บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 211-212

บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 211)

 “คุณอาดัมค่ะ แล้วสีนอกเหนือจากที่คุณอาดัมพูดมามีสีอื่นอีกไหมค่ะ” ญันนะฮ์ ถามอาดัม

 “ก็มีครับ ผมยังพูดไม่จบ สีเหลือง ร่าเริง สนใจอยากรู้ สีเขียว มีอุดมการณ์ ส่วนสีน้ำเงิน ซื่อสัตย์ ฉลาด พึ่งพาตนเอง ส่วนสีม่วง ก็สง่างาม ดูลึกลับ สีน้ำตาลประนีประนอม มีความรับผิดชอบ สีดำ ทันสมัย สีขาว ยึดมั่นในความยุติธรรม” อาดัมอธิบายถึงสีที่ตนเองมีความเชื่อ

 “ค่ะ เข้าใจแล้วคุณอาดัม การใช้สีขาว หมายถึงความยุติธรรม นั้นก็หมายความว่า เสรีภาพ เสมอภาพ และภราดร ภาพแทนด้วยสีขาวใช่ไหมค่ะ” ซูซี่ถามอาดัม

“ใช่ครับ สีขาวหมายถึงเสรีภาพ”      

 “เข้าใจแล้วค่ะ การแสดงระบำหน้าท้อง ที่ฉันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีม่วง เพิ่งเข้าใจความหมายแสดงออกความลึกลับ ฉันเพิ่งรู้ว่าสีเกี่ยวพันกับเสื้อผ้าใส่เต้นระบำ” เฟาเรสบอกกับอาดัม       

 “คุณอาดัม ผมขอถามคุณอาดัมคิดอย่างไร ทำไมคนยุคนี้ส่วนใหญ่จะอ่อนไหวง่าย ยอมทำตามกลุ่มเพื่อน  ไม่ค่อยกล้าทำอะไรใหม่กลัวเพื่อนต่อว่า ทำอะไรก็ทำตามกัน” 

    กาซิมถามอาดัม เพราะสงสัยมานานหลังจากเดินทางไปค้าขายทั่วอัฟริกา เอเชีย มักจะพบเจอคนที่ยอมทำตามคนอื่นไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่

“เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับคุณกาซิม คนบนโลกใบนี้ไม่ค่อยกล้าทำตัวแตกต่าง เพราะกลัวแปลกแยกครับ อาจจะกลายเป็นจุดสนใจเมื่อทำผิดพลาด กลัวคนจะพูดว่าล้มเหลว หรือทำพลาดไป ทำให้คนยิ่งเติบใหญ่ยิ่งไม่กล้าที่จะทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น หรือริเริ่มในสิ่งใหม่” อาดัมอธิบายให้ฟัง

 “คนยิ่งเติบใหญ่ยิ่งมีความกลัวแฝงอยู่ ตามที่ผมบอก กลัวล้มเหลว กลัวคนต่อว่า ไม่เหมือนกับเด็กที่หัดเดินล้มก็ลุกเดินใหม่ ถ้าเด็กไม่ลุก เด็กก็ไม่สามารถเดินได้ ผิดกับผู้ใหญ่เมื่อผิดพลาดก็จะกลัวล้มเหลวไม่กล้าเริ่มต้น อายุยิ่งมากความกลัวก็เพิ่มตามวัย  แต่หารู้ไม่ว่า อุปสรรค ปัญหา และสิ่งที่กลัว ถ้ายอมรับมันและมุ่งไปข้างหน้าจะทำให้แข็งแกร่งขึ้น”

“ผมกว่าจะมีวันนี้ได้ ผมล้มเหลวมามาก แต่ผมไม่ยอมแพ้  คนที่ไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย เมื่อเราทำผิดพลาด ต้อง เปิดใจฟังคนรอบข้างเขาพูดว่าเราล้มเหลวเพราะอะไร ก็จะเข้าใจความผิดพลาดของตนเอง ถ้าไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนที่เขาพูด เขาอาจจะไม่ชอบและรู้สึกไม่ดี ที่ไม่เคยรับฟังคำแนะนำในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น” อาดัมเล่าต่อไปว่า

