บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 41-50

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (41)

หลังจากการแสดงเสร็จสิ้น บักเคนตื่นตาตื่นใจกับการแสดงมากเพราะไม่เคยได้ดูมาก่อนในชีวิต นอกจากเห็นแต่หนังอินเดีย ที่พระเอกนางเอก เต้นพร้อมกับส่ายหน้าร้องเพลง ส่วนนางเอก ส่ายหน้าส่ายสะโพกและก็วิ่งไปรอบ ๆ ต้นไม้ บักเคนนึกในใจ ถ้าสวรรค์ทรงเมตตา ได้กลับดอนมดแดง จะนำศิลปะ การเต้น หน้าท้องไปประยุกต์กับหมอลำซิ่ง ทั้งจังหวะท่าร่ายรำและเสียงดนตรี คงจะเรียกผู้ชมได้ไม่น้อย
“สาธุ เทวดาฟ้าดินขอให้ข้าน้อยได้กลับดอนมดแดง ข้อยจะแก้บนด้วยหมอลำซิ่งประยุกต์กับเต้นระบำหน้าท้อง เจ็ดมื้อ (เจ็ดวัน)” บักเคนกล่าวบนบาน
ทำอะไรหรือคุณเคน “โรแบสปิแยร์” ถามบักเคน “อ๋อผมสวดอ้อนวอนเทวดาให้ผมได้กลับบ้าน คิดถึงบ้านครับ” บักเคน กล่าวตอบ
บักเคนพักอยู่บ้านปิแอร์ รุ่งเช้าบักเคนกับปิแอร์ได้ทานอาหารร่วมกับ โรแบสปิแยร์ สองคนพ่อลูกได้พูดคุยกันถึงเรื่องสมาคมลับฟรีเมสัน ที่วางแผนจะล้มล้างระบอบการปกครองของกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงที่ครอบงำฝรั่งเศส เพื่อปลดปล่อยประชาชนที่กำลังกับปัญหาความอดอยากหิวโหย และการขูดรีดภาษีไปปรนเปรอราชสำนักและ
ศาสนจักร บักเคนได้แต่ฟังเงียบ ๆ และนึกทบทวนข่าวที่ตนเองได้ดูแทบทุกวัน ถึงเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง อาหรับสปิง (Arab Spring) คลื่นปฏิวัติการเดินขบวน
การประท้วงและสงครามซึ่งเกิดขึ้นในโลกอาหรับ ปลายปี พ.ศ. 2553 การลุกฮือของประชาชนเกิดจากการที่ไม่สามารถทนอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองประเทศในขณะนั้นได้อีกต่อไป โดยเริ่มจากประเทศตูนิเซีย ที่ประชาชนขับไล่ประธานาธิบดี ซีน เอล อาบิดิน เบน อาลี ซึ่งเป็น “ประธานาธิบดีตลอดกาล” ให้ลงจากเก้าอี้ได้เป็นผลสำเร็จ โดยเริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศตูนิเซีย เมื่อชายขายผักคนหนึ่งจุดไฟเผาตนเอง เนื่องจากไม่พอใจรัฐบาล จากนั้น การประท้วงก็ได้เริ่มลุกลาม จนขยายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศ และทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงอัฟริกาเหนือ จากนั้นการประท้วงก็ลุกลามไปอีกหลายประเทศ ไล่ตั้งแต่อียิปต์ ประชาชนขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ซึ่งตัดสินใจลาออก แต่ก็ถูกพิจารณาคดีข้อหาทุจริต ต่อด้วย พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย ซึ่งมีการประท้วงขับไล่ยาวนาน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อพลังประชาชน และเสียชีวิต
ผู้นำที่ถูกขับไล่อีกคนหนึ่ง คือ นายอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ประธานาธิบดีเยเมน ที่ต้องยอมลงนามในข้อตกลง สละอำนาจทั้งหมดให้กับรองประธานาธิบดีทำหน้าที่ปกครองประเทศต่อไป โดยแลกกับเอกสิทธิ์ไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การประท้วงของอาหรับสปริง ถูกมองว่า เป็นการลุกฮือเพื่อต่อต้านการผูกขาดอำนาจ การประท้วงมีเทคนิคทั้งการนัดหยุดงาน การเดินขบวน และการชุมนุม
บักเคนนึกถึงความวุ่นวายในอียิปต์ จากสภาพปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และความยากจน ก็ได้ช่วยจุดชนวนการประท้วงให้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนชาวอียิปต์กว่า 1,000,000 คน ได้ออกมารวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งนายมูบารัก ก็ได้เสนอทางออกในช่วงนั้นว่า เขาจะยอมถ่ายโอนอำนาจให้แก่รองประธานาธิบดี แต่จะไม่ก้าวลงจากตำแหน่งในทันที ตามที่ผู้ประท้วงต้องการ ท้ายที่สุด นายมูบารัก ก็ถูกบังคับให้ก้าวลงจากตำแหน่ง โดยคณะกรรมาธิการทหาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศชั่วคราว ท่ามกลางการเฉลิมฉลองของประชาชนทั้งประเทศ และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายมูบารัก พร้อมกับบุตรชายทั้งสองคน ก็ได้ขึ้นศาลเพื่อรับฟังการพิจารณาคดี ที่พวกเขาถูกตั้งข้อหาว่า ทุจริตคอรัปชั่น โดยนายมูบารักและบุตรชาย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ประเทศบาห์เรน ก็เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับ ผู้ชุมนุม เนื่องจากชาวบาห์เรนที่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชิอะห์ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่พอใจการปกครองของชนชั้นปกครอง ที่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนี ความขัดแย้งในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลบาห์เรนต้องประกาศกฎอัยการศึก พร้อมนำกำลังเข้าสลายการชุมนุม ประเทศเยเมน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประชาชนได้รวมตัวกันต่อต้านประธานาธิบดีอาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์ ที่ปกครองประเทศมานานถึง 33 ปี การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าประธานาธิบดีซาเลห์จะแถลงการณ์ว่า เขาจะยอม ก้าวลงจากอำนาจ เพื่อให้เหตุการณ์นองเลือดยุติลง แต่ดูเหมือนว่า คำแถลงดังกล่าวไม่ได้เกิดผลอันใดทั้งสิ้น เนื่องจากการสลาย การชุมนุมและสังหารประชาชนยังคงเกิดขึ้นทุกวัน
เหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่เด่นที่สุดในอัฟริกาเหนือ ประเทศลิเบีย แม้ว่าทุกคนจะทราบจุดจบเรากันดีว่า พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย ที่ปกครองประเทศมานานถึง 41 ปี ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามสังหารจนเสียชีวิตลง ขณะที่บุตรชายของเขา ก็ถูกจับกุมอยู่ที่ลิเบีย และก็เหตุการณ์ที่ประเทศซีเรีย ที่เหตุการณ์การประท้วงยังคงเกิดขึ้น ซึ่งบักเคนไม่ได้ตามข่าวสารเพราะได้ทะลุมิติมาที่ฝรั่งเศสก่อน บักเคนนึกในใจต้นกำเนิดของการปฏิวัติประชาชนมีที่มาจากฝรั่งเศสนั่นเอง และตนเองก็โชคดีที่ได้เข้าร่วมและรับรู้เหตุการณ์ แต่โชคร้ายไม่รู้จะได้กลับบ้านไหม บักเคน นึกถึงเพลง let it be ของ The Beatles

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (42)

พระราชวังแวร์ซายส์ที่หรูหรางดงาม ชีวิตของพระนางมารี อังตัวเนต เดิมเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศออสเตรีย แต่ถูกบังคับให้แต่งงานกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออสเตรียและประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ชาวออสเตรียและฝรั่งเศสคาดหวังจากพระนางและพระสวามีคือรัชทายาท แห่งประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่พระนางมารี อังตัวเนต เจ้าฟ้าหญิงจากออสเตรียจะเสด็จมาประทับที่แวร์ซายส์ก็นับอีก 2 ปีให้หลัง
หลังจากทรงหมั้นระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อังตัวเนต องค์จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย ทรงคอยดูแลในด้านการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงศาสตร์ศิลปะ หลายแขนงต่าง ๆ ที่คนเป็นถึงมกุฎราชกุมารีจำเป็นต้องรู้อย่างเข้มงวดเพื่อหวังจะให้พระราชธิดา ทรงคุ้นเคยกับประเพณีในวังของฝรั่งเศส แต่พระนางทรงเรียนรู้ไม่ได้ดีเท่าที่ควรเลยสักวิชา นอกเสียจากวิชาการแสดง ร้องเพลง และเต้นรำเท่านั้นที่ดูจะโปรดเป็นพิเศษ
หลังจากอภิเษกสมรส พระนางมารีอัง ตัวเนต มาประทับอยู่ที่ฝรั่งเศส ทุกคนก็ชื่นในพระนางมารี อังตัวเนต กันมาก เชื้อพระวงศ์ได้มาชักชวนเจ้าหญิงไปเป็นพรรคพวกตน เช่น พระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเป็นสมเด็จป้าของพระนาง มารี อังตัวเนต ได้ยุให้พระนางมารี อังตัวเนต ให้เกลียดมาดามดูบาร์รี พระสนมคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทั้ง 3 พระองค์ไม่ชอบมาดามดูบาร์รี ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมาดามดูบาร์รีมีนิสัยเรียบร้อย มีความสวยงามทั้งหน้าตา และกริยา มารยาท มาดามดูบาร์รี ก็ทรงชอบและเอ็นดูพระนางมารี อังตัวเนต อยู่ไม่น้อย
เพลงโอเปร่าลอยไปตามสายลม พระนางมารี อังตัวเนต ในชุดทรงสีขาว และพระเกศาสีชมพูอ่อน ทำให้ใบพระหน้านางเปื้อน ไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากพระนางทรงร้องเพลงโอเปร่าและทรงเปียโนด้วยพระองค์เอง เสียงพระนางดังกังวานไพเราะ สะกด ขุนนางชั้นสูงและบริวารของพระนางที่รับฟังเสียงของพระนางต้องนั่งนิ่งเงียบ หลังจากพระนางร้องเพลงจบ ได้ลุกขึ้นยืนและปรบมือแสดงความชื่นชมตนเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครทำแต่พระนางทำ ทำให้ผู้ชมชั้นสูงอื่น ๆ ปรบมือตามพระนางได้ด้วย มันเลยทำให้พระนางรู้สึกดีไปด้วยเลยว่าทุก ๆ คนให้การยอมรับตัวพระนางแล้ว
บ่ายแก่ ๆ ที่ห้องรับรอง พระนางมารี อังตัวเนต ทรงสนทนากับท่านเค้าท์แห่ง แมร์ซี อาร์จองโต โดยมีเจ้าหญิงแห่งลอมบาลล์ บารอนแห่งเบอซองวาล ดยุค แห่งควงยี รวมถึง โยลองด์ เดอ โปลาสตรง กับเคานท์เตส แห่งโปลินยัก ร่วมสนทนาด้วยถึงเรื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและการจัดงานเลี้ยงหรูหราในพระราชวังแวร์ซายส์ และการจัดการละเล่นที่มีเงินเดิมพันมหาศาล พระนางได้หาทางชดเชยจิตใจของพระนางที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่สนพระทัยในตัวพระนาง
หลายครั้งพระนางทรงอักษรถึงพระมารดาที่กรุงเวียนนาก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จะสวรรคต และพระนาง ทรงเล่าถึงสถานการณ์ในพระราชวังแวร์ซายส์ ที่ถูกเจ้าป้าทั้งสามพระองค์ยุยงพระนางให้ขัดแย้งกับมาดามดูบาร์รี ในจดหมายเขียนถึง พระมารดา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งหลายครั้งแต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในงานเลี้ยง ที่ทูลกระหม่อมปู่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองให้พระนางมารี อังตัวเนต และพระเจ้าหลุยส์ ที่ 15 ทรงอนุญาตให้มาดามดูบาร์รี มาร่วมงาน
พระนางมารี อังตัวเนต ด้วยความไร้เดียงสา จึงได้ต่อว่าและทำท่าล้อเลียนดูถูกมาดามดูบาร์รี อย่างเปิดเผยและยุให้พระสหาย นางกำนัลทำท่าล้อเลียนเธอแล้วก็หัวเราะเยาะ มาดามดูบาร์รี ว่าเป็นหญิงชั้นต่ำมาร่วมงานซึ่งจัดให้พระนางมารี อังตัวเนต โดยเฉพาะเช่นนี้ เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นการหยามหน้าพระนางโดยตรง พระนางมารี อังตัวเนต ซึ่งถูกอบรมจากพระมารดา พระนางมาเรีย เทเรซ่า ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ว่าหญิงที่เป็นเช่นมาดามดูบาร์รี นั้น ไม่สมควรที่จะลดองค์ไปยุ่งเกี่ยวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางเหล่านั้นช่างกระทำการน่าละอายและไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง กอปรกับทิฎฐิของขัตติยะนารีของพระนางมารี อังตัวเนต ทำให้พระองค์ไม่เคยแยแสมาดามดูบาร์รี แม้แต่น้อย
มาดามดูบาร์รี ในจดหมายที่พระนางมารี อังตัวเนต เขียนถึงพระมารดาได้บอกประวัติย่อของมาดามดูบาร์รี ไปด้วย ฌาน เบกูว์, กงแต็ส ดูว์ บาร์รี (Jeanne Bécu, Comtesse Du Barry) เป็น พระสนมเอกคนสุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส ก่อนเข้าสู่ราชสำนักฝรั่งเศส มาดาม ดูว์ บาร์รี มีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะโสเภณีชั้นสูงผู้มีโฉมงดงาม ได้เข้าถวายตัวเป็นพระสนมในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ในปี ค.ศ. 1769 ตั้งแต่อายุ 26 ปี โดยเป็น พระสนมเอกคนโปรด และมีอิทธิพลสูงสุดรองจากมาดาม เดอ ปงปาดูร์ ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น คำพูดของพระนางมารีอังตัวเนต สร้างความเจ็บแค้นให้กับมาดามดูบาร์รี เป็นอย่างมาก ถึงขั้นฟ้องต่อหลุยส์ที่ 15 ในเรื่องที่เกิดขึ้น
ในที่สุด ทูลกระหม่อมปู่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงกริ้วและรับสั่งเรียกท่านผู้หญิงโนแอลส์ (พระพี่เลี้ยงของพระนางมารี อังตัวเนต) เข้าไปเฝ้า รับสั่งตำหนิโทษเธออย่างหนักฐานที่ปล่อยให้พระนางมารี อังตัวเนต พูดจาเหลวไหล และนำความไม่สงบสุข มาสู่พระองค์ท่าน การดูหมิ่นเหยียดหยามนางในพระองค์ของท่านคนหนึ่งทำให้ท่านกริ้วมาก พระนางมารี เทเรซา พระมารดาได้ตอบจดหมาย ทรงมีความกริ้วต่อเจ้าหญิงมารี อังตัวเนต มาก ทรงตำหนิพระนางมารี อังตัวเนต และให้ไปขอโทษนางด้วย และอย่าทำให้ทูลกระหม่อมปู่ทรงกริ้ว

