บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 91-92

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (91)

ที่ลานประหารผู้คนมารอเฝ้าดูการประหารพระเจ้าหลุยส์ กันเนืองแน่นยังกับมีงานมหกรรมแสดงสินค้า ที่ลานประหาร ปลาส เดอ ลา เรฟโวลูซิยง เมื่อรถม้าที่นำตัวพระเจ้าหลุยส์มาถึงประมาณ 10 โมงเช้า เสียงโห่ร้องของประชาชนบางส่วนดังลั่น “ประหารต้องประหาร กษัตริย์ไม่เหลียวแลประชาชน” “ใช่ต้องถูกกิโยตินประหาร” เห็นด้วย” เสียงร้องของประชาชนที่มา ในอีกมุมหนึ่งร้อยโทโบนาปาร์ตได้อยู่ในเหตุการณ์ที่กรุงปารีสวันที่บักเคนบุกป้อมบาสติลล์เพื่อทำสงคราม ครั้งสุดท้าย โดยเขาเป็นฝ่ายสังเกตการณ์และได้เห็นความกล้าหาญ เลือดนักสู้ของบักเคนจึงเก็บภาพความทรงจำแต่ นโปเลียนไม่ทราบชื่อของชายผมดำที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนชาวฝรั่งเศส นโปเลียนได้เฝ้าดูประชาชนบุกป้อมบาสติลส์ และพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ด้วยความขยะแขยงโดยร้อยโท นโปเลียน โบนาปาร์ต ไปสังเกตการณ์พร้อมกับนายสิบคู่ใจชื่อโจอาคิม มูราท์ และจดจำใบหน้าบักเคนเอาไว้ และในวันนี้ก็เดินทางมาชมการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์
ในขณะที่ฟากหนึ่งของลานประหาร ผู้คนจากเมืองแซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) ในมณฑล ช็องปาญ ที่มีความทรงจำอันดีกับพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อังตัวเนต ได้แห่กันมาได้มาส่งพระเจ้าหลุยส์เป็นครั้งสุดท้าย หลายคนใส่เสื้อผ้าลายธงชาติฝรั่งเศส บักเคนตื่นแต่เช้าได้มาสังเกตการณ์ด้วย “ฮือๆ ฮือๆ ฟ้าไม่ยุติธรรม” เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระดมก้องลานประหาร
“พระองค์ทำอะไรผิดไป ทรงรักเมตตาประชาชน ทำให้คณะปฎิวัติถึงอำมหิต ต้องประหารพระองค์ด้วย” “ฮือ ฮือ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าจงดลบันดาลให้พระองค์ น้ำตาของของประชาชนที่จงรักภักดีต่อประเจ้าหลุยส์ หลายพันคน ต้องร้องไห้คร่ำครวญ ซึ่งอีกไม่กี่นาทีพระเจ้าหลุยส์ก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เครื่องกิโยตินตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางลานประหารที่ยกเป็นเวทีสูง เพื่อให้ผู้คนได้เห็นการประหารชัดเจน มันเหมือนกับมหกรรมการแสดง ที่ผู้ชมเฝ้ารอชม เมื่อใบมีดกิโยตินถูกปล่อยลงมา ชีวิตก็ต้องจบสิ้น เป็นของจริง เมื่อรถม้าจอดสนิท พระเจ้าหลุยส์ ถูกคุมตัวลงมาจากรถม้า ประชาชนจากมณฑล ช็องปาญ ได้โบกธงชาติฝรั่งเศสให้กับพระเจ้าหลุยส์ ผู้คนหลายร้อยคนหลั่งน้ำตา เพราะสงสารพระเจ้าหลุยส์ เพราะอีกไม่ไม่กี่นาทีข้างหน้า พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นที่รักจะต้องจากไปอีกภพหนึ่ง พระเจ้าหลุยส์ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนที่ทักทายพระองค์ พระองค์ฝืนยิ้มให้กับฝูงชน แม้พระพักตร์จะดูเศร้าหมองก็ตาม พระองค์มองเห็นบักเคนยืนอยู่ก็ทรงตรัสบอกบักเคน
