บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 21-30

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (21)

“รุ่งเช้าเราสองคนพี่น้องตื่นขึ้นมา พอหันไปปลุกแม่ ไม่มีเสียงตอบ แม่ได้หมดลมหายใจไปแล้วด้วยความหนาวเพราะเราสองพี่น้องดึงผ้าห่มหนามาพันกาย ปล่อยให้แม่ต้องเสียชีวิตไปด้วยความหนาว น้ำตาของฉันกับพี่สาวไหลอาบแก้ม มีแต่เสียงสะอึกสะอื้น ด้วยความเสียใจจากการจากไปของแม่ พี่สาวร้องไห้หาแม่ และรีบวิ่งไปบอกพ่อว่าแม่เสียชีวิตแล้ว”

น้ำตาของโซฟีเริ่มไหล พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ บักเคนและโยเซฟได้ฟังเรื่องเล่า สองคนน้ำตาเริ่มซึม สงสารชะตาชีวิตของโซฟี เมื่อพ่อได้ยินข่าวแม่เสียชีวิตก็รีบมาดูศพแม่ เราสองพี่น้อง ร้องให้เสียใจที่แม่จากเราไปไม่มีวันกลับ โชคชะตาชีวิตคนจนมีแต่ความทุกข์ยาก ความตายได้ปลดเปลื้องแม่จากความหิวโหย ความเจ็บป่วย”
“หลังจากนั้น นายเจ้าของที่ดินก็ได้ให้พี่สาวไปเป็นคนรับใช้ทำงานที่ปราสาท และได้ปรนเปรอกามให้กับนายเจ้าของที่ดิน และสุดท้ายพี่สาวได้ถูกนายเจ้าของที่ดินฆ่าตาย เพราะพี่ไม่สนองตัณหาไปร่วมหลับนอนกับเพื่อนนายในงานเลี้ยงที่ปราสาทคืนนั้น เมื่อได้ยินพี่สาวตาย หนูก็เลยกลัว พ่อก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่พูดปลอบใจหนู สักพักนายได้เอาหนูไปขายที่ปารีส เพื่อเป็นดอกเบี้ยที่พ่อไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านา” โซฟีพูดไปก็ร้องไห้ไป
“วันที่หนูถูกเสนอขาย นายหญิงพอดีผ่านมา เลยประมูลซื้อหนูจากนายหน้าค้าทาส และก็คอยรับใช้นายหญิง ซึ่งนายหญิงรักหนูเหมือนลูก ชีวิตนี้หนูยอมตายเพื่อนายหญิง ส่วนพ่อ หลังจากหนูมาอยู่กับนายหญิงได้เล่าเรื่องบอกนายหญิง นายหญิงได้มีเมตตา ให้คนไปสอบถามข่าวคราวของพ่อ
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง คนที่นายหญิงส่งไปสอบถามข่าวคราวของพ่อ ได้บอกว่า พ่อเสียชีวิตแล้ว หลังจากนายเอาหนูมาขายใช้หนี้ ชีวิตหนูไม่เหลือใครนอกจากนายหญิง แต่ชีวิตอยู่กับนายหญิง ก็ดีกว่าคนอีกนับแสนที่ชะตาชีวิตไม่ได้โชคดีอย่างกับหนู โซฟีเล่าชะตาชีวิตให้บักเคนและโยเซฟฟัง สองคนได้แต่ปลอบใจโซฟี ชีวิตทุกคนต้องเดินต่อไปข้างหน้า เดินต่อไปจนกว่าละครฉากสุดท้ายจะจบลง แม้จะมีอุปสรรค แต่ชีวิตคนดังเช่นบทละครที่สวรรค์กำหนดให้เล่นจนกว่าจะตายละครถึงจบลง
เรือได้รอนแรมในมหาสมุทรแอตแลนติกมาสามสัปดาห์ บ่ายวันนี้ ท้องฟ้าสว่างสลับกับสลัวเพราะเมฆมาก บดบังแสงแดดยามบ่าย สักพักเสียงกะลาสีเรือร้องบอกกัปตันว่า
“ฟ้ามืดคลึ้มอยู่ข้างหน้า น่าจะมีพายุครับ”
กัปตันได้บอกให้ลดใบเรือลง เสียงกะลาสีเรือได้เอ่ยปากบอกกัปตัน “ท่าจะมีพายุรุนแรงครับ เห็นสายน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า น่าจะเป็นพายุหมุน”
“เบนหัวออกซ้าย 25 องศา” เสียงกัปตันร้องบอกนายท้ายเรือ สายฟ้าแลบ พร้อมเสียงฟ้าผ่าดังลั่นท้องมหาสมุทร บักเคนนึกในใจ ที่เรือผ่านมหาสมุทรช่วงนี้เคยมีประวัติศาสตร์เรือไททานิกที่ไม่มีจม ก็พบจุดจบที่นี่ เพราะชนก้อนน้ำแข็งที่ล่อยลอยมาจากขั้วโลกเหนือ
บักเคนเคยอ่านหนังสือจำได้ว่าเรือไททานิก ไม่ได้ชนก้อนน้ำแข็งแต่ชนกับตอร์ปิโด ของเรือดำน้ำเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเวลามันทับซ้อนมิติกัน เรือดำน้ำเยอรมัน ยิงตอร์ปิโดใส่เรือสินค้าของอังกฤษที่แล่นผ่านน่านน้ำช่วงนี้แต่มิติเวลามันเหลื่อมทับซ้อนกัน เรือไททานิกกำลังแล่นผ่านมาพอดี เลยเจอเรื่องบังเอิญ เรือไททานิคเจอแจ็คพ็อต ชนตอร์ปิโดที่กำลังวิ่งไปทำลายเรือสินค้าของอังกฤษ
เวลาผ่านไป 90 ปี มีเรือสินค้าของสหรัฐแล่นผ่านมา มีคนเห็นศพหญิงสาวอายุประมาณ 20 ปี ลอยเดียวดายอยู่ในทะเล ที่ห่วงชูชีพเขียนว่าไททานิก หญิงสาวเสียชีวิตบนห่วงยางเกือบร้อยปี ทำไมศพเหมือนกับเพิ่งเสียชีวิต กัปตันเรือสินค้าได้แจ้งไปยังประเทศไอร์แลนด์กับสหรัฐอเมริกาว่าพบศพคน โดยสารเรือไททานิกที่ศพยังสมบูรณ์มากเหมือนกับเพิ่งตายใหม่ ๆ กับตันได้บอกให้ลูกเรือสินค้านำศพหญิงสาวขึ้นมาบนเรือและไว้ในห้องเย็นเวลาผ่านไปประมาณ 2 วัน ศพก็เหี่ยวเหมือนคนอายุกว่าร้อยปี เมื่อทางการสหรัฐอเมริกาได้ทราบข่าวว่าเรือสินค้าพบศพผู้โดยสารเรือไททานิก ซีไอเอได้ขอศพหญิงสาวที่เรือสินค้าพบนำศพขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปต่อเครื่องบินไปยังฐานทัพที่ 51 บริเวณทะเลทรายรัฐเนวาด้าเพื่อพิสูจน์เรื่องลึกลับ โดยปิดเป็นความลับ บักเคนนั่งนึกถึงเรื่องราวที่ตนเองเคยอ่านสมัยที่อยู่ฝรั่งเศส
“กัปตัน ๆ กัปตัน ครับด้านซ้ายมือมีนกยักษ์ ตัวใหญ่มากครับบินอยู่” เสียงเวรยามที่อยู่บนเสากระโดงเรือร้องบอกกัปตัน
“โอ๊ว ! พระเจ้า นกยักษ์ทำไมตัวใหญ่จัง เกิดมากไม่เคยเจอ เสียงมันร้องดังมาก กลบเสียงฟ้าร้องมิด” เสียงกัปตันอุทาน
“โอ๊ว พระเจ้าโปรดช่วยคุ้มครองลูกด้วย เสียงสวดมนต์ภาวนาของเลดี้ มาแชม ดังขึ้น ขณะนั้น นกยักษ์ บินต่ำมาก เสียงดังกระหึ่ม บักเคนแหงนหน้ามองไปทางซ้ายตามที่เวรยามบอก บักเคนตะลึง เครื่องบิน บินต่ำมาก กำลังบินผ่านเรือไป บักเคนมองที่ลำตัวเครื่องบิน เห็นเป็นสัญลักษณ์มาเลเซียแอร์ไลน์ ที่บักเคนเคยนั่งไปฝรั่งเศส สมัยที่ไปทำงาน มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ถึงทะลุมิติมาโผล่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก เครื่องบินกำลังบินไปไหน ไปยุโรปหรือสหรัฐ บักเคนตั้งคำถามให้ตัวเอง ทำไมมันมาโผล่ในช่วงนี้
บักเคนเต็มไปความงงงวยสงสัย แสดงว่าเรามีโอกาสกลับบ้าน แถวนี้มันเป็นมิติเวลาที่เหลื่อมล้ำกัน คงเป็นสนามแม่เหล็กโลก ที่เครื่องบินสามารถบินทะลุกาลเวลามาได้ แล้วเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ก็บินหายลับไปในหมู่ก้อนเมฆในขณะที่ฟ้าแลบ สายฟ้าเป็นเส้นยาวเหยียดลงสู่ท้องน้ำเป็นประกายเจิดจ้า
ไม่ต้องกลัวครับเลดี้ มาแชม
“ไม่ใช่นกยักษ์ แต่เป็นเรือเหาะครับ ไม่มีอันตรายครับ”
บักเคนบอกเลดี้ มาแชม ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะเคยได้ยินว่าพี่น้องตระกูลไรต์ ได้สร้างเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินมีใบพัดไม่เหมือนกับนกยักษ์ที่บินผ่านไป ขณะที่เวรบนเสากระโดงเรือเกิดความตกใจในความใหญ่โตมโหฬารของเครื่องบินและเสียงเครื่องบินที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
ส่วนโยเซฟสีหน้าหวาดกลัว วิ่งเข้าไปหลบในห้องพัก บักเคนได้เดินเข้าไปหาโยเซฟพร้อมกับบอกว่า “ไม่ต้องกลัวไม่ใช่นกยักษ์ แต่เป็นเครื่องบิน หรือเรือเหาะ ที่สหรัฐก็มีแต่เป็นเครื่องบินใบพัดของพี่น้องตระกูลไรต์”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (22)

พายุเริ่มมาอีกรอบ หลังจากสงบไปสักพักใหญ่ พายุพัดมาเที่ยวนี้ ทำให้บักเคนถึงกับตกตะลึงที่เห็นเครื่องบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์โผล่มาจากก้อนเมฆสีดำ บินในระดับต่ำฝ่าพายุมา แล้วก็หายไปกับก้อนเมฆสีดำที่ก่อตัวหนาทึบ ท่ามกลางพายุหมุนเริ่มก่อตัวอีกครั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกที่กระแสน้ำอุ่นกัฟสตีม กับกระแสน้ำเย็นแอตแลนติกเหนือไหลมาบรรจบกัน คล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่เกิดปรากฏการณ์เหนือคำอธิบายย้อนเวลา เหมือนกับที่บักเคนเจอกับตัวเองอยู่ตอนนี้ หลังจากนกยักษ์หรือมาเลเซียแอร์ไลน์บินโผล่มากะทันหันและบินผ่านไปในระดับต่ำ บักเคนนึกอยากเป็นพระเอกกระโดดเกาะเครื่องบิน เหมือนกับที่ตนเคยกระโดดเกาะรถเมล์ความเร็วสูง สาย 8 แฮปปี้แลนด์ สะพานพุทธ อยู่บ่อย ๆ สมัยไปขายลาบยโส อยู่แถวสะพานพุทธ บักเคนจิตใจเริ่มสับสนเริ่มคิดถึงบ้าน นึกว่าอุบลน่าจะมีรถไฟความเร็วสูงเหมือนที่ฝรั่งเศสบ้าง เพราะมีแต่รถไฟหวานเย็นที่ร้อยปีผ่านไปยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน วันไหน บักเคนนั่งรถไฟจากอุบลเข้ากรุงเทพ ถ้าเข้าสถานีหัวลำโพง ตรงเวลา จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ทะลุมิติมาให้บักเคนเห็น

