บักเคนทะลุมิติ ตอนที่165-166

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (165)

“คุณเคนทาน้ำมัน อู๊ด  ออย (OUD OIL) หน่อยไหม จะช่วยป้องกัน แมลง รวมถึงไรทะเลทรายจะกัด”

“ว่าอย่างไรนะ น้ำมันอะไร ลองออกเสียใหม่ ผมได้ยินไม่ชัด อู๊ด ออย ใช่ไหม” บักเคนได้ยินร้อยโทลูคัสออกเสียงน้ำมัน เลยเกิดความสงสัย เพราะตนได้ยิน ว่าอู๊ด ออย บักเคนนึกว่า เป็นน้ำมันหมู เอาไว้มาทาป้องกันแมลง “ผมขอดมกลิ่นหน่อยได้ไหม มันจะเหมือนน้ำมันหมูที่สยามหรือเปล่า”

“อะไรนะคุณเคน สยามนำน้ำมันหมูมาทาป้องกันแมลงด้วยหรือ” ร้อยโทลูคัสถามบักเคน

“ไม่มี อ้าวแล้วคุณเคนบอกว่าน้ำมันหมู ก็ท่านออกเสียง อู๊ด ออย ผมก็เลยนึกว่าเป็นน้ำมันหมู” บักเคนบอกร้อยโทลูคัส

“ไม่ใช่ น้ำมัน อู๊ด  ออย (OUD OIL เป็นของหายาก ราคาแพงมาก ต้องนำมาจากตะวันออกไกล พ่อค้าชาวเปอร์เซีย นำมาขายต้องไปซื้อมาจากฉางอาน

ร้อยโทลูคัสได้ยื่นน้ำมัน อู๊ด  ออย (OUD OIL) ให้บักเคนได้ทดลองดม

หลังจากบักเคนได้ดมกลิ่น ก็รู้สึก เคยได้กลิ่นคุ้นที่สยาม  ผมว่าน่าจะเป็น น้ำมันกฤษณา  (Agarwood ) นะท่านร้อยโทลูคัส น้ำมันนี้แพงมาก ขนาดแค่ท่อนไม้ยังแพงโคตรเลย” บักเคนบอกกับร้อยโทลูคัส

“ท่านได้น้ำมัน อู๊ด  ออย   มาจากไหน “ผมได้มาจากเมืองจัฟฟา พ่อแม่ของหญิงคนรัก มอบให้ไว้ทาป้องกันแมลงทะเลทราย”

“ว๊าว ไม่นึกว่าท่านจะมีภรรยาเป็นสาวอาหรับ คงสวยซินะ” บักเคนแซว

“ญันนะฮ์ เธอเป็นสาวตาคม เป็นลูกครึ่ง พ่อชาวเปอร์เซียแม่อาหรับ เธอสวยมาก ดวงตาสีเทา เป็นประกาย ผมพบเธอในงานเลี้ยง ผมเลยตามเธอไปไปพบพ่อแม่ของเธอ” ร้อยโทลูคัสบอกกับบักเคน  

 “พ่อเป็นพ่อค้าไปค้าขาย ที่ฉางอานและล่องเรือไปค้าขายที่สยามด้วย ผมเลยเล่าให้ฟังว่าในกองทัพ มีคนสยามร่วมเดินทางมาด้วยคนหนึ่ง พ่อของ ญันนะฮ์ รู้สึกตื่นเต้นมาก ที่มีคนสยามเดินทางมาในดินแดนแถบนี้ พ่อของญันนะฮ์ ไปค้าขายกับสยาม ได้บอกผมว่า สยามในช่วงนั้น กำลังสร้างประเทศใหม่ เพราะย้ายเมืองหลวงจากธนบุรี มาอยู่ที่บางกอก” ร้อยโทลูคัสบอกกับบักเคน

“น่าสนใจมาก ไว้กลับถึงเมืองจัฟฟา ผมขออนุญาตตามไปพบพ่อของ ญันนะฮ์ด้วยคน” บักเคนบอกกับร้อยโทลูคัส