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (43)

เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ขึ้นครองราชย์ พระนางมารี อังตัวเนตเอง พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อจะให้พระสวามีของพระนางหันมาสนใจพระนางบ้าง แต่พระสวามีของกลับไม่กระตือรือร้นกับสิ่งที่ทุกคนคาดหวังแต่อย่างใด นอกจากเรื่องของการให้กำเนิดรัชทายาทแล้ว พระนางยังต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายในราชสำนักที่สวมหน้ากากเข้าหากัน พระนางต้องพบกับสังคมชั้นสูง ที่วัน ๆ เล่นพนัน แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่า ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยและนินทากัน ส่วนมาดามดูบาร์รี ก็หายตัวลึกลับจากพระราชวัง
พระราชวังแวร์ซายส์ อันใหญ่โต ผู้คนอยู่แทบทุกตารางนิ้วของวัง แต่สิ่งที่พระนางมารี อังตัวเนต สัมผัสได้ก็คือ ความเหงา วันแรกที่พระนางแต่งงานเป็นพระชายาเจ้าชายแห่งฝรั่งเศส พระนางต้องพยายามเปลี่ยนชุดให้เป็นชาวฝรั่งเศส พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่ ผู้คนใหม่ ๆ โดยเฉพาะกับพระสวามี แต่ตัวพระสวามีกลับสร้างกำแพงเพื่อกั้นนางออกไป เพราะความห่างเหินของพระสวามี นางเลยใช้ชีวิตอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือย โดยหวังว่ามันจะช่วยเติมเต็มเธอได้ แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย พระนางมารี อังตัวเนต ทรงโปรดภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ รูปพระสาทิสลักษณ์ของพระนางมารี อังตัวเนต กับดอกกุหลาบ ทรงพระองค์แบบสามัญชน ทรงมีพระทัยอยากเป็นสามัญชน แต่สวรรค์ได้ลิขิตเส้นทางให้พระนางต้องเดินไปตามที่สวรรค์กำหนดโชคชะตาฟ้าลิขิต
พระนางทรงโปรดภาพนี้มากที่สุดในชีวิต ทำให้พระนางได้รับการกล่าวขานว่า กุหลาบแห่งแวร์ซายส์ วันเวลาผ่านเหมือนกับสายน้ำ พระนางมารีอังตัวเนตใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย การเป็นพระราชินีทั้ง ๆ ที่เป็นยังเป็นวัยรุ่นอยู่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ความเอาแต่ใจเล็ก ๆ ของพระนาง ทั้งวังส่วนตัวและสวนส่วนตัวของพระนาง กระทั่งการแสดงโอเปร่าของตนเอง ที่บ่อยครั้งพระนางแสดงให้ขุนนางและนางสนมกำนัล ได้ชม เป็นการชดเชยความเหงาของพระนางมารี อังตัวเนต ทั้งที่พระนางทรงเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่กลับถูกบังคับให้แต่งงานและขึ้นเป็นพระราชินีอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้ง ๆ ที่ตัวนางเองอายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น
ข่าวลือในราชสำนักฝรั่งเศสว่าเจ้าชายรัชทายาท พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นชายหนุ่มที่เฉื่อยชา เชื่องช้า เสวยจุ ชอบบรรทม และไม่มีเซ็กซ์กับเจ้าหญิงมารี อังตัวเนต และข่าวลือออกมามากมายว่าพระนางมารี อังตัวเนต ได้ทรงเกลี้ยกล่อมเจ้าชายหรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ให้พระสวามีผ่าตัดรักษาสมรรถภาพทางเพศได้สำเร็จ ข่าวได้ดังไปทั่วพระราชวังแวร์ซายส์ ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงไม่ร่วมเตียงกับพระนางมารี อังตัวเนต อีกเลย
รุ่งเช้าขุนนางเอ็มมาโรเอล คนสนิทของพระนางมารี อังตัวเนต ได้ดูโชว์เต้นรูดเสา ที่บาร์อโกโก้ของกัปตันได้เดินทางกลับปารีส เพื่อไปกราบทูลให้พระนางมารี อังตัวเนตให้ทรงทราบว่าที่เมืองมาเซย์มีเจ้าของบาร์มีเพชรสวยที่สุดในโลก บลูไดมอนส์ หลังจากเดินทางมาหลายวัน ก็มาถึงพระราชวังแวร์ซายส์ เอ็มมา โรเอล ได้ขอเข้าเฝ้าพระนางมารี อังตัวเนต โดยมีเรื่องจะทรง กราบทูลพระนางมารี อังตัวเนต ได้บอกทหารคนสนิท ริชาร์ด ให้ไปนำตัว เอ็มมาโรเอล มาเข้าเฝ้า
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวดีอย่างยิ่ง ที่พระองค์เมื่อได้รับทราบ”
“เรื่องอะไรที่จะทำให้ข้ายินดี ไหนบอกมาซิ อย่าบอกนะว่า เจ้าพบมาดามดูบาร์รี ที่หายตัวจากพระราชวัง นางไปได้ข้าก็ยินดี ข้าไม่สนว่านางจะหยิบเอาอะไรไปจากท่านปู่ ถ้าจะบอกเรื่องนี้ ก็ไม่ต้อง” พระนางมารี อังตัวเนต ตรัสกับ เอ็มมาโรเอล
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์ได้ยินข่าวที่คิดว่าเป็นเรื่องจริงกำลังรอการยืนยันจากทหารที่กระหม่อมส่งไปสืบพะยะค่ะ”
“แล้วมันอะไรกัน เจ้าอย่าทำลึกลับนะ เอ็มมาโรเอล อย่านึกว่าเป็นคนสนิทข้าแล้ว พูดเล่นกับข้านะ”
“เกล้ากระหม่อมไม่กล้าล้อเล่นพะยะค่ะ เกล้ากระหม่อมได้ยินและได้ฟังจากปากเจ้าของเพชรบลูไดมอนด์ที่สวยที่สุดในโลก มีอยู่เพียงเม็ดเดียว”
“ไหนพูดใหม่ซิ เจ้าว่าอะไรนะ” พระนางมารี อังตัวเนต ตรัสกับ เอ็มมาโรเอล
“พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้ากระหม่อมได้ยินว่ามีเพชร บลูไดมอนด์ สวยที่สุดในโลก อยู่ที่เมืองมาเซย์ เป็นของกัปตันเรือเก่าแต่เปลี่ยนอาชีพเป็นเจ้าของบาร์อโกโก้พะยะค่ะ”
“ถ้าจริง เจ้ารีบไปบอกให้เจ้าของบาร์มาพบข้าที่พระราชวัง แวร์ซายส์ โดยเร็ว” พระนางมารี อังตัวเนต ตรัสกับเอ็มมาโรเอล
“พะยะค่ะ กระหม่อมจะรีบดำเนินการ” เอ็มมาโรเอล กราบทูลพระนางมารี อังตัวเนต แล้วก็กราบทูลลา เพื่อกลับปราสาทของตน