บักเคนนึกว่าชาตินี้ตนเองคงไม่โอกาสได้เห็นรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย นอกจากรถเมล์ความเร็วสูงสาย 8 ใน กทม.
บักเคนดีใจ นึกว่ามิติเวลาได้เปิดช่องว่างอีกครั้ง ตนเอง มีโอกาสกลับบ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นบ้านเก่า (ตาย) หรือบ้านที่ดอนมดแดง บักเคนนึกตามประสาอยากกลับบ้าน ถ้าบอกกัปตันให้หันหัวเรือฝ่าเข้าไปท่ามกลางพายุที่บ้าคลั่งแล้วตนเองกระโดด มหาสมุทรในช่วงฟ้าผ่า เพราะเคยดูหนังกลางแปลงเรื่อง เจาะเวลาหาอดีต ที่พระเอกขับรถทะลุผ่านในช่วงที่ฟ้าผ่าลงมาพอดี บางทีตนจะได้มีโอกาสทะลุมิติกลับไปยังบ้านที่ดอนมดแดงบ้าง แต่ถ้าไม่ถูกจังหวะ โอกาสถูกมหาสมุทรกลืนหายไปก็มีสูง
“กัปตัน กัปตันหันหัวเรือเข้าไปในพายุหน่อยจะได้ไหม” เสียงบักเคนตะโกนบอกกัปตันเรือ
“จะบ้าเหรอ พายุรุนแรงขนาดนี้ คลื่นสูง ยังจะให้หันหัวเรือฝ่าพายุ ใครว่างมาจับไอ้บ้านี่เข้าไปในห้องหน่อย”
เสียงกัปตันตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง ดังคลืนคลั่น เสียงฟ้าร้องเหมือนกับเสียงระเบิด พร้อมกับประกายสายฟ้าเป็นเส้นเหมือนกับรากฝอยของต้นไม้ ดูสวยงามแต่น่ากลัว คลื่นเริ่มใหญ่ ขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นเริ่มสูงขึ้น เรือเริ่มโยกไปกับกระแสคลื่นที่ถาโถม ใส่เรือ
“รีบลงมาจากหอคอยเร็ว ลูกเรือทุกคนมาช่วยกันลดใบเรือลง ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้าไปในท้องเรือโดยเร็ว” เสียงกัปตัน ร้องตะโกนแข่งกับสายฝนรีบลงมาเร็วลมเริ่มรุนแรงขึ้นลดใบเรือลง “คุณเคนเป็นอะไรถึงบอกกัปตันให้หันหัวเรือเข้าไปยังใจกลางพายุ”
โยเซฟถามบักเคนขณะที่สีหน้าตนเองเหลืองซีดอาเจียน เมาเรือ
“เข้ามานั่งข้างในคุณเคน ข้างนอกอันตรายน้ำทะเลเย็นมาก เดี๋ยวจะซ็อคตายเสียก่อน เสียงเลดี้ มาแชม ร้องบอกบักเคน”
บักเคนนึกเสียดาย เมื่อเห็นเครื่องบินอยู่ดี ๆ ก็มาโผล่ให้เห็น จะอธิบายปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์ให้ เลดี้ มาแชม โซฟี และ โยเซฟฟังคงไม่เข้าใจ บักเคนนึกในใจและน้อยใจในวาสนา ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสได้กลับบ้านไหม
พายุเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นสูงหลายเมตร โยกเรืออยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเวิ้งว้าง
“เอา เปอ ติ๊ด ปอม (แอ๊ปเปิลลูกเล็ก) สักลูกหน่อยไหมคุณเคน แก้เมาเรือ” เสียงเลดี้ มาแชม บอกบักเคน
คลื่นลมแรงยังมีกะใจกินแอปเปิลอีก บักเคนนึกค่อนขอดเลดี้มาแชม โซฟีขยับมานั่งใกล้ ๆ กับเลดี้ มาแชม สีหน้าหล่อนหวาดกลัว เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นั่งเรือออกมหาสมุทร
“เรือจะล่มไหมคะ” โซฟีเอ่ยปากถามบักเคน
“เขาถือนะโซฟีเวลาลงเรือ ไม่ให้พูดถึงเรือล่ม เรือจม เป็นลางไม่ดี” บักเคนตอบโซฟี
ส่วนในใจก็นึกหวาด ๆ อยู่เหมือนกัน พร้อมกับบ่นพึมพำ ถามอะไรไม่ถามดันมาถามว่าเรือจะล่มไหม เดี๋ยวก็ได้ตายหมู่หรอก บักเคนนึกถึงสุภาษิตไทย
“เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก คงจะต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่าย”
เพราะอยู่ในลำเรือ เพื่อนตนเองก็น้อย คนคุยด้วยไม่เกินสามสี่คน ที่เหลือมีแต่ลูกเรือหน้าตาโหด ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไอ้กัปตันหน้าตาดันเหมือนกับกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ อีก บักเคนนึกถึงเรื่องเรือผี
“ฟลายอิ้ง ดัทซ์แมน”
เรือโจรสลัดผี ที่ล่องลอยไปทั่วท้องทะเลอันกว้างใหญ่ คอยหลอกหลอนเรือ เดินสมุทรที่เป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ
“ทุกคนระวัง จับเรือไว้ให้แน่นนะ” เสียงกัปตันเรือร้องบอกผู้โดยสาร
เรือโยนตัวขึ้นลงตามกระแสคลื่นดูน่ากลัว เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในดีสนีย์แลนด์ ที่ฝรั่งเศส บักเคนเคยไปเที่ยวอยู่บ่อย ๆ แต่นี่มันเป็นของจริง ไม่ใช่รถไฟตีลังกาแต่เป็นเรือกำลังโยนตัวขึ้นลง อาหารที่กินเข้าไปและไม่อาเจียนคราวพายุมาก่อนหน้า สงสัยคงออกแน่คราวนี้ อาหาร น้ำในกระเพาะบักเคน เริ่มวิ่งไปมา โซฟีอาเจียนอีกรอบ เลดี้ มาแชม เจอพายุเที่ยวนี้ ไม่รอดยาแก้เมาเรือก็เอาไม่อยู่ เลดี้ มาแชม อาเจียนเอา เปอ ติ๊ด ปอม ที่เพิ่งกินเข้าไป ออกมาหมด ส่วนโยเซฟ อาเจียนออกมาแทบไม่เหลืออะไร มีแต่เสียงอ้วก ดังสลับกับเสียงคลื่น ๆ
“ตายแน่ ๆ จะรอดไหมหนอ บักเคนนึกถึงหลวงปู่รอดวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบล ที่ตนเองนับถือ แต่ตัวเองดันลืมห้อยคอก่อนที่จะออกไปนา และโดนฟ้าผ่า เลยไม่ได้ห้อยหลวงปู่รอดมา ใจก็อธิษฐานให้หลวงปู่รอด ช่วยคุ้มครองให้รอดปลอดภัย บักเคน เริ่มสวดมนต์ขอให้แคล้วคลาด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (23)

พายุพัดรุนแรงยิ่งขึ้น เรือโคลงเคลงไปมา ขึ้นเหนือยอดคลื่นแล้วลดต่ำลง มองเห็นคลื่นอยู่ข้างบน บักเคนหลับตาแล้วก็ สวดมนต์ แต่ดันจำบทสวดไม่ได้ นึกได้แต่ อะระหัง เหมือนคน ใกล้จะตาย เสียงสุดท้ายคือเสียงกัปตันร้องว่าเรือถูกดูดเข้าไปในน้ำวนแล้ว

“โอ๊ว พระเจ้า !!! ขอให้พระองค์คุ้มครอง ข้ากำลังจะไปเป็นสาวกของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างกับพวกเรา เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงม”
แต่ไม่ได้ยิน บักเคนเกาะลังใส่เสื้อผ้าเลดี้ มาแชม ไว้แน่น เรือถูกดูดจมไปใต้สมุทรอย่างรวดเร็ว และความรู้สึกสุดท้ายของ บักเคนก็ดับวูบลง พายุยังคงโหมกระหน่ำ เรือจมไปใต้สะดือทะเล สักพัก พายุก็สงบเงียบลง ฝนหยุดตกเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีร่องรอยอะไรเหลือเค้าเดิมให้เห็นว่าเกิดเรืออับปางลง ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทะเลเงียบสงบ เสียงพ่นน้ำดังฟู่ ๆๆ ขณะที่ปลาวาฬสีน้ำเงินแหวกว่ายพ่นน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ปลาวาฬ สองตัวว่ายเคลียคลอกันอยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่
ความมืดปกคลุมปารีสปลายปี ค.ศ. 1788 แสงไฟจากตะเกียง วับ ๆ แวม ๆ หยุด มีอะไรเอามาให้หมด…เสียงโจรปล้นชาวบ้าน ที่กำลังเดินทางกลับบ้าน
“ข้าไม่มีทรัพย์สินอะไร มีแต่ไอ้นี่ ไข่ไก่หนึ่งฟอง”
“ขอได้ไหมจะเอาไปต้มกิน” เสียงร้องขอความเห็นใจ จากชาวบ้านเคราะห์ร้ายที่โดนโจรปล้นเอาไข่ไก่หนึ่งฟอง
“ไม่ได้ ไข่ไก่หนึ่งฟองก็เอา หรือเจ้าจะให้เอาชีวิต” เสียงโจรร้องบอกชายเคราะห์ร้ายที่ถูกปล้นไข่ไก่ 1 ฟอง ความยากจนปกคลุมทั่วฝรั่งเศส
กฎหมายก็หย่อนยาน โจรกรรมเกิดขึ้นเป็นรายชั่วโมง การเดินทางไปไหนไม่ปลอดภัย ชาวบ้านมีสิทธิโดนปล้นทั่วหน้า ขุนนาง ชนชั้นสูง นักบวชจะมีกองทหารหรือกำลังป้องกันตนเอง เพื่อคุ้มครองชีวิต
ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ทรงไม่มีเวลามาสนใจประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงวุ่นวายอยู่กับความฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงหรูหราของพระชายา มารีอังตัวแนต ที่มีแทบทุกคืนในกรุงปารีส งานเลี้ยงที่ชนชั้นสูง ขุนนางมาร่วมงาน การกินเลี้ยงที่หรูหรา ไวน์ชั้นดี ในขณะที่ประชาชนอดอยาก ขณะที่ท้องพระคลังหลวง มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากการแพ้สงครามกับประเทศอังกฤษ หนี้มหาศาลเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าหลุยส์ทรงทำสงครามแก้แค้นอังกฤษ ด้วยการไปทำสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1775-1778 ฝรั่งเศสได้รับความสะใจรบชนะอังกฤษ
เหมือนกับบักเคน สมัยไปขายลาบยโส แถวสะพานพุทธ หลังจากเลิกขายก็ไปเที่ยวคาเฟ่แถวกรุงธน ตามประสาวัยหนุ่ม ที่เลือดลมแรง หวังจะทำแต้มนอนกับนักร้องให้มากที่สุด บักเคน ริไปจีบนักร้องที่เป็นแม่เหล็กประจำร้าน ซื้อพวงมาลัยคล้องคอนักร้องเป็นแบงค์พันที่ละสองสามใบ หวังจะพิชิตใจเจ้าหล่อน ในขณะที่เสี่ยตัวจริงไม่กล้าทุ่มเงินสู้กับบักเคน กำไรขายลาบมาได้คืนละพันสองพัน บักเคนทุ่มเงินกำไรที่ขายลาบได้ให้นักร้องหมด หวังจะพิชิตใจเจ้าหล่อน ซึ่งบักเคนก็ประสบผลสำเร็จนักร้องยินดีไปกับบักเคน
หลังจากนักร้องเป็นแฟนบักเคนได้สักพักบักเคนก็หมดตัว บักเคนเลยได้คิด
“เงินจางนางจร เงินมาผ้าหลุด เงินหยุดผ้าหลุดแค่สะดือ”
หนี้สินบักเคนเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ต้องเดินทางไปฝรั่งเศสไปหางานทำ เก็บเงินใช้หนี้ใช้สิน พิษนักร้องคาเฟ่ทำให้บักเคนเจ็บปวดระยะยาว เหมือนกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ทำสงครามชนะอังกฤษประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาได้ แต่หนี้สินประเทศฝรั่งเศส ท่วมท้น กรรมก็เลยมาตกกับหลาน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงใช้สติปัญญาแก้ปัญหาการคลังของชาติด้วยการเปลี่ยนรัฐมนตรีคลังคนแล้วคนเล่า ตั้งแล้วก็ปลดเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาติได้ แก้ไม่ได้ไม่ว่าหนี้สินไม่ลด งานเลี้ยงในราชสำนักก็จัดบ่อย ๆ การเงินการคลังฝรั่งเศสสมัยนั้นผูกติดกับราชสำนัก ประเทศชาติล้มละลาย ราชสำนักก็ล้มละลายไปด้วย ราคาอาหารแพงขึ้นเป็นรายชั่วโมง
พระเจ้าหลุยส์มองหาแหล่งเงินกู้สมัยนั้นยังไม่มีไอเอ็มเอฟ และก็ไม่มีใครให้กู้เงิน ราคาขนมปังพุ่งสูงมาก พระเจ้าหลุยส์ คงอยากจะกินยาปวดหายสักหลายซอง เพราะยาแก้ปวดที่เป็นคนรูปศีรษะยาว แต่ไม่มีขายในสมัยนั้น
ฝรั่งเศสเกิดความแห้งแล้งไปทั่ว ปศุสัตว์ แกะ ม้า วัว ล้มตายเพราะความแห้งแล้ง ถูกชาวบ้านฆ่ากินประทังชีวิต ฝรั่งเศสไม่มีแมงจีนูน มดแดง กะปอม สัตว์ป่า ชาวบ้านอยากจะกิน แต่ไม่มีให้ล่า เพราะสัตว์ป่าอยู่ในที่ของ ขุนนางชั้นสูง เป็นสัตว์สงวนไว้สำหรับล่าพักผ่อนบันเทิง ใครล่ามีความผิดต้องรับโทษ สัตว์ป่าเป็นของชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ ชาวบ้านจำใจต้องฆ่าสัตว์ที่ใช้แรงงาน ทำให้ปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์เพื่อทำการเกษตรก็ขาดแคลน
ฝรั่งเศสไม่นิยมใช้ปุ๋ยจากอุจจาระของคนเหมือนกับประเทศในเอเชีย เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม เกาหลี เมื่อขาดแคลนสัตว์ที่ใช้แรงงานและให้ปุ๋ยธรรมชาติ ก็ไม่มีปุ๋ยที่จะบำรุงดิน ส่งผลให้ที่ดินจำนวนมากถูกทิ้งให้รกร้างไม่ได้ทำการเพาะปลูก เช่น ริมฝั่งแม่น้ำลัวร์ และริมฝั่งแม่น้ำโรห์น ถูกปล่อยให้ร้าง ในขณะที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีประชากรมากที่สุดจนล้ำหน้าการผลิตอาหารของประเทศ ประชาชนเกิดเพิ่มขึ้นเยอะแต่อาหารผลิตได้น้อย โรคภัยที่คร่าชีวิตคนจำนวนมากก็ไม่เกิดขึ้นในดินแดนฝรั่งเศสมานานพอควร
แสงแดดยามเช้าทอแสงละมุนก่อนค่อย ๆ เพิ่มความร้อนขึ้นตามดวงตะวันที่เริ่มเคลื่อนขึ้นบนท้องฟ้า แล้วก็เคลื่อนต่ำลง หมุนเวียนเป็นนิจศีล ตลอดหลายล้านปีและยังคงดำเนินต่อไป มหาสมุทรยามนี้เงียบสงบ เวิ้งว้าง ไร้ผู้คน มีแต่พื้นน้ำจดขอบฟ้าสีคราม
“กัปตัน มีจุดดำ ๆ ลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ” เสียงเวรเรือร้องบอกกัปตัน จอห์นนี่เซเลเย่อร์ กัปตันหนุ่ม ที่ล่องเรือค้าขายระหว่างฝรั่งเศสกับอัฟริกาและเอเชีย กัปตันจอห์นนี่ หยิบเอากล้องส่องทางไกลตาเดียวที่ทำจากทองเหลือง ส่องไปยังพื้นน้ำ มองเห็นจุดดำ ๆ อยู่ลิบ ๆ
“หมุนเรือไปด้านซ้ายยี่สิบองศา” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ ให้หันหัวเรือเพื่อเข้าไปดูจุดดำ ๆ คืออะไร เพราะห้วงมหาสมุทรห่างจากฝั่งมาก

