บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 201-202

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (201)

“คุณเคนถ้าผมต้องอยู่อียิปต์ยาวนานผมคงต้องหาอาชีพเสริมให้กับครอบครัว นอกจากการเป็นทหาร” เกลแบร์บอกกับบักเคน

          “ท่านจะหาอาชีพเสริมทำไมในเมื่อท่านก็มีทรัพย์สินมากมายในฝรั่งเศส”

          “การเป็นทหาร บริวารของผมที่ต้องตามครอบครัวมาอยู่ที่อิปยต์ อาจจะเหงา ผมจึงคิดหาอาชีพให้พวกเขาได้มีงานทำบ้าง เพราะการทำงานคือหน้าที่ ได้เรียนรู้และทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ ที่ฝรั่งเศสมีแหล่งท่องเที่ยว เจริญหูเจริญตามากมาย แต่ที่นี่มีแต่อากาศร้อนอบอ้าว ทะเลทราย ถ้าอยู่เฉยๆ คนของผมอาจจะเป็นบ้าไปได้ ผมจึงไม่อยากให้เขาอยู่เฉย ๆ หากิจกรรมที่ได้เรียนรู้และได้เงิน” เกลแบร์บอกกับบักเคน

          “ก็ดีท่าน ท่านอยากให้คนของท่านทำธุรกิจอะไร”

          “คุณเคนถนัดร้านอาหาร เปิดบาร์ที่ฝรั่งเศสจนประสบความสำเร็จ ผมก็คิดจะเปิดร้านขายชา กาแฟและอาหารที่นี่”

          “ความคิดก็ไม่เลวนะท่าน คนเดินทางต้องพักแวะดื่มชา กาแฟหรือทหารอาหารโดยเฉพาะพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขาย ถ้ามีร้านดีสะอาดก็ไม่ต้องทำอาหารทาน” บักเคนยอมรับในความคิดของเกลแบร์

          “ท่านควรเปิดร้านขายชา กาแฟ ที่หรูหรา ราคาแพง เพราะเป้าหมายคือพ่อค้าที่มีฐานะที่เดินทางมาค้าขายทั่วเอเชีย  อัฟริกา รวมถึงพ่อค้าร่ำรวยในเมือง และขุนนาง

          “คุณเคนถ้าผมเปิดร้าน ชา กาแฟ ราคาของอาหารเป็นสิ่งจำเป็นไหม ผมจะต้องปิดป้ายบอกราคาสินค้าว่าร้านผมขายชา กาแฟ ราคาถูกดีไหม”

          “ไม่จำเป็นครับท่าน ต่อให้ท่านมีบริการที่ดีที่สุด ต้อนรับลูกค้าได้ประทับใจเพียงใดก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพราะว่าลูกค้าที่เป็น พ่อค้าที่เพิ่งมาขายของในเมือง เขาไม่รู้จักร้านของท่าน ส่วนพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายประจำเขาก็มีร้านค้าประจำอยู่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาร้านของท่าน แล้วถ้าประกาศว่าร้านเพิ่งเปิดใหม่ ลูกค้าไม่เคยเข้าร้านท่านเขาไม่มีประสบการณ์  ท่านต้องประชาสัมพันธ์ร้านเพราะลูกค้าไม่รู้ว่า ร้านท่านราคาแตกต่างจากร้านอื่นหรือไม่ หรือร้านของท่านมีอะไรดี มีอะไรแตกต่างจากร้านอื่น ยกตัวอย่างเช่น ร้านท่านขายชาดี จากซีลอน หรือกาแฟรสชาตินุ่มลิ้น ปลูกด้วยดินภูเขาไฟจากเกาะสุมาตรา ก็จะแตกต่างจากร้านอื่นได้เด่นชัด ที่ร้านอื่นไม่มีของเหล่านี้ขาย แต่ถ้าท่านขายของบอกเพียงว่าขายชา กาแฟ และอาหาร โดยไม่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ลูกค้าก็จะเลือกราคาถูกที่สุด เพราะร้านของท่านก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากร้านอื่น ๆ

