บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 203-204

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (203)

            คณะนักวิทยาศาสตร์สำรวจพรรณพืช สัตว์ ทั่วดินแดนอียิปต์ วันหนึ่ง คณะนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ นำโดย ฌองโปลิยง หรือฌอง-ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-François Jean-Paulon)  เกสพาร์ด หรือเกสพาร์ด มอนจ์ (Gaspard Monge)   ครุยส์ หรือ ครุยส์ ลี บัคตุยเลย์ (Claude-Louis Bertholet) นักเคมีที่โด่งดังในมหาวิทยาลัยปารีส  กูฟฟราน เป็นนักชีววิทยา เอสเจนส์ กูฟฟราน (Etienne Geoffroy Saint-Hilaire)  และ ซีแลร์ หรือ ซีแลร์ จู๊ส ซีซาร์ ลีออน ซาร์ลินี (Jules-Cesar Lelorgne de Savigny) ได้ร่วมกันสำรวจพันธ์พืชและสัตว์  วันหนึ่งได้เดินทางมาสำรวจ ภูเขาซีนาย (Mount Sinai) หรือที่เรียกว่า ภูเขาแห่งโมเสส มีความสูง 2,285 เมตร หรือประมาณ 7,497 ฟุต ภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทางศาสนา  เพราะมีการปรากฏชื่อภูเขาแห่งนี้ครั้งแรกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่เดิมภูเขาแห่งนี้ชื่อว่า “โฮเรบ”

            สถานที่ ที่พระผู้เป็นเจ้าปรากฏให้โมเสสเห็นเป็นครั้งแรก  โดยมาให้เห็นในลักษณะไฟลุกบนต้นไม้แต่ว่าไม่ไหม้ และได้ตรัสกับโมเสสว่า ให้ปลดปล่อยชาวอิสราเอลที่เป็นทาสอยู่ในอียิปต์ ต่อมาเมื่อโมเสสสามารถปลดปล่อยชาวอิสราเอลได้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้ไปเข้าเฝ้าเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืนด้วยกัน บนภูเขาซีนาย ได้ประทานบัญญัติ 10 ประการ หรือ คำสอน ข้อปฏิบัติตามคัมภีร์ฮีบรู แก่โมเสสครั้งแรก ณ ภูเขาแห่งนี้  ภูเขาแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาในปัจจุบัน

การสำรวจที่ภูเขาซีนายนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถ้ำลึกลับจึงได้เดินเข้าไปสำรวจ คณะนักวิทยาศาสตร์ได้เดินลงไปในถ้ำลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 50  เมตร และเดินสำรวจไปในถ้ำได้ประมาณ 500  เมตร เมตร ได้พบหีบวางอยู่บนแท่นในถ้ำลึกลับโดยบังเอิญ

          “ท่านมีหีบอะไรวางอยู่บนแท่น”  เกสพาร์ด ได้เห็นหีบลึกลับวางอยู่บนแท่นได้เอ่ยปากบอกเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ ที่เดินสำรวจด้วยกัน

          “ไหนลองเข้าไปดูใกล้ ๆ ซิ” ฌอง โปลิยง บอกกับเกสพาร์ด ทุกคนรีบเดินไปดูแท่นที่วางอยู่บนแท่น

“โอพระเจ้าช่วย นี่มันหีบแห่งพันธะสัญญา นี่” กูฟฟรานอุทานด้วยความตกใจ ที่ได้ค้นพบ หีบแห่งพันธะสัญญา โดยบังเอิญ

“พระเจ้า นี่เป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ซีแลร์อุทานออกมา

“อา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สวรรค์จงคุ้มครองพวกข้าด้วยเถิด” เกสพาร์ดอุทานออกมา

“มันเป็นของจริงหรือไม่เพราะมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับหีบศักดิ์สิทธิ์” กูฟฟรานเอ่ยกับนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจด้วยกัน

“ผมก็ไม่แน่ใจ” ซีแลร์บอก

“แล้วที่บอกว่า หีบศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่อัฟริกาตะวันออก อยู่ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์บนภูเขา ดัง (Dunghe) บางส่วนก็ว่าอยู่ที่กรุงโรม บางก็ว่าอยู่ที่เอธิโอเปีย แต่พวกเรามาค้นพบที่นี่มันน่าจะเป็นของจริงนะ” เกสพาร์ดบอกกับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์

