บักเคนทะลุมิติ ตอนที่167-168

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (167)

          หลังจากอาบน้ำเสร็จบักเคนได้พูดคุยกับแม่ซูซี่สักพักก็ขอตัวไปนอน โดยมีซูซี่ตามเข้าไปในห้อง สองคนผัวเมียได้สนทนากันด้วยความคิดถึง

“รู้ไหม พี่คิดถึงซูซี่มากแค่ไหน  อยากให้ซูซี่ได้นั่งบอลลูนชมวิว ตอนที่พี่นั่งบอลลูนตรวจการณ์ ตอนถอยทัพ วิวข้างบนมันสวยมาก”

          “จริงหรือพี่ ซูซี่อยากขึ้นบอลลูนมาก ถ้าเราไปแต่งงานบนบอลลูน บรรยากาศคงฟินไม่ไน้อย” ซูซี่บอกกับบักเคน

          “พี่ต้องกลับอียิปต์แล้ว ซูซี่จะตามพี่ไปอียิปต์ไหม”

“พี่ทำไมไม่อยู่กับน้องซูซี่ที่นี่เลยละ บ้านก็มี น้องไม่อยากไปห่วงแม่ พี่จะอยู่อียิปต์หรือจะกลับฝรั่งเศส” ซูซี่ถามบักเคน

          “พี่ต้องกลับฝรั่งเศส พี่จะนำซูซี่พร้อมแม่ไปอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยกัน พี่เปิดร้านอาหารที่ฝรั่งเศส อยากให้ซูซี่กับแม่ไปอยู่กับพี่ ที่นี่มันไม่ค่อยปลอดภัย พี่กลัวอังกฤษ หรือจักรวรรดิออตโตมัน จะเข้ามายึดครอง มันจะมาพรากซูซี่จากพี่ไป”

          “น้องขอปรึกษาแม่ พี่เคนเป็นผู้ชาย ส่วนน้องกับแม่เป็นผู้หญิงไปกับกองทหาร มันจะไม่ค่อยสะดวกในการเดินทาง เพราะแม่ไม่เคยเดินทางไปไหนไกล”

          “ไม่เป็นไร ซูซี่ลองกล่อมแม่ดู มันมีทหารหญิงกับหน่วยเสนารักษ์ พี่จะขออนุญาตินโปเลียนให้ซูซี่กับแม่ร่วมคณะไปด้วย แต่คืนนี้พี่คิดถึงซูซี่มาก หลายสัปดาห์ที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน คืนนี้พี่จะนำซูซี่ไปสวรรค์ชั้น 10”

          “อะไรค่ะพี่สวรรค์ชั้น 10” ซูซี่สงสัยในคำพูดของบักเคน

“อ๋อ พี่จะให้ซูซี่ถึงจุดสุดยอด 10 รอบเลยตลอดคืน” บักเคนบอกกับซูซี่

          “ตายแน่พี่ ถ้า10 รอบ พี่ไปหาคนใหม่ซูซี่คงตายไปก่อน ทำไมพี่อึดขนาดนี้ พี่โม้หรือเปล่า”

          “ไม่ได้โม้ เป็นเพราะแรงคิดถึงซูซี่” บักเคนพูดไปเรื่อย

          เสียงแมลงกลางคืนในทะเลทรายส่งเสียงกรีดร้องดังระดมสลับกับเสียงครวญครางของซูซี่ “ซี๊ด อูยส์.. ซี๊ด เร็วหน่อยพี่ซูซี่ ใกล้จะเสร็จแล้ว ซู่ซี่บิดตัวไปมา พร้อมกับส่งเสียงร้องให้บักเคนเร่งความเร็ว มหกรรมคอนเสิร์ตกลางทะเลทรายระหว่างสองคนผัวเมียได้บรรเลงเกือบตลอดทั้งคืน ทั้งคู่ไปถึงสวรรค์หรือนรกไม่มีใครทราบนอกจากสองคนผัวเมีย ที่บรรเลงบทเพลงรักตลอดทั้งคืนจนเกือบรุ่งสาง

          พระอาทิตย์ส่องสว่างเกือบเที่ยงบักเคนเพิ่งตื่นนอนด้วยความเพลีย ส่วนซูซี่หลังจากตื่นนอนตอนเช้าก็เดินโผเผออกไปเตรียมอาหาร ให้แม่กับบักเคน เธอเห็นสายตาแม่มองดูเธอแปลก ๆ ซูซี่ถึงกับหน้าแดงด้วยความอาย