“ท่านเกลแบร์ท่านต้องย้ำลูกน้องของท่านนะครับอย่าบอกว่าที่ร้านทำอาหารอะไรก็อร่อยทุกอย่าง เพียงบอกว่าร้านท่านมีอาหารเด่นๆ เพียงสองสามอย่างก็พอ แต่ขอให้เด่นเพียงอย่างเดียว เช่นกาแฟจากเกาะสุมาตราแห่งเดียวในไคโรชงแบบออตโตมัน (ตุรกี) กับขนมสุดยอดจากเมืองอเล็กซานเดรีย  มะอมุน จะทำให้ลูกค้าอยากลอง เมื่อได้ลิ้มรสลูกค้าก็จะเชื่อเองว่าร้านของท่าน ต้องคัดของอร่อยมีคุณภาพมาขายในร้าน อาหารหรือขนม อย่างอื่นก็จะขายดีตามไปด้วย” บักเคนอธิบายให้เกลแบร์

“หัวใจสำคัญร้านท่านต้อง ขายคนไม่ได้ขายชา กาแฟ”

“ผมไม่เข้าใจ ในสิ่งที่คุณเคนพูด ผมจะเปิดร้านขายชา กาแฟ แต่บอกผมว่า ขายคนไม่ได้ขายของหมายความว่าอย่างไร”

“ท่านเกลแบร์ ท่านต้องนำนักเต้นระบำหน้าท้องที่มีชื่อเสียงที่สุดในไคโรมาเป็นหุ้นส่วน แล้วขึ้นป้าย มาช่วยขายที่ร้านคนเขาจะรู้จักดาราหรือนักเต้นระบำหน้าท้อง คนชอบซื้อของกับคนที่รู้จักมากกว่าคนที่ไม่รู้จัก”

“หรือท่านจะเขียนป้ายเรียกร้องความสนใจให้คนอ่านสนใจ และลองมาดูร้านท่านโดยเขียนป้ายตัวใหญ่ให้ห่าง จากร้านที่คนผ่านไปมาเห็นได้ง่าย  “ซื้อกาแฟไปฝากผัวเก่า” คนจะสนใจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนและต้องการมองหาร้านของท่านมันตั้งอยู่ตรงไหน  หรือทำป้าย เขียนด้วยลายมือท่านด้วยถ่านลงบนกระดาน ตั้งหน้าร้าน เขียนเรื่องราวของท่านก็ได้ คนอ่านก็จะสนใจเมื่ออ่านและเดินเข้าร้านท่านเพราะเขาสงสัยว่าท่านคือใคร” บักเคนอธิบายให้เกลแบร์ได้ฟัง

          “มันจะผลหรือคุณเคน ซื้อกาแฟไปฝากผัวเก่า” ได้ซิท่านมันจะทำให้คนสนใจอ่านแล้วไม่ลืม ร้านท่านมีกาแฟดีอย่างไรผู้หญิงที่เลิกรากับสามีไปแล้ว ยังต้องหันมาซื้อกาแฟจากร้านท่านไปฝากผัวเก่า ซื้อไม่ซื้อ ท่านอย่าไปสนใจ แค่เรียกความสนใจก็พอ ผัวเก่าอาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยก็ได้ใครจะไปรู้ อยากจะหวนคืนดี” บักเคนอธิบายให้เกลแบร์เข้าใจ

“สิ่งสำคัญต่อไป คือให้ร้านของท่านลูกค้าบอกปากต่อปาก ไปเรื่อย ๆ เท่ากับเพิ่มลูกค้ามาใช้บริการ”

“คุณเคนผมให้คุณเคนเป็นที่ปรึกษาของร้านดีกว่า อาจจะมีความคิดแปลก ๆ มาแนะนำทางร้านได้บ้าง” เกลแบร์บอกกับบักเคน

“อนาคตผมไม่ทราบ ถ้ามีโอกาสผมได้กลับมาอียิปต์ ผมค่อยมาให้คำแนะนำท่านถ้าท่านเปิดร้านเรียบร้อยแล้ว “

“ขอบใจมากคุณเคน ที่แนะนำผมในเรื่องการปกครองและการเปิดร้านขายชากาแฟ”

บักเคนได้ล่ำลาเกลแบร์ โดยมีร้อยเอกร้อยเอกโจซัวร์ ขี่ม้าคู่กับบักเคน กำลังไปหานโปเลียนที่ตรวจกองทหารอยู่

