บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 96-98

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (96)

ผ่านไปหลายวัน นโปเลียนก็อยู่บ้านพักกับญาติ พันโทฟรังซัวร์ ได้ให้ทหารคนสนิทนำจดหมายเรียกตัว นโปเลียนเข้าไปรับราชการทหารคืนมามอบให้นโปเลียน หลังจากกลับคืนกองทัพนโปเลียนก็ได้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นร้อยเอก และได้รับคำสั่งจากกองกำลังปฎิวัติ ของโรแบสปิแยร์ ให้ไปรับตำแหน่งนายร้อยในกองพลทหารปืนใหญ่ ที่ศูนย์บัญชาการใกล้กับเมืองตูลูส (Toulon) ตอนที่ร้อยเอก นโปเลียนไปถึง เมืองตูลูส กับถูกยึดครองด้วยพวกกบฏ กบฏชาวตูลูสได้รับการสนับสนุน จากกองทัพเรือของอังกฤษ ซึ่งนำเรือรบมาจอดเทียบท่าแม่น้ำกาโรน ทางรัฐบาลได้ส่งทหารมาล้อมเมืองตูลูสเอาไว้ ทหารปืนใหญ่ที่บังคับบัญชาการรบโดย พันโท มาร์แตงได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกสะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ของอังกฤษ ที่ยิงโจมตี 

ร้อยเอก นโปเลียนที่ประจำอยู่อีกค่ายไม่ไกลจากเมืองตูลูส ได้รับคำสั่งด่วนให้มาช่วยปราบกบฏชาวเมืองตูลูส โดยให้นโปเลียน คุม หน่วยปืนใหญ่ นโปเลียนจบด้านทหารปืนใหญ่ ได้แสดงความสามารถด้านคำนวนวิถีกระสุนปืนใหญ่ ให้ประจักษ์

เมื่อมาถึงเมืองตูลูส  นโปเลียนได้สำรวจร่วมกับให้ฌาคส์ ฟร็องซัวส์ ดูก็องมิเย

“ท่านเห็นสภาพเมืองตูลูส แล้วคิดอย่างไร”

“คงจะยึดเมืองตูลูส คืนได้ยากนะท่านนโปเลียน เราสำรวจสภาพของเมืองยังไม่ครบ ถ้าเรารีบร้อนบุกด้วยทหารราบก็คงถูกพวกกบฏและกองทัพเรืออังกฤษยิงถล่มแน่ เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ทหารราบเข้ายึดเมืองตูลูส” ดูก็องมิเยได้ตอบ นโปเลียน 

“ผมก็คิดอย่างนั้น ในตำราพิชัยสงคราม บอกว่าต้องดูชัยภูมิ ที่ตั้งด้วยจะเอาชนะข้าศึกด้วยปืนใหญ่เราต้องใช้ปืนใหญ่ระดมยิง เท่าที่สังเกตดู ต้องยึดป้องทางทิศตะวันตกของเมืองให้ได้เพราะเป็นชัยภูมิที่ดี ถ้าเรายึดได้ก็จะใช้ปืนใหญ่บนป้อมระดมยิงเรืออังกฤษ ถ้าเรือรบอังกฤษถอยออกไป เมืองตูลูสก็อยู่ไม่ได้ เท่าที่ฝ่ายเรายังยึดเมืองคืนไม่ได้เพราะเรือรบอังกฤษเป็นหอกข้างแคร่” นโปเลียนยังกล่าวอีกว่า

“ป้อมนี้อยู่สูง เรายึดได้สามารถนำปืนใหญ่ไปติดตั้งเพิ่มเติมและระดมยิงเรือรบอังกฤษได้ ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม”

นโปเลียนบอก ดูก็องมิเย

นโปเลียนจึงวางแผนให้  ดูก็องมิเย เข้ายึดเมืองด้านป้อมทิศตะวันตกของเมืองตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ ท่านจะต้องนำทหารราบสองกองพัน ไปทำการยิงล่อศัตรูให้ทหารกระจายกันห่าง ๆ ไว้ ระวังให้ดี อย่ากระจุกตัว เดี๋ยวจะถูกปืนใหญ่ถล่มเอา  ทางผมจะทำการระดมยิงปืนใหญ่ใส่ในตัวเมือง และค่อยรุก ๆ คืบเข้าไป ตามเพราะเราต้องใช้ปืนใหญ่เป็นหัวหอกในการยึดเมือง แล้วตามด้วยทหารราบ และทหารม้า” นโปเลียนบอก ดูก็องมิเย