โรแบสปิแยร์ได้สนทนากับปิแอร์ โดยปิแอร์ได้บอกบิดาถึงเรื่องที่ตนยินดีรับบักเคนเข้าเป็นสมาชิกสมทบสมาคมฟรีเมสัน เพราะบักเคนเป็นคนรักในความยุติธรรม ชอบสายลมแสงแดด เกลียดการดูถูกเหยียดหยามคนจน และเป็นคนที่มีความคิดดี ๆ ในหลายเรื่อง เป็นความคิดแปลกใหม่ที่ตนเองศรัทธาและทึ่งในตัวบักเคน จึงอยากให้บักเคนเข้าร่วมขบวนการ โรแบสปิแยร์ซึ่งเป็นทนายความปากกล้าก็มีความยินดี และต้อนรับบักเคนเข้าร่วมขบวนการฟรีเมสัน
“วันพรุ่งนี้พ่อจะไปประชุมร่วมกับโซฟี ที่ปราสาทร้างนอกเมือง เจ้ากับบักเคนให้ติดตามข้าไป ข้าจะแนะนำให้รู้จักกับโซฟี นางเป็นหญิงที่มีอุดมการณ์อันแรงกล้า ที่จะปลดแอกความไม่เป็นธรรมในสังคม นางได้ปลุกพลังของชาวนา ชาวไร่ในหลาย ๆเมือง ให้ทำการต่อต้าน การเก็บภาษีของศาสนจักรและชนชั้นสูง รวมถึงการที่นางไม่ยอมรับการตัดสินของขุนนาง ที่กล่าวหาว่านางเป็นกบฏ ซึ่งนางได้หลบหนีการจับกุมไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านในชนบทและนางก็ออกมาเคลี่อนไหวในเมืองร่วมกับสมาชิกสมาคม” โรแบสปิแยร์ บอกปิแอร์และบักเคน
รุ่งขึ้นโรแบสปิแยร์ ปิแอร์ และบักเคนได้เดินทางออกนอก ตัวเมืองไปยังปราสาทร้าง เดินผ่านไร่นาที่ประสบกับภัยพิบัติจากลูกเห็บตกเมื่อหลายวันก่อน ชาวไร่ชาวนาที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว ลูกเห็บตกยิ่งเพิ่มเคราะห์เท่าทวีคูณ จากแล้งกลายเป็นหนาวติดลบโดยฉับพลัน คนยากจนพากันล้มป่วย และคนที่อยู่ในเมืองที่แออัดกัน ก็ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
ส่วนคนชนบทนอนหนาวตาย อดอาหารตาย ส่วนที่เหลือ รูปร่างผอมเหลือแต่กระดูก ดวงตาสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคตในชีวิตของตน โรแบสปิแยร์มองภาพคนจน ที่ตนเดินผ่านไปยังปราสาทร้างและก็นึกถึงงานเลี้ยงหรูหราในพระราชวังแวร์ซายส์ ครั้งหนึ่งโรแบสปิแยร์ได้มีโอกาสพบกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยขณะนั้น โรแบสปิแยร์เป็นผู้นำถวายงานเลี้ยงต้อนรับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวเนต ที่เสด็จมาสู่นครปารีสและได้มาที่วิทยาลัยที่เขาศึกษาอยู่ โรแบสปิแยร์ ได้กราบทูลถวายการต้อนรับเป็นภาษาลาติน ต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แต่ในขณะนั้นไม่ได้รับความสนใจจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เท่าไหร่

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (44)

หลังจากเดินทางถึงปราสาทร้าง สมาชิกสมาคมฟรีเมสันได้นั่งรออยู่ในห้องที่ปิดทึบอยู่บนปราสาท หลังจากเข้าไปในห้อง บักเคนถึงกับตะลึงอ้าปากค้างและถาม
“นั่นใช่โซฟีไหม คุณยังไม่ตาย ไปอยู่ไหนมาหลังจากเรือล่ม แล้ว เลดี้ มาแชม ยังมีชีวิตอยู่ไหม และตูส์แสงต์ เป็นอย่างไรบ้าง”
บักเคนระดมคำถาม “พระเจ้าช่วย ฉันฝันไปหรือเปล่านี้ นั่นคุณเคน คุณยังไม่ตาย” ใบหน้าแสดงความดีใจของโซฟีหลังจากพบหน้าบักเคน
กาลเวลาผ่านไป กว่า 30 ปี เลดี้ มาแชม จากหญิงวัยรุ่น ไร้เดียงสา เป็นสาวใหญ่เต็มตัว ดวงตาแกร่งขึ้น “อ้าวรู้จักกัน ด้วยหรือ” โรแบสปิแยร์ เอ่ยด้วยความแปลกใจที่บักเคนกับโซฟีรู้จักกันมาก่อน ขณะที่ปิแอร์สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง และแปลกใจที่บักเคนรู้จักโซฟี ที่เป็นระดับหัวหน้าของขบวนการลับฟรีเมสัน
“มันเป็นอย่างไรกันแน่ คุณเคน ทำไมคุณถึงรู้จักโซฟี ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย”
ปิแอร์ได้ถามบักเคน “อ๋อผมกับโซฟีรู้จักกันเมื่อ 30 ปีก่อน” บักเคนตอบ
“โอ๊ะ พระเจ้าช่วย อะไรนะ ประหลาดมาก”
โรแบสปิแอร์กับปิแอร์สองคนอุทานขึ้นพร้อมกัน ผมจะเล่าเรื่องย่อให้ฟัง
“โซฟีเคยเป็นอาศัยอยู่กับเลดี้ มาแชม ท่านรักโซฟีเหมือนลูก เลดี้มาแชมเดินทางไปนิวฟร้านส์ในเรือเดินสมุทรพร้อมกับผมและตูส์แสงต์ ที่เป็นคนรับใช้ของท่านมงเตสกิเออร์ แต่เรือเจอะพายุ อับปางลง ผมรอดชีวิตเพราะเกาะกระเป๋าของเลดี้ มาแชมไว้ แต่พอลอยอยู่ในทะเลกับเป็นชิ้นส่วนเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ซึ่งช่วงเรืออับปางนั้นมีเครื่องบิน บินทะลุกาลเวลาผ่านมา และเมื่อเรือจม กาลเวลาได้หมุนเปลี่ยนทำให้ผมได้เดินทางเร็วขึ้นเกือบ 30 ปี กัปตันเรือได้ช่วยชีวิตผมไว้ ผมได้รู้จักกับปิแอร์บนเรือสินค้า” บักเคนเล่ารวดเดียวจบ
ทุกคนได้ฟังบักเคนเล่าถึงอ้าปากหวอ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง นึกว่าเป็นนิยายหลอกเด็ก
“โอ๊วพระเจ้า ประหลาดมาก ในเรื่องที่คุณเคนเล่า”
แล้วโซฟีล่ะ 30 กว่าปี ไปอยู่ไหนมาถึงได้มาเป็นสมาชิกสมาคมลับ” โรแบสปิแยร์ถามโซฟี ซึ่งตรงกับใจของบักเคนที่อยากฟังเรื่องราวอันประหลาดมหัศจรรย์ของโซฟีว่าจะพิสดารกว่า บักเคนแค่ไหน
โซฟีได้นั่งเงียบและนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เกือบ 30 ปีที่ชีวิตต้องพานพบอะไรมากมายในชีวิต และเมื่อมีหลายคนนั่งนิ่ง และเฝ้ามองเธอ รอคอยเธอเล่าเรื่องราวจากปากของเธอตั้งแต่แรกเริ่ม
“หล่อนเกิดในกระท่อม ของเจ้าของที่ดินที่ใกล้กับเมืองเอซเซ่ หล่อนเป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัว ทั้งบ้านมีพี่น้อง ห้าคน พี่คนโต ก็เป็นผู้หญิง ส่วนน้องคนรองเสียชีวิตตั้งแต่แบเบาะ ส่วนน้องคนสามเป็นผู้ชายป่วยตาย เพราะอากาศหนาวปีที่หิมะตกหนัก ส่วนน้องคนที่สี่ที่เป็นผู้ชายขาดอาหารเสียชีวิตในปีที่เพาะปลูกพืชไม่ได้ผล และต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเพราะราชสำนัก ให้เก็บภาษีเพิ่ม พ่อกับแม่ต้องทำงานหนัก ทำให้แม่ล้มป่วย เพราะกินอดกินอยาก ทั้งครอบครัวเหลือเพียงพ่อ แม่ที่ป่วยออด ๆ แอด ๆ พ่อต้องทำไร่ปลูกมัน และข้าวสาลี หาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว เจ้าของที่ดินเรียกใช้แรงงานเพิ่มเติม พ่อจะต้องถูกเกณฑ์ไปรบที่ นิวฟรานส์ ในดินแดนห่างไกล แต่แม่ได้ไปขอร้องนายเจ้าของที่ดิน”
“ในคืนที่หิมะตกหนัก มีคนหลายมากมายเพราะอดอาหารและความหนาวเหน็บได้ตายจำนวนมาก รวมทั้งแม่และพ่อด้วย นายเจ้าของที่ดินก็ได้ให้พี่สาวไปเป็นคนรับใช้ทำงานที่ปราสาท และได้ปรนเปรอกามให้กับนายเจ้าของที่ดิน และสุดท้ายพี่สาวได้ถูกนายเจ้าของที่ดินฆ่าตาย เพราะพี่ไม่สนองตัณหาไปร่วมหลับนอนกับเพื่อนนายในงานเลี้ยง สักพักนายได้เอาหนูไปขายที่ปารีส เพื่อเป็นดอกเบี้ยที่พ่อไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านา”
“นายหญิง เลดี้ มาแชมได้รับหนูเป็นลูก” โซฟีได้เล่าต่อไปว่า
“หลังจากที่เรือถูกดูดจมหายไป ชีวิตคิดว่าไม่รอดแล้ว ได้พยายามไขว่คว้าหาสิ่งเกาะ แต่มีมือข้างหนึ่งมาฉุดเอาไว้ ซึ่งเป็น มือของตูส์แสงต์ และตนได้กอด ตูส์แสงต์ ไว้แน่น ส่วนเลดี้ มาแชม ก็พลัดหายไปกับสายน้ำ ครั้งแรกตนเองคิดว่าคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
“แต่พอลืมตาตื่น ก็เห็นมือของตูส์แสงต์ จับตัวเองไว้แน่นมืออีกข้างเกาะอยู่กับถังไวน์ที่ผูกกันเป็นอยู่ห้าถังลอยคออยู่ในทะเล ตูส์แสงต์ ได้เก็บเศษไม้จากเรือล่มได้หลายแผ่นมาผูกเป็นแพ และได้อาศัยแพไม้ที่วางอยู่บนถังไวน์ลอยอยู่ในทะเล”
“เมื่อ ตูส์แสงต์ ได้สติ เราสองคนได้กอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจที่มีชีวิตอยู่รอด ครั้งแรกพวกเราคิดว่ามีเพียงเราสองคนที่มีชีวิตรอดจากเรืออับปาง เราลอยคออยู่ในทะเลนานหลายสัปดาห์ ได้อาศัยน้ำฝนที่ตกอยู่บ่อย ๆ และไวน์ที่เหลืออยู่เต็มดื่มประทังชีวิต ส่วนอาหารตูส์แสงต์ ได้จับเต่า จับปลา แล้วกินสดๆ ครั้งแรก ก็ไม่กล้ากิน แต่ความหิว และเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ได้อาศัยปลาสด เต่า กินประทังชีวิต”
แดดแผดเผาในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็หนาวเย็น พวกเราได้อาศัยดาวเหนือคอยบอกทิศว่าแพลอยไปทิศไหน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แพลอยไปตามคลื่น ไม่รู้ว่าจะลอยไปหนไหน มันช่างห่างไกลจากฝั่ง ทุกคืนวันเราสองคนสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่ประทานชีวิตใหม่ให้เราทรงประทานไวน์ให้พวกเราได้ดื่มเพื่อประทังชีวิต และขอให้พระองค์ช่วยเป็นแสงสว่างนำมาเราสองคนให้มีชีวิต อยู่รอดต่อไป ชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเล หัวใจเราสองคน อยู่ด้วยความหวังว่าจะต้องเห็นฝั่งในอีกไม่ช้า ผ่านคืนวันนานหลายสัปดาห์ พร้อมกับการสวดวิงวอนพระผู้เป็นเจ้า คำสวดอ้อนวอนสัมฤทธิ์ผล มีเรือสำเราผ่านมา ตูส์แสงต์ ลูแวร์ตูร์ ได้พยายามโบกไม้โบกมือ และเราสองคนร้องตะโกน ให้เรือช่วยชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ประทานเส้นทางชีวิตให้เราเดิน” โชคดีคนบนเรือมองเห็นเราสองคนอยู่ในทะเล ได้หันหัวเรือมาช่วยชีวิตพวกเรา
บักเคนได้ฟังโซฟีเล่าเรื่อง เลยนึกถึงภาพยนตร์ที่ตนเคยดู พระเอกเครื่องบินตก เรือแตกบ้าง และหนังสือที่เคยอ่านพบบ่อย หนุ่มโชคร้ายลอยคออยู่ในทะเล ดำรงชีวิตจากน้ำฝนกับฉี่ แต่ตูส์แสงต์ โชคดีมีไวน์ดื่มหรือจะเป็นลิขิตของฟ้า