          “หนูรู้สึกไม่สบายเวียนหัว เหมือนบ้านมันหมุน” ซูซี่เอ่ยปากบอกแม่ เธอค่อย ๆ เดินออกไปนอกบ้านเพื่อหุงหาอาหาร หลายบ้านได้จุดไฟควันโขมงลอยขึ้นฟ้า เป็นเหมือนสัญญาณการเริ่มต้นวันใหม่

          “พี่ ๆ ทหารมาตามพี่” ซูซี่เข้าไปปลุกบักเคน

          “เช้าไวจังกี่โมงกี่ยามแล้วซูซี่”  “มันไม่เช้าแล้วพี่ เกือบจะเที่ยงน้องว่าจะไปปลุกพี่ตั้งหลายครั้ง เห็นพี่นอนหลับสนิทเลยไม่กล้าปลุก อาหารที่เตรียมให้พี่น้องอุ่นหลายรอบแล้ว  ตอนนี้มีทหารมาตามพี่ น้องเลยมาปลุก”

          บักเคนได้ลุกขึ้นและค่อยเดินออกไปนอกบ้านเพื่อไปดูว่าทหารคนไหนที่มาตาม พอเดินออกไป แสงแดดแผดจ้า บักเคนถึงกับหยีตา “ทำไมฟ้ามันเหลือง” บักเคนพูดเบา ๆ

          ร้อยโทลูคัส เมื่อเห็นบักเคนเดินออกมาด้วยท่าทางเพลีย ๆ  ถึงกับยิ้ม “เป็นอย่างไรคุณเคนทำอะไรไม่ได้หลับได้นอนเลยหรือ ไปทำอะไรมา” ร้อยโทลูคัสถามบักเคน

          “เสียงแมลงกลางคืนมันร้องดังมากทั้งคืน บางเสียงร้องคล้ายคน จนผมนอนแทบไม่หลับ ต้องตะโกนไล่แมลงบ้า ให้มันเงียบหน่อย มันร้องทั้งคืน ผมนอนไม่ค่อยหลับ มาหลับจนเกือบรุ่งเช้า” บักเคนตอบแบบเลี่ยงๆ ในศึกมหาสงครามใต้สะดือที่รบกันทั้งคืนระหว่างบักเคนกับซูซี่

          “น่าจะเป็นแมวมั้ง เพราะเสียงแมวมันร้องคล้ายคน  บางคืนผมได้ยินก็นอนไม่หลับมันสยอง น่าจะเป็นแมว เสียง ร้องมันร้องขู่กันทั้งเสียงสูง เสียงต่ำ    อ๊าว  เอ๊า เอาววว์ เอาวววว์ เอาวววว์  แล้วก็กัดกัน” ร้อยโทลูคัสบอกกับบักเคน

          บักเคนสนทนากับร้อยโทลูคัส ซูซี่ได้ยิน หล่อนถึงกับหน้าแดง หล่อนนึกในใจคนผีทะเลทราย พูดอะไรก็ไม่รู้

          “หมวดมีธุระอะไรมาหาผมแต่เช้า” บักเคนถามร้อยโทลูคัส

          “นี่นะเช้าเที่ยงแล้ว ท่านนโปเลียนให้มาตามคุณเคนไปพบ

          “สักพักผมจะตามไปครับ ขอทานอาหารก่อน”

          “ได้ครับ” ร้อยโทลูคัสก็ขี่ม้ากลับไป

          บักเคนได้กลับเข้าบ้านและทานอาหารอย่างรีบเร่ง เพื่อที่จะไปพบกับนโปเลียน “ซูซี่ พี่จะขออนุญาตท่าน นโปเลียนเพื่อให้น้องกับแม่ร่วมคณะไปอียิปต์ด้วยกัน”