บักเคนทะลุมิติตอนที่ (24)

นั่นคนครับกัปตัน เสียงกะลาสีเรือร้องบอก กัปตัน

“อ้าวโดดลงน้ำไปช่วยเขาขึ้นเรือเร็ว” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ
“ใครกันผิวคล้ำไม่ใช่คนที่ประเทศเรา น่าจะเป็นคนจากตะวันออกไกล ทำไมถึงมาลอยคออยู่ในทะเลแถวนี้นะ ตายแล้วหรือยัง” เสียงกัปตันถาม ถ้ายังไม่ตายให้นำไปห้องพักก่อน
“ยังครับสลบอยู่ครับกัปตัน เดี๋ยวถ้าฟื้นค่อยมาเรียกข้า จะสอบถามสักหน่อย”
เสียงกัปตันบอกลูกเรือ “ครับ กัปตัน”
“เออ ตายแล้ว จะอยู่สวรรค์ชั้นไหนน๊า นางฟ้าสวยมากไหม บักเคนนึกในใจ นึกว่าตนเองตายไปแล้วจะได้ไปอยู่กับนางฟ้า เพราะตอนที่บักเคนบวชที่วัดอำเภอดอนมดแดง เคยอ่านหนังสือพระมาลัย ในหนังสือพระมาลัยบอกว่า ถ้าหมั่นทำบุญเมื่อตายไปแล้วจะอยู่บนสวรรค์ จะมีนางฟ้าเป็นบริวารอย่างน้อย 500 คน ถึง 25 ล้านคน แล้วแต่บุญที่สร้างมากหรือน้อย บักเคนนึกในใจ ก่อนตายเคยทำบุญมามาก ทำบาปบ้างเล็กน้อย คงได้ไปอยู่สวรรค์ อย่างน้อยก็มีนางฟ้าเป็นบริวาร 5,000-10,000 คน
บักเคนฝันหวาน แล้วอมยิ้ม เมื่อนึกถึงได้ไปอยู่บนสวรรค์กับนางฟ้า “กัปตันฟื้นแล้วครับ นอนยิ้มอยู่ครับ” เสียงลูกเรือร้องบอกกัปตัน เสียงกัปตันเดินมาที่ห้องพักลูกเรือ
“เสียงเอะอะของลูกเรือทำให้บักเคนสะดุ้งตื่น มองเห็นเพดานเป็นไม้ และกลิ่นเหม็นอับภายในเรือ บักเคนเลยลุกนั่ง แล้วมองไปรอบ ๆ เอ เรายังไม่ตาย แล้วอยู่ไหนกันเนี่ย เหมือนกับอยู่บนเรือ จำได้ว่า เรือเจอพายุ แล้วถูกน้ำวนในทะเลดูดลงไป จำได้ว่าหมดสติไป มือคว้ากล่องใส่เสื้อผ้าของเลดี้ มาแชมได้ แล้วคนอื่น ๆ มีใครรอดชีวิตอีกบ้าง บักเคนถามตัวเอง
“อ้าวฟื้นแล้วเหรอ” เสียงกัปตันร้องถามบักเคน
“ผมอยู่ไหนกันครับ” บักเคนถามกัปตันเรือ “
เราเห็นคุณลอยคออยู่ในทะเล เกาะแผ่นอะไรก็ไม่รู้สีขาว ๆ คล้ายแผ่นเหล็กแต่เบากว่า มันลอยน้ำ เห็นเจ้าเกาะแผ่นลอยน้ำ ข้าเลยให้ลูกเรือลงไปช่วยเจ้าขึ้นเรือ” เสียงกัปตันร้องบอกบักเคน
เหรอครับ ผมไม่ได้เกาะกล่องไม้หรือครับ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายก่อนเรือจะถูกน้ำวนดูดลงไปใต้สะดือทะเลผมเกาะกล่องใส่เสื้อผ้าของเลดี้ มาแชม แต่ทำไมท่านบอกว่าผมเกาะแผ่นเหล็ก ชักสงสัยครับท่าน”
“อ้าวเดี๋ยวเจ้าชื่ออะไร ทำไมมาลอยคออยู่ในทะเลแถวนี้ เป็นคนประเทศอะไร จะไปไหน ทำไมฟังภาษาฝรั่งเศสออก ” กัปตันถามบักเคน
“ท่านถามหลายคำถาม ผมตอบไม่ถูกครับ” “ก็ค่อยตอบมา ก็แล้วกัน”
“ผมชื่อเคนเป็นคนสยาม เรียกผมว่าบักเคนก็ได้ พระเจ้าเสกให้ข้าหลงทางมาอยู่ฝรั่งเศสกำลังเดินทางไปยังดินแดนโลกใหม่ นิวฟร้านซ์ และเลดี้ มาแชม จะไปบอสตัน”
โอ๊ะพระเจ้า เจ้าหลงทางเหรอ มันคนละทิศทางเลยนะ เจ้าบอกว่าจะไป นิวฟร้านส์ นั้นเป็นดินแดนของฝรั่งเศส ต้องเดินเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก นี่มันเขตมหาสมุทรอินเดีย” กัปตันเซเลเยอร์ร้องบอกบักเคน
“อะไรนะ ไหนท่านพูดใหม่ซิ ว่าตอนนี้ผมอยู่แถวไหน” “ตอนนี้เรือเราอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เดินทางกลับจากหมู่เกาะ โมลุกะ จากตะวันออกไกล กำลังจะเดินทางสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อกลับบ้านที่ฝรั่งเศส” กัปตันบอกบักเคน
“ท่านว่าใหม่ซิ เราอยู่มหาสมุทรอินเดียกำลังเดินทางกลับบ้าน” กัปตันบอกบักเคนอีกครั้ง ผมงงมากเพราะผมจำได้ว่า เรือกำลังเดินทางไปนิวฟร้านส์ ไปยังดินแดนโลกใหม่ เรือกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วจู่ ๆ ทำไมมาโผล่ที่มหาสมุทรอินเดีย และผมก็ไม่ได้กินเหล้า ไม่เมาเหล้าแต่เมาเรือ จำได้ว่าเรือเจอพายุ เมฆดำทะมึนฟ้าแลบ เห็นเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์บินผ่านด้านซ้าย แล้วเรือก็ถูกดูดจมหายไปในท้องทะเล” บักเคนบอกกัปตัน
“เอ ข้าก็ชักงงมันคนละทิศละทาง แล้วที่เจ้าบอกว่าเห็นเครื่องบิน มาเลเซียแอร์ไลน์ มันเป็นอย่างไร มาเลยเซียแอร์ไลน์ คืออะไร” กัปตันถามด้วยความสงสัย
“ผมยิ่งงง ยิ่งกว่าท่าน” “เอ๊างงก็งง มานี่ข้าจะนำไปดูแผ่นคล้ายเหล็กที่ช่วยชีวิตเจ้า ค่อย ๆ เดินก็แล้วกัน เพราะเพิ่งฟื้น” กัปตันบอกบักเคนและนำบักเคนเดินไปยังท้ายเรือ มีลูกเรือมองด้วยความประหลาดใจ
“แผ่นไอ้นี่ช่วยชีวิตเจ้า” เสียงกัปตันร้องบอก
“โอ๊ะไม่น่าเป็นไปได้ นั่นมันชิ้นส่วนเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์นี่ มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมเห็นมันบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก” บักเคนบอกกัปตัน
“ข้าก็งงเพราะลูกเรือเห็นเจ้าลอยคออยู่ในทะเล จึงได้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ แต่เจ้ากับบอกว่า เรือกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก”
กัปตันบอกบักเคนพร้อมกับทำสีหน้าประหลาดใจ และนึก ในใจ ไอ้คนพูดคงประสาทกลับ ลอยคออยู่ในทะเลเลยเพี้ยน
“ผมขอขอบคุณ แต่ก็ประหลาดใจ ที่ท่านช่วยผมให้รอดพ้นจากความตายและยังบอกว่าตอนนี้เรืออยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มันคนละทิศละทาง”
“ผมขอถามอะไรหน่อย มีผู้รอดชีวิตกี่รายครับ” บักเคนถามกัปตัน
“มีแต่เจ้าที่รอด ลูกเรือข้าเห็นเจ้าคนเดียวลอยคออยู่ในทะเล” เสียงกัปตันร้องบอกบักเคน
“ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกทำไมถึงมาลอยคออยู่ที่นี่ได้ เจ้าเป็นบ้าหรือเปล่า” เสียงกะลาสีเรือถามบักเคน
หลังจากฟังบักเคนพูดกับกัปตัน แล้วช่วยกัปตันสอบถามเพิ่มเติม “ผมไม่รู้ ผทก็เองก็สงสัย เพราะมันอยู่ละคนทิศละทาง ผมชักสับสน มีเหล้าให้ข้าดื่มเพื่อตั้งสติหน่อยไหม ขอเวลาทบทวนเหตุการณ์หน่อยได้ไหมกัปตัน” บักเคนบอกกัปตัน
“ได้ไปเอาเหล้ารัมให้หน่อย” กัปตันบอกกะลาสีเรือ ที่ช่วยถามบักเคน กะลาสีเรือนึกในใจ ไอ้นี่อยากกินเหล้า
“กัปตัน เหล้ารัมเหลือน้อยให้เหล้าขาวมันกินดีกว่า” กะลาสีบอกกัปตัน
“ดี ข้าชอบเหล้าขาว” บักเคนร้องตอบกะลาสีเรือ “มีแต่เหล้าข้าวโพดจะกินไหม” กะลาสีเรือร้องบอกบักเคน
“เอามาเลยเหล้าขาว กินแล้วสมองจะแล่น เลือดลมสูบฉีดดี ผมจะได้เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟัง” หลังจากได้ดื่มเหล้าขาวบักเคน ก็ได้เล่าเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่กำลังเดินทางไปนิวฟร้านส์ แต่เรือเจอพายุหมุน และเกิดเหตุการณ์ประหลาด จู่ ๆ ก็มีเครื่องบินมาโผล่ ใกล้ ๆ เรือ และเรือก็ถูกดูดจมหายไปในท้องทะเล ตนเองก็หมดสติไป นึกว่าได้ตายไปแล้ว แล้วก็มาได้สติอยู่บนเรือ บักเคนเล่า แบบย่อ ๆ
“อืมส์ เป็นไปได้ไหมครับกัปตัน เรือของคุณเคนเจออาถรรพ์ของทะเลแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เรือหลายลำเจอเหตุการณ์ประหลาดนั้น แต่ก็แปลกที่คุณเคนรอดชีวิตมาได้ แต่มาลอยคออยู่ในมหาสมุทรอินเดีย” กะลาสีเรือบอกกัปตัน
“น่าจะเป็นเช่นนั้น สมัยก่อนเมื่อ กว่า 10 ปีมาแล้ว สมัยที่ข้าเป็นลูกเรือใหม่ ๆ ข้าก็เคยเจอเหตุการณ์อย่างที่ว่า เกิดพายุหมุน ฟ้าแลบ เมฆดำ อยู่ดี ๆ ก็มีปลาประหลาดโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเล ตัวสีดำ ตัวมันใหญ่มากเท่าที่ข้าเคยเจอมาในชีวิต โผล่มาแล้วก็จมหายไป คิดแล้วอดน่ากลัวไม่ได้”
กัปตันตอบกะลาสีเรือ “ข้าว่าไม่ใช่ปลาประหลาด มันคงเป็นเรือดำน้ำ มากกว่า” บักเคนตอบกัปตัน
“เจ้าว่าอะไร เรือดำน้ำ เรือที่ไหนมันจะดำน้ำได้นานและอยู่กลางทะเลลึก” กัปตันถามบักเคน
“ไม่ใช่เรื่องประหลาด ผมว่าแถวบริเวณนั้นคงเป็นปรากฏการณ์พิสดาร ที่เกิดการเหลื่อมทับซ้อนกันของเวลา ทำให้เกิดเหตุการณ์โลกอนาคต โลกปัจจุบัน กับโลกอดีต มาบรรจบกัน เหมือนกับวันที่พระเจ้าเปิดโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก ต่างมองเห็นซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกว่า วันเทโว เป็นวันที่พระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในเวลาเช้าวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากที่พระองค์ทรงจำพรรษาที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน ความสำคัญ วันเทโวโรหณะ เป็นวันที่มีการทำบุญตักบาตรที่พิเศษ กล่าวคือ ในพรรษาหนึ่งพระพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แสดงพระอภิธรรมโปรด พระมารดา และทรงจำพรรษาที่นั่น พอออกพรรษาก็เสด็จลงจาก เทวโลกนั้นมายังโลกมนุษย์ โดยเสด็จลงที่เมืองสังกัสส์ ใกล้เมืองพาราณสี ก็พากันไปทำบุญตักบาตรพระพุทธองค์ที่นั้น และเป็นการรับเสด็จพระพุทธองค์ด้วย เมืองไทยจึงเรียกประเพณีนี้ว่า การตักบาตรเทโว”
บักเคนพยายามอธิบายถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติให้กับกัปตันและกะลาสีเรือฟัง ด้วยการยกความสำคัญของวันออกพรรษามาอธิบาย
“อ๋อ เจ้าอธิบายความเชื่อของเจ้าในศาสนาอื่น เจ้าไม่ได้นับถือพระเยซูเจ้าหรือ ส่วนตัวข้านะไม่มีศาสนา” เสียงกัปตันบอก บักเคน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (25)

บักเคนพยายามอธิบายปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติให้กัปตันฟัง แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เลยเล่าเรื่องนรก สวรรค์ กับวันออกพรรษาเทียบเคียงกับมิติเวลา แล้วก็อดถามกัปตันไม่ได้ว่า
“ท่านเดินทางเส้นทางนี้บ่อยมั๊ยครับ ท่านเคยไปแวะประเทศสยามบ้างไหม”
ข้าเพิ่งแวะเมืองบางกอกตอนเดินทางออกจากหมู่เกาะโมลุกะ เลยแวะบางกอกซื้อหนังสัตว์ ไม้หอมที่เมืองบางกอก โชคดี เมืองบางกอกมีงานวัดสระเกศ หรือคนสยามเรียกว่า งานวัดภูเขาทอง ฉลองรัตนโกสินทร์ศักราชปีที่ 1” กัปตันบอกบักเคน
“อะไรนะท่านไปแวะสยามมา ไปเที่ยวงานวัดสระเกศด้วย บักเคนนึกทบทวน ปี ร.ศ. 1 ตรงกับ ค.ศ. อะไร บักเคนไม่แน่ใจ จึงถามกัปตัน
“ปีนี้ตรงกับ ค.ศ. อะไรครับกัปตัน” ทำให้กัปตันเจอห์นนี่ มองหน้าบักเคน พร้อมกับนึกในใจ เรือล่ม ลอยคออยู่ในทะเล ทำให้สมองกลับจำปี ค.ศ. ไม่ได้เลยหรือ
ปีนี้ ค.ศ.1788 ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ครองราชย์ เข้าใจไหม หรือต้องกินเหล้าอีกจอกถึงจำได้
บักเคนพอได้ฟังกัปตันบอก หน้าตายังกับถูกผีหลอกพร้อมกับพูดว่า
“ให้ตายเหอะ โรบิน พระเจ้าจอร์จ ช่วยด้วย นี่มันอะไรกัน”
บักเคนตกใจเหมือนกับถูกผีหลอก รอบสอง ข้าทะลุมิติ รอบสองเลยหรือนี่”
“เป็นอะไรคุณเคนถึงเอ่ยพระนาม พระเจ้าจอร์จของอังกฤษ หมายความว่าอย่างไร แล้ว โรบิน คือใคร ข้าฟังไม่เข้าใจ พระเจ้าจอร์จ อยู่อังกฤษจะมาช่วยเจ้าอย่างไร ต้องสวดขอพระเยซู ถึงจะถูก แล้วทะลุมิติคืออะไร ท่าน” กัปตันบอกบักเคน
“ไม่ใช่อย่างงั้น เป็นคำอุทานเวลาตกใจของผม ให้ตายเหอะ โรบิน พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก เป็นคำที่ใช้กัน ขอโทษด้วยที่ท่านฟังไม่เข้าใจ ผมชักสงสัย ออกเดินทาง ปี ค.ศ. 1751 พอเรือล่ม ข้ามาอยู่ ค.ศ. 1788 เวลาต่างกัน 37 ปี บักเคนบอกกัปตัน
“โอ๊ะ พระเจ้าช่วย ฟังยังกับนิยายเลยนะคุณเคน”
กัปตันบอกบักเคน “ข้าไม่ได้โม้นะกัปตัน ก่อนเดินทางมา มงเตสกิเออ ยังมาส่งข้าที่ท่าเรือ เลอ –อาฟร์ เลย ข้ายังบอกท่าน มงเตสกิเออว่าจะไปบอสตันกับเลดี้ มาแชม ก่อน แล้วนำโยเซฟไปนิวฟร้านซ์ อยู่นิวฟร้านซ์ สักสองสามเดือนค่อยกลับฝรั่งเศส ”
“ท่านว่าอะไร มงเตสกิเออ มาส่งท่านที่ท่าเรือ ถ้าท่านกลับฝรั่งเศส มงเตสกิเออ จะนำไปหาวอร์แตร์ ที่อังกฤษ เสียใจด้วยคุณเคน มงเตสกิเออ ไม่อยู่แล้ว ท่านไปเฝ้าพระเจ้าแล้ว มงเตสกิเออเสียชีวิตหลังจากท่านเดินทางได้ 5 ปี สงสัยคงรอท่านกลับฝรั่งเศสไม่ไหว” กัปตันบอกบักเคน
บักเคนนึกแย้งอยู่ในใจ เพิ่งเดินทางได้สองสัปดาห์ กลายเป็น 37 ปี แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านที่ดอนมดแดง
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ท่านไปเที่ยวงานวัดภูเขาทองเป็นอย่างไรบ้าง ข้าคิดถึงบ้าน อยากไปเที่ยวงานวัดบ้าง งานวัดภูเขาทอง ที่ท่านไปเห็นมีอะไรบ้าง พอจะเล่าบอกผมหน่อยได้ไหม” บักเคนขอให้กัปตันเล่าบรรยากาศงานวัดภูเขาทองให้บักเคนฟัง
กัปตันได้สิ่งที่พบเห็นมาในงานวัดภูเขาทอง “ข้าเห็นคนสยามไปวัดกันทั้งครอบครัว ไปทำบุญ มือถือดอกไม้ไปทำบุญที่วัด บริเวณวัดมีงานแสดง กลางวันมีแสดงลิเก ละครลิง มีชาวบ้านเอาของมาขายให้คนที่มาเที่ยวงาน คนมาเที่ยวงานภูเขาทองเยอะมาก ฝรั่งก็มาเที่ยวเยอะ แขกก็มี บางคนมาจากอยุธยา เมืองรอบ ๆ บางกอก มีการเล่นพนัน ถั่วโป กำตัด ตีไก่ กัดปลา กลางคืนก็มีออกร้านขายของกิน พอดึกหน่อย ก็เงียบไม่มีอะไร”
กัปตันบอกบักเคน “นอกจากที่ท่านเล่า มีสาวน้อยตกน้ำ บ้านผีสิง เมียงูไหม”
บักเคนถามกัปตัน “อะไรสาวน้อยตกน้ำ เมียงู”
กัปตันทำหน้าสงสัยกับคำถามบักเคน “อ๋อ มันเป็นการแสดงงานวัดที่บ้านของผม แต่ผมสงสัยที่ท่านบอกว่า เล่นกำตัด ผมไม่เคยได้ยิน เป็นอย่างไร”
ข้าก็เดินไปดูเขาเล่นกำตัด เห็นเขาใช้ถั่ว มาพนันกัน แจกเม็ดถั่วให้ผู้เล่น คนละ 10 – 20 เม็ด แล้วให้ผู้เล่นวางเดิมพัน เจ้ามือจะกำถั่ว ให้ผู้เล่นทาย แต่ไม่เกิน 10 เม็ด เมื่อคนเล่นทุกคนกำถั่วครบหมดแล้ว เจ้ามือจึงแบมือให้ดูจำนวนที่กำในมือ ผู้เล่นคนใดที่มีจำนวนในมือเท่ากับเจ้ามือจะแบมือเรียกเงิน 1 – 5 เท่าจากเจ้ามือ ต่อไปเจ้ามือจะทายจำนวนในมือที่ผู้เล่นกำไว้จนครบทุกคน คนที่ถูกทายจะแบให้ดู ถ้าเจ้ามือทายถูกเจ้ามือจะได้กิน ทายผิดเจ๊ากันไป แต่มีข้อห้ามสำหรับเจ้ามือ คือห้ามทายจำนวนที่ตนกำไว้ในมือ เช่น เมื่อเจ้ามือกำถั่วไว้ 2 แต่เผลอไปทาย 2 ไม่ว่าผู้เล่นคนนั้นจะกำ 2 หรือไม่ก็ตาม ถือว่าผู้เล่นคนนั้นชนะ”
ท่านอธิบายทำให้ผมมองเห็นภาพเลย “แล้วท่านได้ไปเที่ยวผู้หญิงเมืองสยามบ้างไหม” บักเคนถามกัปตัน
“ข้าไปถึงเมืองบางกอก ที่เมืองบางกอกเรียกหญิงขายตัวซะโก้เลย ข้าถามแขกโพกผ้าที่เฝ้าสถานที่เขาเรียกว่าอย่างไร แขกที่เฝ้าบอกว่า ให้อ่านป้าย ข้าบอกว่าอ่านไม่ออก แขกมองหน้าแล้วก็บอกว่า อ่านไม่ออกเหมือนกัน ทางราชการให้เรียกว่า โรงรับทำชำเราบุรุษ หรือนครโสเภณี”
“ท่านว่าอะไรนะ ซ่องในสมัยปัจจุบัน แต่อดีตเมืองสยามเรียกว่า โรงรับทำชำเราบุรุษ ทำไมมันดูหรูหราน่าเที่ยว” บักเคนบอกกัปตัน
“ไว้ถึงฝรั่งเศส ข้าจะนำท่านไปดูบรรยากาศอย่างว่าที่ฝรั่งเศสถ้าท่านไปฝรั่งเศสกับข้า หรือเปลี่ยนใจจะไปสยาม ข้าก็ไม่ขัด ข้าจะปล่อยท่านลงที่แหลมกู๊ปโฮป แล้วท่านต่อเรือเอาเองก็แล้วกัน ถ้าอยากกลับบ้าน” กัปตันบอกบักเคน
“ข้าไม่กลับ ข้าเพียงอยากถามท่าน กลับไปก็ไม่รู้จะอยู่กับใคร บ้านเมืองยังไม่เจริญ ข้าไม่อยู่ กลับฝรั่งเศสกับท่านดีกว่า” บักเคนบอกกัปตัน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (26)

