บักเคนทะลุมิติ ตอนที่141-142

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (141)

          หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน กองทหารของพลโทอเล็กก็ได้เดินทางต่อ ส่วนนโปเลียนคนนำทางได้นำทหารมาพักที่โอเอซีส และรอกองพลของพลโทอเล็กที่กำลังติดตามมา

          *************************************

          “เกิดอะไรขึ้นหรือพลเอกบอร์น ทำไมทหารของอเล็ก ยังไม่ถึงสักที” นโปเลียนสอบถามพลเอกบอร์น

          “ผมไม่ทราบจะให้คนนำทางย้อนกลับไปดูไหม” ไม่ต้องคนนำทางก็เหนื่อยพวกเรารอที่โอเอซีสนี่แหละไม่ต้องไปตาม คงไม่มีใครหาญกล้าบุกโจมตีแน่นอน”

          “ได้ครับท่าน”

          “เป็นอย่างไรคุณเคน การเดินทางในทะเลทราย” นโปเลียนสอบถามบักเคน “โอ ร้อนมาก เหนื่อยเป็นสองเท่าเดินกลางทะเลทรายแดดร้อน ผมว่ามันไม่เหมาะกับการเดินทัพกลางวันนะท่าน ควรจะเดินทัพตอนกลางคืน หรือตอนเช้าใกล้รุ่ง”

          “มันก็ถูกคุณเคน แต่พวกเราต้องทำเวลา เพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อน ที่อังกฤษมันจะยึดครอง เอเคอร์ (Acre) จะทำให้เราไม่มีกองเรือที่จะใช้เดินทางไปยังแคว้นไมซอร์” นโปเลียนบอกกับบักเคน

          เดี๋ยวรอพลโทอเล็ก มาถึงก่อน ค่อยประชุมหารือกันอีกที ตอนนี้ก็ให้ทหารพักตั้งค่ายที่นี่สักคืนก่อน คงออกเดินทางไม่ได้ต้องรอทัพพลโทอเล็กก่อน”

          หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน ความร้อนเริ่มลดลง อากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็น ทหารพยายามเก็บกิ่งไม้แห้งมาก่อเป็นกองไฟ เพื่อบรรเทาความหนาวเย็นยามค่ำคืน

          “มีแสงไฟวิบวับอยู่ไกลๆ ครับท่าน”

          “นโปเลียนได้หยิบกล้องส่องทางไกลที่พกติดตัวตลอดส่องกล้องไปยังแสงไฟที่เห็นวับ ๆ แวมๆ สงสัยเป็นทหารของพลโท

อเล็ก”

          “น่าจะใช่ครับท่าน” เกลแบร์บอกกับนโปเลียน

สักพักกองทหารก็มาถึง นโปเลียนได้ออกไปรับพลโทอเล็ก “ทำไมท่านถึงมาช้า”

          “การเดินทางที่มาช้า ทหารขาดน้ำดื่ม และอากาศร้อนมาก พอไปถึงจุดที่ท่านดื่มน้ำ บ่อน้ำก็ไม่มีน้ำเหลือ แห้งผาก ทหารหลายคนคลุ้มคลั่ง และหมดสติเพราะอากาศร้อนและขาดน้ำ” พลโทอเล็ก ตอบนโปเลียน

          “เป็นความผิดของผม ที่ไม่ได้สั่งให้ทหารเตรียมขุดบ่อน้ำไว้รอท่าน ผมมัวแต่เร่งรีบนำทัพเลยลืมนึกถึงข้อนี้ ซึ่งเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของผม น้ำคือสิ่งสำคัญทำไมผมลืมนึกถึงข้อนี้ไปได้นะ”

          แต่ในสิ่งที่ไม่ดีก็ยังมีสิ่งดีท่าน มีนักวิทยาศาสตร์ที่ท่านเชิญมา ได้คิดค้นการหาน้ำในทะเลทรายและนำอาหารที่เก็บไว้เป็นปีโดยไม่เสีย ทำไมผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ใครเป็นผู้ค้นพบ”