“ลาก่อนนะคุณเคน”
บักเคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ลูกผู้ชายจะไม่ยอมเสียน้ำตา ง่าย ๆ ถ้าไม่เสียใจมาก บักเคนจำได้ว่าตั้งแต่โตมา เพิ่งเสียน้ำตา เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกสูญเสียแม่ และครั้งที่สองกับการจากลาของพระเจ้าหลุยส์
“ขอส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายพะยะค่ะ” บักเคนพูดด้วยความเศร้าสะเทือนใจ
หัวหน้าเพชฌฆาต ที่เดินคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ได้บอกพระองค์ได้เวลาแล้ว ให้พระองค์เดินสู่แท่นประหาร รองหัวหน้าเพชฌฆาต ได้บอกหัวหน้าเพชฌฆาตว่าต้องมัดมือพระเจ้าหลุยส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่อสู้ขัดขืน มืออาจจะแกว่งไปมา อันจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง ทำให้เกิดความเจ็บปวดในระหว่างกระบวนการประหารชีวิต ผู้ช่วยได้ถือเชือกแล้วเดินไปบอกพระเจ้าหลุยส์
“มีความจำเป็นที่ต้องผูกข้อมือท่านไว้” พระเจ้าหลุยส์ ได้ยิน ที่พูด
“ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าไม่มัดมือข้า” พระองค์ได้ผลักผู้ช่วยเพชฌฆาตออกจากตัว ทหารที่เฝ้ากันประชาชนได้กรูกันเข้ามา นึกว่ามีการต่อสู้ ขณะที่สถานการณ์กำลังวุ่นวาย หัวหน้าเพชฌฆาต นาย ซังซ็ง ได้รีบมาแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายด้วยการพูดจานอบน้อม
“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระองค์กระทำไปด้วยความจำเป็น ของพระองค์ได้โปรดอภัยด้วยพะยะค่ะ และจะขอผูกมือพระองค์ด้วยผ้าพอเป็นพิธีก็พอพะยะค่ะ”
พระเจ้าหลุยส์พอฟังคำพูดของหัวหน้าเพชฌฆาต ก็ทรงไม่ขัดขืนแล้วตรัสบอกหัวหน้าเพชฌฆาต “อย่างงั้นข้าร้องขอต่อเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ข้าขอให้เจ้าใช้ผ้าเช็ดหน้าของพระนางมารี อังตัวเนต ที่ได้ให้ข้าไว้และข้าก็นำติดตัวมาด้วย มาผูกมือข้าได้มั้ย อย่างน้อย ข้าก็มีผ้าเช็ดหน้าจากมเหสีที่ข้ารักเป็นเครื่องนำทางให้กับข้า”
“พะยะค่ะ” หัวหน้าเพชฌฆาตได้ทูลตอบพระเจ้าหลุยส์ และพระองค์ก็ได้หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าให้กับหัวหน้าเพชฌฆาตเพื่อผูกมือพระองค์ ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติสูงสุด เพราะผ้าเช็ดหน้า พระนางมารี อังตัวเนต เป็นผู้ใช้คนแรกของโลก ถือว่าเป็นของชนชั้นสูงในยุโรป ระหว่างกำลังโดนมัดตัวเข้ากับกระดานหก เพื่อเลื่อนเข้าสู่กรอบหน้าต่างกิโยตินนั้น