“ครับผม รับทราบ” ดูก็องมิเย ตอบนโปเลียน

“หวี๊ด….บึ้ม หวี๊ด ….บึ้ม เสียงปืนใหญ่ทั้งสองฝ่ายระดมยิงใส่กัน “หันปากกระบอกปืนใหญ่ไปทางซ้ายทำมุม 40 องศา” นโปเลียนสั่งการ “หวี๊ด….บึ้ม หวี๊ด ….บึ้ม ดังกึกก้อง ควันไฟดำทะมึนปกคลุมท้องฟ้า เหนือเมืองตูลูส ดูก็องมิเย ก็นำทหารม้า และทหารราบค่อยรุกเข้าไป เพื่อยึดเมืองตูลูส โดยอาศัยการเดินเลียบริมแม่น้ำกาโรน การรบเป็นไปตั้งแต่เช้ามืด

การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารของ ดูก็องมิเย เสียชีวิตถูกกระสุนปืนใหญ่จากทัพเรืออังกฤษและปืนยาวในการยิงต่อสู้ จากฝ่ายกบฏเมืองตูลูส ที่ส่งทหารออกมานอกเมืองบางส่วน มาขุดหลุมเพลาะ แถวแม่น้ำกาโรน ทำการดักซุ่มยิง ทหารของคณะปฏิวัติ ที่จะบุกโจมตีเมือง ดูก็องมิเย สั่งให้ทหารยิงต่อสู้ ปัง ปัง …..ปัง ……….ปัง เสียงปืนดังกึกก้อง เกิดการยิงสู้กันอย่างดุเดือด ฝ่ายเมืองตูลูส ก็ไม่ยอมแพ้ สาดกระสุนออกมา ปัง ปัง ๆๆๆๆ   เสร็จสิ้นการรบช่วงเช้า ทหารของ ดูก็องมิเย ตายไปเกือบสองร้อยนาย บาดเจ็บสี่ร้อยนาย ดูก็องมิเย จำใจต้องสั่งถอนทัพ เพื่อวางแผนใหม่

การถอนทัพของ ดูก็องมิเย ทำให้การรุกคืบของ นโปเลียนต้องหยุดลง นโปเลียนได้สั่งให้ถอนกำลังปืนใหญ่ ผลจากการสู้รบวันนี้ นโปเลียนพบว่ากระสุนปืนที่มีอยู่เริ่มร่อยหรอ จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุน ลูกกระสุนปืนใหญ่จากทางปารีส  นโปเลียนได้เขียนจดหมายเพื่อขอรับการสนับสนุน กระสุนปืนใหญ่ แต่ทางคณะปฏิวัติ แจ้งมาว่ากระสุนมีจำกัดไม่เพียงพอ เพราะต้องใช้ในการเตรียมต่อสู้กับกองทัพสเปน  อิตาลี และ ออสเตรีย ด้วย

นโปเลียนได้ทราบจดหมายแจ้งตอบกลับมาอีกสองวัน จึงต้องรีบเรียกประชุมด่วน โดยมี ดูก็องมิเย และ โจอาคิม มูราท์ ได้ร่วมประชุมหารือกัน นโปเลียนเสนอว่า ต้องปรับแผนการบุกยึดป้อมปืนใหญ่ จะใช้ปืนใหญ่ยิงมากไม่ได้ เพราะกระสุนปืนใหญ่มีจำกัด นโปเลียนจะนำทหารเข้าบุกยึดป้อม ด้วยการเดินเท้าไม่ใช่ม้า และปืนใหญ่เป็นเพียงยิงสนับสนุน การประชุมหารือกันได้ข้อสรุป อีกสองวัน ให้  โจอาคิม มูราท์ แสร้งบุกโจมตีด้วยทหารราบ และทหารม้า ส่วนการใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนให้ระงับไว้ก่อน