ที่ฝรั่งเศส ท่านมากีย์ เดอฟาร์จ ขุนนางแห่งราชสำนักฝรั่งเศส กำลังเดินทางจากงานฉลองอันหรูหราที่พระราชวังที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเนต จัดเลี้ยง ท่าน มากีย์ เป็นชายวัยประมาณ 60 ปี อ้วนพุงพลุ้ย หัวล้านเถิก อยู่บนรถม้ามุ่งหน้าออกจากปารีส ทั้งกลางดึก แม้ว่าจะกลัวโดนปล้นก็ตาม เพราะในระหว่างงานเลี้ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเนต ทรงมีสีหน้าเฉยชา ไม่ทักทายท่านมากีย์ ทำให้ท่านมากีย์ ชักไม่แน่ใจว่าทั้งสองพระองค์จะโปรดปรานอีกหรือไม่ เพราะตนเองก็กลัวความผิด ที่แอบตัดสินใจไม่ให้ส่งเสบียงอาหารไปให้ประชาชนที่เกิดโรคระบาดล้มตายจำนวนมาก ในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส เพราะตนเองคิดว่าอย่างไรคนป่วยเหล่านั้นก็ต้องตายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งอาหารไปให้คนไข้ที่รักษาตัวอยู่ในสถานรักษาของทางการ ครั้งแรกนึกว่าสองพระองค์ทรงจะพอพระทัยแต่ในงานเลี้ยงไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง อาจจะเป็นเพระสองพระองค์ ไม่มีเวลาสนพระทัยในเรื่องที่เกิดขึ้น หรือทรงไม่พอพระทัย ท่านมากีย์ ไม่อาจหยั่งรู้พระทัยขององค์กษัตริย์ แต่เพื่อความปลอดภัย ท่านมากีย์ จึงตัดสินใจออกนอกกรุงปารีส เพื่อรอดูท่าทีของทั้งสองพระองค์ว่าทราบข่าวลึก ๆ ที่ตนแอบสั่งโดยพลการหรือไม่ ขณะที่ท่านมากีย์ นั่งใจลอยนึกถึงงานเลี้ยงหรูหราบนรถม้า
รถม้าห้อตระบึงไม่ทั้งพลบค่ำผ่านย่านคนจนที่แออัด และสกปรก เพราะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจะออกนอกรุงปารีส กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมา ทำให้ท่านมากีย์ ต้องอุดจมูก เพราะทนกลิ่นเหม็นในย่านคนจนไม่ได้ ทันใดนั้นเอง รถม้าก็ถลาออกนอกทางเพราะสะดุดอะไรบางอย่าง รถเทียมม้าต้องหยุดลง ม้าหันรีหันขวาง ทันใดนั้นก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมอยู่รอบ ๆ รถม้า หญิงรูปร่าง ผอมแกรน ยกห่ออะไรบางอย่างออกจากเท้าม้า และวางลงบนฟุตบาท ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนบนเสียงร่ำไห้ราวกับคนบ้า
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนั้นต้องกรีดร้องอย่างทุเรศ อย่างนั้น” เสียงท่านมากีย์ถามคนขับรถม้า
“รถม้าของเราชนลูกของเขาครับ” เสียงคนขับรถม้าบอกท่านมากีย์
หญิงที่กรีดร้องลุกขึ้นยืนร้องตะโกนบอกชาวบ้าน
“ฆ่ามัน มันฆ่าลูกของฉัน แล้วเดินมาที่รถม้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านมากีย์ตกใจและรีบเอื้อมมือไปหยิบดาบทันที แต่สายตายังมองเห็นคนกลุ่มใหญ่ยังยืนนิ่งอยู่ มีแต่หญิงที่เสียบุตรไป เห็นท่านมากีย์หยิบดาบก็เลยผงะ ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ร้องไห้ อย่างคนเสียสติ ท่านมากีย์จึงหยิบถุงทองในรถม้าและโยนเหรียญหนึ่งลงไปยังพื้น และร้องบอกหญิงสาว “ทำไมแกไม่ดูแลตัวเองและลูกของแกให้ดี ข้าไม่เข้าใจ ทำให้รถม้าของข้าต้องตกใจและข้าเสียเวลาเดินทาง”
ทันใดพ่อของเด็กก็เดินมาดึงหญิงสาวโดยไม่เหลือบแลเหรียญทองที่ท่านมากีย์ โยนลงกับพื้น เพื่อนบ้านที่ยืนดูได้เดินมาปลอบโยนสองสามีภรรยาที่สูญเสียบุตรไป
“มันคงเป็นการดีอยู่นะ ลูกของท่านได้จากไปดีแล้ว เด็กได้ตายไปโดยปราศจากความเจ็บปวด ตายไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องเผชิญกับความอดอยากความหิวโหยที่กำลังเกิดขึ้นในวันหน้า พวกเรากับเด็กจำนวนมากที่ต้องทุกข์ทรมานจากความหิวโหย ไม่มีอนาคต
“เจ้าชื่ออะไร ที่เข้าใจเหตุผล” เสียงร้องถามของท่านมากีย์ พร้อมกับโยนเหรียญทองลงกับพื้น
“ข้าปิแอร์ เป็นเพื่อนกับครอบครัวที่รถม้าชนลูกของเขาตาย”
“เอาเหรียญทองไปเจ้าจะซื้ออะไรก็แล้วแต่เจ้า เสียงร้องบอกด้วยความพอใจของท่านมากีย์ และบอกให้คนขับรถม้าขับรถม้า เพื่อเดินทางต่อ
ทันใดนั้นเหรียญทองก็ปลิวเข้ามาในรถม้าเกือบถูกท่านมากีย์ พร้อมกับเสียงร้องตะโกนของท่านมากีย์
“ใครโยนเหรียญเข้ามา พร้อมกับยื่นหน้าออกไปดูนอกรถม้า เห็นหญิงเคราะห์ร้ายที่สูญเสียบุตรไป ยืนมองน้ำตานองหน้า มองท่านมากีย์ด้วยสายตาถมึงทึง โกรธแค้นอย่างที่สุด
“นางชาติหมา ข้าจะให้รถม้าชนเองให้ตายไปเลย ถ้าเอง เป็นคนโดยเหรียญเข้ามาในรถม้าของข้า” เสียงท่านมากีย์
แต่ไม่มีคำตอบจากหญิงเคราะห์ร้ายมีแต่สายตาที่จ้องมอง ด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง รถม้าของท่านมากีย์ได้เคลื่อนออกไป ท่านมากีย์ได้ลบความทรงจำที่คนยากจนต้องล้มตาย ชีวิตคนจนฝรั่งเศส ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยากไร้กว่าสุนัขของขุนนาง สุนัขของขุนนางชนชั้นสูงมีอาหารกินหรูหราทุกมื้อ อยู่ปราสาทใหญ่โต แต่คนยากไร้ต้องอยู่ที่แออัดเหมือนกับสลัม
แสงไฟวับ ๆ แวม ๆ ที่นอกกรุงปารีส ดูสลัว คืนนี้อากาศ อบอ้าว อากาศฝรั่งเศสวิปริตหลังจากเกิดความแห้งแล้งมายาวนาน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศฝรั่งเศส รถม้าของท่านมากีย์ ได้มาถึงหมู่บ้านนอกกรุงปารีสและหยุดที่ที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อเปลี่ยนรถม้า เพื่อที่จะไปต่อยังปราสาทของท่านมากีย์ที่อยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร พวกชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่ต่างพากันมามุงดูรถม้า และชายใส่เสื้อสีดำได้มาด้อม ๆ มอง ๆ รถม้าของท่านมากีย์
“ข้าจำได้ พบเอ็งอยู่ที่ถนนใหญ่หน้าพระราชวัง” เสียงของท่านมากีย์
“ใช่ขอรับข้าเป็นนายช่างซ่อมถนน ได้เห็นคนแปลกหน้า แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องรถม้าของท่าน เลยรีบขี่ม้าเดินทางมาดัก พบท่าน
“มันเป็นใคร” เสียงร้องตะคอกของท่านมากีย์
“ผมเองก็ไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ผมเห็นแต่เนื้อตัวมันมอมแมมไปด้วยฝุ่น” เสียงร้องตอบของนายช่างซ่อมถนน”
“ขอบใจที่มาแจ้งเตือนข้า เดี๋ยวเสร็จธุระข้าจะแจ้งไปยังหัวหน้าของเจ้าให้เลื่อนตำแหน่งให้เจ้า”
“ขอบคุณครับท่านมากีย์” เสียงขอบคุณของนายช่างซ่อมทางที่ไต่เต้าสู่ตำแหน่งชั้นสูงในอนาคต ได้อาศัยท่านมากีย์เป็นสะพานเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน โดยอาศัยบารมีและอิทธิพลของท่านมากีย์ในราชสำนักฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (27)