 “ผมจะรับฟังความคิดเห็นของคนที่บอกว่าผมทำพลาดอะไรและก็จะไม่ให้พลาดซ้ำสอง ต้องวางแผนเพื่อป้องกันไม่ให้ผิดพลาด”  อาดัมอธิบายให้กาซิมเข้าใจในสิ่งที่เป็นบทเรียนของตนที่ผ่านมา

   “น่าสนใจมากครับ คุณอาดัม ผมยอมรับ ยิ่งอายุมากยิ่งกลัวมาก กลัวล้มเหลว กลัวอนาคต ผมมีจุดอ่อนจะปฏิเสธคนไม่เป็น ผมควรทำอย่างไรดี” กาซิมถามกับอาดัม 

  “ปัญหาคนที่ผมบอก คนส่วนใหญ่กลัวแตกต่างจากคนอื่น จะคิดมาก ไม่กล้าปฏิเสธ แม้ว่าตนเองจะมีปัญหาก็ไม่กล้าบอก กลัวเพื่อน หรือคนที่มาขอร้องจะไม่พอใจ หาว่าเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยเหลือ ผมว่าเราควรปฏิเสธอย่างนุ่มนวลดีกว่า ในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้ จะทำให้เราไม่ทุกข์ใจ บอกว่าขอคิดดูก่อน เดี๋ยวให้คำตอบ อย่ารีบปฏิเสธทันที ให้เวลาช่วยแก้ปัญหาให้” อาดัมบอกกาซิม 

 “ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้ผมได้คิดถึงเรื่องราวที่คนรู้จักมาขอร้อง ผมใจอ่อนไม่กล้าพูดปฏิเสธ แล้วผมกับทุกข์ใจที่ทำให้ไม่ได้” กาซิมบอกกับอาดัม 

“คุณกาซิม ต้องมองจุดแข็งของตัวเอง เช่นเดียวกับนก มันจะส่งเสียงร้องในแบบของตัวเองไม่เลียนเสียงนกตัวอื่น ชีวิตคนเราก็เช่นกันต้องมองหาว่าตนเองมีจุดแข็งอะไรบ้าง อะไรที่คุณกาซิมทำได้ดีกว่าคนอื่น ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำไม่ได้ หรือคนอื่นทำได้แต่ไม่ดีพอ  คุณกาซิมค้าขายย่อมเข้าใจสินค้าแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน เช่นผลมะเดื่อ แต่ละพื้นที่รสชาติก็แตกต่างกัน  ถ้าคุณกาซิม เอาจุดเด่นที่สามารถแยกแยะผลมะเดื่อได้ดี เป็นจุดขาย เป็นพ่อค้าผู้เชี่ยวชาญเรื่องมะเดื่อ และลูกค้าให้การยอมรับนั่นคือจุดแข็งของคุณกาซิม สิ่งที่คุณกาซิมต้องคิดต่อจะนำจุดแข็งมาประยุกต์ใช้กับการค้าเพื่อให้การค้าอยู่รอดและเจริญก้าวหน้าควรทำอย่างไรผมแค่แนะนำได้แค่นี้”อาดัมบอกกับกาซิม 

ลมทะเลพัดอยู่นอกห้อง เสียงลมดังหวิวๆ หวิวๆ  คำพูดของอาดัม ทำให้เฟาเรสได้คิดหลังจากวิตกกังวลถึงอนาคตกับการใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส โลกใหม่ดินแดนที่เธอไม่เคยย่างเท้าไปมาก่อน ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร วันใดนโปเลียนหมดรักเธอ ปล่อยเธอให้อยู่คนเดียว เธอจะทำอย่างไร”   

“เธอยังจำคำพูดของ นโปเลียนชวนเธอมาเปิดการเต้นระบำหน้าท้องที่ฝรั่งเศสจะมีอนาคตที่สดใสกว่าอียิปต์ จากคำพูดของอาดัม ทำให้เธอได้คิด และกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เธอรู้ดีว่าข้อจำกัดของเธอ เป็นคนอาหรับ แตกต่างด้านวัฒนธรรม ภาษาฝรั่งเศสก็ไม่ค่อยชำนาญ พอพูดคุยกับนโปเลียนได้ ส่วนใหญ่จะใช้ภาษากาย ภาษามือมากกว่าภาษาพูด เฟาเรสเริ่มคิดถึงข้อจำกัด ทำอย่างไร เธอถึงจะสามารถถ่ายทอด หรือสอนการเต้นระบำหน้าท้องให้กับหญิงสาวชาวฝรั่งเศสได้ จากข้อจำกัดทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนัก บางครั้งข้อจำกัดนับเป็นสิ่งดี ไม่ต้องคิดมากว่าทางเลือกไหนที่จะเหมาะสมกับเธอ เหลือเพียงทางเลือกเดียวคือเป็นนักเต้นระบำหน้าท้องและครูสอนเต้นระบำ เธอจะเอาข้อจำกัดมาฝึกซ้อมท่าเต้นที่ทำให้คนดูประทับใจ และควรจะสอนท่าเต้นแบบใดให้กับนักเรียนใหม่ของเธอในวันที่เปิดโรงเรียนสอนเต้นรำ