ยามเช้าอากาศในทะเลทราย มีความเย็นหลงเหลืออยู่ บักเคนขุดหลุมทรายใต้ก้อนหินใหญ่นอนอยู่กับร้อยโทลูคัส  

“ตื่นได้แล้วคุณเคน” ร้อยโทลูคัสได้ปลุกบักเคน

“วันนี้ต้องไปเตรียมบอลลูน เพื่อบินตรวจการณ์” ร้อยโทลูคัสบอกกับบักเคน

“ได้เลยผมจะไปช่วย”

“เอาละปล่อยขึ้นฟ้าได้” เสียงนโปเลียนร้องสั่งการ บอลลูนค่อย ๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า บักเคนมองไปสุดสายตา อากาศบนบอลลูนยามเช้า ช่างสบายยิ่งนัก บักเคนเห็นเหยี่ยวบินร่อนหาเหยื่อในทะเลทราย เลยอยากจะบินได้เหมือนนก ร้อยโทลูคัสก็ใช้กล้องส่องทางไกล ส่องดูไปรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ 

“ เราลองลอยไปดูที่เมือง ท่าเรือ เมืองเอเคอร์ (Acre) ดีไหม เพื่อเจอเรือทหารอังกฤษจะได้จมเรือทหารอังกฤษซะเลย” บักเคนเสนอแนะร้อยโทลูคัส

“ถ้าลอยไปที่ท่าเรือ รับรอง คุณเคนกับผมไม่ได้กลับแน่นอน ถ้าบอลลูนหมดก๊าซ ย่อมลอยลงมา ทหารม้าเจนีสซารีกับทหารอังกฤษคงถล่มเราแน่นอน”  ร้อยโทลูคัสบอกกับบักเคน

“ อ๋อถ้าไป ทัวร์ลงแน่นอน คงได้เป็นผีรุ่นพี่แน่ๆ “ บักเคนพูดลอย ๆ

**************************************

หลังจากงานเลี้ยง  ฉลองชัยชนะอันงดงามเหนือ นโปเลียน

เซอร์ ซิดนีย์ สมิท (Sir Sydney Smith) ได้สั่งให้ทหารอังกฤษ ไปยึดเอาอาวุธ ยุโธปรณ์ ของนโปเลียน และให้เอาบอลลูนและปืนใหญ่ที่นโปเลียนทิ้งเอาไว้ในสมรภูมิรบ ตอนที่กำลังถอยทัพ 

          “เรียนท่านเซอร์ ฝ่ายเรายึดได้อาวุธปืนไรเฟิล กับปืนใหญ่ แต่มีมีบอลลูนครับท่าน”  ร้อยเอกฟิลิป รายงานเซอร์ซิดนีย์

          “แสดงว่านโปเลียนไม่ยอมให้บอลลูนถูกยึด ก็แล้วไป อาวุธที่ยึดได้ตกเป็นของอังกฤษ  ผมจะไม่ให้ ฝ่ายออตโตมันได้ปืนใหญ่ เพราะอาจจะใช้อาวุธนี้มาทำร้ายพวกเรา ”

          การยึดอาวุธสงครามโดยเฉพาะปืนใหญ่ไว้เป็นของอังกฤษทั้งหมดได้สร้างความไม่พอใจให้กับ เอาไว้ อะห์มัดปาชา อัล-ญาซาอิร (Ahmad Pasha Al-Jasaar) ผู้บัญชาการทหารแห่งเอเคอร์เป็นอย่างยิ่ง

          “ท่านเซอร์พวกเราร่วมรบกันมา ทำไมพวกท่านยึดปืนใหญ่เป็นของพวกท่านทั้งหมด มันควรจะแบ่งอย่างยุติธรรมจะดีไหม” อะห์มัดบอกกับเซอร์ซิดนีย์