“ผมคิดว่าพวกเราปิดเป็นความลับ และนำหีบไปให้ท่านนโปเลียนนำไปที่ฝรั่งเศสให้ นักวิทยาศาสตร์ที่ปารีสและนักบวชได้ทำการพิสูจน์ดีกว่าว่าเป็นของจริงหรือของปลอม” กูฟฟรานเสนอความคิดออกมา

“ผมก็ว่าดีนะ เราต้องหาอะไรมาคลุม และใส่กล่องสีดำเพื่อกันคนสงสัย”  ฌอง โปลิยง เสนอความคิดออกมา

“ผมเห็นด้วย”  ซีแลร์เห็นด้วยกับ ฌอง โปลิยง

เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงหยุดสำรวจรีบนำหีบศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจากถ้ำก่อน บรรจุลงกล่องสีดำ และได้ตั้งที่พักแรม และให้ลูกหาบที่คอยอยู่นอกถ้ำ รีบไปตามทหารเพื่อนำหีบไปยังไคโร ก่อนที่พวกเขาจะสำรวจหาพันธ์ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำต่อไป ถ้ำมีความยาว หลายกิโลเมตร

ตามตำนาน ชาวยิว ได้นำหีบพันธสัญญาติดตัวมาหลบหนีเมื่อชาวบาบิโลเนียนบุกยึดกรุงเยซูซาเล็มและจับชาวยิวไปเป็นทาส แต่มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งได้นำหีบพันธสัญญาหลบหนีมาตั้งรกรากในอียิปต์ และได้นำหีบมาเก็บไว้ในถ้ำลึกเพื่อไม่ให้มีใครค้นพบได้ นอกจากจะมีลายแทงหนังแกะนำทาง

หีบพันธสัญญาเชื่อกันว่าบรรจุ พระคัมภีร์ไบเบิลที่โมเสสเป็นผู้บันทึกด้วยตนเอง ภายในหีบประกอบไปด้วยและไม้เท้าของ  อาโรน  พี่ชายของโมเสส ไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ เหยือกใส่อาหารศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ‘มานา’ และแผ่นศิลาบันทึกบัญญัติ 10 ประการ

นักวิทยาศาสตร์ได้เขียนจดหมายบอกย้ำให้นโปเลียนให้ปิดเป็นความลับสุดยอดห้ามบอกใครเด็ดขาด ในหีบที่พวกตนค้นพบ หีบพันธสัญญาโดยบังเอิญ

นโปเลียนหลังจากได้รับจดหมายจากนักวิทยาศาสตร์ได้นำหีบพันธสัญญาในกล่องสีดำเก็บไว้อย่างดีไม่บอกให้ใครทราบตามจดหมายที่เขียนย้ำมา วันเดินทางกลับเมืองอเล็กซานเดรีย ได้ให้รัสตัมและร้อยเอกโจซัวร์นำกล่องดำขึ้นรถม้าของนโปเลียน  ถ้ามองภายนอกนึกว่าเป็นลังใส่ตำรับตำราที่นโปเลียนนำติดตัวมา 

ตำนานหีบแห่งพันธสัญญา สร้างขึ้นรูปแบบที่พระยาห์เวห์

ทรงชี้แนะต่อโมเสสที่ภูเขาซีนาย  หีบพันธสัญญาทำด้วย​ไม้​กระ‌ถิน‍เทศ​ยาว 110 เซนติ‌เมตร กว้าง 66 เซนติ‌เมตร และ​สูง 66 เซนติ‌เมตร ​หีบหุ้มด้วย​ทอง‍คำ​บริ‌สุทธิ ทั้ง​ด้าน‍ใน​และ​ด้าน‍นอก​ขอบ​ทอง‍คำ​ล้อม‍รอบ​หีบ​ มี​ห่วง​ทอง‍คำ​สี่​ห่วง​สำหรับถือ​หีบติด​ไว้​ที่​มุม​ทั้ง​สี่  และมีที่สอดคานหาม​ด้วย​ไม้​กระ‌ถิน‍เทศ​หุ้ม​ด้วย​ทอง‍คำ แล้ว​สอด​คาน‍หาม​เข้า​ที่​ห่วง​ข้าง​หีบ​สำหรับ​ใช้​ยก​หาม​หีบ​นั้น ไม้‍คาน‍หาม​ให้​สอด​ไว้​ใน​ห่วง​ของ​หีบ ห้าม​ถอด​ออก