          “เกสพาร์ดเป็นผู้ค้นพบครับท่าน การขุดหลุมเพื่อให้น้ำระเหยกลายเป็นหยดน้ำ โดยอาศัยแก้วรูปโค้ง และเพื่อนของของ นิโคล่า ได้คิดค้น อาหารที่บรรจุในขวดโหล ปิดปากขวดด้วยจุกก๊อกให้สนิทแล้วซีลด้วยขี้ผึ้งลดภาระเรื่องเสบียงอาหารไปได้มาก”

          “น่าสนใจมาก ๆ เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก ไหนทหารไปตามท่านเกสพาร์ดและนักวิทยาศาสตร์ให้มาพักกับผมที่นี่ได้เลย “

          “ครับท่าน” ทหารที่ได้รับคำสั่งก็ไปตาม คณะนักวิทยาศาสตร์ให้มาพบกับนโปเลียน

          “มันน่าทึ่งมาก หลังจากได้ยินเรื่องราวของท่าน จากปากของพลโทอเล็ก วิธีการถนอมอาหาร การหาแหล่งน้ำในทะเลทราย แต่การถนอมอาหารจะเป็นการแก้ปัญหากองทัพได้ดีที่สุด เพราะจะหมดปัญหาเรื่องเสบียงอาหารในการออกรบ” นโปเลียนกล่าวชมเชยเกสพาร์ด

          “ทำไม่นะผมถึงปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่สนใจ นโปเลียนตำหนิตัวเอง ต่อไปผมจะรับฟังความคิดเห็นของพวกท่านทุกคน ท่านมีอะไรดี ๆ ก็มาบอกผมได้ทุกเวลา”

          “ครับท่าน เห็นท่านยุ่ง ก็เลยไม่กล้ารบกวน” เกสพาร์ดตอบนโปเลียน

          “ไม่ต้องเกรงใจ การค้นพบของพวกท่านเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด ของกองทัพ กลับไปผมจะมอบรางวัลให้กับพวกท่านในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศฝรั่งเศส”

          พวกท่านมาเหนื่อย ๆ ก็ทานอาหารและพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เราจะพักอีกวัน จะเริ่มเดินทางในตอนเย็นของวันพรุ่งนี้ ” ขอบคุณครับท่าน

          “ขออนุญาตรายงานข่าวครับ ทหารหน่วยสอดแนมรีบมารายงาน

นโปเลียน ห่างออกไป ประมาณ 10 กิโลเมตร มีค่ายทหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในโอเอซีส และมีการเคลื่อนไหวผิดปรกติ น่าจะเป็นกองทหารมัลลุคครับท่านนโปเลียน”

          “ดีแล้ว ผมจะได้ทดลองของจริงดูซิทุ่นระเบิดที่ท่านครุยส์ นักเคมีได้คิดค้นขึ้นเลียนแบบระเบิดของจีนจะมีอานุภาพมากกว่า ระเบิดจีนกี่เท่า เพราะระเบิดของจีนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผมจึงมอบหมายให้ นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวัตถุระเบิดขึ้นมา โดยทดลองเป็นความลับที่ไม่มีใครในกองทัพได้ทราบ ผมได้ให้ทหารนำทุ่นระเบิดมาที่อียิปต์ด้วย มีผมกับท่าน ครุยส์นักเคมี ผู้ผลิตขึ้น  และทหารคนสนิทไม่เกิน 1 กองร้อยของผมเป็นผู้ทดลองร่วมกับท่านครุยส์และได้ทดลองที่ ค่ายทหารอย่างลับ ๆ จึงนำมาใช้จริงที่นี่” นโปเลียนบอกกับทุกคน

          “โอ ทุ่นระเบิด ที่แท้ก็คิดค้นโดยนักปราชญ์จีนนี่เอง” เกลแบร์ถึงกับเอ่ยปากออกมา

          นโปเลียนกล่าวต่อไปว่า ผมได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามของจีนหลายเล่ม ตอนที่เรียนโรงเรียนนายร้อย เลยมีความคิดจะทำระเบิดให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่จีนเคยผลิตขึ้นมา ผมอ่านเจอว่า