 “เป็นอะไรไปครับ คุณเฟาเรส” อาดัมถาม

 “ไม่เป็นไรค่ะ พอดีคุณอาดัมพูดทำให้ฉันได้คิดว่าควรจะกำหนดชะตาชีวิตตนเองอย่างไรที่ฝรั่งเศส คนเราไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ตลอดเวลา สุดท้ายก็ต้องพึ่งตนเอง ขอบคุณมากค่ะ กับคำพูดที่ทำให้ฉันได้คิดข้อจำกัดของตนเอง ต้องพยายามเปลี่ยนข้อจำกัดเป็นพลัง และมองหาจุดแข็งในตัว” เฟาเรสบอกกับอาดัม 

 “เยี่ยมมากครับ คุณเฟาเรส สิ่งที่คุณเฟาเรสพูด ถึงรู้ข้อจำกัดของตนเองเปลี่ยนเป็นพลัง ลองหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณเฟาเรสที่ตั้งใจเอาไว้ อย่าไปจดจ่อกับสิ่งที่คุณเฟาเรสมีอยู่แล้ว แต่ต้องมองหาว่าตนเองต้องการอะไร และมองดูคนรองข้างหรือคนที่คิดว่าจะช่วยเหลือคุณเฟาเรสได้ แล้วก็ไปเจรจากับเขา คนเราไม่สามารถสร้างทุกสิ่งด้วยตัวคนเดียวได้ อย่ามั่นใจตนเองจนเกินไป ต้องแสวงหาความร่วมมือกับคนที่เขามีในสิ่งที่คุณเฟาเรสไม่มี คุณเฟาเรสต้องลืมวัฒนธรรมอาหรับที่ยึดถือ ถ้าอยู่ที่ฝรั่งเศสต้องใช้วัฒนธรรมฝรั่งเศสอย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ตนไม่ได้อาศัยอยู่แล้ว  การทำโดยไม่คิด เป็นสิ่งง่าย แต่มันจะเกิดผลตามมามากมาย  

คนส่วนใหญ่มักจะมองไม่เห็นอันตรายในขณะที่ชีวิตไปด้วยดี เพราะคิดถึงแต่ตนเอง เมื่อเกิดผลร้ายขึ้น ตนเองต้องได้รับผลร้ายนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” อาดัมแนะเฟาเรส

 “โอ สนทนากับคุณอาดัม มากกว่าสิ่งที่ฉันรู้มาชั่วชีวิต โลกของฉันมันคับแคบยิ่งนัก เมื่อฟังคุณอาดัมพูด” ซูซี่ถึงกับรำพึงออกมา

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (212)

“ทำอย่างไรดีลิซ่า” สิบตรีหญิงวิเวียนถามลิซ่า

“แจ้งท่านนายพลมีโนด่วนขอคำสั่ง” สิบตรีหญิงลิซ่าบอกกับกับสิบตรีหญิงวิเวียน

 “ออกไป” “ออกไป” เสียงตะโกนดังกึกก้องของผู้ประท้วงบนเวที และชาวบ้านที่มาร่วมประท้วงได้ตะโกน ดังเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล  “พวกเราจะบุกเข้าไปทำลายโรงพยาบาลของพวกฝรั่งเศส”  อาหมัด ซาฮิบ แกนนำผู้ประท้วงที่รับผิดชอบนำชาวบ้านมาประท้วงบริเวณโรงพยาบาลได้พูดปลุกใจชาวบ้านที่มาประท้วง

นายทหารเวรได้เดินไปหาสิบตรีหญิงวิเวียน “พวกประท้วงจะบุกเข้าขอคำสั่งจะให้ปฎิบัติอย่างไร” ทหารเวรถามสิบตรีหญิงวิเวียน