          “พวกท่านก็ได้ปืนไรเฟิลไปแล้ว อังกฤษไม่ได้เอาปืนไรเฟิลไปยกให้ท่านมันก็ยุติธรรมดีแล้วนี่ท่าน” เซอร์ซิดนีย์บอกกับอะห์มัด

          “เราอยากได้ปืนใหญ่ ควรจะแบ่งปืนใหญ่อย่างยุติธรรมนะท่านเซอร์” อะห์มัดพยายามเจรจากับเซอร์ซิดนีย์

          ไว้คราวหน้า ถ้านโปเลียนยกทัพมาโจมตีอีก ยึดได้ปืนใหญ่จะยกให้ทั้งหมด ปืนใหญ่เหล่านี้ ผมต้องนำไปถวายพระเจ้าจอร์จ เพื่อให้ทรงทอดพระเนตร” เซอร์ซิดนีย์ บอกกับอะห์มัด

          อะห์มัดก็โมโหเดินออกไป นับเป็นความโชคดีของนโปเลียน เพราะอะห์มัดโกรธฝ่ายอังกฤษเลยไม่ได้ติดตาม เพราะถ้ากองทหารม้าเจนีสซารี ติดตามไปเหมือนกับไล่ทัพนโปเลียนเหมือนกับสุนัขจนตรอก ทัพนโปเลียนอาจจะหันมาแว้งกัดเอาได้

          “รอมาเกือบเที่ยงวัน ยังไม่มีคราวข่าวทหารอังกฤษเลย ทุกอย่างสงบเงียบ” ร้อยโทลูคัสบอกบักเคน

          “ก็เป็นโชคดีของพวกเราที่ได้ขึ้นบอลลูนมาชมวิว แต่อากาศร้อนชะมัด หนีไปไหนไม่ได้” บักเคนตอบร้อยโทลูคัส

          “ก่อนพระอาทิตย์ตกดินผมจะนำบอลลูนลงเพื่อจะได้พับเก็บและออกเดินทางช่วงนี้ไม่มีอะไร คุณเคนก็นอนพักเอาแรงก็แล้วกัน ผมจะบังคับบอลลูนให้ไปดูรอบ ๆ สัก 10 กิโล”

          “ผมเจ็บฉี่ ขอฉี่รดผืนทรายในความสูง สองพันเมตรหน่อย เป็นครั้งแรกที่จะฉี่สูงที่สุดเหนือทะเลทราย” บักเคนบอกกับร้อยโทลูคัส

          “ตามสบายคุณเคน ทำไมไม่อึไปด้วยละ จะได้ครบสูตร” ร้อยโทลูคัสถามบักเคน

“ผมกลัวนั่งยอง ๆ แล้วลมมันพัดโยกบอลลูนจะตกจากบอลลูนตายเสียก่อน แค่ปีนขอบบอลลูนแล้วฉี่ก็พอ”

          บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (166)

          ท่านนโปเลียนการรบที่พวกเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท่านคิดอย่างไร เราจะกลับมาแก้แค้นไหม” พลตรีโรเบอร์โต ถามนโปเลียน เพราะในช่วงที่รอ นโปเลียนก็สนทนากับ พลตรีโรเบอร์โต ปล่อยให้ร้อยโทลูคัสกับบักเคนทำหน้าที่ตรวจการณ์ดูข้าศึกจะบุกมาในทิศทางใด

“การรบแพ้มันเป็นเรื่องกลยุทธ์ความพร้อมรบ ที่บางครั้งเราคาดไม่ถึง รู้เขา รู้เรา แต่การที่เรารู้เขาไม่ลึกซึ้ง ไม่ทราบขีดความสามารถข้าศึกแน่ชัด ทำให้เราคาดการณ์ผิดได้ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนที่เราจะต้องจำและนำไปปรับใช้ในการรบครั้งหน้า”