ซุนซือเหมี่ยวยุคราชวงศ์ถัง เก่อหงแห่งราชวงศ์จิ้น นำถ่านไม้ กำมะถัน ดินประสิว มาผสมกันและผงถ่านบดละเอียด มาทำเป็นระเบิด”

 ผมจึงได้ให้ครุยส์นักเคมี เป็นผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยปารีสมาทดลองสัดส่วนของส่วนผสมเพื่อทำทุ่นระเบิดสังหารเมื่อม้าหรือคนเหยียบเข้าก็จะระเบิด” ทหารของผมได้เพิ่มเติมเศษแก้ว โลหะเข้าไปในระเบิด เพื่อทำเป็นระเบิดสังหาร”

          “ให้แจ้งข่าวแก่กองทัพให้ทหารราบหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปขุดหลุมทำสิ่งกีดขวาง ระยะ 300 เมตร ก่อนถึงโอเอซีส และให้วางระเบิดรอบนอก โอเอซีสแห่งนี้ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ระยะ 500 เมตร ” นโปเลียนสั่งการให้ทหารแต่ละหน่วยไปปฎิบัติการตามคำสั่ง

          ***************************************

          หลังจากสั่งการให้ทหารทุกหน่วยรับผิดชอบ นโปเลียนก็มานั่งสนทนากับบักเคนและเกลแบร์ พลเอกบอร์น ถึงเรื่องทั่วๆ ไป

          “ท่านนโปเลียน เวลาเดินทางในทะเลทรายเราจะทราบทิศทางได้อย่างไรเมื่อเราไม่มีเข็มทิศ” บักเคนสงสัยถามนโปเลียน

          “อ๋อ ที่โรงเรียนทหารได้สอนไว้ในหลักสูตรการเดินทางในยามค่ำคืนให้สังเกตกลุ่มดาวหมีใหญ่ (ดาวจระเข้) เพื่อจะได้เห็นดาวเหนือ ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าไว้ว่า นั่นคือ “ทิศตะวันตก” หากเราหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตก ยกแขนขวาขึ้นขนานพื้น และเหยียดออกไปทางข้างลำตัว มือขวาจะชี้ไปยังทิศเหนือ จากนั้นเหยียดนิ้วโป้งลงพื้นไว้ที่เส้นขอบฟ้า เหยียดนิ้วชี้ ชี้ขึ้นข้างบน จะมองเห็นดาวเหนืออยู่บนปลายนิ้วชี้  โดยกลุ่มดาวหมีใหญ่ เรียงตัวเป็นรูปกระบวยตักน้ำ ดาวสองดวงแรกของกระบวยตักน้ำ จะชี้ไปยังดาวเหนือเสมอ ไม่ว่าทรงกลมท้องฟ้าจะหมุนไปอย่างไรก็ตาม ดาวเหนือจะอยู่ห่างออกไป 4 เท่าของระยะทางระหว่างดาวสองดวงแรกเสมอ”

          “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะครับท่าน ผมกลัวที่สุดถ้าหลงทางในทะเลทรายมันจะจะจำทิศทางไม่ได้” บักเคนบอกกับนโปเลียน

          “คนนำทางในทะเลทราย เขาต้องจำให้ได้ ถ้าจำไม่ได้มีโอกาสเสียชีวิต”

          พลเอกบอร์น “ท่านไปย้ำคำสั่งของผมอีกครั้ง และบอกพลโทอเล็ก ที่เพิ่งมาถึง ห้ามทหารทุกคนออกนอกโอเอซีส เพราะเราจะวางกับระเบิด รอบนอกโอเอซีสในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร 500 เมตร และ หลุมดัก ระยะ 300 เมตร และให้หน่วยปืนใหญ่ ตั้งกระจายเป็นรูปวงกลม ส่วนรูป สี่เหลี่ยมล้อมรอบให้เป็นหน้าที่หน่วยทหารราบ รายล้อมเอาไว้สามชั้น” นโปเลียนสั่งการให้ทหารทุกคนรับหน้าที่ตาม”  ได้ครับท่านนโปเลียน

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (142)