          ในตำนานที่ชาวยิวหลบหนีออกจากอียิปต์ มีปุโรหิตเผ่าเลวีหามหีบแห่งพันธสัญญานำขบวนอพยพของชนชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ ทิ้งระยะห่าง 1000 เมตร มุ่งตรงไปยังแม่น้ำจอร์แดน ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแตะผิวน้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอยู่ในฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็แยกออกจากกันจนเหลือพื้นแห้งให้ขบวนอพยพได้เดินทางข้ามไปได้อย่างปลอดภัย เมื่อข้ามพ้นหมดแล้ว น้ำในแม่น้ำก็ไหลรวมกันเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก ทหารอียิปต์ที่ติดตามมาก็ไม่สามารถข้ามไปได้ ได้แต่จ้องมองชาวยิวเดินจากไป

*********************************************

   กองทหารนโปเลียนได้พักหลังจากเดินทางมาจนเกือบย่ำรุ่ง มี เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณโอเอซีส นโปเลียนได้สั่งให้ทหารพักผ่อนและหาที่นอนบริเวณ หิน ให้ขุดทรายเพื่อหลบแดด บางส่วนก็ทำที่พักบริเวณ ต้นไม้ที่ขึ้นประปรายอยู่บริเวณนี้ ทหารได้นอนพักเอาแรง หลายคนหลับเป็นตายจากการเดินทางที่เหนื่อยอ่อนบทเรียนที่เดินทัพไปเมืองเอเคอะ ได้สอนให้นโปเลียนเตรียมน้ำดื่มไว้อย่างพอเพียง โดยได้ขนน้ำมาบนรถม้า ลากอูฐ หลายร้อยตัว ถูกผูกไว้กับต้นไม้ กองทหารม้าได้ให้ม้าพักผ่อน และนำเสบียงเป็นข้าวสาลีม้าให้ม้ากิน บางส่วนก็เตรียมหุงหาอาหารเพื่อกินก่อนนอนเพราะกลางวันอากาศทะเลทรายจะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ

รัสตัมได้มาดูแล จัดเตรียมบริเวณที่จอดรถม้าให้กับนโปเลียน

          นายท่าน ที่ตรงนี้เหมาะที่ท่านจะได้หลับนอน” รัสตัมบอกกับนโปเลียน”

          “ขอบใจ ผมไม่ยุ่งยากในเรื่องหลับนอน” นโปเลียนบอกกับรัสตัม

          “เจ้าจงไปหาที่พักหลับนอนก็แล้วกัน แต่อย่าห่างรถม้ามากนัก” นโปเลียนบอกกับรัสตัม

          “ได้ครับนายท่าน”

          รถม้าของนโปเลียน ได้ใส่สิ่งของวัตถุโบราณจากไคโรเตรียมขนกลับไปฝรั่งเศสบางส่วน ส่วนมากจะเป็นทองคำแท่งโบราณ สร้อยคอทองคำ พร้อมลูกปัด หน้ากากทองคำ มีชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด

****** ต่อมาภายหลัง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้สั่งให้ ไฮน์ริช ลูอิทพ็อลท์ ฮิมเลอร์ ผู้รับผิดชอบหน่วย ชุทซ์ชตัฟเฟิล (เอ็สเอ็ส)  ค้นหาหีบพันธสัญญาในฝรั่งเศส ซึ่งฮิมเลอร์มีความยินดีที่ฮิตเลอร์ มอบหมายให้ค้นหาหีบศักดิ์สิทธิ์ เพราะฮิมเลอร์มีความสนใจในด้านโหราศาสตร์และสิ่งลี้ลับ เขาได้ก่อตั้งองค์กร อาเนินแอร์เบอ (Ahnenerbe) เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ศาสตร์, ภูมิศาสตร์การเมือง, นิรุกติศาสตร์, มานุษยวิทยา, ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, เทพนิยาย ตลอดจนเวทมนตร์คาถา ฮิมเลอร์มุ่งหวังใช้ผลการวิจัยเป็นเครื่องมือสนับสนุนลัทธิเชื้อชาติอารยันอันสูงส่ง มีการส่งหน่วยเพื่อสืบเสาะตามหาวัตถุในตำนานต่าง ๆ อาทิ หีบแห่งพันธสัญญา ทวนศักดิ์สิทธิ์ จอกศักดิ์สิทธิ์

          ****************************************

          บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (204)