ดูก็องมิเย เป็นผู้ควบคุม แทนนโปเลียน ให้คุมทหารห้าพันคน ประกอบด้วยทหารม้า ทหารราบและทหารปืนใหญ่ ให้รีบบุกโจมตีเมืองตูลูส เมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงต่อสู้กัน เพราะถือว่านโปเลียนยึดป้อมทางทิศตะวันตกได้

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (97)

นโปเลียนได้เตรียมทหารที่ฝีมือดี 20 คน เป็นทีมลอบสังหารและได้พูดปลุกใจทหาร “คำว่า เป็นไปไม่ได้ มีแต่ในพจนานุกรมของคนโง่เท่านั้น” นโปเลียนได้นำทหารบุกป้อมทางทิศตะวันตก ด้วยการเดินเท้าเข้าไปตอนเที่ยงคืน นโปเลียนนำทหารที่ติดตามมาทั้ง 20 คน ร้อยตรีปิแอร์ ร้อยตรีฟรานซิส จ่าสิบเอกลีออง จ่าสิบเอกเฮ็นรี  จ่าสิบตรีดีอ้อน จ่าสิบตรีฟรังซัวส์  พลทหารลูเซียโน่ พลทหารเปาโล พลทหารทาดิโอ้ พลทหารโอดิน  พลทหารทาดิโอ้ พลทหารโลเวล พลทหารคริสโตเฟน พลทหารพอล พลทหารลีโอ พลทหารหลุยส์ พลทหารเจเรมี่  พลทหาร อีริค พลทหารเบนจามิน พลทหารราฟาเอล

เหมือนกับสวรรค์เข้าข้าง นโปเลียน คืนวันบุกยึดป้อมเกิดฝนตกหนักตลอดคืนท่ามกลางอากาศหนาวเย็น นโปเลียนได้สั่งให้ทหารบุกเข้าไป เพื่อยึดป้อมคืนให้ได้ ทหารจำนวน 20 คนเตรียมเชือก อุปกรณ์เพื่อการบุกยึดป้อม ทหารฝ่ายกบฏที่ยึดป้อม เมื่อเห็นฝนตกก็เกิดความประมาท บางส่วนก็หลับยาม ที่เหลือเวรยามไม่เกิน 10 คน นโปเลียนได้นำทหารปืนป่ายไปยังป้อม โดยใช้ดาบปลายปืนเป็นอาวุธ อาศัยฝนที่ตกหนัก ฟ้าร้อง จัดการฆ่าทหารที่ป้อมด้วยดาบปลายปืน “พวกเราใครขว้างมีดแม่นบ้าง” นโปเลียนกระซิบถามร้อยตรีฟรานซิส

  “มีถนัดในการขว้างมีดสังหารอยู่ 8 คน ครับ ร้อยตรีฟรานซิส กระซิบบอกนโปเลีย  “มีจ่าสิบเอกลีออง  จ่าสิบตรีฟรังซัวส์  พลทหารลูเซียโน่ พลทหารเปาโล พลทหารทาดิโอ้ พลทหารโอดิน  พลทหารทาดิโอ้ พลทหารโลเวล” ดีแยกย้ายไปกันสังหาร ส่วนอีกสองคน พลทหารอีริค กับฟรานซิสมากับผม” นโปเลียนบอก ขอให้เร็วที่สุด เงียบที่สุด

เมื่อได้รับคำสั่งจากนโปเลียน ทหารติดตามก็จัดการสังหารด้วยการขว้างมีดสังหาร กระบวนการลอบสังหารทหารยามใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที  ส่วน นโปเลียนอยู่ใกล้กับทหารที่ยืนหลับยามไม่เกิน   10 เมตร นโปเลียได้วิ่งพุ่งเข้าไปข้างหลังแล้วใช้แขนรัดคอทหารยามที่ยืนหลับยามแล้วใช้มีดปาดคอทหารที่ยืนหลับยาม เลือดไหลจากคอหอยทหารยาม พร้อมกับเสียง อ็อคๆ พร้อมกับร่างทรุดลง  ส่วนคนอื่นที่เหลือ ถูกขว้างด้วยมีดสังหาร ส่วนร้อยตรีฟรานซีสและพลทหารอีริค ได้วิ่งไปจัดการทหารคนสุดท้ายที่อยู่ภายในห้อง “ปัง”เสียงกระแทกประตูดัง พร้อมกับทหารที่นอนในห้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา พลทหารอีริคได้ใช้มีดจ้วงแทง ทหารฝ่ายกบฏที่ยังงัวเงียอยู่ไม่รู้ว่าลูกน้อง 9 คนได้ไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าเรียบร้อย