ท่านมากีย์ได้เรียกขุนนางท้องถิ่นที่เก็บภาษีประจำเมืองส่งให้ท่านมากีย์

“เฝ้าระวังเอาไว้ มีคนแปลกหน้าติดตามข้า ถ้าใครพบมัน จับมันไว้ก็รีบแจ้งข้าด่วน ข้าสงสัยว่ามันเป็นพวกฟรีเมสัน หรือไม่ก็สายลับขององค์กษัตริย์ ที่เฝ้าติดตามข้า ซึ่งสมาคม ฟรีเมสัน (Freemason) หรือพวกช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส เป็นพวกคนจนที่ต่อต้านระบอบการปกครองศาสนจักร * (คำว่า เมสัน” (Mason) แปลความหมายว่า “สถาปนิก”, “ช่างฝีมือ”, “ผู้สร้างสรรค์”, “นักก่ออิฐ” ล้วนเชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ขององค์กรดังกล่าวได้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าตั้งแต่ยุคที่ชาวยิวตกเป็นทาสของฟาโรห์อียิปต์ ถูกใช้ให้ทำหน้าที่ก่ออิฐ สกัดหิน สร้างสถาปัตยกรรม อย่างปิรามิดกันมาเมื่อเป็นพัน ๆ ปีที่แล้ว หรือโดยการอธิบายปรัชญา “เมสัน” ในหมู่มวลสมาชิกขององค์กรที่ว่ากันว่ามีการเท้าความไปถึง “พระเจ้า”
ในฐานะที่ถือได้ว่าเป็นสถาปนิกคนแรกในการสร้างโลก ต่อมาจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์รุ่นต่าง ๆ ที่ได้ถูกกล่าวถึงในตำนานความเชื่อของชาวยิว ไม่ว่า “โนอาห์” สถาปนิกผู้ได้สร้างเรืออพยพขึ้นมาในระหว่างน้ำท่วมโลก ตลอดไปจนถึงผู้ที่ได้สร้าง “หอบาเบล”, “ปิรามิด” และ “วิหารโซโลมอน” ซึ่งเป็นการต่อต้านใน ยุคมืด (Dark Age) การจับคนไปฆ่า ไปเผา ไปทรมานโดยการตัดสินใจของพวกพระ ที่มักอาศัยพื้นฐานของความเชื่อ ซึ่งอาจจะไร้เหตุไร้ผล หรือกระทั่งไร้ความยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายใต้สภาพเช่นนี้ ได้ทำให้การดิ้นรนเพื่อหาทางหลุดรอดและหลีกเลี่ยงจากการถูกกดดันหรือถูกเล่นงานโดย
ศาสนจักร กลายเป็นสิ่งที่มีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวในแบบซ่อนเร้น ปิดลับ ที่บรรดาชาวยิวมีความถนัดจัดเจนอย่างเป็นพิเศษมาตั้งแต่แรก บรรยากาศที่ครอบงำสังคมยุโรปในช่วงระยะนั้น ก็ได้นำไปสู่ การจัดตั้ง ”สมาคมลับ” ของชาวยุโรปจำนวนมากมาย โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ในยุค “แสงสว่างทางปัญญา” หรือ “ยุครู้แจ้ง” (Enlightenment)
แน่นอนว่าความหมายของคำว่า “แสงสว่าง” ในที่นี้ ย่อมไม่ได้หมายถึงแสงสว่างที่เคยสาดส่องลงมาจาก “พระเจ้า” อย่างที่ฝ่ายศาสนจักรเคยกล่าวเอาไว้ แต่เป็นแสงสว่างอันก่อเกิดขึ้นมาจากศักยภาพความเป็นมนุษย์ ที่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระไปจากอำนาจของคริสตจักรด้วยการเอาชนะผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ติดต่อ สื่อสารกับพระเจ้าลง
หลังจากสั่งขุนนางประจำท้องถิ่นที่เป็นลูกน้องท่านมากีย์แล้ว ท่านมากีย์ได้นั่งรถม้ากลับไปยังปราสาทอันหรูหรา ตั้งอยู่บนเนิน ที่มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของฝรั่งเศสอยู่เบื้องหน้า ในวันที่ตะวันทอแสงสีทองทอทาบประสาท ตัวประสาทเหมือนกับแดนสวรรค์บนพื้นพิภพ แต่ในสายตาของคนยากไร้ที่อยู่ห่างไกล มันคือการแบ่งแยกชนชั้นชัดเจน ความหรูหราฟุ้งเฟ้อกับเศษขนมปัง เพื่อประทังหิวของคนจำนวนมาก รถม้าแล่นมาถึงปราสาท
คนรับใช้ได้มารับท่านมากีย์ และบอกว่า “นายท่านอาหาร มื้อเย็นจัดเตรียมให้ท่านเรียบร้อยแล้ว จะให้ตั้งโต๊ะเลยไหมคะ” เสียงคนรับใช้ถามท่านมากีย์
“ได้ จัดเตรียมไว้ได้เลย เดี๋ยวข้าไปอาบน้ำแล้วจะทาน” ท่านมากีย์ ตอบคนใช้
ท่านมากีย์ได้รับประทานอาหารมื้อเย็นคนเดียวเงียบ ๆ ประกอบด้วย ขนมปังฝรั่งเศส ไก่ฟ้าอบ ขาแกะย่าง เห็ดทรัฟเฟิลขาวหมักกับตับห่าน (Foie Gras) ราคาประมาณกิโลกรัมละ 3 ล้านบาท ปลาเทร้าท์รมควัน ไวน์แดงชั้นยอด ขณะนั่งรับประทานสายตาได้เหลือบไปเห็นอะไรแวบ ๆ อยู่ข้างหน้าต่าง ท่านมากีย์ได้ร้องถาม
“ใครกัน”
เสียงท่านมากีย์ทำให้คนรับใช้ได้วิ่งเข้ามาในห้อง และถามว่า
“มีอะไรคะท่าน” “ข้าเห็นอะไรแวบ ๆ อยู่ทางด้านโน้น หรือว่าข้าตาฝาด”
ท่านมากีย์ได้พูดกับคนรับใช้ “เดี๋ยวดิฉันจะไปดู และจะให้บอกคนรับใช้และทหารที่เฝ้ายามมาตรวจสอบให้ละเอียดไหมคะท่าน”
“ไม่ต้อง ให้ท่านตรวจรอบประสาทและให้เฝ้ายามให้เข้มงวดก็แล้วกัน”
ท่านมากีย์ตอบคนรับใช้ และได้หยุดทานอาหาร และนั่ง สักพักทบทวนเหตุการณ์ในราชสำนัก การกระทำของท่านมากีย์ ที่กดขี่คนยากไร้ และจะโทษคนยากจนทันทีที่มาขัดขวางความสุขของตน ในการกระทำอะไรตามอำเภอใจ ท่านมากีย์คิดในใจว่า คนยากไร้คือทรัพย์สินที่ไม่มีค่า จะทำอะไรก็ได้ คนจนไม่มีสิทธิมีเสียง ต้องเชื่อฟังพระเจ้า อยู่ภายใต้การดูแลของขุนนาง ต้องหาเงินมาจ่ายภาษีให้กับขุนนาง และเจ้าของที่ดิน ชนชั้นสูง เป็นหน้าที่ของคนจนที่ต้องดูแลคนรวย คนจน คือ “เสียงส่วนนับที่ไม่ถูกนับเป็นเสียง” ในฝรั่งเศสและยุโรป
“วันนี้ช่างเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยมากมีหลายเรื่องกวนประสาท” ท่านมากีย์บ่นกับตัวเองสักพักแล้วก็ลุกจากห้องอาหาร เดินทางไปยังห้องนอนที่บนชั้นสอง ภายในห้องนอนที่หรูหรา แสงไฟจากตะเกียงส่องภายในห้อง โคมไฟที่เป็นแก้วคริสตอล ส่องประกายระยิบระยับที่มุมห้อง มีรูปปั้นอัศวิน ท่านมากีย์ เดินเข้าไปที่เตียงโดยไม่ได้สังเกตหุ่นอัศวินที่ตั้งอยู่ ท่านมากีย์หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย


เรือได้รอนแรมในมหาสมุทรมาหลายวัน บักเคนอยู่บนเรือของกัปตันเซเลเยอร์ ยามว่างไม่มีอะไรทำ บักเคนได้ไปพูดคุยกับลูกเรือของกัปตัน ส่วนกัปตัน บักเคนไม่ค่อยจะสุงสิงด้วย เพราะหน้าตากัปตันโหดไปนิด กัปตันมอบหมายให้ต้นเรือทำหน้าที่แทน ส่วนกัปตันส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ในห้อง กัปตันชอบพูดเสียงดัง เพราะอยู่ในทะเลคลื่นลมแรง ทำให้บักเคนกลัวเสียงกัปตัน
วันนี้อากาศสดใส บักเคนได้พูดคุยกับต้นเรือที่ชื่อ ปิแอร์ จนสนิทสนม ตกเย็นมาก็กินเหล้าข้าวโพดด้วยกัน พร้อมกับลูกเรือคนอื่น ๆ เหล้าขาวสำหรับผู้ใช้แรงงาน (ปัจจุบันเหล้าขาว เช่น ว็อดก้า เตกิล่า ที่มีชื่อเสียงเป็นเหล้าสำหรับชนชั้นสูง แต่ในอดีตเป็นเหล้าที่พวกกรรมกร คนใช้แรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรมดื่ม เช่นเดียวกับกระทิงแดงในเมืองไทย ผู้ใช้แรงงานดื่ม แต่เป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะนักศึกษายุโรปในปัจจุบัน)
ต้นเรือ ปิแอร์ได้เล่าประวัติให้บักเคนฟังว่า “ตนเองเป็นบุตรชายของโรแบสปิแยร์ บิดาตนเองเป็นทนายความ ตนเองอาศัยอยู่ที่เมือง อาราส มณฑลอาร์ตัวส์ ในจังหวัดปาเดอกาเลส์ในปัจจุบัน ปิแอร์ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี บิดาได้ส่งไปเรียนที่ปารีสโรงเรียนเดียวกับบิดาจบการศึกษามา ที่โรงเรียนมัธยมหลุยส์มหาราช (โรงเรียนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน)
เมื่อจบการศึกษา ปิแอร์นิสัยชอบผจญภัย ชอบหาความตื่นเต้น หาความหมายให้กับชีวิต จึงออกท่องเที่ยวไปทั่วเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกกว้าง และได้มาสมัครเป็นลูกเรือที่เมืองมาเซย์อยู่กัปตัน เซเลเยอร์ วันที่มาสมัคร พอกัปตันทราบว่าตนเองเป็นลูกผู้ดี จะทนคลื่นลมและงานหนักในเรือได้หรือ ครั้งแรกกัปตันจะไม่รับทำงาน แต่ตนเองได้อ้อนวอนขอทำงาน อยากผจญภัยไปในโลกกว้าง ตนเองมีเป้าหมายชีวิต เพราะตนเองเชื่อว่า ชะตาชีวิตของคนทุกคน มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิต ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้อย่างไร ชีวิตก็เป็นแบบนั้น ชาติตระกูล การศึกษาสภาพแวดล้อมไม่มีผลต่อชะตาชีวิต เมื่อจบการศึกษาจึงตั้งเป้าหมายชีวิต ต้องประสบความสำเร็จเหนือบิดา

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (28)

บักเคนได้พูดคุยกับปิแอร์ ทำให้บักเคนได้คิดว่าชีวิตตนอยู่ที่ ฝรั่งเศส ช่วงมาทำงาน และขายลาบอยู่กรุงเทพ ทำนาอยู่ดอนมดแดงบ้านเกิด ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ชีวิตคงไม่มีโอกาสจะได้กลับไปในโลกปัจจุบันอีก กงล้อประวัติศาสตร์ย่อมหมุนทับรอยเดิมเสมอ ถ้าเรารู้อดีต และไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขประวัติศาสตร์ ปัจจุบันก็คงเปลี่ยนไป