************************************************

วันเดินทางกลับเมืองอเล็กซานเดรียมาถึง กองทหารนโปเลียนจากสี่หมื่นคนเดินทางมาทำการรบที่อียิปต์ เวลานี้เหลือทหารไม่ถึง  8,000 นาย หลายครอบครัวที่ฝรั่งเศส ต้องตกเป็นม่าย ครอบครัวสูญเสียลูกชายไปในการทำสงคราม เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ ของฝรั่งเศสด้วยการนำของนโปเลียน ที่มุ่งมั่นจะเดินตามฝันของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่เคยพิชิตอียิปต์ และรุกคืบถึงอินเดีย

กองทหารออกเดินทางอย่างเงียบ กองดุริยางค์ก็ ได้บรรเลงเพลง ลามาร์แซแยซ  (La Marsellaise) เพลงเราจะทำตามสัญญา พร้อมกับการเคลื่อนทัพออกจากไคโร ประชาชนอียิปต์หลายกลุ่มได้ขึ้นป้ายประท้วง อยู่ประปราย นโปเลียนได้สั่งให้ทหารไม่ต้องไปสนใจ ประชาชนที่ประท้วง  นโปเลียนได้ทิ้งทหารให้เกลแบร์ประมาณ 1,000 คน เพื่อรักษาความสงบในไคโร และรับปากเกลแบร์จะส่งอาวุธและทหารเข้ามาเพิ่ม เพื่อเตรียมตัวบุกอินเดียในครั้งต่อไป ทหารฝรั่งเศสร้อยกว่านายที่นำภรรยาจากเมืองชามมาอยู่ด้วย ได้ตั้งรกรากอยู่ที่ไคโร เพราะพวกตนรู้ดีกว่าคงอีกนานกว่าจะได้กลับฝรั่งเศส หลายคนได้ฝากจดหมายไปบอกให้ครอบครัวได้รับรู้ความเป็นไป และบอกว่าถ้ามีโอกาสจะกลับบ้านไปพบกับครอบครัว ทหารหลายคนได้เขียนจดหมายบอกภรรยาให้หาสามีใหม่เพราะให้ถือว่าตนได้ตายไปแล้ว ไม่ต้องรอให้กลับฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (202)

ดวงตะวันเริ่มยอแสง ความร้อนอบอ้าวเริ่มลดลง เป็นวันที่สอง ที่กองทหารของนโปเลียนได้เดินทางกลับ เมืองอเล็กซานเดรียด้วยความหงอยเหงาต่างกับวันที่เดินทางมาถึงอียิปต์อย่างสิ้นเชิง  กองดุริยางค์เริ่มบรรเลงเพลง ลามาร์แซแยช (La Marseillaise) พร้อมกับกองทหารเริ่มเคลื่อนขบวนเดินทางกลับ นกได้ยินเสียงเพลง นกที่กำลังบินไปเกาะต้นไม้ถึงกับแตกตื่นบินกันว่อนเต็มท้องฟ้า พร้อมส่งเสียงร้องกันก้องท้องฟ้า

นโปเลียน พลเอกกาลีเบอร์ บักเคน ร้อยเอกโจซัวร์ ขี่ม้าคู่กัน โดยมีพลทหารนาธาเนียลที่บักเคนให้มาติดตามขี่ม้าตามมาห่างๆ คู่กับรัสตัม

การเดินทางกลับ นโปเลียน พลเอกกาลีเบอร์มีความในใจอันหนักอึ้ง ขี่ม้าเงียบ ๆ ไม่ได้สนทนากัน บักเคนเห็นทุกคนเงียบตัวเองก็เงียบบ้าง มองดูทิวทัศน์ทะเลทราย ที่ความมืดเริ่มมาเยือน เริ่มจะมองเห็นภาพลาง ๆ มีเพียงคบไฟที่ถูกจุด เรียงรายยาวเหยียด เหมือนกับงูไฟ ที่กำลังเลื้อยๆ ท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา

พลทหารนาธาเนียลสนทนากับรัสตัม เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ

“คุณรัสตัมคิดมีเป้าหมายในอนาคตอย่างไรครับ”  พลทหารนาธาเนียลสนทนากับรัสตัม

“เป้าหมายผม แค่ดูแลท่านนโปเลียนให้ดีที่สุดครับ” รัสตัมตอบนาธาเนียล

          “ทำไมตั้งเป้าหมายเพียงแค่นี้”