ที่ปราสาทของ เอ็มมาโรเอล โจเซฟ ซิเอแนส ทหารที่ส่งไปสืบที่เมืองลูเซินร์นได้กับมารายงานข่าวเรื่องเพชรบลูไดมอนด์เป็นเรื่องจริง เอ็มมาโรเอล รีบเดินทางโดยรถม้าไปยังพระราชวังแวร์ซายส์เพื่อทูลต่อพระนางมารี อังตัวเนต ถึงเรื่องเพชรบลูไดมอนด์เป็นความจริง เมื่อรถม้าไปถึงพระราชวังแวร์ซายส์ เอ็มมาโรเอล รีบเข้าไปรายงานข่าวด่วน
แต่ทหารที่หน้าราชวังได้บอกว่า พระนางมารี อังตัวเนต ได้ออกไปธุระข้างนอกกับท่าน ชาร์ส ฟิลิปส์ ซึ่งเป็นดยุคแห่งลีอัง โดยไปพร้อมกับราชองครักษ์ เอ็มมาโรเอล ได้บอกทหารเฝ้าพระราชวังว่า
“ให้กราบทูลพระนางด้วย ว่าเรื่องเพชรเป็นเรื่องจริง และตนเองจะรีบดำเนินการไปนำกัปตันเจ้าของบาร์มาเข้าเฝ้าพระนางโดยเร็วที่สุด”
เอ็มมาโรเอล รีบเดินทางไปยังเมืองมาเซย์อย่างรีบเร่งเพื่อนำกัปตันจอน์หนี่ มาเข้าเฝ้าพระนางมารี อังตัวเนต รถม้าโดยสาร ได้เดินทางทั้งวันและคืน พักเปลี่ยนรถม้าที่สถานีเปลี่ยนรถม้า ในหลาย ๆ สถานี รถม้าถึงเมืองมาเซย์ เอ็มมาโรเอล รีบเดินทางออกจากเมืองไปยังท่าเรือเพื่อนำตัวกัปตันไปเข้าเฝ้าโดยด่วน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (45)

โซฟีได้เล่าเรื่องของเธอต่อไป ทุกคนนั่งฟังอย่างสนใจ
“เรือที่ช่วยชีวิตพวกเรากำลังจะเดินทางไปเฮติและบนเรือ ตูส์แสงต์ โชคดี ได้พบกับ ซิยา บองกา เพื่อนเก่า ของตูส์แสงต์ ที่ยึดอาชีพเป็นหมอผี ได้เดินทางกลับจากอัฟริกาพอดี เมื่อกัปตันเรือรู้ว่า เราสองคนเป็นเพื่อนกับหมอผี ก็ให้ความเกรงใจ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ต้องตกเป็นทาสของกัปตันเรือไม่รู้จะถูกขายไปที่ใดอีก เราได้อาศัยเรือสินค้ากลับไปเฮติ”
“หลังจากนั้นพวกเราก็เดินด้วยเท้าเพราะไม่อยากให้ใครรู้โดยเฉพาะ คนพื้นเมืองที่เกลียดหมอผีมาก อาจจะทำร้ายพวกเรา ต้องเดินหลบซ่อนเพื่อกลับไปอยู่ในไร่อ้อยของนายฝรั่งชาวโปรตุเกส ที่จ้างไปอาศัยอยู่กับเพื่อนของ ตูส์แสงต์ เมื่อเพื่อนเห็นหน้าก็ดีใจ ที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก เราสองคนได้พักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เป็นหมอผี ซึ่งอาชีพได้สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษจากอัฟริกา”
โซฟีเล่าต่อไปว่า “เพื่อนของ ตูส์แสงต์ เป็นหมอผีที่ได้รับ การยอมรับจากพวกคนผิวขาวและทาสในไร่อ้อย พวกเราอาศัยอยู่ประมาณ 2 ปี แล้ว ตูส์แสงต์ ได้เก็บรวบรวมเงินจากการทำงานในไร่กาแฟ และฉันก็ทอผ้าขาย เมื่อได้เงินพอสมควรก็ได้ไปซื้อที่ดินทำไร่กาแฟ พวกเราแต่งงานกันโดยมีบาทหลวงมาทำพิธีให้ หลังจากแต่งงานได้สองปีฉันก็มีลูกคนแรก ฉันต้องทำงานในไร่กาแฟและซื้อไร่อ้อยเพิ่มเติมอีก การทำไร่อ้อยนี้เหนื่อยมาก แรงงานก็หายาก พวกเราไม่อยากใช้แรงงานทาสมากนัก เพราะไม่อยากให้มีการซื้อขายคนที่ถูกจับมาเป็นทาสเช่นเดียวกับสัตว์ ชีวิตทาสบางครั้งยังแย่กว่าสัตว์เลี้ยงของนายทาส”
“งานในไร่อ้อย ซิยาบองกา ซึ่งเป็นหมอผีรับปากว่าช่วยเหลือเรื่องแรงงานอย่างลับ ๆ ซึ่งครั้งแรก ฉันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือเรื่องแรงงานอย่างไร ฉันก็แปลกใจ แต่ซิยาบองกา บอกว่าจะใช้แรงงานไม่ผิดกฎหมายและไม่ต้องจ่ายค่าแรงแพง เพียงให้กินข้าวต้มก็พอ พอฟังครั้งแรกก็ไม่เชื่อมันจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ซิยาบองกา ก็ยืนยันว่าทำได้ นายจ้างผิวขาวถึงยอมรับตนเอง และทาสที่ทำงานในไร่อ้อยก็ยอมรับตนเอง ที่ทำให้พวกทาสไม่ต้องทำงานหนักมาก ถ้าไม่มีซิยาบองกา พวกทาสต้องทำงานหนักกว่าเดิมเป็นสิบเท่า”
“ห๊า”
“อะไรนะ”
“มีด้วยเหรอ มีหุ่นยนต์หรือใช้เวทมนต์คาถาให้อ้อย มันล้มเอง”
ทุกคนฮือฮา ส่วนบักเคนยิ่งแปลกใจ
“มันเป็นไปได้อย่างไรโซฟี น่าประหลาดใจมาก” บักเคนกล่าวขึ้น
โซฟีได้เล่าต่อว่า ซิยาบองกาได้บอกให้ ตูส์แสงต์ ให้คอยสืบข่าวในหมู่บ้านไกล จากไร่อ้อยว่ามีคนในหมู่บ้านเสียชีวิตบ้างไหม โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้ามีให้บอกด้วย พอพวกเราได้ยินก็แปลกใจว่า ซิยาบองกาจะทำอะไร ซึ่งซิยาบองกาบอกว่าไม่มีอะไรไม่ได้ไปจับใคร แต่จะเชิญเอาร่างของคนตายทำพิธีทางไสยศาสตร์ที่เรียกว่า วูดู เพื่อปลุกวิญญาณให้ลุกขึ้นมารับใช้”
โอ้ พระเจ้าช่วย ใช้แรงงานผี มันน่ามหัศจรรย์ ไม่น่าเป็นไปได้ ทุกคนที่ได้ยินทำสีหน้าแปลกใจและไม่ยอมเชื่อในเรื่องของโซฟีเล่า มีแต่บักเคน ที่เชื่อเรื่องพวกนี้แต่ก็ฟังเฉย ๆ เพราะเคยอ่านเจอ ในหนังสือผีดิบซอมบี้มีจริงหรือ สมัยมาทำงานที่กรุงเทพ
โรแบสปิแอร์รู้สึกแปลกใจและมีสีหน้าไม่เชื่อ ว่ามีด้วยเหรอ ปลุกผีมาเป็นแรงงาน ซึ่งเป็นแรงงานเถื่อนและผีมันจะทำงานอย่างไร ได้แต่สงสัยและรอฟังคำอธิบายจากโซฟี ซึ่งโซฟีได้เล่าต่อ “เมื่อได้ข่าวคนตายในหมู่บ้านไกล ๆ พอญาติพี่น้องของคนตายนำศพไปฝัง ซึ่งหลังจากตายแล้วก็ฝัง ซิบองกากับทาสในไร่อ้อยเมื่อทราบข่าวกลางคืนจะแอบไปขุดศพคนตายแล้วรีบนำกลับมาที่ไร่
ซิบองกาจะทำพิธีไสยศาสตร์เรียกดวงวิญญาณของคนตายให้กับมาสิงร่างแล้วผีดิบก็จะทำงานในไร่อ้อยตอนกลางคืน กลางวันจะนอนเพราะไม่ถูกกับแสงแดด”
ทุกคนฟังปากอ้าตาค้างในเรื่องเล่า ทุกคนไม่เชื่อก็ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะออกจากปากโซฟีซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยขบวนการลับฟรีเมสัน
“เขาเรียกว่าผีดิบซอมบี้” บักเคนบอกทุกคน
“แล้วมันเป็นคนศพจริงหรือ” ปิแอร์ถามบักเคน
“ไม่ใช่คนตายไปแล้วแต่มันเป็นการเล่นกลของหมอผีเพื่อนของโซฟี
“อะไรนะ” ทุกคนเอ่ยพร้อมกัน
“ผมเคยได้ยินคนเขาเล่าให้ฟัง ศพคนตายไม่มีวันลุกขึ้นมาทำงาน มีแต่ประเพณีเรียกดวงวิญญาณกลับบ้านของคนจีน ที่ไปตายไกล ๆ บ้าน จะมีหมอผีไปเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน ด้วยการติดกระดาษยันต์ที่หน้าผากผีก็จะกระโดด ตามหมอผีที่จะสั่นกระดิ่งนำร่างของคนตายกลับบ้าน พิธีกรรมศพดังกล่าว นอกจากนี้ที่หมู่บ้านทานาโทราจาและหมู่บ้านมามาซา ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนบทห่างไกลในอินโดนีเซีย ผู้คนที่นี่ เมื่อไรที่มีการตายเกิดขึ้น จะมีการทำพิธีลี้ลับปลุกศพให้ลุกขึ้นมาเดินกลับบ้านเองได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ศพจะต้องเดินกลับมาเพื่อรับการฝังในบ้านเกิดของตัวเอง ในสภาพที่เหมือนกับมีลมหายใจทุกอย่าง เพื่อได้พบกับญาติพี่น้องอีกครั้ง และในกรณีที่มีคนเสียชีวิตในที่ที่ห่างไกลบ้านมาก บางครั้งจะมีการฝังศพเอาไว้ก่อน”
“เมื่อผ่านไปอีกหลายปีก็จะมีการขุดศพขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่อง คล้ายกับชุบชีวิตศพ จากนั้น ก็จะมีการทำพิธีปลุกศพ ลุกขึ้นมาให้ค่อย ๆ เดินกลับบ้านช้า ๆ โดยไม่มีการคลุมใบหน้าศพเลยแม้แต่น้อย ซึ่งไม่ว่าที่ที่ศพเสียชีวิตจะเป็นที่ไหน ห่างไกลบ้านเท่าไรก็ตาม ก็จะต้องมีการทำพิธีพาศพเดินกลับบ้านอย่างนี้ หากใครก็ตามที่อุ้มศพขึ้นโดยตรง เชื่อกันว่าจะทำให้คนคนนั้นล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุระหว่างทาง และไม่สามารถแห่ศพกลับบ้านได้ต่อไป”
“บรรดาญาติพี่น้องและผู้นำในการทำพิธีที่กำลังพาศพกลับบ้าน จะมีการเตือนผู้คนที่เดินสวนไปมาระหว่างทางด้วยว่า ห้ามให้พวกเขาพูดกับศพ ญาติพี่น้องจะนำศพเดินด้วยทางที่ไม่มีใครเดิน จะได้เงียบสงบ”
“พระเจ้าช่วย เรื่องของคุณเคน มหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องของโซฟีอีก” ปิแอร์มองบักเคนด้วยสายตาชื่นชมที่บักเคน มีความรู้แปลกใหม่มากกว่าพวกตน
บักเคนได้เล่าต่อไปอีกว่า “คนที่ตายผมคิดว่าซิยาบองกา แอบเอายาสั่งไปให้กิน”
ผมขอถามโซฟี ส่วนมากคนที่ตายจะเป็นหนุ่มฉกรรจ์ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ อ้าวทำไมคุณเคนรู้ล่ะ”โซฟี ตอบบักเคน
“มันไม่มีอะไรแค่ยาสั่งเมื่อมันออกฤทธิ์ก็เหมือนกับตาย ญาติพี่น้องนึกว่าตายไปแล้ว ก็นำไปฝัง เมื่อยาสั่งหมดฤทธิ์ คนที่ตายเขาจะฟื้นมาเอง และถ้าหลุมที่ฝังไม่ลึกก็จะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมเองได้ แต่คนที่รู้ก็คือพวกหมอผี ที่ทำยาสั่งแล้วก็แอบไปขุดศพมาทำเป็นผีดิบซอมบี้ ซึ่งผีดิบซอมบี้ เป็นคนไร้สติ ไม่มีความทรงจำใด ๆ หลงเหลืออยู่ เนื้อเยื่อสมองถูกทำลายจากยาสั่ง จะกลายเป็นทาสคอยรับใช้ตลอดไป”
“ผมคิดว่า ซิยาบองกาน่าจะรู้สูตรยาสั่ง ซึ่งยาสั่งเป็นสมุนไพร ที่จะรู้กันเฉพาะหมอผี เท่านั้น” อ้าวถ้ายังไม่ตายแล้วทำไม่จำอะไรไม่ได้ แล้วเมื่อฟื้นขึ้นมาฟังคำสั่งหมอผีได้อย่างไร” ปิแอร์ถาม บักเคน
“หมอผีจะให้กินแตงกวาซอมบี้ (Zombie Cucumbers) ซึ่งทำจากพืชสมุนไพร และมีสารพิษจากสัตว์บางชนิด สารพวกนี้คนที่กินยาสั่งเข้าไปจะเกิดความจำเสื่อม และถ้ากินมาก ๆ จะทำให้กลายเป็นคนไร้ความนึกคิด จดจำอะไรไม่ได้เลย เพราะเซลล์สมองและประสาทบางส่วนถูกทำลาย และทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ศพคืนชีพ ทาสผู้ซื่อสัตย์ กรรมกรที่ทำแต่งานอยู่ในไร่อ้อยโดยไม่หวังสินจ้างรางวัล หรือแม้แต่คำชมจากใคร”
“โอ๊ะพระเจ้า พวกเราทำบาปกับคนไร้ความผิด” โซฟีถึงกับร้องไห้เสียใจออกมา
“ไม่เป็นไรมันผ่านไปแล้ว ไม่รู้ไม่ผิด” บักเคนบอกโซฟี
“ถ้ายังงั้นเราติดต่อหมอผีแล้วเอายาสั่งจากเฮติมาให้ทหารของพระเจ้าหลุยส์กินดีไหม พวกเราจะได้มีกำลังเพิ่มขึ้นในการก่อการปฏิวัติฝรั่งเศส” โรแบสปิแยร์เอ่ยขึ้น
“ไม่เอาผีดิบซอมบี้ พวกเราจะปฏิวัติด้วยมือสองข้างพวกเราไม่อาศัยผีดิบซอมบี้มาร่วมต่อสู้ พวกเราจะต่อสู้ด้วยหัวใจของมวลมหาประชาชน เพื่อเสรีภาพ” โซฟีบอกโรแบสปิแยร์