          บักเคนเมื่อเดินทางไปถึงที่พักนโปเลียน ก็เห็นธงชาติฝรั่งเศสตั้งเรียงราย เป็นแถว ทหารหลายหน่วยกำลังสาละวนกับการจัดสถานที่  หน้าที่พักของนโปเลียน  ปืนใหญ่ในเมืองถูกนำมาตั้งเรียงราย ปืนใหญ่ สี่พันกระบอก นโปเลียนเอาปืนใหญ่มารบ ถูกทำลาย และถูกยึดวันถอยทัพ เหลือเพียงปืนใหญ่ในเมืองชามอีก  10 กระบอก ที่ตั้งอยู่ในป้อมตรวจการณ์ของเมือง ถูกนำลงมา ตั้งบนเกวียนเทียมม้าแทน 5 กระบอก บักเคนนึกสงสัยมันจะจัดงานอะไรกันวะ งานฉลองรบพ่ายแพ้กลับมาหรือไร

          บักเคนได้เดินเข้าไปในห้อง เห็น นโปเลียน เกลแบร์ พลเอกบอร์น พลตรีโรเบอร์โต พันเอเจนัวร์ กำลังนั่งหารือกัน

          “สวัสดียามบ่ายคุณเคน นโปเลียนเอ่ยทักทายบักเคน”

          “สวัสดีทุกคนครับ ตอนที่ผมเข้ามา เห็นธงชาติและทหารกำลังจัดเตรียมสถานที่ ท่านจัดงานอะไรหรือครับ”

          “อ๋อ จดหมายจาก พลเอกกาลีเบอร์ส่งจดหมายมาถึง คณะกรรมการดิเร็กตัวร์ มีมติให้วันที่  14 กรกฎาคม เป็นวันชาติฝรั่งเศส ให้จัดทุกที่ ที่อียิปต์ก็มีการจัดงาน” นโปเลียนบอกกับบักเคน

          “อ้าวแสดงว่ามีข่าวคราวจากทางฝรั่งเศสแล้วซิ” บักเคนอุทานขึ้นมา

          “ใช่ครับ มีเรือทหารหลุดรอดสายตากองเรืออังกฤษมาได้หนึ่งลำ นำข่าวสารมาให้ ทั้งเรื่อง การฉลองวันชาติ และข่าวทั่วไปในฝรั่งเศส” นโปเลียนบอกกับบักเคน

          “แล้วนักวิทยาศาสตร์ที่เมืองจัฟฟารู้ข่าวนี้ไหม” พันเอกเจนัวร์ถามนโปเลียน

          “ไม่ทราบ เพราะข่าวสารจากนกพิลาบ ไม่ได้แจ้งข่าวไปยังนักวิทยาศาสตร์ที่เมืองจัฟฟา นักวิทยาศาสตร์ขออนุญาติผมกลับก่อนเพื่อไปยังเมืองจัฟฟา คงไปศึกษาเรื่องเชื้อกาฬโรคเพื่อหาทางป้องกัน และคิดค้นยารักษา เพราะโรคนี้อาจจะแพร่ไปยุโรปอีกครั้ง เลยหาทางป้องกัน” นโปเลียนบอกกับบักเคน

          “เย็นนี้ผมจะจัดงานฉลองวันชาติฝรั่งเศส โดยให้ร้อยโทลูคัสไปเตรียมบอลลูนเพื่อขึ้นและให้ขึ้นบินเย็นนี้ เพื่อฉลองวันชาติฝรั่งเศสในดินแดนเมืองชาม (ซีเรีย)” นโปเลียนบอกกับบักเคน 

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (168)

          หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน นโปเลียนได้ซื้อ อูฐ แพะ วัว ไก่ของชาวบ้านมาทำอาหารเลี้ยงฉลองวันชาติฝรั่งเศส ทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบบางคนที่พอเดินไหว ก็ได้มาร่วมงานวันชาติ ฝรั่งเศส ทุกคนเกิดความสงสัย อยู่ดีวันนี้ทำไมกลายเป็นวันชาติฝรั่งเศสไปได้

          “ไม่นึกเลย มารบต่างแดนแล้ววันนี้กลายเป็นวันชาติฝรั่งเศส เป็นตั้งแต่เมื่อใดไม่เคยเห็นรู้เรื่องเลย” พลทหารมาร์ติด เอ่ยกับเพื่อน

          “ข้าก็งงเหมือนกัน” สิบตรีลีออนเอ่ยขึ้น

          “วันชาติฝรั่งเศสแล้วไง ก็ต้องรบเหมือนเดิม มีอะไรแตกต่างจากวันอื่นบ้าง” พลทหารมาร์ตินบอกกับเพื่อนทหาร