“รอดูไปก่อน ถ้าบุกเข้ามาก็ให้ยิงเตือนก่อน ถ้ายังไม่เชื่อฟังก็ค่อยยิงจริง” สิบตรีหญิงวิเวียนบอกกับทหารเวร

“สิบตรีหญิงวิเวียนและสิบตรีหญิงลิซ่าได้แสดงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำออกมา ในสถานการณ์วุ่นวาย

กลุ่มผู้ประท้วง ร้องตะโกน สลับกับเสียงเป่าเขาสัตว์ดังลั่น เสียงตะโกนขับไล่ทหารฝรั่งเศสออกไปจากอียิปต์ ท่ามกลางความวุ่นวาย ทหารที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้รับแจกอาวุธจากทหารเสนารักษ์ กรณีฝูงชนบุกเข้ามาก็พร้อมจะสู้ตาย

“ทุกคนเตรียมพร้อม”  ทหารเวรได้ร้องตะโกนบอกทหารที่นอนป่วยตามเตียงต่าง ๆ

ทหารหลายนายที่พอมีแรงลุกขึ้นก็ได้ลุกจากเตียง ถืออาวุธปืนพร้อมสู้ หลายคนป่วยนอนอยู่กับเตียง ก็วางปืนไว้ข้าง ๆ ตัว สำหรับคนป่วยที่ป่วยหนัก ก็มีพยาบาลทหารอยู่ในห้อง พร้อมอาวุธ คอยดูแลความปลอดภัย

          สิบตรีหญิงวิเวียนได้ตาม โมฮัมเหม็ด ยูซุป ล่ามมาพูดคุยเพื่อเจรจากับกลุ่มผู้ประท้วง  “นาบี เจ้าจงไปตะโกนบอกกลุ่มผู้ประท้วง ที่นี่เขตโรงพยาบาล อย่าบุกเข้ามาทำร้ายคนป่วย ขอให้ถอนกำลัง ส่วนจะขับไล่ ท่านนโปเลียน ก็ไปประท้วงที่อื่น ที่นี่คนป่วยต้องได้รับการพักผ่อน ไม่ต้องการเสียงรบกวน” “ได้ครับ ผมจะไปคุยกับพวกประท้วง ให้หยุดใช้เสียง และถอยออกไป” นาบีได้บอกกับสิบตรีหญิงวิเวียน

          “พวกเจ้าจงฟังเอา ที่นี่เป็นเขตโรงพยาบาล คนป่วยต้องได้รับการพักผ่อน พวกเจ้าอย่ามาส่งเสียงรบกวนได้ไหม ขอให้ยกเลิกประท้วงและถอยไป พวกเราไม่อยากใช้ความรุนแรง” ยูซุปได้ร้องตะโกนบอกกลุ่มผู้ประท้วง

          “ไม่ถอย พวกเราอย่าถอย” เสียงอาหมัดตะโกนสวนกลับ นาบีล่ามของทางฝ่ายฝรั่งเศส

          “พวกเราบุกเข้าไปเลย” เสียงตะโกนของนาบีทำให้กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้ามาในโรงพยาบาล

          “ยิงขู่ก่อน” สิบตรีหญิงวิเวียนได้ตะโกนบอกทหารยามทำการยิงปืนขึ้นฟ้า “ปัง ๆปังๆ ปัง ๆ ปังๆ ปังๆ ปังๆ ปังๆ” เสียงปืนดังกึกก้อง กลุ่มผู้ประท้วงหาเกรงกลัวไม่ พยายามจุดไฟและเหวี่ยงเข้ามาในเขตรั้วโรงพยาบาล

          “ทำอย่างไรดี วิเวียน” สิบตรีหญิงลิซ่าถามวิเวียน

“ถ้าบุกเข้ามาก็ยิงเลย ได้ข่าวเธอยิงปืนแม่น ลองเล็งหัวโจกที่แหกปากตะโกนถ้าเก็บหัวโจกได้ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น” สิบตรีหญิงวิเวียนบอกกับสิบตรีหญิงลิซ่า

          “ได้ฉันจะลองดูจะสังหารหัวโจกกลุ่มผู้ประท้วงถ้าเก็บมันได้ พวกผู้ประท้วงก็จะไร้หัว น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้” สิบตรีหญิงลิซ่าบอกกับสิบตรีหญิงวิเวียน