“ทุกสงครามมีความเสี่ยง ที่ผมตัดสินใจบุก โจมตี เพราะไม่สามารถรอปืนใหญ่จากเปอร์เซียได้  เราเสียเปรียบทุกอย่าง อาวุธ ขวัญและกำลังใจ ฝ่ายอังกฤษอยู่ในเมือง รอตั้งรับ แต่พวกเราต้องเดินทางไกล เหนื่อยล้า อาหาร น้ำดื่มขาดแคลน ถ้าไม่รบผมว่าขวัญและกำลังใจทหารจะตกต่ำ เวลามีค่ากว่าทองคำ ผมจึงตัดสินใจเสี่ยงทำสงครามดู  ท่านนายพลรู้ไหมกว่าที่ผมจะตัดสินใจรบ ผมต้องคิดหลายตลบ ผมเชื่อมั่นในกองทัพของพวกเราทุกคน และผมคิดว่าทหารของพวกเรามีความกล้าหาญ พร้อมที่จะรบเพื่อชัยชนะ”

“ผมต้องคิดแบบช้ากับเร็วเพื่อการตัดสินใจ” นโปเลียนบอกกับพลตรีโรเบอร์โต

          “คิดแบบเร็วกับคิดแบบช้าเป็นอย่างไร ผมเพิ่งเคยได้ยิน คิดแบบเร็วกับแบบช้า”  พลตรีโรเบอร์โตชักสงสัยการคิดมีทั้งแบบเร็วและแบบช้า

          “อ๋อคิดแบบเร็ว ในการจัดการเรื่องราวต่าง ๆในกองทัพ ความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่ผมต้องรับผิดชอบ ปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมคิดและตัดสินใจไปตามสัญชาติญาณของผม บางครั้งมันก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ส่วนการคิดแบบช้า  ผมต้องใช้เวลาทบทวนนานมาก ต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ ดูผลได้ผลเสีย ความล้มเหลวในการรบครั้งนี้ มันมีตัวแปร ที่ผมคิดช้าไม่ได้ เพราะขวัญและกำลังใจ อาหาร น้ำ มัน เวลา มันทำให้ผมต้องคิดแบบเร็ว และก็เกิดเหตุการณ์ ดังที่ท่านนายพลเห็น ถ้าผมคิดแบบช้า ผมต้องถามตัวเอง นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ แม้ภาพที่ผมสร้างในสมองในการบุกอียิปต์และเดินทัพต่อไปเพื่อยึดเมืองต่าง ๆ  มันจะชัดเจน ว่าผมต้องได้รับชัยชนะ แต่ความจริงไม่ใช่ ผมตั้งโจทก์ผิด ผมก็ได้คำตอบที่ผิด มันเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์ผิด แต่คำตอบจะถูกต้อง

          “ผมได้รับบทเรียน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามชีวิตต้องดำเนินต่อไป ชีวิตมีอะไรอีกมากมายมากกว่าการเร่งรีบอย่างไม่หยุดยั้ง สงครามครั้งนี้สอนบทเรียนผมเยอะมาก ผมมองอนาคตของผมในฝรั่งเศสและยุโรป ผมคิดช้าๆ เกี่ยวกับอนาคตของผมในการทำทัพบุกตะลุยในยุโรปมากกว่าที่อัฟริกา ผมมองอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้ายุโรปต้องเปลี่ยนแปลงผมเริ่มร่างแผนไว้ในสมอง และคิดทบทวนแผน การบุกอียิปต์คือบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดกาล”

                   “พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ผมคิดว่าพวกอังกฤษ กับออตโตมันคงไม่มาแล้ว บอกให้ร้อยโทลูคัส เตรียมนำบอลลูนลง เย็นนี้พระอาทิตย์ตกดินพวกเราจะออกเดินทาง” นโปเลียนบอกกับพลตรีโรเบอร์โต