พระเจ้าหลุยส์ได้พูดกับเหล่าเพชฌฆาตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกประหารชีวิต
“ข้าหวังว่าเลือดของข้า จะช่วยสร้างความสงบสุขแก่ชาวฝรั่งเศสทั้งมวล” พระองค์ได้เข้าสู่ลานประหารอย่างองอาจ และ 10.30 น. ใบมีดกิโยติน ได้ถูกปล่อยลงมา และบั่นพระเศียรพระเจ้าหลุยส์ ออกจากร่างพร้อมกับเลือดพุ่งกระจาย ประชาชนหลายคนที่มารอชมพากันหวีดร้องและเป็นลมล้มพับกันหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงจากเมืองแซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) เลือดของพระเจ้าหลุยส์ได้รดแผ่นดินฝรั่งเศส การเข่นฆ่าผู้คนกำลังดำเนินต่อไปสำหรับคนคิดต่างจากประธานสภาประชาชน บักเคนถึงกับปิดตาเมื่อใบมีดถูกปล่อยลง พร้อมกับดวงวิญญาณของพระเจ้าหลุยส์ ได้หลุดออกจากร่าง เพชฌฆาตนำร่าง ไร้วิญญาณออกจากเครื่องกิโยตินใส่โลงพร้อมกับพระเศียร ของพระเจ้าหลุยส์

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (92)

หลังชมการประหารพระเจ้าหลุยส์ ร้อยโท นโปเลียนก็ได้เดินทางกลับมายังเกาะคอร์ซิกา ที่ซึ่งการสู้รบระหว่างฝ่ายต่างๆ เริ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้าชาวบ้านบนเกาะจะมีความคิดเห็นแตกกันเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรกมี เปาลี (Paoli) เป็นผู้นำ สนับสนุนการนับถือราชวงศ์แบบอังกฤษ และทางตระกูลโบนาปาร์ตสนับสนุนการปฏิวัติ ชาลส์ โบนาร์ต บิดาของนโปเลียนมีอาชีพทนายความ อาศัยเป็นคนมีวาจาศิลปดี พูดแล้วมีคนเชื่อ บอกว่าความวุ่นวายเกิดไปทั่วดินแดนฝรั่งเศส ชนชั้นรากหญ้า ตายจำนวนมาก จากโรคระบาดและความหิวโหย การไม่สนใจใยดีชาวบ้านของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
การแตกแยกทางความคิดบนเกาะ ก็เริ่มค่อยเกิดขึ้น เพราะผู้สำเร็จราชการ มิสเตอร์ บาแร็ง ได้คุมสถานการณ์บนเกาะอย่างเข้มงวด เกาะคอร์ซิการ์เคยเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเจนัว ชาวเกาะรักอิสระ รักพวกพ้อง ถ้าพวกพ้องมีเรื่องราวระหว่างตระกูลก็จะแก้แค้นกันเองโดยไม่พึ่งทางการ ชาวเกาะคอร์ซิก้าต้องการก่อการกบฏ แยกตัวออกจากสาธารณรัฐเจนัว ทางการสาธารณรัฐเจนัว ปราบไม่ได้ การสู้รบ ระหว่างชาวบ้านบนเกาะคอร์ซิการ์ ทำให้ เปาลี (Paoli) ผู้นำสู้ไม่ได้ต้องหลบหนีออกจากเกาะ แต่ชาวบ้านก็ไม่ยอมแพ้ แม้ว่า เปาลี (Paoli) ผู้นำจะไม่อยู่ก็ตาม ชาลส์ โบนาปารต์ ก็เลยต้องนำชาวบ้านสู้รบกับกองทหารของ สาธารณรัฐเจนัว การสู้รบยาวนาน สาธารณรัฐเจนัว คิดว่าปราบไปก็ไม่คุ้ม และ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สนใจอยากได้เกาะแห่งนี้เลยขายเกาะให้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เมื่อปี ค.