          ท่านครับมีกองทหารมาพักอยู่โอเอซีสเล็ก ๆ  ห่างจากที่นี่ไปประมาณ 10 กิโลเมตร “หน่วยสอดแนมของมูแรด ได้มารายงานให้กับ มูแรด แม่ทัพของราชวงส์บอร์น  ที่กำลังประชุมหารือกับทหารคู่ใจหลายสิบคน ในกระโจม หลังจากพ่ายแพ้ให้กับกองทหารของนโปเลียนที่ศึกเมืองเอมบาเบห์ ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ก็ได้ถอนทัพมาตั้งหลักอยู่ที่โอเอซีสขนาดใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่นับหมื่นคนเพื่อสะสมเสบียงและจะเดินทางไปโจมตีนโปเลียน

          “พวกมันเคลื่อนทัพมาตั้งแต่เมื่อไหร” มูแรด ถามทหารสอดแนม

          “เพิ่งมาถึง เมื่อช่วงบ่าย”  ทหารสอดแนมตอบมูแรด “ดีแล้ว ไม่ต้องไปหา  นโปเลียนกลับเดินทางมาหา ทำให้ลดเวลา ลดความยุ่งยากของเรา มูแรดกล่าวต่อไปว่า “เราจะได้เผด็จศึกนโปเลียนให้พ่ายแพ้กลับไป ทหารนโปเลียนรบไม่เก่งในทะเลทราย พวกเราอยู่กับทะเลทรายมาตั้งแต่เกิด เราชำนาญการรบกว่า พรุ่งนี้ก่อนย่ำรุ่งให้เตรียมกองทหารม้า อูฐให้พร้อมจะทำการโจมตีกองทหารนโปเลียน” มูแรดได้บอกกับทหารคนสนิทของตน

          ควันไฟจากการหุงหาอาหารของกองทัพนโปเลียนลอยขึ้นไปบนฟ้าเบาบาง ควันลอยอย่างอ้อยอิ่ง แสงอาทิตย์ทาบขอบฟ้า  นโปเลียนได้มีคำสั่งให้ขุดหลุม ทำอาหารเพื่อให้เกิดควันไฟน้อยที่สุดเช้านี้โอเอซีส เงียบผิดปรกติ ทหารจำนวนมากรีบตื่นมาทำภารกิจส่วนตัว ส้วมหลุมถูกขุดเรียงรายอยู่นอกโอเอซีส เป็นคำสั่งของหมอเสนารักษ์ ให้ทำส้วมหลุม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากแมลงวัน น้ำดื่มบริเวณบ่อโอเอซีส ก็ให้ต้มก่อนดื่ม เป็นคำสั่งเด็ดขาดของนโปเลียน ทหารทุกคนต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด

          ทหารสามหมื่นคน อาหาร น้ำดื่ม เป็นสิ่งจำเป็น เสบียงส่วนใหญ่ได้ให้อูฐนับพันตัว และล่อ ลากเกวียน อาหารมา เป็นคาราวานที่น่าเกรงขาม ปืนใหญ่ถูกม้าลากมานับจำนวน ร้อยกระบอก

          “ท่านนโปเลียนประมาณสี่นาฬิกา ที่ห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตรมีทหารม้านับหมื่นกำลังมุ่งตรงมายังโอเอซีส” ทหารม้าหน่วยสอดแนมเข้ามารายงานนโปเลียน ถึงความเคลื่อนไหวของกองทัพมัลลุค

          “ให้ทุกคนเตรียมตัว ให้ปืนใหญ่ทั้งหมด ตั้งอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม กองทหารหญิง ขบวนเสบียง ให้อยู่ข้างใน ส่วนข้างนอก ทัพม้า และทหารราบ เรียงรายล้อมโอเอซีส และปืนใหญ่ และให้พรางไฟ ดับกองไฟใหญ่ ทั้งหมด”

          ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับ คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด แสงดาวสว่างเป็นพิเศษ ท้องฟ้าโปร่ง ปราศจากเมฆ เห็นดาวเต็มท้องฟ้ากองทหารม้ามัลลุคจำนวนเจ็ดหมื่นคนเคลื่อนพลเป็นเงาตะคุ่ม เหมือนปีศาจจำนวนมาก เคลื่อนทัพเรียงรายมุ่งตรงมามีฝุ่นลอยขึ้นไปปิดบังบรรยากาศให้ดูทึมๆ  เสียงม้าร้อง ม้าเดินแผ่นดินถึงกับสะเทือน แม้ว่าจะพยายามเก็บเสียงแล้วก็ตาม แต่คนและม้าจำนวน เจ็ดหมื่นคนเคลื่อนขบวนพร้อมกัน มีอานุภาพยิ่งใหญ่