          “เอออย่าพูดมากทหาร  รอฟังท่านนโปเลียนจะบอกความเป็นมาของวันชาติ” ร้อยเอกโจซัวร์บอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาถึงความสงสัยในวันชาติฝรั่งเศส

          สี่โมงเย็นพระอาทิตย์เริ่มลดความร้อนแรงลง นโปเลียนได้สั่งให้ทหารทุกหน่วยมาเข้าแถวสนามหน้าจวน ทหารจากเดินทัพมาสามหมี่นกว่าคน เหลือเพียงไม่ถึงหมี่นคน เพื่อฟังถึงวัตถุประสงค์การจัดงานฉลองวันชาติฝรั่งเศส

          “พี่น้องทหารหาญทุกท่าน พวกท่านได้ร่วมรบกับผมมา ผ่านความเหนื่อยยาก หลายท่านที่ร่วมเดินทางมาไม่มีโอกาสได้มาร่วมงานฉลองวันชาติฝรั่งเศสในวันนี้ ดวงวิญญาณของผู้กล้าหาญคงได้รับรู้ วันนี้ วันที่ 14 กรกฎาคม  เป็นวันครบรอบหนึ่งปีการทลายป้อมบัสตีย์   ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789  คณะกรรมการดิเร็กตัวร์ ให้ถือวันนี้เป็นวันชาติของพวกเรา  นอกจากนี้ได้ให้จัดงานเฉลิมฉลองแห่งชาติ” (La Fête Nationale) และให้เรียกวันนี้เป็นวัน “สิบสี่กรกฎา” (le quatorze juillet)  พวกเราไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานที่ประเทศฝรั่งเศส แต่พวกเราได้จัดงานวันเดียวกัน ขอให้ทหารหาญทุกท่านจงดื่มกินและร่วมเฉลิมฉลองวันชาติไปพร้อม ๆ กับทหารหาญที่ฝรั่งเศส “ หลังจากนโปเลียนบอกถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันชาติฝรั่งเศสลง

ทหารดุริยางค์ได้เดินสวนสนามเข้ามาในสนาม ด้วยการบรรเลงเพลง ลามาร์แซแยช (La Marseillaise) ตามมาด้วยเพลง เราจะทำตามสัญญา (Nous respecterons la promesse) ทหารม้าได้เดินแปรขบวน เดินสวนสนามกันเข้ามาถือธงชาติฝรั่งเศส และธงประจำหน่วยของตน ตามมาด้วยทหารม้า ส่วนทหารปืนใหญ่ ที่เคยมีอานุภาพ ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อไม่มีปืนใหญ่  เลยไม่ได้สวนสนาม มีเพียงทหารปืนใหญ่ยืนเรียงรายประจำปืนใหญ่  5 กระบอก เพื่อยิงเฉลิมฉลองวันชาติทหาร ส่วนทหารที่ไม่ได้เดินสวนสนามและชาวบ้านที่มาดูการจัดงานพากันแหงนหน้ามองท้องฟ้า บอลลูนกำลังลอยขึ้นเหนือเมืองชาม  

บักเคนนำซูซี่มาดูการจัดงานวันชาติฝรั่งเศส สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับซูซี่ที่เพิ่งเคยเห็นบอลลูนลอยขึ้นฟ้า ดวงตาซูซี่เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

          ส่วนยืนข้างบักเคน ก็ญันนะฮ์และญันนะฮ์ที่มาด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำยืนดูอยู่กับพ่อที่มาดูการจัดงานชาติฝรั่งเศส เพราะ ร้อยโทลูคัสได้ฝากให้บักเคนช่วยดูแลญันนะฮ์ ให้ด้วยตนต้องไปนำบอลลูนขึ้นฟ้า

          พันเอกเจนัวร์มองมาเห็นบักเคนสนทนากับซูซี่อยู่ไกลได้ขออนุญาตนโปเลียนเพื่อมาตามบักเคนให้ไปนั่งด้วยกัน

“คุณเคนทำไมมายืนหลบตรงนี้ไปนั่งด้วยกัน” พันเอกเจนัวร์บอกกับบักเคน

          “ผมเกรงใจเพราะมีซูซี่และญันนะฮ์ด้วยมันไม่เหมาะครับท่านผู้พัน”

          “ไม่เป็นไรไม่ต้องเกรงใจ ก็ไปนั่งด้วยกันทั้งหมด เดี๋ยวให้พลทหารจัดที่นั่งให้” พันเอกเจนัวร์บอกกับบักเคน