บักเคนได้คิด และจำได้ว่าฝรั่งเศสมีการปฏิวัติประชาชน ในช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งบักเคนจำได้ดีว่า ตนเองเดินทางมาถึงในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และกาลเวลาได้ย้อนไปข้างหน้า สามสิบกว่าปี ให้มาอยู่ในช่วงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เพียงแต่ บักเคนจำปี ค.ศ. การปฏิวัติฝรั่งเศสได้ไม่ชัดเจนว่าเป็นปี ค.ศ. 1788 หรือ ค.ศ. 1789 แต่เมื่อตนหลงมาอีกยุคในช่วงปี ค.ศ. 1788 อาจจะเป็นช่วงกำลังเปลี่ยนแปลงสังคม ดังนั้น บักเคนจึงตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจะเข้าร่วมปฏิวัติฝรั่งเศส ฝากชื่อให้โลกได้จารึกในประวัติศาสตร์ คนไทยอย่างน้อย 1 คน ได้เข้าร่วมสงครามการเปลี่ยนแปลงการปกครองฝรั่งเศส
เมื่อกาลเวลามาถึงปัจจุบัน หน้าประวัติศาสตร์จะได้เปลี่ยนแปลงบันทึกใหม่ เพราะประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ บักเคนนึกถึง คุณพุ่ม หรือนิโคไล พุ่มสกี้ ที่ได้ไปศึกษาต่อวิชาการทหารที่รัสเซีย สมัยรัชกาลที่ 5 และได้เป็นนายทหารในกองทัพบกรัสเซียเข้าประจำกรมทหารม้าที่ฮุสซาร์ของ พระ จักรพรรดิ ซาร์นิโคลัส โดยไม่กลับเมืองไทย
ชีวิตบักเคนก็คงไม่ได้กลับเมืองสยามยุคปัจจุบันอีกแล้วนอกจากจะโดยสารเรือกลับบางกอก กลับไปในยุคอดีตเหมือนเดิมของเมืองสยาม ซึ่งบักเคนไม่อยากกลับไปเมืองสยาม บักเคนนั่งนึกว่าถ้าเข้าร่วมปฏิวัติ คงจะมีบันทึกการต่อสู้เมอร์ซิเออร์เคน
บักเคนคิดการใหญ่ “ทำไมเงียบไปละคุณเคน”
ปิแอร์ถามบักเคน “อ๋อ ได้ฟังเรื่องท่านน่าสนใจผมก็คิดว่า เมื่อไม่ได้กลับเมืองสยามอีกแล้ว จะขอสร้างชื่อในฝรั่งเศส”
“จะสร้างชื่ออย่างไร ไปเป็นนักแสดงละครสัตว์ หรือไปขายอาหารสยาม หรือไปเป็นหมอดู เป็นหมอผีปราบแม่มด” ปิแอร์ถามบักเคน
“ไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แต่ไม่อยากบอกใครเป็นเรื่องของอนาคต รับรองยิ่งใหญ่แน่ บักเคน ไม่กล้าบอกว่าจะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส
“ไม่บอกก็ไม่บอก กลับถึงฝรั่งเศสคราวนี้คุณเคนจะไป ผจญภัยกับผมไหม” ปิแอร์ถามบักเคน
“ผจญภัยที่ไหนปิแอร์” บักเคนถาม
“อ๋อ คุณเคนคงยังไม่ทราบว่าสมัยนี้บ้านเมืองวุ่นวายมาก ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนยากจน ถูกทางการกดขี่ รีดภาษี และศาสนจักรก็เก็บภาษีบุญ บริจาคเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ผมไม่เห็นด้วยและต่อต้าน ศาสนจักรที่ครอบงำสังคมฝรั่งเศสอยู่ พ่อเคยบอกว่า ที่ปารีส มีสมาคมลับ ที่เป็นการรวมตัวกันของนักคิด ชาวบ้านที่ไม่พอใจ ศาสนจักร ได้ตั้งเป็นสมาคมลับขึ้นมาโดยพวกฟรีเมสัน เลือกสมาชิกของตนจากหมู่คนที่มีสติ ปัญญา ฐานะร่ำรวย นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อประชาชน ซึ่งพ่อได้เป็นสมาชิกและได้ให้ผมเข้าเป็นสมาชิกด้วย การเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสัน มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรม และจริยธรรม และ ข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส”
ปิแอร์ได้เล่าให้บักเคนฟังต่อว่า
“ก่อนที่จะเข้ารับพิธีกรรมเป็นฟรีเมสันเต็มตัว ผู้จะเป็นจะถูกเรียกว่า แคนดิเดต จะสวมเสื้อและกางเกงธรรมดา แต่จะต้องพับแขนเสื้อขึ้นไปข้างหนึ่ง ขากางเกงก็จะพับขึ้นไปอีกข้างหนึ่ง ปล่อยข้างหนึ่ง จะต้องถูกผูกตาด้วยผ้าผูกตาสีดำ ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนจะมาเป็นสมาชิกของฟรีเมสัน ยังคงอยู่ในโลกมืดที่มืดมน แคนดิเดตจะมีเชือกผูกเงื่อนคล้องที่คอ ต้องปล่อยปลายเชือกไว้ให้กับสมาชิกฟรีเมสันคนอื่นเป็นผู้ถือ แคนดิเดตจะถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างเสา 2 ต้น ที่หน้าโต๊ะบูชา เสาทั้ง 2 ต้นนี่แทนสัญลักษณ์ของเสา 2 ต้น ที่เคยอยู่ตรงหน้าวิหารแห่งโซโลมอน ระหว่างเสา 2 ต้น จะมีโต๊ะบูชาที่มีคัมภีร์ฟรีเมสันเปิดอยู่ หน้าที่เปิดของคัมภีร์จะมีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียนวางอยู่ ที่นี่แคนดิเดตจะทำพิธีให้สัตย์สาบานปฏิญาณตน ว่าจะเชื่อในพระเจ้าของฟรีเมสัน และจะกระทำตนตามแบบอย่างของฟรีเมสัน คำปฏิญาณข้อสำคัญของแคนดิเดต ก็คือ จะต้องรักษาความลับของหมู่คณะเท่าชีวิต”
“จากนั้นสมาชิกใหม่ก็จะได้ผ้ากันเปื้อนที่คาดไว้ตรงเอว แบบผ้ากันเปื้อนของทารก ที่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อนก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ใครก็ตามที่แอบไปได้เห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสัน และใครได้ยินเรื่องราวของกลุ่มฟรีเมสัน ก็เข้าเป็นสมาชิกด้วย” ปิแอร์บอกบักเคน
“แล้วเรื่องที่ท่านเป็นสมาชิกสมาคมลับมีคนในเรือรู้เรื่องไหม” บักเคนถามปิแอร์
“ไม่มีเพราะไม่ได้บอกเป็นเรื่องลับไม่ควรเปิดเผยและกัปตันและลูกเรือคนอื่น ๆ ก็ไม่สนใจ เรื่องนี้เล่าบอกเขาเดี๋ยวหาว่าบ้า”
ปิแอร์บอกบักเคน “แล้วทำไม่ถึงบอกผมไม่กลัวผมว่าบ้าหรือ”
บักเคนถามปิแอร์ “ไม่ คุณเคนเป็นคนมีเหตุผล ต้องรับฟังเรื่องนี้ได้ กลับถึงมาเซย์เมื่อไหร่จะนำคุณเคนไปพบคุณพ่อที่เมืองอารัส คุณพ่อเป็นทนายประจำเมืองและเคลื่อนไหวงานของสมาคมฟรีเมสันอยู่ด้วย”
เรือได้ฝ่าคลื่นลมมาเรื่อย เจอทั้งพายุ ฝน ตลอดเส้นทางบักเคนอยู่บนเรือได้สนิทสนมกับปิแอร์มีอะไรก็พูดคุยกัน และบักเคน ก็สนใจอยากเข้าเป็นสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสัน จึงต้องผูกสัมพันธ์กับปิแอร์ให้แน่นแฟ้น

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (29)

หลังจากหลับสนิทพร้อมเสียงกรนดังสนั่นของท่านมากีย์ ดังเหมือนกับหมูถูกเชือด ใบหน้าที่ถูกสวมด้วยหมวกอัศวินได้มีการขยับตัว ค่อย ๆ เดินมาที่เตียงของท่านมากีย์ ทุกสรรพสิ่งในปราสาทสงบเงียบ มีแต่เสียงท่านมากีย์ที่ส่งเสียงดังไปทั่วปราสาท พร้อมกับอัศวินได้หยิบมีดขึ้นมาและปักไปที่หัวใจของท่านมากีย์ มีเสียงคร๊อกดังเบา ๆ และเสียงกรนก็เงียบไป หุ่นอัศวินค่อยถอดเกราะอัศวินออก เป็นชายชุดดำ ค่อยปีนหน้าต่างแล้วค่อยหย่อนเชือกโรยตัวลงสู่พื้น แล้ววิ่งหายไปกับความมืด เช้าวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องทาบขอบฟ้า เสียงเคาะห้องท่านมากีย์ของคนรับใช้ดังหลายครั้ง “ท่าน ๆ ๆ” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ปรกติแล้วท่านมากีย์จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาตรวจเอกสาร รายรับ รายจ่าย การเก็บภาษีต่าง ๆ ในเมืองต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ หลายครั้ง ก็ได้ทำร้ายประชาชน ที่ไม่มีเงินเสียภาษีให้กับทางการ ถ้ามีลูกสาวก็เอามาเป็นนางบำเรอ เบื่อแล้วก็ขายทิ้งให้ไปเป็นทาส หญิงสาวบางคนหน้าตาดีหน่อยก็ถูกขายให้ซาลอง (ซาลูน)

ซาลอง เป็นสถานที่ชั้นสูงที่ขุนนางพบปะสังสรรค์กันในปารีส การกระทำของท่านมากีย์ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก แต่ด้วยอำนาจ วาสนา และเป็นคนโปรดของ องค์กษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีทั้งอำนาจ บารมี กองทหารอยู่ในมือ ชาวบ้านได้แต่สาปแช่ง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับท่านมากีย์ได้
“ท่านคะ สายแล้วค่ะ ตื่นได้แล้วค่ะ กาแฟเตรียมให้ท่านแล้วค่ะ” เสียงคนรับใช้บอกท่านมากีย์
แต่ไม่มีเสียงตอบออกมา คนใช้ก็เลยไปตามพ่อบ้านที่ดูแลปราสาทให้กับท่านมากีย์ มาปลุกท่านมากีย์
“ท่านพ่อบ้านคะ ดิฉันไปปลุกท่านมากีย์ แต่ไม่มีเสียงตอบ ท่านลองไปปลุกท่านมากีย์หน่อยค่ะ” คนรับใช้บอกพ่อบ้านของท่านมากีย์
เสียงรองเท้ากระทบพื้นปราสาทหินอ่อนอิตาลี ดังกังวาน พ่อบ้านรีบเดินขึ้นปราสาทเพื่อไปปลุกท่านมากีย์ “ท่านครับตื่นได้แล้วครับ”
เสียงพ่อบ้านร้องบอกท่านมากีย์ เงียบไม่มีเสียงตอบจากในห้อง พ่อบ้านเลยพังประตูห้องเข้าไปและพบท่านมากีย์นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงและมีอะไรคลุมอยู่บนอกของท่านมากีย์ พ่อบ้านและคนรับใช้ รีบเดินไปที่เตียงของท่านมากีย์ แสงสว่างส่องเข้าไปในเริ่มห้องสว่างมากขึ้น ทำให้พ่อบ้านและคนรับใช้มองเห็นมีดปักทรวงอกท่านมากีย์ และมองเห็นใบหน้าซีดเผือด
“โอ๊ะ พระเจ้าช่วย เสียงร้องอุทานพร้อมกันของพ่อบ้านกับคนรับใช้” เสียงตะโกนบอกคนในปราสาท
“ท่านมากีย์เสียชีวิตแล้ว มีคนลอบทำร้ายท่านมากีย์ สักพัก คนรับใช้และทหารยามได้ออกันอยู่ในห้องและหน้าห้องท่านมากีย์
“ใครอยู่เวรยามเมื่อคืน” เสียงพ่อบ้านถามทหารยาม
“มีทหารอยู่หลายสิบคน ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกติเลยครับท่าน” เสียงทหารยามบอกพ่อบ้าน
“เฝ้ายามกันแบบไหน นายท่านถึงถูกลอบฆ่า ทหารจับทหารยามที่เข้าเวรเมื่อคืนไปสอบสวนหาคนร้าย ถ้าไม่ได้ ก็ให้ฆ่าทิ้งให้หมด ให้ไปอยู่กับท่านมากีย์”
เสียงพ่อบ้านร้องบอกทหารที่เหลือ “ครับ ท่าน”


บักเคนนึกในใจ การที่สร้างสัมพันธ์กับปิแอร์เป็นหนทาง แห่งการอยู่รอดท่ามกลางคนที่บักเคนไม่รู้จัก อยู่ต่างที่ต่างเวลา บางครั้งการสร้างความกลมกลืนให้เข้ากับคนต่างสังคม ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ต่างความคิด ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เรียกว่า กฎแห่งเทวีสีแดง (Red Queen Principle) เป็นกฎธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด การพรางตัวของกิ่งก่า หรือกะปอม เขียดตะปาด ต้องพรางตัวเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ชะตาชีวิตเราลิขิตเองมีเป้าหมาย คำพูดโดนใจของปิแอร์ และหมอดูเคยทายทักบักเคนสมัยไปเดินเล่นสนามหลวงเพื่อมองหาผีต้นขนุน เพื่อใช้บริการ ยามขัดสน