เสียงล้อเลื่อนบรรทุกปืนใหญ่ที่ม้ากำลัง ดังเอี๊ยด อ๊าด ธงประจำหน่วยต่าง ๆ โบกสะบัด ในความมืด ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นของหน่วยใดในทหารม้ามัลลุค

สุดท้ายขบวนกองทัพม้ามัลลุคก็หยุดเคลื่อนพล เหมือนรออะไรสักอย่าง เวลาผ่านไป ช่างบีบหัวใจยิ่งนัก ยังไม่มีฝ่ายใดจะเริ่มเปิดฉากก่อน

          “แปลกมาก เคลื่อนขบวนมาแต่ไม่โจมตี หมายความว่าอย่างไร” เกลแบร์ถามนโปเลียน

          “ข้าศึกคงจะให้สว่างกว่านี้ก่อนค่อยโจมตี เพราะการรบในที่มืด ศัตรูคงคิดว่าทางเราวางกับดักเอาไว้ และมันสับสน ไม่รู้มิตรหรือศัตรู กลัวจะถูกพวกเดียวกัน เพราะกลางคืนจะส่งสัญญานธงทำไม่ได้ ทหารมานับหมื่นคน ถ้าควบคุมไม่ดี เกิดความวุ่นวายแน่ จึงรอให้พระอาทิตย์ขึ้นก่อนค่อยโจมตีก็ไม่สาย”

          “เท่าที่สังเกต ทหารม้ามาจำนวนมากมายมหาศาล คงอาศัยความได้เปรียบด้านกำลังรบบุกเข้าโจมตีเราแน่นอน”

          “ผมก็คิดอย่างนั้น ช่างเถอะ เราก็อาศัยปืนใหญ่ยิงถล่ม และทหารราบใช้ดาบปลายปืนเข้าสู้ในระยะประชิด กว่าจะสู้ในระยะประชิด คงมีทหารข้าศึกถูกระเบิดตายจำนวนมากแน่นอน ถ้าม้าเกิดการตื่นกลัว มันจะควบคุมลำบาก ให้ทหารราบยิงพวกที่บุกเข้ามาได้เลยอย่าให้ประชิดพวกเราเด็ดขาด” นโปเลียนได้สั่งการลงไปถึงทหารแต่ละหน่วยผ่านทางโทรเลข ถึงผู้บัญชาที่รับผิดชอบแต่ละกองพลสั่งตรงไปยัง กองพันสั่งการยัง กองร้อย

          กองทหารม้ามัลลุค แบ่งทหารออกเป็นสามทัพ กำลังโอบล้อมโอเอซีส  กำลังเคลื่อนขบวนเข้ามาปิดล้อมโอเอซีส ฝุ่นทรายคลุ้งกระจาย เมื่อม้านับหมื่นตัวเหยียบย่ำลงกับพื้น เสียงสะเทือนเลือนลั่น นโปเลียนต้องหยิบเอากล้องมาส่องดู

          “ทหารเตรียมตัวให้ทหารม้าข้าศึกผ่านแนวทุ่นระเบิดเข้ามาก่อนถึงแนวทุ่นระเบิดที่สอง ค่อยจุดชนวน นโปเลียนได้สั่งการจากกองบัญชาการ ผ่านไปยังโทรเลข เพื่อแจ้งให้ทหารทุกหน่วยปฎิบัติตามคำสั่ง ซึ่งแตกต่างจากการรบในอดีต ที่ใช้สัญญานธง แต่นโปเลียนใช้ระบบโทรเลขที่เหนี่ยวนำด้วยอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปด้วยความรวดเร็วปลอดภัย