ศ. 1768 เพื่อไม่ต้องเสียกำลังทหารและงบประมาณ เกาะคอร์ซิการ์เลยต้องเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ช่วงที่นโปเลียนกลับมาและได้พักอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งมี 4 ชั้น 20 ห้องนอน ชาลส์ โปนาปาร์ตพ่อของนโปเลียนมีอาชีพทนายความและเป็นเจ้าของโรงสีได้สร้างบ้านหลังใหญ่เพื่อให้ลูกๆ ได้มีห้องพักส่วนตัวและห้องพักของแขกของคุณพ่อที่มาเยี่ยมเยือนบ้าน นโปเลียนจะสนิทกับพี่ชายโยเซฟมากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ
หลังจากได้เวลาเข้าเรียนชาลส์ ได้นำ โยเซฟ และนโปเลียนไปศึกษาต่อที่ปารีส พ่อของนโปเลียนได้เปลี่ยนความคิด จากการต่อต้าน สาธารณรัฐเจนัว เมื่อเกาะคอร์ซิก้าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสที่เจริญกว่า เลยต้องทำใจและดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวดีกว่า ความคิดของ ชาลส์ เหมือนกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่ ดีกว่าไปต่อต้านกับทางการฝรั่งเศส เพราะรู้อยู่สู้ไปก็ไม่มีทางชนะ มีแต่ทางหายนะของชาวเกาะ แม้ใจอยากเป็นอิสระก็ตามแต่เป็นได้แค่ความคิด สู้ไปเป็นทนายทำมาหาเลี้ยงครอบครัว และสร้างสายสัมพันธ์กับขุนนางที่กรุงปารีส เพื่อสร้างโอกาสให้บุตรชายดีกว่า
ชาลส์ได้นำนโปเลียนไปศึกษาต่อที่ปารีส หลังจาก นโปเลียนได้ศึกษาวิชาทหาร ส่วนพี่ชายก็ไปเรียนเป็นทนายความและเรียนด้านศาสนา แต่โยเซฟไม่อยากจะเรียนด้านศานา แต่บิดาให้เรียนก็ต้องยอมรับ ส่วนนโปเลียน บิดาให้ไปเรียนวิชาทหาร หลังจากนโปเลียนเข้าศึกษา ต่อมาบิดาได้เสียชีวิตจากการเป็นโรคกระเพาะ เหลือแต่มารดาอาศัยอยู่ที่เกาะคอร์ซิก้าพร้อมกับลูก ๆ
ช่วงที่เรียนถูกเพื่อนล้อเลียนเป็นประจำเพราะนโปเลียนได้พูดฝรั่งเศสสำเนียงอิตาลีเพราะเกาะคอร์ซิกาชาวบ้านส่วนใหญ่จะพูดภาษาอิตาเลี่ยน
ช่วงวัยเด็กครอบครัวของนโปเลียนอาศัยอยู่รวมกัน เป็นครอบครัวใหญ่ ที่เกาะคอร์ซิก้า มารดาของนโปเลียนมีลูก 12 คน โดยนโปเลียนเป็นบุตรคนที่สอง ส่วนพี่ชายคนโตชื่อโยเซฟ บ้านของนโปเลียนเป็นบ้านหลังใหญ่มี 20 ห้องนอน เพราะบ้านหลังนี้ในวัยเด็ก นโปเลียนอาศัยอยู่รวมกับพี่น้อง
ความวุ่นวายการสู้รบที่ฝรั่งเศส ไม่ได้ส่งผลต่อเกาะคอร์ซิกาเพราะผู้ปกครองบนเกาะคอร์ซิก้า มิสเตอร์ บาแร็ง ผู้สำเร็จราชการที่ปกครองเกาะคอร์ซิก้า ได้ปกปิดข้อมูลไม่ให้ชาวเกาะได้รับรู้ในเรื่องประกาศของสำนักพระราชวัง เหตุการ์บนเกาะ ก็มีเพียงข่าวลือ ว่าเกิดความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศส ชาวเกาะ ได้ถูกทางการห้ามเดินทางออกนอกเกาะ เพื่อไม่ให้ชาวได้รับรู้ข้อมูลภายนอก กระดาษไม่อาจห่อไฟได้ฉันใด จริงหรือเท็จย่อมปรากฏแจ้งในวันใดวันหนึ่ง ไม่มีกำแพงใดที่ต้านลมได้ชั่วนาตาปี ดีหรือร้ายย่อมทะลุทะลวงให้เห็นได้ในวันหนึ่ง