          “ท่านนโปเลียนให้ชีวิตใหม่ผม ผมเลิกฝันถึงสิ่งที่ไกลเกินไป ถ้าท่านนโปเลียนไม่ให้ชีวิตผม ผมคงจบชีวิตไปนานแล้ว ผมจะบอกอะไรให้นะ เป้าหมายกับการทำให้ถึงเป้าหมายมันแตกต่างกัน อย่าไปตั้งเป้าหมายไว้สูงมากนัก เพราะคนตั้งเป้าหมายไว้สูงส่วนมากจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้” รัสตัมบอกนาธาเนียล

          “ผมไม่เข้าใจ นาธาเนียลบอกกับรัสตัม”

          “คุณนาธาเนียลผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะ คนขี่ม้าแข่ง ทุกคนต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นผู้ชนะทุกคนใช่ไหม”

          “ก็ใช่”

          “แล้วผู้ชนะที่ 1 มีกี่คน”

          “ก็เพียงคนเดียว ทำไมหรือครับ”

          “นั้นแหละทุกคนตั้งเป้าหมาย และพยายามบรรลุเป้าหมายให้ม้าแข่งของตนควบเข้าเส้นชัยที่ 1 กันทุกคน”

          “แต่ก็มีเพียงคนเดียว ที่ประสบชัยชนะ คนที่เหลือก็เรียงลำดับกันลงมา สอง สาม สี่ ห้า หก” รัสตัมบอกกับนาธาเนียล

“แสดงว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย ก็ต้องพยายามกันต่อไป” นาธาเนียลตอบรัสตัม

          “ผมถามคนได้ที่สอง ที่สาม ที่สี่ มีโอกาสชนะไหม ถ้าคนที่หนึ่ง เขาไม่เน้นเป้าหมายแต่เน้นที่กระบวนการไปถึงเป้าหมายในภาพรวม”

          “อ้าวคนที่หนึ่งไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ชนะ แต่ไปเน้นกระบวนการหมายความว่าอย่างไรครับ”

          คุณนาธาเนียล ผมจะบอกเคล็ดลับให้ จ๊อกกี้ขี่ม้า เขาฟังผู้ฝึกนะไม่ใช่เขาแค่บังคับม้าแข่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ฟังผู้ฝึกสอน เพราะผู้ฝึกจะให้คนขี่ม้าแข่งหรือจ๊อกกี้ ได้ฝึกในสิ่งที่ตนเองยังบกพร่อง และคนฝึกเขาก็จะดูม้าแข่ง  สายพันธ์ม้า อุปกรณ์เช่นเหล็กกีบม้า บังโกลน ชุดคนขับม้าแข่ง อะไรเป็นจุดด้อยบ้าง การวางแผนระยะเวลาเพื่อที่จะเอาชนะ เขาต้องแก้ไขจุดด้อยที่คิดว่าน่าจะทำให้ไม่ชนะในการแข่งขัน”

“ ตามที่ผมบอกมา ผู้ฝึกเขาไม่ได้สนใจเป้าหมายที่จะชนะที่ 1 แต่เน้นกระบวนการปฎิบัติการฝึก และแก้ไขข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ในทุกจุดเวลาแข่ง รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น จอกกี้จะควบม้าที่มีจุดด้อยน้อยที่สุด ในทุกข้อเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เพราะทุกคนก็มีเป้าหมายที่จะชนะเหมือนกัน แต่กระบวนการหรือวิธีปฎิบัติคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ต้องเน้นกระบวนให้มาก ” รัสตัมอธิบายให้รัสตัมได้เข้าใจ

          “อย่าไปจ้องแต่เป้าหมาย ต้องเน้นที่กระบวนการ” พลทหารนาธาเนียลเน้นคำพูดของรัสตัม

          รัสตัมพูดต่อไปอีกว่า “คุณนาธาเนียลในการเปลี่ยนแปลงให้เป็นผู้ชนะ สิ่งสำคัญที่สุด คือนิสัยนะครับ หรือพฤติกรรม นิสัยหรือพฤติกรรมต้องเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กละน้อย  ด้วยนิสัยที่เราทำทุกวันเป็นกิจวัตร ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยหรือพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรค ก็จะไม่บรรลุเป้าหมายได้”

          “หมายความว่าอย่างไร”