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (46)

ข้ามีข่าวดีมาบอก เอ็มมาโรเอล ได้บอกกับกัปตันว่า “พระนางมารี อังตัวเนต ให้เข้าเฝ้าโดยด่วน พระนางอยากเห็นเพชร บลูไดมอนด์ ของกัปตัน ที่ว่าสวยที่สุดนั้นจะสวยเพียงใด จะสวยกว่าสร้อยเพชรที่นางเคยเห็นมาดามบูบาร์รี ใส่หรือไม่”
สร้อยเพชรที่มาดามบูบาร์รีสวมอยู่นั้น ได้จากสมเด็จปู่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่หลงใหลในความงามและกริยามารยาทที่อ่อนหวาน เอาอกเอาใจพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ได้ไปสรรหาเพชร เม็ดงามสุดมาทำสร้อยคอ โดยให้ช่างเพชรชื่อ โบห์เมอร์ นำเพชร ดีที่สุด 600 เม็ดมาเรียงราย ทำสร้อยเพชรและบอกช่างเพชรว่า ถ้าทำเสร็จแล้วให้นำไปมอบให้กับมาดามบูบาร์รี พระองค์เหมือนกับมีลางสังหรณ์ ว่าจะไม่ได้มอบสร้อยเพชรให้กับนาง ในดวงใจ เพราะพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยโรคฝีดาษก่อน
นายช่างโบเมอร์ เมื่อทำสร้อยเสร็จ ก็มอบให้มาดามบูบาร์รี หลังจากได้สร้อยเพชร นางก็สวมใส่ตลอด เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สิ้นพระชนม์ นางก็มาร่วมงานเคารพพระศพ และก็หายตัวไปซึ่งพระนางมาเรีย อังตัวเนต เคยเห็นสร้อยที่มาดามบูบาร์รี่สวม ก็ทรงอยากได้แต่ก็ไม่อยากจะสวมใส่สร้อยที่มาดามบูบาร์รีสวม พระนางแสดงความรังเกียจว่า มาดามเป็นชนชั้นต่ำ เป็นเรื่องราวใหญ่โตในราชสำนัก ซึ่งในรูปพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระนาง พระนางมารี อังตัวเนต ไม่เคยฉลองพระองค์ด้วยเครื่องเพชรเลย มีแต่ไข่มุกเพียงอย่างเดียว
แต่แล้วก็ได้รับข่าวดีว่ามีสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ ทำให้ พระนางสนพระทัยมากเพราะเป็นสิ่งที่พระนางไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
กัปตันเมื่อได้รับแจ้งข่าวก็ตกใจ ไม่นึกความเมากับการโม้ ต่อขุนนางในราชสำนักจะเป็นจริงเป็นจังไปได้ “อะไรนะท่าน วันนั้นผมเมา ผมเลยพูดเรื่อยเปื่อย ท่านอย่าไปยึดเป็นจริงเป็นจัง ไม่มีนะครับ บลูไดมอนด์ มีแต่โดเรม่อน”
“อะไรของเจ้า โดเรม่อน” เอ็มมาโรเอล ได้เอ่ยถามกัปตัน
“อ๋อแมวนะ” กัปตันบอก เอ็มมาโรเอล เพื่อนผมคุณเคน เล่าเรื่องโดเรม่อนบอกผมตอนอยู่ในเรือ คุณเคนฝันอยากให้แมว โดเรม่อนมาช่วยกลับบ้าน เพราะโดเรม่อนเป็นแมวอัจริยะ มันเนรมิตของได้ทุกอย่าง ซึ่งสร้อยเพชรบลูไดมอนด์โดเรม่อน คงเนรมิตได้นะท่าน”
“เจ้าล้อเล่นกับข้านะ เดี๋ยวศีรษะเจ้าจะได้ย้ายที่จากคอไปอยู่ในกะละมังนะ” เอ็มมาโรเอล ได้ตอบกัปตันและพูดต่อไปว่า
“ข้าให้ทหารไปสืบมาแล้ว สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง ไม่ได้โกหก เจ้าต้องนำเพชรบลูไดมอนด์ไปกับข้าไปเข้าเฝ้าพระนางมารี อังตัวเนต ถ้าเจ้าไม่ไปข้าจะให้ทหารนำเจ้าไปประหารด้วยเครื่องกิโยติน โดยมีเจ้าทดลองเครื่องประหารกิโยตินเป็นคนแรก”
กัปตันเอามือลูบคอ พร้อมกับหลับตาปี๋ แล้วก็เดินขึ้นไป บนชั้นสองเพื่อไปนำสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ ไปเข้าเฝ้าพระนางมารี อังตัวเนต


ผลจากลูกเห็บตกหนักในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศสจากแห้งแล้ง แล้วอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันใดเกิดลูกเห็บตกหนัก อุณหภูมิลดต่ำลบ 50 องศา แม่น้ำเป็นน้ำแข็ง โรงสีข้าวพลังน้ำไม่สามารถทำงานสีข้าวได้ คนยากไร้ล้มตายมากมายทั่วฝรั่งเศส ขนมปังราคาขึ้นทุกวัน ต้องมีการจ้างทหาร มาเฝ้าร้านขนมปังเพราะกลัวคน จะมาปล้นร้านขนมปัง
ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวในขึ้นในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส พร้อมกับใบปลิวที่สมาคมลับฟรีเมสัน ได้เขียนข่าวลือ แจกจ่ายไปทั่วประเทศฝรั่งเศส ใบปลิวบางส่วนได้จ้างพ่อค้าเร่ ที่เดินขายของทั่วยุโรป นำไปพิมพ์ที่เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ ทำให้ธุรกิจโรงพิมพ์เฟื่องฟูมาก การจ่ายแจกใบปลิวได้ผล ทำให้ประชาชนเริ่มเกลียดชังราชสำนักและศาสนจักรมากขึ้น ว่ามีการ ขูดรีดภาษี ในขณะที่คนจนไม่มีอาหารจะรับประทาน ชนชั้นสูง มีปราสาทส่วนตัว มีสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่า ซึ่งเป็นดินแดนที่ ขุนนางมีสิทธิครอบครอง ห้ามล่าจะมีความผิดถึงตาย ได้สร้างความโกรธแค้นเป็นทวีคูณ ความยากไร้ไม่มีอะไรจะกิน พืชผลเสียหายยับเยิน หลังจากผลผลิตไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากสภาวะ แห้งแล้ง
การประชุมที่ปราสาทร้างได้ดำเนินต่อไปหลังจากโซฟีได้เล่าเรื่องราวของเธอให้ทุกคนได้รับรู้ว่าที่เธอกลับมาฝรั่งเศสโดยขออนุญาตสามีกลับมาพร้อมกับลอร่า บุตรสาวคนโต เพื่อมาช่วยเหลือญาติพี่น้องที่ยากจนข้นแค้น โดนเอารัดเอาเปรียบ โซฟีได้รับ การถ่ายทอดแนวคิดจาก สามีตูส์แสงต์ ลูแวร์ตูร์ ที่ได้พูดกับเธอ อยู่บ่อย ๆ อย่ากลัวที่จะต้องตาย แต่จงกลัวที่จะไร้ซึ่งอิสระ เสรีภาพ เสรีภาพ คือ สิ่งนิรันดร ชนชั้นปกครองควรจะตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำให้ประโยชน์เพื่อประชาชนในประเทศมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ยังอดอยาก ดีกว่าไปสนับสนุนสงครามไกลบ้าน หรือผลประโยชน์ของชนชั้นสูงเพียงกลุ่มเดียว โดยลืมประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นางได้ซึมซับแนวคิดของสามีและประสบการณ์ในชีวิตที่เลวร้ายของนาง
นางจึงอยากจะทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนบ้างก่อนที่นางจะตายจากไป นางได้ตัดสินใจขออนุญาตสามีเดินทางกลับฝรั่งเศส พร้อมกับ ลอร่าบุตรสาวคนโต ที่มีนิสัยคล้ายคลึงกับนาง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (47)