มูแรดผู้นำขบวนทหารม้ามัลลุค มาในชุดสีขาว หมวกทำด้วยทองคำเหลืองอร่าม ปืนคาบศิลา และเด็กรับใช้ติดตามอีก 10 คนถืออาวุธปืน เหมือนกับขบวนแห่การแสดงในงานเทศกาลคาร์นิวาลมากกว่าจะมาทำสงคราม ส่วนทหารม้ามัลลุคคนอื่น ๆ  มาด้วยชุดสีขาวมีผ้าโพกหัวเหนือศรีษะ มีขนนกปักอยู่

ท้องฟ้าเริ่มสว่าง แสงสีทองทาบขอบฟ้าดวงอาทิตย์ดวงใหญ่กลมโตส่องแสงสีแดงบรรยากาศยามเช้ากลางทะเลทรายช่างงดงามอีกไม่นานก็คงกลายเป็นทะเลเลือดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

          เวลาประมาณ 6 โมงเช้า ท้องฟ้าเริ่มสว่างบักเคนขอยืมกล้องส่องทางไกลจากเกลแบร์ ส่องดูขบวนทหารม้ามัลลุค 

“มันอะไรกันว่ะเนี่ย ขบวนทัพออกรบหรือขบวนแห่กีฬาจังหวัดมีธงหลากสีมากมายในแต่หน่วย แต่ละคนแต่งตัวดูหรูหรา มีขนนกปักอยู่บนผ้าโพกหัว เทห์จัง” บักเคนพึมพำออกมา

ทหารม้ามัลลุคเคลื่อนขบวนใกล้เข้ามา ผ่านแนวทุ่นระเบิดแรก กองดุริยางค์ของนโปเลียนก็บรรเลงเพลง  ลามาร์แซแยส ดังกระหึ่ม ส่วนทางทหารม้ามัลลุคก็ตีกลองปลุกใจ เสียงกลอง เสียงแตร เหมือนกับมีงานเทศกาลในโอเอซีส

          นโปเลียนได้สั่งการให้ ทหารทำการจุดชนวนระเบิดได้ ไฟได้ลุกแลบจากสายชนวนวิ่งไปตามเส้นชนวนอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงระเบิด ก็เกิดการระเบิด

 “ตูม ตูม…..ตูม  เสียงระเบิดดังกึกก้องติดต่อกัน ระเบิดนับร้อยลูก ดังกึกก้อง ม้าได้ยินเสียงระเบิดถึงกับตื่นตกใจสะบัดทหารม้ามัลลุคตก จากหลังม้านับพันคน ม้าแตกตื่นวิ่งกันจ้าละหวั่น ส่วนทหารม้ามัลลุคที่อยู่ใกล้ระเบิดก็ร่างแหลกเหลวเศษซากม้า คนเกลื่อนน่าสยดสยองยิ่งนัก 

          ทหารม้ามัลลุคไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนถึงกับขวัญเสียทหารเสียชีวิตนับพันคน ม้าแตกตื่นวิ่งวุ่นวาย เสียงทหารที่ตกจากหลังม้า และถูกม้าเหยียบส่งเสียงร้องโหยหวน โอ๊ย ๆๆๆๆๆ ดังระงม

          “เริ่มยิงได้ ยิง บึม บึม ๆๆๆๆๆ เสียงปืนใหญ่นับร้อยกระบอก ส่งเสียงดังกึกก้อง

“โอ๊ย ควันคลุ้งไปทั่ว ม้า อูฐ ตกใจ ทหารม้ามัลลุค อูฐ ล้มตายมากมาย เป็นการสังหารเพียงข้างเดียว

          บักเคนถึงหลับตากับภาพสยดสยองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เป็นการฆ่าเพียงฝ่ายเดียว ทั้งระเบิด ทั้งลูกปืนใหญ่ ทหารม้ามัลลุค ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง ม้า อูฐแตกตื่นวิ่งวุ่นวาย บางส่วนวิ่งเข้ามาในโอเอซีสก็ตกหลุมดัก ทหารที่พยายามปืนขึ้นมาจากหลุมก็ถูกทหารนโปเลียระดมยิงสิ้นชีวิต มันเป็นทุ่งสังหารกลางทะเลทรายอย่างแท้จริง