          “งั้นเธอไปหามุมยิงตัวหัวโจกของกลุ่มผู้ประท้วง เลย ขอให้พระเจ้าอวยพรให้เธอทำสำเร็จ” สิบตรีหญิงวิเวียนอวยพรให้สิบตรีหญิงลิซ่า

          กลุ่มผู้ประท้วงได้พยายามบุกเข้ามา ทหารยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ก็ไม่เป็นผล ชาวบ้านเริ่มเดินเข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงตะโกน “ออกไป ทหารฝรั่งเศส” ไอ้เตี้ยออกไป

          “ยิงได้ ยิง ” ทหารเวรได้ตะโกนบอกทหารยามที่รักษาการณ์อยู่ในโรงพยาบาลยิงกลุ่มผู้ประท้วง “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ”  “โอ๊ย ๆ อ๊ากซ์ ๆ”  “เปรี้ยง”  “เปรี้ยง” เสียงปืนสั้นดังมาจากกลุ่มผู้ประท้วง “เปรี้ยง” “โอ๊ย” สิ้นเสียงปืน ทหารฝรั่งเศสนายหนึ่งถึงกับทรุดลง ทหารเสนารักษ์รีบพยุงร่างทหารที่ถูกยิง

“ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ”  “อ๊ากซ์ ๆ”  “ฆ่ามันให้หมด ไอ้พวกฝรั่งเศส” เสียงตะโกนจากกลุ่มผู้ประท้วง  “ข้าถูกยิงช่วยด้วย” เสียงตะโกนจากกลุ่มผู้ประท้วง สลับกับเสียงปืน “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ” 

          “มีโทรเลขด่วนจากอเล็กซานเดรีย” ทหารนายหนึ่งตะโกนบอกสิบตรีหญิงวิเวียนกับสิบตรีหญิงลิซ่า “ไหนเอาโทรเลขมาดูซิ มีคำสั่งว่าอย่างไร” สิบตรีหญิงวิเวียนบอกพลทหารให้เอาโทรเลขมาให้เธอได้ดู “จัดการตามสมควร” คือข้อความในโทรเลขที่แจ้งมาจาก อเล็กซานเดรีย

          “ไม่ผิดอย่างที่ฉันคิดไว้” สิบตรีหญิงลิซ่าบอกกับสิบตรีหญิงวิเวียน “ฉันขอไปทำหน้าที่ก่อน จะเก็บไอ้หัวโจกก่อน” สิบตรีหญิงลิซ่าได้เดินไปที่หน้าต่างและวางปืนพาดกับขอบหน้าต่างเล็งไปยังหัวโจกที่แหกปากตะโกนให้กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้ามาในโรงพยาบาล หลายคนได้รับบาดเจ็บก็จะมีพรรคพวกมาลากออกไป คนใหม่ก็บุกเข้ามาอีก กลุ่มผู้ประท้วงมีเพียงปืนสั้นคาบศิลา หน้าไม้  ลูกดอก ธนู กริช ลูกธนูหลายสิบดอกถูกยิงเข้ามาในโรงพยาบาล ลูกธนูหลายดอกยิงถูกทหารฝรั่งเศสที่ยิงปืนออกไปแล้วมัวแต่อัดดินปืนเพื่อเตรียมยิงยิงต่อ ชาวบ้านบางส่วนที่เป็นนายพรานได้ยิงธนูใส่ทหารเคราะห์ร้ายเหล่านั้น ต้องจบชีวิตลง กลุ่มผู้ประท้วงหลายสิบคนเป่าลูกดอก อาบยาพิษจากต้น อโคคันทีรา ที่มีพิษร้ายแรงใส่ทหารฝรั่งเศสล้มตายหลายนาย

         สถานการณ์เริ่มย่ำแย่ จำนวนทหารเสียชีวิตจากการสู้รบ เพิ่มมากขึ้น ทหารฝรั่งเศสที่นอนป่วยอยู่บนเตียงได้ลุกขึ้นมา เมื่อเห็นทหารยามถูกยิงเสียชีวิต ได้เอาปืนมาต่อสู้กับกลุ่มผู้ประท้วงต่อ “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ”   เสียงปืนสลับกับเสียงร้องระดมของพวกถูกยิงจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายกลุ่มผู้ประท้วงใกล้เข้าถึงโรงพยาบาลห่างไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงอาคาร

“พวกเราสู้ตาย อย่าให้พวกมันยึดโรงพยาบาล” สิบตรีหญิงวิเวียนตะโกนบอกทหารทุกคน

“พวกเราสู้ตาย ยอมตายเพื่อท่านนโปเลียน” เสียงทหารฝรั่งเศสร้องตะโกนปลอบใจ เสียงเพลงปลุกใจ (La Marseillaise) ลามาร์แซแยส ดังกึกก้อง

“ตื่นเถิด ลูกหลานแห่งปิตุภูมิเอ๋ย วันอันสว่างไสวมาถึงแล้ว เบื้องหน้าเรา เหล่าทรราช ชักธงอาบเลือดขึ้นแล้ว พวกท่านได้ยินเสียงในท้องทุ่งหรือไม่? เสียงโห่ร้องของอ้ายทหารป่าเถื่อนนั่น มันจะบุกเข้ามาจนประชิดตัว เพื่อบั่นศีรษะของลูกเมียที่อยู่ในอ้อมแขนท่าน! จับอาวุธเถิด พลเมืองเอย จัดกองทัพของพวกท่านไว้! หน้าเดิน หน้าเดิน! จงยังให้เลือดชั่ว อาบนองรอยผลานไถของเรา!

จะต้องการอะไรอีกเล่า เจ้าพวกทาส แห่งคนทรยศและราชาผู้ลวงโลก? ห่วงโซ่อันเลวร้ายนี้มีไว้ให้ใครกัน คงเตรียมเหล็กพวกนี้ไว้มานานแล้วสิ? ชาวฝรั่งเศสเอ๋ย มันเตรียมไว้กับเรานั่นแหละ อ้า! ช่างโหดร้ายนัก มันน่าแค้นเสียเหลือเกิน! เรานี้แหละคือผู้ที่มันบังอาจ คิดกดหัวให้เรากลับเป็นทาสอีกครั้ง! จับอาวุธเถิด พลเมืองเอย…”

เสียงเพลงร้องไม่จบ ทหารฝรั่งเศสถูกลูกดอกอาบยาพิษ ลูกธนูยิงใส่ล้มตายราวใบไม้ร่วง สถานการณ์เริ่มเลวร้าย เหลือทหารที่ป่วยและทหารที่พอสู้ได้ไม่เกินยี่สิบนายกลุ่มผู้ประท้วง ได้บุกเข้ามาในโรงพยาบาล การต่อสู้ตะลุมบอนด้วย กริช และดาบของกลุ่มผู้ประท้วง ทหารฝรั่งเศสได้เอาดาบปลายปืนจ้วงแทงผู้ประท้วง เสียงร้องของผู้บาดเจ็บดัง “โอ๊ย ๆ “ปัง” ทหารที่ป่วยได้ยกปืนยิงใส่ผู้ประท้วงที่บุกมาถึงเตียง สิ้นเสียงปืน ผู้ประท้วงที่ถูกปืนได้ล้มลงเสียชีวิต คนที่เหลือได้ใช้ดาบฟันไปที่ทหารยิงปืนใส่เพื่อนของตน ดาบได้ฟันใส่ร่างทหารที่เคราะห์ร้าย “ฉับ” สิ้นเสียงดาบ หัวของทหารที่ยิงปืนก็คอขาดกระเด็น เลือดพุ่งกระฉูด

“ว๊าย” เสียงทหารหญิงอุทานตกใจ และก็ตาเหลือกเพราะถูกดาบแทงเข้าที่ท้อง และกลุ่มผู้ประท้วงได้ระดมฟันทำให้ทหารหญิงเสียงชีวิต ทหารเสนารักษ์ที่เฝ้าห้องทหารป่วยได้ถูกฆ่าหมดสิ้น

กลุ่มผู้ประท้วงได้เดินไปเอาดาบหั่นศรีษะทหารฝรั่งเศสที่นอนป่วยอยู่บนเตียงเสียชีวิตทุกนาย การฆ่าอย่างโหดเหี้ยมดำเนินต่อไป พร้อมกับไฟเริ่มลุกลาม กลุ่มผู้ประท้วงได้เผาโรงพยาบาลของฝรั่งเศส

          สิบตรีหญิงลิซ่า แม้จะได้ยินเสียงทหารที่ได้รับบาดเจ็บ แต่เธอก็ยังนิ่ง