          “ต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยทีละเล็กละน้อย ในนิสัยที่ไม่ดี  นิสัยที่แย่ ๆ หรือพฤติกรรมที่แย่ มันจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะเราคุ้นเคยกับนิสัยที่ไม่ดี  ดังนั้นต้องเปลี่ยนนิสัยให้เป็นนิสัยดี ค่อย ๆเปลี่ยนทุกวัน ผมพูดมองให้เห็นภาพ คือวันละ 1 เปอร์เซ็นต์ จะยกตัวอย่างคนขี้เกียจที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นคนเดินได้ไกลที่สุด  วันแรกตั้งเป้าหมายเดินให้ได้ 3 กิโลเมตร พอเดินถึงเป้าหมาย วันรุ่งขึ้นก็บอกว่าไม่สามารถเดินได้เพราะเมื่อวานเดินได้สามกิโลเมตรแล้ววันนี้มีอาการปวดเมื่อย พักก่อน วันหน้าค่อยเดินใหม่ หาเหตุผลที่จะไม่เดิน นี่คือนิสัยที่แย่ คิดอยากเป็นนักเดินไกล แต่กระบวนการฝึกซ้อม ทำไม่ต่อเนื่องเพราะนิสัย ความขี้เกียจ ดังนั้นต้องค่อย ๆ เดินเพิ่มระยะทางขึ้นทุกวันอย่าไปเพิ่มมาก ต้องซ้อมเดินทุกวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ทนทานสามารถเดินได้นานขึ้น อาหารที่ทาน การพักผ่อนหลับนอน คือสิ่งที่ต้องแก้ไข” รัสตัมอธิบายให้นาธาเนียลได้มองเห็นภาพ

          “การเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมคือการเปลี่ยนตัวตน คุณนาธาเนียลต้องจำให้ได้นะครับ อย่าไปเน้นเป้าหมายให้มาก ทุกคนตั้งเป้าหมายได้ แต่การบรรลุเป้าหมายสำคัญกว่า เหมือนกับเราตั้งเป้าเดินไปข้างหน้า ตั้งจุดเริ่มต้นที่ 1 องศา พอเดินไปเรื่อย ไม่รักษาเส้นทางที่ 1 องศา เริ่มเบนออกนอกเส้นทาง 1 องศา พอเดินในระยะแรกจะไม่เห็นความแตกต่างนี่คือนิสัยหรือพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ พอ เดินไปเรื่อย ๆ สัก 10 กิโลเมตร มันจะเบี่ยงเป้าหมายที่ 1 องศาออกไป สมมติตั้งเป้าเดินไปที่ปิรามิด แต่เดินไปถึงกับไม่ตรงปิรามิด อาจจะห่างจากปิรามิด ไป 500 เมตรเพราะไม่รักษาที่ 1 องศา” รัสตัมบอกกับนาธาเนียล

          บักเคนขี่ม้าอยู่ข้างหน้า ได้ยินรัสตัมสนทนากับพลทหารนาธาเนียล ทำให้ตนต้องตั้งใจฟัง และคิดว่า พฤติกรรมที่ รัสตัสเอ่ย มันคือการสะท้อนตัวตนของคนแต่ละคนที่แสดงพฤติกรรมออกมาระบอบประชาธิปไตยเกิดจากความเชื่อเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาพ ภราดรภาพของสังคม ซึ่งเน้นการยอมรับความเห็นต่าง ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ แต่เผด็จการจะมีความเชื่อที่ต่างออกไป การมีอำนาจเด็ดขาด และการฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด เผด็จการกับประชาธิปไตยเป็นความเชื่อ ของแต่ละคนที่มีความเชื่อแตกต่างกัน ไม่มีวันจะได้มาบรรจบกันได้อย่างเด็ดขาด

          ผู้นำหรือชาวบ้านแล้วแต่ใครจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมหรือความเชื่อในไปยังสิ่งที่อีกฝ่ายคิด เป้าหมายคือประชาธิปไตยแต่กระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยคือสิ่งสำคัญ บักเคนคิดในใจ

เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมถ้าไม่เคยเปลี่ยนความเชื่อลึก ๆ มันก็จะนำไปสู่พฤติกรรมเดิม ๆ แม้จะมีเป้าหมายใหม่ ๆ ยอมรับความคิดเห็น แผนการปรองดอง แต่ตราบใดที่ผู้นำหรือชาวบ้านไม่เปลี่ยนความเชื่อ ก็คงเป็นเหมือนเดิมในภาพเผด็จการ หรือประชาธิปไตย