ชาวเกาะคอร์ซิก้าได้รู้ความจริงเมื่อ นโปเลียนได้มาพักอาศัยอยู่ที่ เกาะนโปเลียนได้ไปพูดคุยกับชาวบ้านถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นฝรั่งเศสทำให้ชาวบ้านหลายกลุ่มได้รับรู้เหตุการณ์ นอกจากนี้ก็เกิดกระแสการปลุกปั่นของสมาคมต่าง ๆ ที่มีสาขาที่เกาะคอร์ซิก้าได้กระจายข้อมูลที่เกิดความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศสให้ชาวบ้านบนเกาะได้รับรู้
หลังจากได้รับรู้ข้อมูลชาวบ้านก็ได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นความวุ่นวายได้ลามมาถึงเกาะคอร์ซิกา น้องชายของ นโปเลียน ที่ชื่อ ลูเซียนอยู่ในกลุ่ม จาโกแบงส์ โดยกลุ่มจาโกแบงส์ ก็มีที่ทำการทำการอยู่ที่นี่ รวมทั้งกลุ่มยอดเขา และกลุ่ม ราดิกัล ก็มีการปลุกระดมความคิดของชาวเกาะให้คล้อยตามและสนับสนุนพวกของตน นอกจากระดมแล้ว ก็นำชาวบ้านไปประท้วง ณ ที่ ทำการประจำเมือง รายวันของแต่ละกลุ่ม มิสเตอร์ บาแร็ง ได้สั่งให้ทหารทำการล้อมปราบผู้ประท้วง ก่อความวุ่นวาย
นโปเลียนได้ปรึกษากับพี่ชายชื่อโยเซฟถึงสถานการณ์ต่าง ๆ
“พี่ถ้าผมจะนำชาวบ้านเขียนร้องทุกข์ถึงราชสำนักในเรื่องสิทธิในการปกครองตนเอง พี่ความคิดเห็นอย่างไร” นโปเลียนได้สอบถามคิดเห็นของพี่ชาย
“ก็ดีชาวเกาะถูก มิสเตอร์ บาแร็ง กดขี่ขูดรีดภาษีมาก ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน และยังสั่งให้ทหารมาล้อมปราบประชาชนผู้บริสุทธิ์ ปราศจากอาวุธ ดังนั้นต้องเขียนรายงานพฤติกรรม กดขี่ขูดรีดประชาชน และเขียนเพิ่มเติมในสิ่งที่เป็นไปได้ เช่นขอให้มีสิทธิ เหมือนกับจังหวัดหนึ่งของฝรั่งเศส อย่าไปเขียนขอเป็นอิสระ มันจะเป็นไปได้ยาก สงครามมันจะไม่จบสิ้น คนที่เดือดร้อนชื่อชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ” โยเซฟบอกนโปเลียน
และอย่าลืมใส่ข้อความในจดหมายต้องได้รับความเท่าเทียมเช่นเดียวกับชาวฝรั่งเศส ไม่ใช่ต่ำต้อยกว่ากว่าฝรั่งเศส” โยเซฟได้ย้ำข้อความในจดหมายที่นโปเลียนจะเขียนอีกครั้ง
“ผมไม่สามารถออกหน้าได้ เพราะเป็นทหารเป็นข้าราชการของคณะปฎิวัติ ถ้าออกหน้ามากก็จะถูกเพ่งเล็ง และอาจจะได้รับโทษ” นโปเลียนบอกพี่ชาย
“เดี๋ยวพี่จะบอกให้ลูเซียนเป็นผู้ดำเนินการส่วนเจ้าก็เป็นที่ปรึกษาคอยแนะนำให้น้องเล็กดำเนินการ” โยเซฟบอกนโปเลียน “ก็ดี ผมจะได้ไม่ถูกเพ่งเล็งจากการทางการ”
นโปเลียนได้แสดงภาวะผู้นำออกมา ชี้นำความคิดที่ชาวเกาะเป็นอิสระเท่าเทียมกับเมืองต่าง ๆ ของฝรั่งเศสไม่อยากให้เป็นเพียงเมืองขึ้น ไม่ใช่อยู่ภายใต้ระบบเก่าที่มีทั้งพระสงฆ์ เจ้าของที่ดินและขุนนางชั้นสูงขูดรีดภาษีชาวบ้าน