โซฟีเล่าต่อไปว่า “สามีได้บอกเสมอ เสรีภาพและประชาธิปไตย หมายถึง ประชาชนทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี และทำในสิ่งที่ตนปรารถนาโดยไม่รบกวนสิทธิของคนอื่น จะเคารพบูชาพระผู้เป็นเจ้า หรือแม้แต่เชื่อในพิธีของหมอผีวูดูก็ทำได้”

“พูดได้ดี” โรแบสปิแอร์ บอกโซฟีและพูดต่อไปว่า
“ข้าได้เขียนจดหมายถวายฎีกาต่อพระนางมารี อังตัวเนต แล้ว เนื้อความในจดหมายบรรยายถึงประชาชนคนชั้นล่างได้รับความทุกข์ยากและขอให้พระนางลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะความฟุ่มเฟือยของพระนางในเวลาเพียง 1 วัน ก็สามารถ เลี้ยงดูประชาชนได้ถึง 1,000 พันคน”
ข้าได้ส่งจดหมายไปแล้ว และพวกเราต้องวางแผนให้ติดต่อกลุ่มสตรีทอผ้าในปารีสและเมืองใหญ่ให้ทำการลุกฮือ โดยการประสานงานข้าจะรับผิดชอบภายในเขตตัวเมืองปารีส ส่วนในชนบทมอบให้โซฟีเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับพวกเรา ส่วนลอร่าบุตรสาวของโซฟีจะให้เป็นผู้ประสานงานระหว่างข้ากับโซฟี” โรแบสปิแอร์ได้บอกทุกคน เมื่อไม่มีอะไรก็ให้เลิกประชุมและ แยกย้ายกันไปดำเนินการ
หลังจากเลิกประชุมบักเคนได้สนทนากับโซฟีต่อถึงอนาคตของนางในการร่วมต่อสู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง บักเคนพยายามขอร้องให้นางอย่าได้แสดงบทบาท ควรจะให้ผู้ชาย ปิแอร์หรือ โรแบสปิแอร์เป็นผู้นำดีกว่า แต่โซฟีก็ได้บอกบักเคนว่าตนเองและบุตรสาวได้บอกสามีแล้วว่ายอมตายเพื่อประเทศชาติ โดยตนเอง จะเป็นผู้ถือธงชูนำหน้า นำชาวบ้านต่อสู้จนกว่าจะปฏิวัติสำเร็จ แม้ตายก็ขอให้ตายอย่างวีรสตรีเพื่อเสรีภาพ อย่างน้อยก็ตายไม่เสียชาติเกิด
บักเคนได้แต่ถอนใจ และชื่นชมในความห้าวหาญของโซฟี และตนเองก็ยินดีร่วมต่อสู้กับโซฟีด้วย ตนเองจะขอถือดาบ ร่วมต่อสู้กับโซฟี
“ทำไมถึงต้องถือดาบ” โซฟีถามบักเคน
“ผมมาจากแผ่นดินสยาม ผมต้องใช้ดาบให้เหมือนกับวีรบุรุษบ้านบางระจัน” บักเคนตอบโซฟี
ถึงจะตายก็ยอมเพราะถือว่าได้ตายจากโลกไปแล้ว ไม่แปลกอะไรที่จะตายซ้ำสองถือว่าเป็นความโชคดีของตน ที่มีโอกาสตายได้สองรอบ ในโลกปัจจุบันและโลกอดีต อย่างน้อยประวัติศาสตร์คงจะจารึกไว้ บักเคนลูกอีสานได้ร่วมต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ตาม ประวัติศาสตร์จะจดจำว่าเป็นวีรบุรุษ หรือกบฏ แล้วแต่ จะมองผ่านแว่นตาสีใด
ยามบ่ายในพระราชวังแวร์ซายส์ พระนางมารี อังตัวเนต ได้เฝ้าดูการขยายหมู่บ้านชนบทที่กำลังเร่งก่อสร้างเพิ่มเติมในเขตพระราชฐาน ให้เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ที่พระนางมารี อังตัวเนต เชื่อว่าทำให้พระนางได้ค้นพบชีวิตชาวนาอันผาสุกที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ในหมู่บ้านมีลำธารสายน้อยไหลผ่าน ไร่กุหลาบ ทุ่งลาเวนเดอร์ ฝูงปลาแหวกว่ายไปมา สายลมพัดกลิ่นกุหลาบหอมโชยมาตามสายลม หมู่บ้านน้อย ๆ ในเขตพระราชวังแวร์ซายส์ ช่างเป็นภาพที่สุขสงบ
กรงนกพิราบ เต็มไปนกพิราบสีขาวตัดกับฟ้าสีคราม กังหันลมหมุนเอื่อย ๆ ฝูงวัวกำลังและเล็มหญ้า ฝูงแกะกำลังกินน้ำใน ลำธาร ฝูงแพะ ฝูงไก่ ได้ถูกปล่อยในทุ่งหญ้า เพื่อทำให้เป็นภาพชนบทของฝรั่งเศสอันงดงาม “เราจะมีการแสดงรื่นเริงในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ ข้าจะให้ ดูเคอ จิตรกร มาวาดรูปของฉันในหมู่บ้าน และจะให้โมซาร์ท มาเปิดการแสดงโอเปร่าที่นี่ ดีไหมเจ้าหญิง เดอลอมบาล” ดีเพคะ พระองค์ต้องให้โรส เบอร์แตง ออกแบบชุดให้หม่อมฉันด้วยนะเพคะ (โรส เบอร์แตง ดีไซเนอร์ส่วนพระองค์ของพระนางมารี อังตัวเนต)
นอกพระราชวังแวร์ซายส์ หมู่บ้านชนบทที่ไม่ไกลจากปารีส เต็มไปด้วยศพคนตายจากโรคระบาด การขาดแคลนอาหาร คนป่วย คนหิวโหย หมู่บ้านทรุดโทรม คนยากจนเต็มไปทั่วฝรั่งเศส ใบปลิว ข่าวแจกแพร่กระจายด้วยฝีมือสมาคมฟรีเมสัน ได้เขียนโจมตี พระนางมารี อังตัวเนต ได้มีโครงการเสวยสุขส่วนพระองค์ในขณะที่ประชาชนกำลังอดอยาก เป็นการกระทำสิ้นคิด คนต่างชาติ ที่ได้รับรู้โครงการของพระนางจากพ่อค้าเร่ และที่อาศัยอยู่ในปารีส ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการผลาญเงินภาษีของแผ่นดิน การเก็บภาษีสูง และการใช้จ่ายเงินโดยไม่ยั้งคิดของพระนาง
แม้จะได้ยินข่าวลือในทางที่ไม่ดี แต่พระนางก็พูดปลอบใจตนเองว่า ตนเองประหยัดและก็ไม่ได้สนใจที่จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายมากนัก พระนางไม่ได้ตัดชุดฉลองพระองค์ใหม่ อย่างน้อยก็สองสัปดาห์แล้ว ไม่ได้ซื้อสร้อย กระเป๋า ใบใหม่เพิ่มเติมอีกในสัปดาห์นี้ เพียงแต่ซื้อกระเป๋าเล็ก ๆให้เข้ากับชุดที่จะจัดงานเลี้ยงขึ้นในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้เพื่อให้การแต่งกายดูดี เหมาะสมกับท่านเค้าท์ ฮาน แอกเซล เดอ เฟอร์เสน ที่มาร่วมงานเลี้ยงด้วย ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล ไปในการสนับสนุนการก่อการปฏิวัติในสหรัฐมากกว่าที่พระนางใช้จ่ายเพื่อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ พระนางพูดปลอบใจตนเอง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (48)