เสียงหมอดูโคนต้นมะขามได้ทายทักบักเคนชวนมาดูหมอ คิดค่าดู 100 บาท หมอดูทายว่าบักเคนวาสนาดีจะได้นั่งกินนอนกิน เมื่อเติบใหญ่ จะได้อยู่ต่างแดน ชื่อเสียงโด่งดัง ตอนนั้นบักเคนหลงใหลได้ปลื้มว่ารวยแล้ว นั่งกินนอนกิน สบายไปตลอดชาติ พอได้ฟังปิแอร์พูด บักเคนถึงได้คิดนั่งกินนอนกิน ไม่ใช่เป็นอัมพาต ก็อัมพฤกษ์ แน่นอน
บักเคนไม่อยากจะนั่งกินนอนกิน วาสนามีไว้แก้ไข มิใช่มีไว้แข่งขัน วาสนาดีเป็นเหตุ โชคดีเมื่อเข้ามาต้องไขว่คว้าไว้ โชคดีเข้ามาครั้งเดียวแต่โชคร้ายมาหลายครั้ง ทุกอย่างต้องเพียรพยายาม ปัญหาสร้างปัญญาและความรวย ถ้าไม่มีปัญหาไม่มีความรวย เพราะคนไม่มีปัญหา ก็ไม่หาคนช่วยแก้ปัญหา การแก้ปัญหาที่คนแก้ไม่ได้จะสร้างรายได้ให้ ปัญหาการเมือง ถ้าแก้ได้ก็เป็นวีรบุรุษ ถ้าแก้ไม่ได้ก็เป็นทรราช หรือกบฏ บักเคนนั่งคิดเรื่อยเปื่อย
เรือวิ่งฝ่ากระแสคลื่น ท่ามกลางพายุเริ่มตั้งเค้ามาอีก บักเคนบอกกับปิแอร์ว่า “ไม่ชอบเลยพายุนี่ มันทรมานมาก เวลาเมาคลื่น”
บักเคนบอกปิแอร์ “ทนเอาหน่อย สักพักก็ชินไปเอง”
บักเคนนึกในใจพูดง่าย ฟังง่าย แต่ทำได้ยาก เมาคลื่นไม่ใช่เมาเหล้า เมาเหล้าสนุกแต่เมาคลื่น มีแต่สีเหลือง สีเขียว อ๊วกอย่างเดียว ทันใดนั้นเสียงดังครูด ดังมาจากใต้ท้องเรือ และเสียงร้องของลูกเรือที่ตะโกนบอกกัปตัน “กัปตันครับ เรือชนหินโสโครกครับ กัปตัน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (30)

“ลดความเร็วเรือ ดึงใบลง” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือ

บักเคนเซไปพิงข้างเสาเรือหลังจากเรือชนหินโสโครก
“จะเป็นอย่างไรบ้าง เรือจะจมไหม” บักเคนถามปิแอร์
“ไม่มีอะไร เดี๋ยวกัปตันคงจะสั่งให้หยุดซ่อมเรือ”
จอห์นโดดลงน้ำไปดูซิเรือรั่วมากไหม พอจะไปต่อได้ไหม” เสียงกัปตันร้องบอกลูกเรือให้โดดลงน้ำไปดูรอยรั่ว
“รอยแตกพอสมควรครับ”
เสียงลูกเรือบอกกัปตัน “ลงไปข้างล่างแล้วเอายาชันไปอุด รอยรั่วชั่วคราว เราจะหาเกาะที่ใกล้ที่สุดเพื่อซ่อมเรือ คิดว่าจะใช้เวลาซ่อมนานไหม”
เสียงกัปตันถามลูกเรือที่เอายาชันไปอุดรอยรั่ว “ประมาณ 2-3 วันครับ” ลูกเรือบอกกัปตันเรือค่อยลอยช้า ๆ เพื่อหาเกาะที่ใกล้ที่สุด เพราะไม่กล้าแล่นเร็วเรือบรรทุกสินค้าและมีรอยรั่วถ้าเกิดเจอหินโสโครกอีก เรืออาจจม
เวลาผ่านไปพอสมควร “กัปตันมีเกาะอยู่ข้างหน้าครับ” เสียงเวรบนเสากระโดงเรือร้องบอกกัปตัน
“เอาเรือตรงไปที่เกาะ” กัปตันร้องบอกลูกเรือ
เรือค่อยแล่นไปช้า ๆ ห่างจากเกาะพอสมควร เพราะต้องดูน้ำขึ้นน้ำลงกลัวเรือเกยตื้น กัปตันได้บอกให้ลูกเรือไปเตรียมอุปกรณ์ซ่อมแซมเรือ และสั่งให้ลูกเรือทุกคนที่ไม่มีหน้าที่ซ่อมแซมเรือ ให้อยู่บนเรือ ห้ามนำเรือบดออกไปที่เกาะ ให้เตรียมอาวุธให้พร้อม ระวังโจรสลัด ผลัดเปลี่ยนเวรยาม ส่วนกัปตันจะเดินทางไปที่เกาะเพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำจืด ถ้าพบแล้วจะให้ลูกเรือที่เหลือไปนำน้ำจืดมาสำรองไว้ และเตรียมหาผัก ผลไม้พอกินได้มาสำรองไว้ เพราะผลไม้ ผักบนเรือมีกินอยู่ได้เพียง 1 สัปดาห์ ตามกำหนดการเรือจะต้องแวะที่สถานีการค้าเล็ก ๆ ของโปรตุเกส ในระหว่างเดินทางกลับฝรั่งเศส แต่มาเกิดเหตุการณ์เรือชนหินโสโครกเสียก่อน
“เอาแผนที่มาดูซิ เกาะแห่งนี้ชื่ออะไร” ลูกเรือได้เอาแผนที่เดินเรือมาให้กัปตันและกัปตันจอห์นนี่ได้ดูแผนที่ ซึ่งเกาะแห่งนี้ ไม่มีบันทึกในแผนที่เดินเรือ เป็นเกาะหลงสำรวจ ไม่มีใครเคยผ่านมาก่อน กัปตันก็คิดว่าน่าจะปลอดภัยสำหรับการซ่อมเรือบริเวณเกาะแห่งนี้ และได้บอกปิแอร์ให้เตรียมเรือบดลงน้ำ “เอาเรือบดลงน้ำข้าจะไปสำรวจเกาะ ส่วนเจ้าและคุณเคนอยู่บนเรือไม่ต้องไป ข้าจะไปสำรวจเกาะสัก 2 วัน ถ้าไม่เห็นข้ากลับมาภายใน 2 วัน ค่อยไปตาม”
กัปตันบอกปิแอร์ “มันจะดีหรือกัปตัน ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม มีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือกันได้” ปิแอร์บอกกัปตัน
“ไม่ต้อง เจ้าเฝ้าเรือ ข้ามอบสิทธิ์ขาดให้เจ้า ลูกเรือคนไหน ฝ่าฝืนก็จัดการลงโทษให้หนัก รักษาเรือให้ดีก็แล้วกัน กัปตันค่อย ๆ โรยตัวไปยังเรือบดและพายออกจากเรือใหญ่มุ่งสู่เกาะหลงสำรวจ เพียงลำพัง


ไม่ไกลจากย่าน ชอง กาลิเซ่ ของปารีส บรรยากาศสลัม ที่บ้านเรือนตั้งเรียงรายอย่างหนาแน่น ผู้คนอาศัยอยู่อย่างแออัด ยัดเยียด ประเทศฝรั่งเศสช่วงเวลานี้ประชากรมากที่สุดในยุโรป บรรยากาศทรุดโทรม เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และความสกปรก ลมหนาวพัดพาเอาความหนาวเย็นเสียดกระดูก ผ่านย่านนี้ ความเจ็บป่วยของคนยากไร้ ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้ร่วงจากความเจ็บป่วย ความหิวโหย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีแต่ความโกรธแค้นต่อชนชั้นสูง คนร่ำรวยผู้ที่ไม่เคยเอาใจใส่คนยากไร้ทั้งหลาย ในฝรั่งเศส ย่านชอง กาลิเซ่ คือที่รวบรวมนักคิด ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาปรับทุกข์และหาทางทำให้คนยากไร้ทั่วประเทศได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสถานที่แออัดแห่งนี้ เป็นที่แฝงตัวของสมาคมลับฟรีเมสัน ที่อาศัยย่านคนจนปกปิดการดำเนินงานของสมาคม นับเป็นประเทศเดียวที่การดำเนินงานของสมาคมลับ ต้องอยู่ในชุมชนแออัด
ย่านชอง กาลิเซ่ แห่งนี้ ในอนาคตข้างหน้าก่อนปี พ.ศ. 2475 เป็นสถานที่ที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้นักเรียนหนุ่มไทยที่มาศึกษา ในประเทศฝรั่งเศส ได้ซึมซับแนวคิดสังคมนิยมและนำมาใช้ในเมืองไทยแต่ไม่ได้รับการยอมรับ “สมุดปกเหลือง” รวมถึงนักปฏิวัติหนุ่ม “สตาลิน” ก็เคยมารับแนวคิดการเมืองที่ย่านแห่งนี้ รัสเซีย การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ของไทย และอีกหลายแห่งทั่วโลกมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่
เสียงไก่ขันดังใกล้ย่ำรุ่ง และพระอาทิตย์ส่องแสง แต่บรรยากาศยามเช้ายังคงซึมเซา ผู้คนจำนวนมาก มานั่งผิงไฟเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้ไฟได้ขับไล่ความหนาวเย็น บางคนก็ยังไม่ได้นอนเพราะทนอากาศหนาวเย็นไม่ไหว ทุกคนนั่งเงียบ ๆ พยายามสงวนพลังงานให้มากที่สุด ไม่พูดคุยกัน ทุกคนสีหน้าอมทุกข์ ไม่รู้อนาคตว่าวันนี้จะมีอะไรตกถึงท้องบ้าง
ขณะที่คนรวยนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หลับสบายอยู่บนปราสาท ตื่นมาอาหารพร้อมอยู่บนโต๊ะ เตรียมตัวไปสังสรรค์งานเลี้ยงยามราตรีที่บ้านขุนนาง รถม้าบรรทุกเหล้าไวน์ วิ่งผ่านย่านนี้เพื่อนำไวน์ชั้นดีไปส่งยังปราสาทของขุนนาง เพื่อจัดงานเลี้ยงในคืนนี้ ทันใด ถังไวน์หล่นจากรถม้ากระแทกกับก้อนหินแตก เหตุการณ์ที่ถังไวน์ตกกระแทกพื้นได้ปลุกความซึมเซาของคนที่นั่งผิงไฟ ทุกคนลุกขึ้นเกือบจะพร้อมกันและวิ่งไปยังที่ถังไวน์ตกกระแทกพื้นและไหลเจิ่งนองกับพื้น
ไวน์ที่ไหลจากถังได้ไหลรวมกันที่แอ่งเล็กแห่งนั้น ผู้คนพยายามคุกเข่าและแย่งกันก้มลงดื่มไวน์ แอ่งเล็ก ๆ แต่คนนับสิบเบียดเสียดกันเพื่อแย่งกันดื่มไวน์ บางคนยื่นมือเข้าไป เพื่อนำเศษผ้าเก่าลงไปจุ่มไวน์ในแอ่งเล็ก ๆ เกิดความโกลาหลไปทั่วย่านแห่งนี้ แม่เมื่อจุ่มเศษผ้าเก่าลงไปในแอ่งไวน์ได้ก็นำเศษผ้าที่ชุ่มไวน์ไปบิดให้ลูก ๆ ได้ดื่มไวน์ เพียงพริบตา ไวน์ในถังและในแอ่งก็ไม่มีเหลือ เหลือแต่เพียงคราบสีแดง ๆ
“โอ๊ว สวรรค์ทรงโปรด ข้าได้มีโอกาสลิ้มรสไวน์ชั้นดี ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสอีกครั้งไหม” “สวรรค์ทรงเมตตา” ผู้คนพึมพำ ถึงรสชาติไวน์ที่ตนเองได้ดื่ม
แม้จะดื่มไวน์จากพื้นดินก็ตาม ในขณะที่ชนชั้นสูงไวน์เหล่านี้ดื่มเป็นประจำ บรรยากาศเช้านี้กลับแตกต่างจากทุกวัน เสียงคนพูดคุยจ๊อกแจ๊กถึงความโชคดีของคนหลายคนได้ดื่มไวน์ที่ตกจากรถม้า หลายคนบ่นเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดื่มไวน์ ขณะที่คนขับรถม้า เมื่อถังไวน์หล่นแตก ก็ได้บ่นพึมพำไม่ใช่ความผิดของตน แต่เป็นเหตุสุดวิสัย ที่ถนนแห่งนี้เป็นหลุม เป็นบ่อ ขาดงบประมาณซ่อมแซม เพราะงบประมาณถูกราชสำนักนำไปสะสมอาวุธและกำลังทหาร เพื่อทำสงครามศักดิ์ศรีกับอังกฤษอีกครั้ง และส่วนหนึ่งสำหรับงานเลี้ยงที่ราชสำนักจัดทุกสัปดาห์