          “ครับท่าน”  หลังจากนำบอลลูนลง นโปเลียนก็ได้เดินทัพกลับไปเมืองจัฟฟา การเดินทางในทะเลทรายก็อาศัยบ่อหน้าที่ทหารเสนารักษ์เดินทัพไปก่อนหน้าได้เหลือ บ่อน้ำเอาไว้ให้นโปเลียนได้ดื่มกิน ผ่านไปสองวัน กองทัพนโปเลียนก็ได้มาถึงโอเอซีสที่ค้นพบใหม่ ทหารเสนารักษ์ ได้ตั้งทัพรอนโปเลียน  ทหารหน่วยเสนารักษ์ ก็ได้รักษาอาการทหารที่เจ็บป่วยจากการรบที่บาดเจ็บไม่มาก ก็ให้พักผ่อน และไปล่ากระต่ายที่มีอยู่ชุกชุมในโอเอซีสแห่งนี้มาทำเป็นอาหารเลี้ยงกองทัพช่วงรอ นโปเลียน

          เมื่อนโปเลียนเดินทัพมาถึง ได้พักที่โอเอซีสแห่งนี้ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองจัฟฟา

          วันที่นโปเลียนถอยทัพถึง เมืองจัฟฟา ชาวเมืองจัฟฟา รวมทั้งสตรีจำนวนมากได้มาตั้งแถวและมองหาสามี ที่จากไปรบ เสียงร้องไห้คร่ำครวญของหญิงเมืองจัฟฟาหลายพันคน ที่ต้องสูญเสียสามีไปในการรบครั้งนี้ สลับกับเสียงร้องดีใจเมื่อเห็นทหาร ที่เป็นสามีของตนเดินทางกลับมาหาโดยปลอดภัย ซูซี่ได้มามองหาบักเคน ส่วน ญันนะฮ์ได้มากับพ่อ เพื่อรอรับร้อยโทลูคัสเดินทางกลับเมื่อ ซูซี่เห็นบักเคนขี่ม้ามาคู่กับ

นโปเลียน เธอถึงกับวิ่งไปหาบักเคนโดยไม่อายสายตาของคนที่มารอต้อนรับทหาร แม้ว่าจะเป็นการต้อนรับ ปนความเศร้าในความพ่ายแพ้ในการรบ แต่ทุกคนก็ดีใจเมื่อเห็นสามีมีชีวิตรอดกลับมาได้        

          “คุณเคน เสียงร้องตะโกนอย่างดีใจพร้อมกับโบกมือของซูซี่ ทำให้บักเคนนึกถึงหนังอินเดีย ที่นางเอกต้องวิ่งและร้องเพลงและวิ่งในทุ่งหญ้า  พร้อมส่ายหน้าไปมา บักเคนคิดจะลงจากหลังม้าและวิ่งไปกอดซูซี่ และวิ่งไล่กันไปมาเหมือนกับหนังอินเดีย แต่นี่มันทะเลทราย มีสายตานับพันคู่ บักเคนเลยนึกอาย ค่อย ลงจากหลังม้าและโอบกอดซูซี่เอาไว้

          “ฮือ ฮือ ๆ”  “อย่าร้องไห้ซูซี่พี่ไม่เป็นไร กลับมาแล้วอวัยวะยังอยู่ครบ” บักเคนปลอบซูซี่  ผมไปบอกท่านนโปเลียนก่อนว่าผมจะไปกับซูซี่

          บักเคนเหลือบไปเห็นร้อยโทลูคัสกำลังสนทนากับสาวสวยหุ่นดี มีผ้าคลุมศรีษะ กำลังยืนคุยกับร้อยโทลูคัสและเห็นชายชาวเปอร์เซีย รูปร่างสูงใหญ่ยืนเคียงข้าง บักเคนเดาได้ทันทีน่าจะเป็นบิดาของ ญันนะฮ์

          หลังจากบักเคนได้ขออนุญาติกับนโปเลียนเพื่อไปพักที่บ้านซูซี่  “ตามสบายครับ คุณเคนพักให้หายเหนื่อยก่อน เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันวันหลัง” นโปเลียนบอกกับบักเคน