 นอกจากหีบพันธสัญญา และหน้ากากทองคำ สร้อยคอทองคำพร้อมลูกปัด ที่นโปเลียนนำติดตัวมาด้วย วัตถุโบราณส่วนใหญ่ที่มีการค้นพบนโปเลียนได้สั่งให้เก็บไว้ที่ สถาบันฝรั่งเศสศึกษาวิทยาเขตไคโร

นักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา นักเคมี นักโบราณคดีบางส่วนได้กลับพร้อมกับอาดัม เหลือพวกสมัครใจอยู่ศึกษาค้นคว้าต่อ ที่อียิปต์ร้อยกว่าคน นโปเลียนได้มอบหมายให้เกลแบร์ให้การคุ้มครองและสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ ให้ทำการค้นคว้าต่อไป ส่งผลให้พัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสก้าวหน้าอย่างมากในยุครู้แจ้ง

รุ่งเช้าหลังจากพระอาทิตย์ได้พ้นยอดอินทผาลัม นโปเลียนได้ตื่นขึ้นมา และได้อ่านหนังสือการศึกษาปรากฏการณ์ ขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) ที่ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค ชาวเยอรมันได้คิดค้นขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1745  ปีเตอร์ได้บันทึกการทดลองขวดแก้วไลเดน ที่เป็นอุปกรณ์เก็บสะสมประจุไฟฟ้า แบบง่าย ประกอบด้วยขวดแก้วที่มีแผ่นตะกั่วบาง ๆ ปิดทับผิวขวด ทั้งด้านในและด้านนอก สูงห่างจากปากขวดสัก 1 ใน 3 ของความสูงขวด ปากขวดปิดด้วยฝาไม้ซึ่งมีแผ่นทองเหลืองสอดทะลุผ่านลงมา ปลายของแท่งทองเหลืองเป็นปุ่มกลม ๆ ส่วนปลายล่างที่หย่อนลงมาในขวดต่อกับโซ่โลหะสั้น ๆ ที่ยาวลึกลงมาถึงส่วนที่มีแผ่นตะกั่วปิดทับ แผ่น ตะกั่วทั้งสองด้านก็จะกลายเป็นเพลท หรือขั้วไฟฟ้าลบ (ด้านนอก) ไฟฟ้าขั้วบวก (ด้านใน) โดยมีเนื้อแก้เป็นฉนวน เมื่อผิวด้านนอกขั้วลบ ต่อกับสายดินหรือ่านตัวนำใด ๆ ลงดิน ก็จะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น และสะสมอยู่ภายในขวด หากปุ่มกลม ที่ปลายบนของแท่งทอง เหลือง สัมผัส กับตัวนำประจุไฟฟ้าก็จะปล่อยออกมานั่นเอง และถ้าสิ่งที่เป็นตัวนำอย่างคนไปแตะเข้า คนนั้นก็จะถูกไฟฟ้าช๊อตจนสะดุ้ง

          นโปเลียนเมื่ออ่านจบ ได้นึกถึงหีบพันธสัญญา ที่นักวิทยา ศาสตร์นำมามอบให้ตนนำกลับไปฝรั่งเศส  นโปเลียนจำได้ในช่วงที่เรียนโรงเรียนนายร้อย อาจารย์สอนด้านวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวถึง เรื่องกระบวนการเกิดไฟฟ้าในคัมภีร์ไปเบิ้ล ปรากฏการณ์เหมือนกับขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) ในพระคัมภีร์ไบเบิล มีบทหนึ่งกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิฤทธิ์ของหีบ ที่จะทำลายล้างผู้บังอาจเข้าไปแตะต้อง ก็จะถูกเพลิงเผาผลาญเสียชีวิต