นโปเลียนก็สั่งให้ทหารเข้ายึดปืนใหญ่และระดมยิง เรือของกองทัพอังกฤษ ที่จอดทอดสมออยู่ริมแม่น้ำการโรน โชคดีกระสุนปืนใหญ่ที่ระดมยิงจากป้อมทางทิศตะวันตก เป็นป้อมที่อยู่สูง ทำให้วิถีกระสุน โค้งไปถูกเรือรบที่จอดอยู่ กระสุนหลายลูกตกถูกเรือ ทำให้ทหารเรืออังกฤษ ต้องยิงปืนใหญ่ตอบโต้ แต่ก็ไม่ถูก กระสุนปืนใหญ่ ตกห่างจากป้อม การยิงตอบโต้กันจนถึงรุ่งเช้า

ทหารฝ่ายกบฏในเมือง เมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ก็ตกใจ ไม่นึกว่าจะถูกบุกในคืนฝนตก กำลังนอนหลับสบาย ทุกคนวิ่งกันวุ่น 

ดูก็องมิเย เมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงตอบโต้กันก็รีบนำทัพทหารห้าพันคน ประกอบด้วยทหารม้า ทหารราบและทหารปืนใหญ่ ให้รีบบุกโจมตีเมืองตูลูส ตามที่ตกลงไว้กับ นโปเลียน ทหารอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเมืองตูลูส เมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ ก็รีบตรงไปที่เรือรบ และขึ้นไปบนเรือ เมื่อแสงทองจับขอบฟ้า เรือรบอังกฤษก็ถอนสมอออกจากแม่น้ำกาโรนสู่ทะเล ส่วนภายในเมืองตูรูส ดูก็องมิเย นำทหารห้าพันคน ประกอบด้วยทหารม้า บุกเข้าไปในเมืองด้วยความรวดเร็วให้ทหารราบและทหารปืนใหญ่ คอยสนับสนุน ฝ่ายกบฏเมื่อเห็นทหารอังกฤษรีบไปลงเรือ ก็เสียขวัญ และสู้ตาย การรบเต็มไปด้วยความดุเดือด เป็นการสู้รบแบบประจัญบาน สู้กันด้วยปืนยาว และดาบปลายปืน ทหารทั้งสองฝ่ายระดมยิงกัน ดังกึกก้องไปทั่วเมือง “ปัง…. ปัง …..ปัง…. หวีด บึ้ม…. หวีด บึ้ม…. ปัง ปัง…. เสียงปืนใหญ่หวีดดัง และปืนเล็กยาวดังสลับกัน การยิงสู้กันทั้งสองฝ่ายตั้งแต่หลังเที่ยงคืนถึงรุ่งเช้า ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตาย ทหารของนโปเลียน สิ้นชีวิตสามพันคน บาดเจ็บสามร้อยคน เหลือเพียงพันกว่านายที่ยังสู้รบได้ ส่วนกบฏเสียชีวิตไปห้าพันคน และประกาศยอมแพ้

ฝ่ายอังกฤษต้องรีบถอนสมอ และหลบหนีออกจากปากอ่าวไป นโปเลียนยึดตูลูสกลับคืนมาเป็นของฝรั่งเศส ด้วยการมีทักษะในการรบและเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (98)

หลังจากยึดเมืองตูลูสได้ ทางคณะปฎิวัติโดย โรแบสปิแยร์ ได้ทำการจับกุมทหารกบฏและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏทั้งหมด ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว เพราะกลัวถูกจับไปสอบสวน ทหารฝ่ายกบฏที่ยอมแพ้ ได้ถูกนำไปประหารชีวิตด้วยกิโยตินทั้งหมด และมีการจับชาวบ้านที่เกี่ยวข้องเกือบ สามพันคน โรแบสปิแยร์ สั่งให้ประหารทั้งสิ้นเพื่อให้เกิดความกลัวเกรงไม่กล้าก่อการกบฏ เลือดชาวฝรั่งเศสต้องไหลนองเป็นท้องธาร