กัปตันพร้อมกับขุนนางคนสนิทของพระนาง มารี อังตัวเนตได้เดินทางอย่างเร่งรีบเพื่อเดินทางสู่พระราชวังแวร์ซายส์ รถม้าได้ผ่านเมือง ภาพที่กัปตันพบเห็นคือศพคนตายเกลื่อน จากโรคระบาด ความอดอยากหิวโหยของคนยากจนที่เดินขอทาน
“เมืองขอทานหรืออย่างไร” กัปตันถามขุนนาง
“ไม่ใช่ คนยากจนไม่มีอะไรจะกินน่ะกัปตัน”
อ้าว !! ทำไม่รัฐบาลไม่จัดสรรงบซื้ออาหารแจกจ่ายคนยากจนเหล่านี้เล่า ท่านขุนนางปล่อยให้ประชาชนอดอยาก รัฐบาลมัวไปทำอะไร”
“อย่าพูดไปกัปตัน ราชทรัพย์ได้ถูกส่งไปสนับสนุนการปฏิวัติที่อเมริกาจำนวนมาก ขณะนี้ท้องพระคลังแทบไม่มีเงินคงคลังเหลืออยู่ และงบประมาณที่เหลือต้องใช้จัดงานในพระราชวัง แวร์ซายส์ และส่วนหนึ่งได้ทำโครงการของพระนางมารี อังตัวเนต
ภาพที่กัปตันเห็นในระหว่างทาง กัปตันไม่เคยเจอมาก่อน หลังจากเปิดบาร์อโกโก้ที่เมืองมาเซย์ กัปตันไม่ค่อยได้ไปไหนเฝ้าแต่ร้านกินเหล้าเคล้าหญิงงามที่มาขอทำงานในบาร์ กัปตันมีโลกส่วนตัวที่สวยงาม ไม่นึกภาพที่เห็นจะขัดแย้งกับภาพความรื่นเริง ในบาร์ กัปตันได้แต่ถอนหายใจและส่ายหัว ด้วยความสิ้นหวังในประเทศชาติ
รถม้าได้เปลี่ยนที่สถานีเปลี่ยนรถม้าหลายสถานี แต่ละสถานีจะมีขอทานมาป้วนเปี้ยนเพื่อขอเศษอาหารประทังชีวิต กัปตันมีเงินติดตัวมากพอสมควรเมื่อเห็นคนยากจนมาขอเลยใจอ่อนได้แจกจ่ายให้กับคนยากจนเหล่านั้น เมื่อคนยากจนได้ทราบข่าวมีผู้ใจบุญแจกจ่ายเงินทองก็แห่กันมามืดฟ้ามัวดิน เพื่อขอเงินกัปตัน ทำให้กัปตันตกใจ ไม่นึกว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต
“ท่านทำไมแจกเงินให้กับคนเหล่านั้น รู้ไหม พวกมันจะตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง เดี๋ยวข้าจะสั่งให้ทหารที่สถานีเปลี่ยนม้า ขับไล่พวกขอทานเหล่านี้ออกไป ทีหลังห้ามแจกเงินให้กับคนเหล่านี้อีกนะ” เอ็มมาโรเอล โจเซฟ ซิเอแนส ได้บอกกัปตัน
“ครับผมก็ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้” ว่าแล้วก็หลบเข้าไปในรถม้า และรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีรถม้า จะวิ่งตามก็ไม่มีแรงเพราะหลายคนอาหารยังไม่ตกถึงท้อง ได้แต่ส่งสายตาที่สิ้นหวังมองตามรถม้าที่กำลังเคลื่อนจากไป
สวรรค์หรือนรกใครเป็นผู้กำหนด รถม้าได้รอนแรมมาถึงปารีส ขุนนางได้ให้กัปตันไปพักผ่อนที่ซาลอน ใกล้กับพระราชวัง ซึ่งเป็นของเพื่อนสนิท
“เจ้าพักที่ซาลอนแห่งนี้ก่อน คืนนี้นอนพักให้สบายเดี๋ยวจะมีสาวสังคมชั้นสูงมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า” ขุนนางบอกกัปตัน ที่ซาลอนแห่งนี้เจ้าดูเอาไว้ว่าจะปรับปรุงอะไร ข้าจะให้เจ้าเปิดบาร์อโกโก้ที่นี่ ขุนนางที่แวร์ซายส์จะได้มาเที่ยวพักผ่อนหลังจากเสร็จภารกิจในวัง ขุนนางบอกกับกัปตัน กัปตันรีบไปอาบน้ำ เพราะคืนนี้จะได้ไปสวรรค์กับสาวสังคมชั้นสูง อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ยามค่ำ กัปตันนั่งจิบไวน์ใต้แสงเทียนวับ ๆ แวม ๆ หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งเดินนวยนาดเข้ามาหากัปตัน
“สวัสดีค่ะ ขอนั่งด้วยคนนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับ”
กัปตันบอกด้วยความตื่นเต้นแม้จะรู้ก่อนหน้านี้แล้ว เอมมา โรเอล จะจัดสาวสังคมให้มาอยู่เป็นเพื่อนแต่ก็อดประหม่ามิได้
“ประทานโทษ คนสวยชื่ออะไรครับ” กัปตันถามเสียงสั่น ๆ
“มาเรียค่ะ” “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณมาเรีย”
กัปตันบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่คิดว่าหล่อที่สุดในชีวิต ดิฉันได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ให้มารับใช้กัปตันที่มีชื่อเสียงเลื่องลือใน มาเซย์” สาวมาเรียบอกกับกัปตัน
ทำให้กัปตันถึงกับหัวใจพองโต “ขอบคุณครับ”
มาดื่มไวน์เพื่อมิตรภาพเพื่อนใหม่ที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ กัปตันก็ปากหวานไปเรื่อย “ด้วยความยินดีค่ะ มาชนแก้วกันนะคะกัปตันที่รูปหล่อ” กัปตันชนแก้วและพูดคุยกับมาเรียจนดึกพอสมควร กัปตันก็ชวนมาเรียพักที่ห้องด้วยกัน มาเรียก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นคำสั่งของ เอ็มมาโรเอล ให้เอาใจกัปตันให้ดีที่สุดปรนเปรอรสสวาทให้กัปตันติดใจให้ได้
กัปตันไม่เคยไปสวรรค์กับสาวสังคมชั้นสูงมาก่อนเมื่อเห็นมาเรียเปลือยกายใต้แสงเทียนหลายสิบเล่มที่กัปตันจุดสร้างบรรยากาศ สวรรค์บนดิน แสงเทียนส่องเรือนกายมาเรียเป็นสีขาวนวลใย เปล่งปลั่งอวบอั๋น กลิ่นกายหอมกรุ่นจากเรือนร่างของมาเรีย ด้วยกลิ่นกุหลาบอ่อน ๆ ทำให้กัปตันคึกคักสุดขีด มาเรียได้ปลุกอารมณ์สวาทให้ลุกโชน แม้จะเคยสัมผัสสาวที่บาร์มาก่อน แต่รสสัมผัสกับเรือนร่างมาเรีย ช่างแตกต่างกับสาวบาร์อโกโก้ของตน เหมือนฟ้ากับเหว เรือนกายอันเปล่งปลั่งของมาเรีย ปทุมถันที่ชูช่ออะร้าอร่าม กัปตันโน้มมือลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของมาเรีย ริมฝีปากขบกับยอดปทุมอย่างเบาบาง เนื้อแนบเนื้อ
เสียงครวญครางอย่างเร่าร้อนและบิดตัวไปมาของมาเรียทำให้กัปตันลืมตาย ปรนเปรอความสุขให้กับมาเรียจนเกือบสว่างและหลับไปด้วยความอ่อนเพลียทั้งคู่

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (49)

เกือบเที่ยง กัปตันเพิ่งตื่นนอนอย่างระโหยโรยแรง ส่วนมาเรียยังนอนหลับสนิทอยู่ด้วยความเพลียกับกามกรีฑาที่ทั่งคู่บรรเลงอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับหิวโหยเสียเต็มประดา ระหว่างกัปตันกับมาเรีย สาวสังคมชั้นสูงมาอยู่เป็นเพื่อนนอนทั้งคืน กัปตันหลังจากตื่นก็ลุกไปอาบน้ำ สักพักมาเรียก็ตื่นนอนและเข้าไปอาบน้ำกับกัปตัน
ไฟสวาทได้ลุกโชนเป็นคำรบสอง กามกีฑารอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ได้เกิดขึ้นในห้องน้ำ หลังจากถึงสวรรค์ทั้งคู่ ได้ออกมาจากห้องอาบน้ำ กัปตันรีบแต่งตัว ส่วนมาเรียค่อยแต่งตัวเพราะเธอไม่มีอะไรทำ ภารกิจที่ขุนนางมอบหมายยังไม่เสร็จสิ้น
รถม้าได้มารอคอยอยู่นานแล้ว เป็นอย่างไรเมื่อคืนหลับสบายไหม” เอ็มมาโรเอล ถามกัปตันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“นอนไม่หลับครับ มันแปลกสถานที่และผมก็ไม่เคยมีใครนอนเคียงข้าง เลยนอนไม่ค่อยหลับ” กัปตันตอบเบา ๆ
“ไม่เป็นไรลูกผู้ชายอย่าอาย กัปตันก็เปิดบาร์อโกโก้คงผ่านมาเยอะเป็นอย่างไรเมื่อคืน เอ็มมาโรเอล โจเซฟ ซิเอแนส ถามกัปตัน พร้อมยังถ้าพร้อมแล้วก็ไปรถม้ากับข้าส่วนมาเรีย ถ้ากัปตันชอบเธอก็ชวนเธอไปอยู่ด้วย ข้าอนุญาต
“จริงหรือท่าน ที่จะให้มาเรียไปอยู่กับผม” ขอบคุณมาก ผมสัญญาจะดูแลเธอให้ดีที่สุด” กัปตันให้สัญญากับเอ็มมาโรเอล “จะให้เธอคุมกิจการบาร์อโกโก้แทนผมที่มาเซย์ ส่วนผมจะมาเปิดสาขาสองที่ปารีสครับ จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เป็นเรื่องอนาคตเดี๋ยวค่อยคุยกัน เรารีบไปเข้าเฝ้าพระนาง มาเรีย อังตัวเนต ก่อนที่พระองค์จะทรงร่วมแสดงโอเปร่า พระนางจะจัดงานเลี้ยงในหมู่บ้านชนบทในพระราชวังแวร์ซายส์ เจ้าตามข้าอย่างใกล้ชิดก็แล้วกัน


คุณเคนพวกเราจะทำอะไรต่อปิแอร์ถามบักเคน “เราเดินทางไปปารีสดีไหม ไปดูว่าปารีสเป็นอย่างไรช่วงนี้” บักเคนชวนปิแอร์ไปปารีส ไปดูสถานการณ์ในเมืองหลวง

“ก็ดีเหมือนกัน” บักเคนได้บอกโซฟีว่าตนเองอยากไปปารีส ไปดูสถานการณ์ในปารีสว่าเป็นอย่างไรเพราะตนเองจากปารีส มานานกว่า 30 กว่าปี บ้านเมืองจะเปลี่ยนไปมากไหม เพราะได้ยินแต่ข่าวไม่เคยเห็นด้วยสายตา อยากไปเห็นด้วยตาตนเอง โซฟีก็ไม่ขัดข้องได้ส่งข่าวให้ผู้ประสานงานในปารีสด้วยพิราบสื่อสารให้คอยอำนวยความสะดวกแก่ปิแอร์และบักเคนที่กำลังเดินทางมุ่งสู่ปารีส ขณะที่รถเทียมม้าได้แวะระหว่างเมืองได้มีข่าวลือจากเมือง เกรอะโนบ ใกล้กับภูเขาแอลป์ ว่าชาวบ้านที่หิวโหยได้ก่อจราจล พากันปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน รื้อเอากระเบื้องบนหลังคาบ้าน แล้วเหวี่ยงใส่กองทหารที่กำลังเดินทางมาปราบขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่รัฐบาลกลางที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ทรงสั่งให้ปรับปรุงการคลังของประเทศใหม่ให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้น ที่เมืองเกรอะโนบ เป็นจุดเริ่มต้น วันขว้างกระเบื้องของฝรั่งเศส ที่เริ่มในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1788 เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส และใบปลิวได้แจกจ่ายไปทุกเมือง เอ็มมาโรเอล ที่เป็นคนสนิทของพระนางมารี อังตัวเนต ได้ถูกซื้อตัวโดยสมาคมลับฟรีเมสัน ด้วยเงินมหาศาลและตำแหน่ง ทางการเมืองในระดับบริหารถ้าปฏิวัติสำเร็จจะได้เป็นผู้สำเร็จราชการ มีสิทธิปกครองดินแดนที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสทั้งหมด มีสิทธิในการเก็บรายได้ ภาษี เริ่มลงมือสร้างข่าวลือด้วยการพิมพ์ข้อความ ว่าฐานันดรที่สามคือโคกระบือ (Slumdogs) คือใคร ใบปลิวระบบจดหมายลูกโซ่ ใครได้รับแล้วแจกต่ออีก 20 ฉบับจะโชคดี ยกตัวอย่างคนที่เชื่อได้พบทองคำหลายไห ที่คนไปฝังดินไว้ ส่วนคนที่ไม่เชื่อต้องประสบเคราะห์กรรม จดหมายลูกโซ่ทำงานอย่างได้ผล
ใบปลิวระบาดไปทั่ว บักเคนยังได้รับใบปลิว และเกิดความทึ่งในจดหมายลูกโซ่ โดยบักเคนเคยได้รับบ่อย ๆ และบางครั้งก็เชื่อ บางครั้งก็ไม่เชื่อ ตอนที่เชื่อก็รีบลอกเป็นจดหมาย 19 ฉบับแล้วส่งให้เพื่อนทั้งที่รู้จักกันและไม่รู้จักกัน ทุกวันนี้จดหมายลูกโซ่ก็ยังมีอยู่แต่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว
บักเคนได้อ่านใบปลิวก็ถามปิแอร์ “Slumdogs ฐานันดรที่สามคืออะไร” ปิแอร์ได้ตอบ
“ฐานันดรที่สามคืออะไร คำตอบคือทุกสิ่งทุกอย่าง กระทั่งถึงวันนี้ ในทางการเมืองพวกเขาได้อะไรไปบ้าง คำตอบคือไม่ได้ สักสิ่งเดียว แล้วเขาเรียกร้องอะไร คำตอบ อยากเป็นอะไรก็เขาบ้างสักอย่าง แล้วมันคืออะไร สลัมด๊อก หรือหมาสลัม ไม่เข้าใจ”
บักเคนถามปิแอร์ต่อ “สลัมด๊อกหรือหมาสลัมเป็นการเปรียบคนจนที่ด้อยโอกาสในสังคมครับคุณเคน เป็นการตีแผ่สังคมฝรั่งเศส เล่ห์เหลี่ยม ความยากจน ช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจคนจนกับขุนนาง ความงมงายของชาวบ้าน ปัญหาความยุติธรรมในสังคมฝรั่งเศส สิทธิและเสรีภาพที่ไม่เท่าเทียม ศาลเตี้ย” เป็นการเปรียบ คนจน คือ Slumdogs”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (50)

พระราชวังแวร์ซายส์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ออกหนังสือเรียกประชุมสภาฐานันดร เพราะมีจดหมายร้องเรียนจากประชาชน ขุนนางระดับล่างในท้องถิ่นส่งเรื่องร้องเรียนมายังราชสำนัก โดยเฉพาะ หนังสือร้องเรียน “กาเยร์ เดอ โดเลอ็องซ์” (Les Cahiers De Doleances) ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมสภาฐานันดร โดยพระบรมราชโองการเรียกประชุมขุนนาง มีข้อความที่เป็นสาระสำคัญ เนื่องในวาระสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นในพระราชอาณาจักรฝรั่งเศส เพื่อความมั่นคงสถาพร เราต้องได้รับความร่วมมือจากราษฎรที่จงรักภักดีทั้งหลาย เพื่อมาร่วมกันแก้ไขปัญหาความยุ่งยากทั้งปวง ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาการคลังอยู่ในขณะนี้ และเพื่อช่วยกันตั้งกฎระเบียบอันแน่นอนตายตัวในการปกครองประเทศ ทุกภาคส่วน เพื่อความสงบสันติสุขของบ้านเมืองและราษฎรอันเป็นที่รักทั้งปวง และเพื่อความมั่งคงของประเทศฝรั่งเศสให้ยืนยาว” พระองค์ต้องการให้สภาฐานันดรช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนเพื่อส่งเข้าประชุมสภาฐานันดรที่จะจัดให้มีขึ้น ขณะที่พระเจ้าหลุยส์มีพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาฐานันดร ก็เกิดความวุ่นวายระหว่างขุนนางหนุ่มกับกลุ่มฐานันดรที่สามที่เมือง แรนน์ มณฑลเบรอะตาญน์ เนื่องจากการประชุมสภาระหว่างกลุ่มขุนนางหนุ่มกับฐานันดรที่สามที่มีโอกาสได้เข้าประชุมสภาและมีข้อเรียกร้อง แต่ได้รับการปฏิเสธจากกลุ่มขุนนางหนุ่ม เอ็มมาโรเอล และกัปตันได้เข้าเฝ้าพระนางมารี อังตัวเนต ที่พระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งพระนางได้ทรงรออยู่ก่อนแล้วที่หมู่บ้านชนบทที่พระนางหลงใหลและเชื่อว่าจะทำให้พระทัยสงบ โดยพระนางกำลังสนทนาอยู่กับ ท่านเค้าท์ ฮาน แอกเซล และเจ้าหญิงเดอลอมบาลพระสหายสนิทที่สุดของพระนาง

บ้านในชนบทตั้งอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์ ท่ามกลางเสียงนกร้อง เหมือนกับสรวงสรรค์ กัปตันได้สิทธิพิเศษเข้าเฝ้า อย่างใกล้ชิด ถึงกับตกตะลึงในความอลังการของพระราชวัง แวร์ซายส์ ที่ตนเองชาตินี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าหรือไม่ แต่ใจจริงส่วนลึกกัปตันไม่อยากจะเดินทางมาเข้าเฝ้า
“สวัสดี กัปตัน” พระนางทรงตรัสทักทาย
“พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้ากระหม่อม อดีตกัปตันเรือสินค้า จอนห์นี่ เซเลเยอร์ ขอถวายบังคมพะยะค่ะ”
“ตามสบายไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ก็ได้”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท” กัปตันตอบพระนางมารี อังตัวเนต
“ได้ข่าวว่ากัปตันมีสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ ไหนข้าขอชมหน่อยซิ” พระนางตรัสกับกัปตัน
“พระอาญามิพ้นเกล้าเป็นสร้อยธรรมดาพะยะค่ะ” ว่าแล้วกัปตันก็ค่อยล้วงมือเข้าไปในเสื้อเพื่อล้วงมือหยิบสร้อยเพชร ออกจากกระเป๋าลับด้านในเสื้อ นี่พะยะค่ะ กัปตันค่อย ๆ เอื้อมมือถวายสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ โดยมีเจ้าหญิงเดอลอมบาลพระสหายสนิท เป็นคนรับจากมือกัปตัน
“โอ้สวรรค์ สร้อยสวยมากเลยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เคยเห็นสร้อยเพชรเส้นใดในโลกที่ผ่านตาหม่อมฉันจะสวยเท่าเส้นนี้เลยเพคะ” แล้วเจ้าหญิงเดอลอมบาลค่อยส่งสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ให้กับพระนางมารี อังตัวเนต
เมื่อพระนางมารี อังตัวเนต เห็นสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ส่องแสงแวววับเมื่อถูกแสงตะวันที่ส่องมากระทบ พระนางถึงกับตกตะลึงในความงดงามของสร้อยเพชรบลูไดมอนด์
“พระเจ้า นี่มันผลงานของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสร้างสรรค์ สร้อยเส้นนี้ในบรรณพิภพ มันช่างสวยลึกลับมีเสน่ห์ ชวนหลงใหลเสียนี่กระไร” พระนางถึงกับรำพึงออกมา
ท่านเค้าท์ ฮาน ได้เอ่ยถามกัปตัน “กัปตันสร้อยเส้นนี้ขายเท่าไหร่ ข้าขอซื้อเพื่อให้เป็นของขวัญแก่พระนางมารี อังตัวเนต”
“ข้าพระองค์ไม่ขายพะยะค่ะ จะเก็บไว้ดู เพราะข้าพระองค์หลงรักในสร้อยเส้นนี้มาก ยอมขายเรือสินค้าทิ้ง เพื่อเก็บเพชรไว้” กัปตันตอบท่านเค้าท์ ฮาน
“ไม่เคยมีใครขัดใจข้ามาก่อน เจ้านับเป็นคนแรกนะ และยังบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระนางมารี อังตัวเนตอีก ดินแดนแห่งนี้ ทรัพย์สมบัติทุกอย่างเป็นขององค์กษัตริย์กับพระมเหสี” ท่านเค้าท์ ฮาน ได้ตอบกัปตัน
“อย่าไปบังคับเขาเลย” พระนางมารี อังตัวเนต บอกท่านเค้าท์ ฮาน แต่สายตาของพระนางเฝ้ามองเพชรบลูไดมอนด์ไม่ห่างสายตา ด้วยสายตาอยากจะเป็นเจ้าของสร้อยเพชรเส้นนี้ ซึ่งพระนางเชื่อว่า สร้อยเพชรบลูไดมอนด์จะทำให้พระทัยของพระองค์เลิกว้าวุ่น พระนางไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า นอกจากสร้อยเพชรบลูไดมอนด์
“ข้าถามอีกครั้ง เจ้าจะขายเท่าไหร่ ต้องการเงินสด หรือทองคำ ข้าจะให้เจ้า ต้องการเท่าไหร่ก็บอกมา” ท่านเค้าท์ ฮาน กัปตัน อีกครั้ง


รถม้าของปิแอร์กับบักเคน ได้แล่นผ่านโรงงานชานกรุงปารีส ซึ่งกำลังมีม๊อบหน้าโรงงานกำลังเรียกร้องอยู่ บักเคนได้บอกให้คนขับรถม้าหยุดรถและให้คนขับไปสอบถามว่าคนกำลังเรียกร้องอะไรกัน คนขับรถม้าได้มาบอกบักเคนกับปิแอร์ว่า

“ม๊อบเรียกร้องที่โรงงานเรไวยง (Reveillon) ซึ่งโรงงานเรไวยง เป็นโรงงานผลิตกระดาษชั้นดี เป็นกระดาษวอลเปเปอร์สำหรับปิดฝาผนัง” บักเคนได้ฟังคนขับรถม้ารายงานถึงกับทึ่ง
วอลเปเปอร์มีการผลิตตั้งสมัยฝรั่งเศสแล้ว แต่ที่บ้านของ บักเคนที่ดอนมดแดงร้านก่อสร้างเพิ่งเริ่มเอาวอลเปเปอร์ไปขาย
การเรียกร้องดำเนินไปอย่างดุเดือดเจ้าของโรงงานนายเรไวยง ได้ประกาศต้องลดค่าแรงเพื่อปรับราคาสินค้าให้ถูกลง เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ มิฉะนั้นโรงงานจะอยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวลง รวมทั้งเสนอเก็บภาษีคนงานเพิ่มเติม
คำประกาศของนายเรไวยง ได้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มลูกจ้างโรงงาน บักเคนได้บอกคนขับรถม้าและปิแอร์ขอทำตัวเป็นไทยมุงสักหน่อย
“อยากรับรู้การประท้วงม๊อบในอดีตที่ฝรั่งเศสกับปัจจุบัน มันแตกต่างกันอย่างไร” บักเคนเคยร่วมกับม๊อบเขื่อนปากมูลประท้วงเรียกร้องค่าชดเชยที่ดินทำกินจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่ง บักเคนไม่มีอาชีพเป็นชาวประมงหาปลาในลำน้ำมูลมาก่อน แต่ได้รับการชักชวนจากเพื่อนบ้านแถวบ้านหัวเหว ให้เข้าประท้วงโดยให้สัญญากับบักเคน ถ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจ่ายค่าชดเชยอุปกรณ์ทำกิน เช่น แห สวิง อวน เนื่องจากจับปลาไม่ได้ เพราะการสร้างเขื่อนปากมูล จะแบ่งค่าชดเชยให้ 20 เปอร์เซ็นต์ให้บักเคนค่าร่วมประท้วง บักเคนตอบตกลงดีกว่าอยู่เฉย ๆ ข้าวก็มีให้กินฟรี มีดนตรีมาแสดงโดยเฉพาะดนตรีเพื่อชีวิตและหมอลำซิ่ง ยามบ่ายเพื่อไม่ให้ผู้ร่วมประท้วงเครียดจากการชุมนุม