นโปเลียนได้หยิบคัมภีร์ไบเบิลเก่า เล่ม Exodus มาอ่านทวน

รูปแบบ ของหีบ ที่เป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีหลักการคล้ายคลึงกับขวดแก้วไลเดน โดยมีแผ่นทองที่บุด้านในและด้านนอกเป็นเพลท ไม้ตัวหีบเป็นฉนวน ในพระคัมภีร์เก่า เล่ม Exodus ที่บอกไว้ว่า พระเจ้ามีพระบัญชาให้โมเสสสร้างหีบแห่งพันธะสัญญาและทาเบอร์เนเคิล (Tabernacle) หรือ ศาลที่ประดิษฐานหีบนี้ขึ้น พระองค์ตรัสว่า เจ้า จะสร้างทาเบอร์เนเคิลเป็นที่สถิตของเรา ณ ที่นั่น เราจะติดต่อกับเจ้าจากการุณอาสน์ จากระหว่างเทพยดา 2 องค์บนหีบ แห่งพันธะสัญญา  ตามโองการของพระเจ้า ลักษณะและสัดส่วนของหีบพันธะสัญญา เป็นหีบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยไม้ชิดติม (Shittim) ยาว 2.5 คิวบิท กว้าง และสูงเท่ากัน คือ 1.5 คิวบิท (เทียบหน่วยคิวบิทของอียิปต์ ซึ่ง 1 คิวบิทเท่ากับ 525 ซ.ม. หีบก็จะยาว 1.3 เมตร กว้างและสูง 76 ซ.ม.)  เมื่ออ่านพระคัมภีร์นโปเลียนเลยคิดว่า หีบนั้นน่าจะหุ้มด้วยแผ่นโลหะต่างหาก ทั้งด้านในและด้านนอก โลหะน่าจะต่อเชื่อมไปยัง รูปเทวดาสยายปีกอีกด้วย

ส่วนฝาหีบนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักการของขวดแก้วไลเดน ที่ตนอ่านอยู่บ้างเพราะฝาขวดไลเดนจะไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เพียงแต่มีแท่งโลหะที่เป็นสื่อไฟฟ้าสอดผ่าน ส่วนฝาหีบแห่งพันธะสัญญานั้นทั้งบุแผ่นทองทั้งมีรูปเทวดาทองคำอยู่สององค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสื่อไฟฟ้าทั้งนั้น จึงสันนิษฐานว่า เทวดาสององค์นั้นรูปหนึ่ง น่าจะเชื่อมกับแผ่นทอง ที่บุด้านนอกหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วลบที่ต่อลงดิน ส่วนเทวดาอีก รูปก็น่าจะต่อเชื่อมกับแผ่นทองที่บุด้านในหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วบวก หีบจึงเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้านั่นเอง”

นโปเลียนอ่านพระคัมภีร์ และคนพูดต่อกันมายาวนาน ถ้าไปจับหีบพันธสัญญาก็จะเกิดปรากฏการณ์ ทำให้ถูกไฟช็อตเสียชีวิต มันน่าจะเป็นหลักการเดียวกับ ขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) เพราะขวดแก้ว ขนาดขวดกาแฟขนาด 500 กรัม เก็บประจุไฟฟ้าเท่ากับ  200 โวลต์ ความแรงของประจุไฟฟ้าในหีบพันธสัญญา ที่มีขนาดใหญ่กว่า น่าจะเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มหาศาล และปล่อยประจุไฟฟ้าได้ยาวนานกว่าขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar)

          บักเคนตื่นนอนได้เดินไปหานโปเลียน “สวัสดีท่าน นโปเลียน ขยันอ่านหนังสือนะครับท่าน”

          “ผมตื่นอ่านหนังสือเป็นกิจวัตร เพราะการอ่านหนังสือทุกวัน มันทำให้สมองผมได้ซึมซับสิ่งที่อ่านวันละนิด อ่านไปเรื่อย ๆ ผมอ่านหนังสือเพื่อให้ได้ข้อคิด โดยเฉพาะตำราพิชัยยุทธ์ สามก๊ก ที่ผมอ่านทวนหลายรอบ ซ้ำ ๆ และเก็บมาคิดทบทวน”

 นโปเลียนบอกกับบักเคน “ผมอ่านแล้วกับมาคิด บางครั้ง ถ้าเราตั้งข้อสรุปเอาไว้ก่อน มันก็จะไม่ได้ความจริง อย่างเช่น โจซองจะรับตำแหน่งแต่สุมาอี้ต้องแกล้งป่วย ไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อให้ห่างวังวนการแย่งชิงอำนาจ โจซองไม่แน่ใจว่าสุมาอี้ป่วยจริงหรือไม่ จึงส่งหลีซินไปเยี่ยมสุมาอี้เพื่อดูอาการป่วยว่าป่วยจริงหรือแกล้งป่วย หลีซินไปถึงเห็นสุมาอี้ทำหลง ลืม กินข้าวก็หกเลอะเทอะ สติไม่สมประกอบ หลีซินคิดไปเองว่าสุมาอี้น่าจะบ้า ทั้งที่ที่จริงแล้ว สุมาอี้เล่นละครตบตา หลีซินไปรายงานโจซองว่า สุมาอี้เป็นบ้าไปแล้ว โจซองพอทราบสุมาอี้เป็นบ้า ก็เลิกระแวงสุมาอี้ ทั้งที่มีคนเตือนว่าสุมาอี้เจ้าเลห์ อาจจะเล่นละครตบตา แต่โจซอง ไม่เชื่อในสิ่งที่คนเตือน เกิดความชะล่าใจ”