 การกระทำของร้อยเอก นโปเลียนทำให้คณะปฏิวัติชื่นชมเป็นอันมากได้เลื่อนยศจากร้อยเอก เป็นนายพลจัตวาหนุ่ม (Brigadier General) นโปเลียนมีอายุเพียง 24 ปี ทำให้ชื่อเสียงของ นโปเลียนดังกระฉ่อนทั่วฝรั่งเศส เป็นที่ใฝ่ฝันของสาว ๆ หลายคนทั่วฝรั่งเศสและยุโรปถูกเชิญไปงานเลี้ยงราตรีแทบทุกสัปดาห์ แต่ นโปเลียนก็ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ นโปเลียนมีบาร์บ่าร่า เป็นเมียเก็บอยู่แล้ว

ยุคทรราชได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในแผ่นดินฝรั่งเศส ผู้คนอีกนับพันคน  ถูกนำตัวเข้าเครื่องประหารกิโยติน เหมือนกับไก่ที่ถูกเชือด ประธานสภาประชาชนได้มีคำสั่งประกาศเคอร์ฟิวทั่วฝรั่งเศส    เพื่อยับยั้งการต่อต้าน ใครที่เป็นปฏิปักษ์ จะรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ รวมถึงเปลี่ยนแปลงการปกครองจะต้องถูกประหารไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือชาวบ้าน พระสงฆ์ ขุนนาง ประธานสภาประชาชนได้เปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสมากมาย ได้ออกกฎหมายห้ามปฏิบัติศาสนกิจ และปิดศาสนสถานหลายแห่ง ทั้งในกรุงปารีสและต่างจังหวัด เพราะถือว่า ศาสนจักรเป็นภัยต่อการปกครอง และประกาศให้ผู้คนเลิกงมงายในความเชื่อในศาสนจักร ฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคลัทธิแห่งเหตุผล ประชาชนต้องมีเหตุผล เลิกนับถือพระเจ้า ประธานสภาประชาชนได้สั่งให้เปลี่ยนโบสถ์เป็นสถานเทวาลัย

ความระส่ำระสายและความหวาดกลัวได้ปกคลุมฝรั่งเศส บ้านเมืองสงบ ไม่มีการก่อความวุ่นวาย ใครก่อความวุ่นวายก็ถูกประหารชีวิตอย่างเดียว บักเคนพักหลังกิจการเริ่มซบเซา เพราะคนไม่มีอารมณ์มากินอาหารนอกบ้าน รวมทั้งติดเคอร์ฟิว ผู้คนมากินอาหารบางตาทำให้บักเคนปิดร้านเร็วและลดจำนวนสาวโคโยตี้ และหนุ่มหล่อ

บักเคนเริ่มคิดถึงบ้าน ทุกค่ำคืนจะมานั่งมองดวงดาว วันไหนที่ท้องฟ้าโปร่ง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยต่ำ บักเคนจะเป่าขลุ่ย เป็นเพลงเดือนเพ็ญ อยู่คนเดียว อยู่กลางทุ่งนา ท่ามกลางอากาศ  อันหนาวเหน็บของฝรั่งเศส

“เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลดพัดมา แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา……………….”

เสียงขลุ่ยฝรั่งของบักเคนได้ทำให้ทหารที่ออกตรวจตรา          ความสงบได้ยินเสียงขลุ่ยหวานยะเยือกลอยมาตามลม ได้ขี่ม้า           ตามเสียงขลุ่ยมุ่งตรงมายังที่บักเคนนั่ง

“นั่นใครมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่มืด ๆ ไม่ได้ฟังประกาศเคอร์ฟิว          หรือไง ทหารจับตัวมันไปขังรอสอบสวนวันพรุ่งนี้” เสียงผู้บังคับบัญชาสั่งทหารที่ขี่ม้ามาด้วยกันสามคน ได้ลงจากม้า เพื่อจับกุมตัวบักเคน และได้คุมตัวบักเคนมามอบให้หัวหน้า

