” อับดุลบอกกับนโปเลียน

“ผมว่าที่สยามดีกว่าฝรั่งเศส เพราะสยามยังให้ชาวบ้านมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่หามาได้ แต่ที่ฝรั่งเศสเป็นของขุนนาง นักบวช เชื้อพระวงศ์ทั้งหมด บ้านเมืองมันถึงได้วุ่นวาย” นโปเลียนบอกกับทุกคน

อับดุลได้เล่าต่อไปว่า “แรงงานไพร่ ปีละ 6 เดือน อากรค่านา ภาษีขาเข้าขาออก ภาษีอากร เรือ อากรสุรา อากรสวน จากผู้ปลูกทุเรียน พริก มะพร้าว ส้มต้องตกเป็นของขุนนาง และสินค้าผูกขาด ผ้าฝ้าย ดีบุก งาช้าง ดินประสิว ตะกั่ว ดินปืน หนังสัตว์ ตกเป็นของขุนนางกับเชื้อพระวงศ์” อับดุลได้เล่าให้ทุกคนฟัง

“เข้าใจล่ะ สิบพ่อค้าก็ไม่เท่ากับหนึ่งพระยาเลี้ยง” บักเคนพูดสุภาษิตไทยสมัยโบราณออกมา

แรงงานมีการจ้างงานเดือนละสองบาท คนที่รับจ้างทำงาน 15 วันก็จะสามารถอยู่ได้ถึงเดือน อับดุลบอกกับทุกคน ที่กรุงศรีอยุธยา เงินสยามแข็งแกร่งมาก ผมถึงได้เดินทางไปค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา สยามเป็นมหาอำนาจในเอเชีย เทียบกับจีนและศรีวิชัย” อับดุลได้เล่าให้ทุกคนฟัง

นโปเลียนถึงกับอึ้ง โอสยามช่างเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแข่งแกร่งยิ่งนัก 

“คุณเคนกลับไปฝรั่งเศสเรามีเรื่องต้องคุยกัน ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศสที่อ่อนแอในตอนนี้” นโปเลียนบอกกับบักเคน

“คุณอับดุล ไว้ผมว่างจะมาคุยด้วย ผมสนใจเรื่องราวที่คุณไปค้าขายกับกรุงศรีอยุธยานอกจากกรุงศรีอยุธยาแล้วไปค้าขายที่ไหนบ้าง ผมล่องเรือไปค้าขายที่ปัตตาเวีย (จาการ์ตาอินโดนีเซีย) ที่ปัตตาเวียเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เป็นแหล่งสมุนไพร ผมได้ลงทุนในบริษัท ชาวดัตช์ที่มาค้าขายกับสยาม นอกเหนือจากสเปนและโปรตุเกส”

“แต่พ่อค้าดัตช์ฉลาดมาก กระจายความเสี่ยงโดยการขายหุ้นออกมา เพื่อระดมทุนในปัตตาเวีย และค้าขายในจีน ญี่ปุ่น กรุงศรีอยุธยา โดยตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก เรียกว่า เฟโอเซ (VOC) ของพวกดัตช์ แล้วทำการขายหุ้นให้กับพ่อค้าเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยได้รับอำนาจจากรัฐสภาของดัชต์ มอบสิทธิขาดทำการค้าให้ 21 ปี ในการค้าขายเครื่องเทศในเอเชียเป็นความร่วมมือของพ่อค้าหลายชาติในยุโรป และอาหรับที่เข้าไปซื้อหุ้น เป็นบริษัทแรกของโลกที่มีอำนาจเทียบเท่ารัฐบาล มีความสามารถที่จะเข้าร่วมสงคราม สั่งจำคุกและประหารชีวิตนักโทษ ผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้ได้เองและสามารถาจัดตั้งอาณานิคมขึ้นมาได้”

บักเคนฟังถึงกับอึ้งนี่มันเป็นที่มาของตลาดหุ้นในยุคปัจจุบันนี่เอง