          “ผู้พันผมจะแนะนำสองคนให้ท่านรู้จัก นี่คือญันนะฮ์ คู่รักของร้อยโทลูคัส และก็”  บักเคนไม่รู้ชื่อพ่อของญันนะฮ์  “ผมอับดุล กาซิมเป็นพ่อของญันนะฮ์” 

          “ยินดีได้รู้จักครับ” พันเอกเจนัวร์เอ่ยตอบ

          “อีกคนท่านคงทราบดี ซูซี่ภรรยาผม” พันเอกเจนัวร์ยิ้ม “เมียคุณเคนสวยดีนี่ ถ้าอยู่ฝรั่งเศสถ้าจัดประกวดคนงามคงได้รางวัลคนสวยแห่งปี”

          ซูซี่เห็นพันเอกเจนัวร์เอ่ยชมถึงกับเขินอาย “ขอบคุณค่ะท่าน”

“ป๊ะ ไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยกัน” พันเอกเจนัวร์เชิญทุกคนให้เดินตามไปนั่งที่เก้าอี้

          บักเคนได้แนะนำทุกคนให้กับนโปเลียนได้รู้จัก

          “ท่านนโปเลียน นี่คุณญันนะฮ์ คู่รักของร้อยโทลูคัส และคุณอับดุล กาซิม พ่อของญันนะฮ์” บักเคนแนะนำให้นโปเลียนได้รู้จัก

“ยินดีต้อนรับทุกท่าน มา มา มานั่งด้วยกัน” นโปเลียน

          “พี่เคนค่ะ ทำไมธงชาติฝรั่งเศสถึงมีสามสี หมายความว่าอย่างไรค่ะ” ซูซี่ถามบักเคน บักเคนพอฟังซูซี่ถามถึงกับเกาหัว ไม่รู้จะตอบอย่างไร

          คำถามซูซี่ได้ยินไปถึงนโปเลียน “อ๋อธงชาติฝรั่งเศส ซึ่งจะมี 3 สีคือ น้ำเงิน ขาว แดง (bleu-blanc-rouge) ก่อนจะมีการปฏิวัติ ทลายป้อมบัสตีย์ ธงสีน้ำเงินและสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส ส่วนสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ราชวงศ์บูร์บงส์ (Bourbons) หลังจากปฎิวัติที่คุณเคนเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ ได้ร่วมต่อสู้และการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ ความหมายของแต่ละสีในธงชาติ ได้เปลี่ยนไป  

สีขาว หมายถึง Liberté หรือเสรีภาพ  สีน้ำเงิน หมายถึง Egalité หรือความเสมอภาค ถือว่าทุกคนมีความเสมอภาคกัน ไม่ว่าหญิงหรือชาย รวยหรือจน ทุกคนมีความเท่าเทียมกันส่วนสีแดง หมายถึง Fraternité ภราดรภาพ หมายถึงความเป็นพี่น้อง มีอะไรก็ควรที่จะแบ่งปันกัน” นโปเลียนได้อธิบายความหมายสีธงชาติให้ทุกคนได้ทราบ

          บักเคนสงสัย เพราะนโปเลียนก็มาร่วมรบที่อียิปต์ทำไมรู้ความหมายสีธงชาติได้ดีขนาดนี้

“ขอโทษท่านนโปเลียน  ทำไมท่านถึงทราบธงชาติแต่ละสีหมายถึงอะไร ผมละงง ก็ผมมากับท่าน ท่านกำหนดความหมายของสีธงชาติเองหรือเปล่าครับท่าน” บักเคนสอบถามด้วยความสงสัย “ตลกนะคุณเคน ผมจะไปกำหนดสีของธงชาติ ด้วยตัวผมเองได้อย่างไร คณะกรรมการดิเร็กตัวร์ ได้มีมติและแจ้งมาในจดหมาย เพราะคณะกรรมการเชื่อว่า ต้องมีคนสอบถามแน่นอน เลยกำหนดความหมายของสีธงชาติขึ้นมาใหม่ แต่ผมไม่ได้กล่าวเพราะอากาศมันร้อน จะทำเป็นจดหมายเวียนให้หน่วยทหารแต่ละหน่วยได้ทราบความหมายของสีธงชาติที่เปลี่ยนไป” นโปเลียนบอกกับบักเคน