ท่านประธานสภาประชาชนหลังจากหายโกรธที่แซงส์ จูสต์  ที่ถอนตัวจากสมาคมจาโกแบงส์ อยู่อ้างว้างคนเดียวมานาน ทนโหยหารสสวาทชิวหา ที่ แซงส์ จูสต์ ปรนเปรอไม่ไหว ถึงกับให้ แซง จัสต์ ผู้ช่วยเลขา ออกคำสั่งเรียก แซงส์ จูสต์ มาพบเพื่อปรึกษาหารือ เพราะแซงส์ จูสต์ เป็นคนเก่งและรู้ใจโรแบสปิแยร์ มากที่สุด

ที่ห้องทำงานส่วนตัวของประธานสภาประชาชน แซงส์ จูสต์เคาะประตูห้องพอเป็นพิธีแล้วก็เดินเข้าไปในห้อง “

มีอะไรหรือท่านถึงกับออกคำสั่งเรียกมาพบครับ” 

“อ๋อข้าคิดถึงน่ะ ช่วงก่อนหน้านี้ข้ายุ่งงานมาก ภารกิจเยอะ หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดี  ข้าเลยคิดถึงท่าน” โรแบสปิแยร์ หลังจากเอ่ยทักทายกับ แซงส์ จูสต์

พร้อมกับแววตาที่บ่งบอกถึงความอยากในรสกาม หลังจากเก็บกดมานาน

“ผมก็คิดถึงท่านเหมือนกัน แต่ไม่กล้ามาพบ ท่านยิ่งใหญ่          เกินกว่าที่ผมจะเอื้อมถึง ความสัมพันธ์ของเรามันห่างกัน อำนาจท่านยิ่งมาก ความสัมพันธ์ก็ยิ่งถอยห่างออกไป” แซงส์ จูสต์ บอก  โรแบสปิแยร์

“ไม่ใช่อย่างงั้น ข้ายุ่งจริง ๆ มีเรื่องอยากปรึกษาหารือ ข้าควรจะทำอะไรต่อ ที่จะรักษาอำนาจที่มีให้ยืนยง เพราะได้ข่าวเชิงลึกว่าพวกสมาคมต่าง ๆ ที่ร่วมโค่นการปกครองพระเจ้าหลุยส์เริ่ม ไม่พอใจในตัวข้า จึงอยากให้ท่านมาช่วยคิดวางแผนเพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจได้ยาวนาน”

แซง จูสต์ ได้แสดงสีหน้าดีใจ “ขอบคุณครับผม ที่ได้มีโอกาสรับใช้ท่านอีก ถ้าท่านต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป สิ่งที่แรกที่ต้องทำ คือ เรียกตัวพวกสมาคมที่เหลือทั้งหมดให้มาทำความเข้าใจและให้ยุติบทบาททางการเมือง และให้ท่านตั้งข้อหามั่วสุมทางการเมืองโดยก่อนที่จะเรียกพวกสมาคมต่าง ๆ ที่เหลือ หรือคนต้องสงสัย ท่านต้องประกาศใช้กฎหมาย ไพรีแอล (Prairial) ก่อน โดยกฎหมายนี้อนุญาตศาลไม่ต้องสืบพยานในคดี และให้สิทธิคณะกรรมการสอดส่องสงสัยใครให้ส่งให้ศาลพิจารณาคดี  ได้ทันที”

“ฮะฮ้า …วิเศษ ความคิดเจ้ายอดเยี่ยมมาก แซงส์ จูสต์ สมแล้วที่เป็นเลขาสุดที่รักของข้า ข้าขาดเจ้าไม่ได้”

เย็นนี้ข้าจะไปกินข้าวกับเจ้าที่ร้านคุณเคน เพราะนานแล้วไม่ได้กินข้าวฝีมือคุณเคน เจ้ายังไม่เคยลิ้มลองอาหารที่คุณเคนทำอร่อยที่สุดในแผ่นดิน ขนาดนักโทษอย่างพระเจ้าหลุยส์ยังเรียกให้ไปปรุงอาหารให้กินก่อนตายอีก” โรแบสปิแยร์ และแซงส์ จูสต์   ก็นั่งคุยกัน ตกเย็นก็ไปยังบ้านพักใกล้กับศาลาคอมมูนปารีสของ โรแบสปิแยร์ ก่อนออกไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านบักเคน