“สุมาอี้รีบฉวยโอกาสเข้ายึดอำนาจการบริหารงานจากโจซอง หลังจากยึดอำนาจแล้ว โจซอง กับหลีซินถูกสุมาอี้ประหารชีวิตพร้อมกัน” นโปเลียนเล่าให้บักเคนฟัง

          “ผมจึงไม่ค่อยปักใจเชื่อในสิ่งที่ทหารรายงาน  ผมไม่ตั้งคำตอบที่ผมคิดว่าต้องเป็นไปตามนั้น  ต้องค้นหาความจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง มีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย จะทำให้ผมตัดสินใจไม่ผิดพลาด”

 นโปเลียนกล่าวต่อไปว่า “ข้อคิดจากสามก๊ก ทำให้ผมได้คิด ครั้งหนึ่งกวนอูเดินทางฝ่าด่านโจโฉเพื่อจะกลับไปหาเล่าปี่ ตามที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะกลับไปอยู่กับเหล่าปี่พี่ร่วมน้ำสาบาน

หลังเดินทางได้ไปพักที่บ้านกัวเสียง เพื่อพักผ่อนค้างคืน กัวเสียงจัดแจงเตรียมอาหาร ที่พักให้กับกวนอู และทหารที่ติดตามได้พัก แต่ลูกชายของกัวเสียง เป็นอันธพาลชอบลักเล็กขโมยน้อย ตกดึกจึงนำเพื่อนมาขโมยม้า เซ็กเธาว์ของกวนอู ที่เป็นมาศึก ม้าจึงยกเท้าดีดลูกชายกัวเสียงได้รับบาดเจ็บและหลบหนีไป รุ่งเช้ากัวเสียงรู้เรื่องราวว่าลูกชายนำเพื่อนแอบขโมยม้าของกวนอู กัวเสียงจึงรีบมาขอโทษ แต่กวนอูก็ไม่ถือสา ไม่โกรธ

          ลูกชายกัวเสียหลังจากหลบหนีได้ไปบอกหุยง่วนเสียวโจรมาปล้นกวนอูอีก แต่หุยง่วนเสียวเมื่อมาดักปล้นกวนอู เมื่อพบกวนอู ได้ยินชื่อเสียงมานานขอสมัครเป็นทหารกับกวนอู”

“ลูกชายกัวเสียงเมื่อรู้ว่าโจรหุยง่วนเสียว ยังต้องมาเข้ากับกวนอู จึงรู้ว่ากวนอูคือใคร เมื่อรู้ว่ากวนอูคือใคร กวนอูจึงเรียกลูกชายกัวเสียงมาสอนและให้กลับตัวเป็นคนดีอย่าทำให้กัวเสียงเดือดร้อน โดยที่กวนอูไม่ได้ทำรุนแรง ถ้าจะฆ่าแค่ง้าวฟันก็คอขาดกระเด็น แต่กวนอูไม่ทำ”

          นโปเลียนเล่าจบทำให้บักเคนได้คิด การประท้วงในสยามของเด็กๆ เรียกร้องประชาธิปไตยชูสามนิ้ว เด็กอาจจะไม่รู้ว่าผิดกฎหมายข้อไหนบ้าง แต่เขาคิดว่าความคิดพวกเขาถูกต้องจึงออก มาประท้วง แต่มีคนไปข่มขู่คุกคาม ไปหาถึงบ้าน  บอกครูให้ห้ามเด็กประท้วง มิฉะนั้นจะเสียประวัติ ต่อไปจะทำงานไม่ได้ จะเป็นการทำเกินกว่าเหตุไหมบักเคนนั่งนึกในใจ มันเหมือนเหตุการณ์ในฝรั่งเศสที่โรแบร์ปิแยส ห้ามชูสามนิ้ว ตนก็บอกชาวบ้านให้ชูนิ้วกลางนิ้วเดียวมาแล้วเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย