บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 199-200

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (199)

บักเคนได้ขี่ม้ามาพบกับนโปเลียน “สวัสดีครับท่านนโปเลียนท่านจะออกเดินทางกลับเมืองอเล็กซานเดรียเมื่อไหร่” บักเคนถามนโปเลียน

“อีกสองสามวัน ผมกำลังเตรียมการ เพราะได้รับรายงานข่าวด่วนที่เมืองอเล็กซานเดรีย นักศึกษาหลายพันคน รวมทั้งชาวบ้านมาก่อการชุมนุมที่หน้าห้องสมุดอเล็กซานเดรีย กล่าวโจมตีผมที่บุกยึดครองอียิปต์ ผมได้สั่งนายพลมีโนคอยติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

“แล้วท่านนโปเลียนคิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร จะล้อมปราบรุนแรงหรือปล่อยให้เป็นอย่างนี้” บักเคนสอบถามนโปเลียน

“คุณเคน กาน้ำที่ต้มเดือดพล่าน มันต้องหาทางระบายออก ถ้าผมปิดกั้น ไม่ให้มีการแสดงออก มันจะมีการต่อต้านมากยิ่งขึ้น เท่ากับเราเปิดศึกสองด้าน ทั้งจากคนในพื้นที่และทหารออตโตมัน ผมคิดว่ามันไม่คุ้ม ปล่อยให้ชาวบ้านและนักศึกษาประท้วงไป ก่อน เสร็จศึกกับออตโตมันก่อนค่อยหันมาจัดการ” นโปเลียนบอกกับบักเคน

***************************************

ที่เมืองอเล็กซานเดรียประชาชนที่ไม่พอใจที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครอง ได้ทำการประท้วงมีการใช้สีเขียนข้อความ ไปทั่วเมือง พร้อมกับการประชุมเป็นกลุ่มย่อย ๆ หลายสิบกลุ่ม มีการกล่าวปราศรัย มีป้ายประท้วง เช่น  “ออกไป พวกเราจะไม่ทน การปกครองของฝรั่งเศส”  “นโปเลียนคือเผด็จการ แท้จริง ดูดเอาความมั่งคั่งของพวกเราไป” “ออกไป ออกไป” “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ อันจอมปลอม นโปเลียนจอมอำมหิต” “เราต้องปลดแอกอียิปต์ อียิปต์ต้องปกครองตนเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาปกครอง”  “แก้ไขกฎข้อบังคับ ให้ชาวบ้านมีเสรีภาพ” ป้ายประท้วงหลายร้อยป้ายติดทั่วเมือง และตลอดเส้นทางเข้าเมืองอเล็กซานเดรีย การประชุมที่หน้าห้องสมุดอเล็กซานเดรีย จัดขึ้นทุกวัน  อุลามาที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับราฮิม ได้ออกมาหนุนหลัง ประชาชนและชาวบ้านให้ทำการก่อหวอดประท้วง

พลเอกมีโนหลังจากได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ และได้พักฟื้น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ถึงสถานการณ์ประท้วงที่เมือง

อเล็กซานเดรียและ อ่าวอาบูกีร์ พลเอกมีโนได้ส่งโทรเลขไปแจ้ง

นโปเลียน

“ท่านนโปเลียนสถานการณ์ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะให้จะทำประการใดโปรดแจ้งมาด่วน”

นโปเลียนแจ้งกลับถึงพลเอกมีโน “ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้มีการจัดการประชุมไปแต่ให้ส่งหน่วยสอดแนมไปหมายหัวพวกผู้นำชุมนุมประท้วง หลังจากเสร็จศึกค่อยอุ้มพวกแกนนำประท้วงไปฆ่าเสียแล้วประจานที่ศาลากลางเมือง”

ฝ่ายผู้นำหลากหลายอาชีพประท้วงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมา เช่น กลุ่ม อูฐเหลือง ซึ่งหมายถึงกลุ่มพ่อค้าอาหรับที่เดินทางค้าขายไปทั่วอัฟริกา เอเชีย  กลุ่มเหยี่ยวทะเลทรายที่เป็นกลุ่มนักศึกษา  กลุ่มควายดำที่เป็นเกษตรกร เข้าร่วมชุมนุมต่อต้าน กลุ่มจิ้งจอกทะเลทราย เป็นพวกอาชีพรับจ้าง และอีกหลายสิบกลุ่มทำการประท้วง การยึดครองของฝรั่งเศส ทุกกลุ่มจะมีอุลามา เข้าไปหนุนหลัง อุลามาจาก ซีเรีย เปอร์เชีย  ออตโตมัน ได้ร่วมสนับสนุน มีการส่งเสบียงและเงินทอง หนุนหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขับไล่นโปเลียน

*******************************

“ท่านนโปเลียนครับ ท่านวางแผนพัฒนาฝรั่งเศสอย่างไรต่อไป ผมเห็นคุณอาดัมบอกผมว่า ท่านจะขึ้นเป็นผู้นำฝรั่งเศสในอนาคตอันใกล้ ที่ท่านยังไม่กลับพร้อมคุณอาดัมเพราะต้องการสร้างชื่อเสียงให้ได้รับการยอมรับจากชาวฝรั่งเศสก่อนใช่ไหมครับ”

บักเคนถามยาวเหยียด

          “ผมมีเป้าหมายที่จะรวบรวมยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสะดวกในการทำการค้า การเดินทาง ไม่ให้มีสงครามเกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมต้องการให้ยุโรปยิ่งใหญ่เพื่อถ่วงดุลกับชาติในทวีปอื่น ๆ ที่ผมไม่รู้ว่าประเทศไหนจะยิ่งใหญ่เทียงเคียงกับฝรั่งเศสในอนาคต ผมจึงต้องรีบสร้างฝรั่งเศสให้เป็นมหาอำนาจในเร็ววัน ผมจึงสนับสนุนทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยรู้จัก วางแผน คิดให้เป็นระบบ เพราะถ้าคุณคิดพลาดคือตาย ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องสิ้นชีวิต อาจจะเสียชีวิตหมดหน่วย ก็ได้”

“ในฐานะผู้นำหน่วยแต่ละหน่วย ต้องคิดเป็นเป็นระบบ เป้าหมายสูงสุดกับความฝัน และการทำให้เป็นจริง แท้จริงคือสิ่งเดียวกัน” นโปเลียนบอกกับบักเคน

นโปเลียนกล่าวต่อไปว่า “หัวใจสำคัญในการรบที่ผมนำมาใช้ได้แก่รูปแบบการติดต่อสื่อสารด้วยโทรเลขมาใช้ในการรบเพื่อประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารด้วยความรวดเร็ว การติดต่อ สื่อสารคือหัวใจสำคัญในการรบ ต้องสื่อสารรวดเร็ว เข้าใจทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละ ระดับ สายการบังคับบัญชาต้องชัดเจน”

“นอกจากนี้ ต้องเปิดใจรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย เพื่อรับรู้ปัญหา หรือแนวทางใหม่ ๆในการรบ เพราะผมไม่ได้เป็นคนเก่งบางครั้งอาจจะผิดพลาดได้

“มันมีบทเรียนคุณเคนก็จำได้ตอนที่ผมยกทัพบุกเอเคอะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม ผมเลยกลับมาคิด และหาทางแก้ไขในการรบครั้งต่อไป”  นโปเลียนบอกกับบักเคน

“มีนายทหารหนุ่มหลายนายมีแววเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ผมจึงต้องการผลักดันนายทหารเหล่านี้ให้มีประสบการณ์รบมากยิ่งขึ้น

ผมจะสนทนากับพวกเขาและฟังพวกเขาให้มาก ๆ เพราะการฟังคือพื้นฐานสำคัญที่สุด ให้พวกเขาเล่าสิ่งที่พวกเขาคิดและต้องการสื่อออกมา เราจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกของพวกเขา และท้ายที่สุดเราก็รู้ว่านายทหารพวกนี้ต้องการอะไร”

“ การรับฟังจะเป็นพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์กับนายทหารหนุ่ม แม้บางครั้งในสิ่งที่เขาพูด ผมจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ผมก็ยอมรับไม่โต้แย้งความคิดของพวกเขา  ไม่ต่อว่าในสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่การยอมจำนน เพราะการยอมรับในสิ่งที่เขาพูด เขาอาจจะคิดแบบนั้น ผมจะไม่บอกว่าผิด หรือถูกเพราะคนตัดสินใจสุดท้ายคือผม เขาอาจจะระบายในสิ่งที่เขาไม่สามารถระบายกับใครได้ให้ผมได้รับรู้”

“ คุณเคนต้องยอมรับคนทุกคน มีคุณค่า บางสิ่งเขาอาจจะทำได้ไม่ดี แต่ก็มีบางสิ่งที่เขาทำได้ดี เป็นหน้าที่ของผู้นำ ที่ต้องมองคนให้ออก ใช้คนให้เป็น” นโปเลียนบอกกับบักเคน

          “สุดยอดเลยท่าน เพราะทุกวันมีแต่คนพูดไม่มีคนฟัง ท่านเป็นผู้นำที่สุดยอดเลย ผมยอมรับ” บักเคนบอกกับนโปเลียน

          บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (200)

นโปเลียนได้เดินทางไปตรวจดูกองทหารเพื่อดูความพร้อม บักเคนได้ขอแยกตัวกลับไปดูบ้านพัก ว่ายังมีอะไรหลงเหลืออีกหรือไม่ เพราะตนต้องเตรียมตัวออกเดินทางกลับเมืองอเล็กซาน

เดรียพร้อมกับทัพนโปเลียน  ส่วน ผู้พันนาตาช่า กำลังออกเดินทางนำเฟาเรส ซูซี่ “ญันนะฮ์ และพ่อ รวมกับภรรยาทหารบางส่วน ออกเดินทางล่วงหน้าไปยังอ่าวอาบูกีร์เพื่อลงเรือกลับฝรั่งเศส

หลังจากสำรวจบ้านพัก ไม่มีอะไรเหลือ ร้อยเอกโจซัวร์ได้ขี่ม้า มาหาบักเคน “คุณเคนท่านเกลแบร์ให้ผมมาตามท่านด่วน”

          “ท่านมีเรื่องด่วนอะไรพอทราบไหม” บักเคนถามร้อยเอกโจซัวร์

          “ผมไม่ทราบ ท่านให้มาตามคุณเคนไปพบ”

“งั้นก็ไปพบท่านพร้อมกัน “ บักเคนและร้อยเอกโจซัวร์ได้ขี่ม้าเพื่อไปหาเกลแบร์ พร้อมกัน

          “สวัสดีท่านเกลแบร์”

          “มาแล้วดีเลยคุณเคนผมให้ทหารไปตามคุณเคนให้มาพบ มีเรื่องอยากปรึกษาหารือหน่อย”

          “ได้ครับท่าน”

          “คุณเคนเข้าไปคุยในห้องดีกว่า” เกลแบร์ได้เอ่ยปากชวนบักเคนให้เข้าไปคุยในห้องทำงานส่วนตัว โดยหน้าห้องมีร้อยเอกโจซัวร์ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าห้อง

          “โจซัวร์ถ้ามีใครมาพบผม บอกให้รอก่อน ผมจะคุยธุระกับคุณเคน เป็นการส่วนตัว”

          “ได้ครับท่าน” ร้อยเอกโจซัวร์และพลทหารเวรรักษาการณ์ได้รักษาความปลอดภัย ในขณะที่บักเคนหารือกับเกลแบร์

          “คุณเคนผมตามคุณเคนมาหารือในครั้งนี้ ผมอยากทราบความคิดเห็นเมื่อท่านนโปเลียนออกเดินทางจากไคโร แล้วใครจะเหมาะสมที่จะเป็นผู้รักษาการณ์ที่ประเทศอียิปต์ ผมได้คุยกับคุณอาดัม ได้ข่าวที่เป็นความลับว่าท่านนโปเลียนจะกลับปารีสกับทหารไม่กี่นาย ส่วนทหารที่เหลือ จะให้ควบคุมอียิปต์ต่อ ถ้าเป็นจริงทหารฝรั่งเศสคงจะไม่พอ และอาวุธต้องหาเพิ่มเติมโดยเฉพาะปืนใหญ่ และกระสุน” เกลแบร์ถามบักเคน

          “ในความคิดของผม ผมคิดว่าท่าน นโปเลียนน่าจะมอบหมายภารกิจดูแลอียิปต์ให้กับท่านแน่นอน ส่วนพลเอกกาลีเบอร์และพลเอกมีโน ท่านนโปเลียนคงจะให้กลับปารีส เพราะพลเอกมีโน ผมเคยได้ยินท่านนโปเลียนคุยกับคุณอาดัมว่า จะให้พลเอกมีโนที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบทางเรือเป็นผู้นำทัพบุกอังกฤษ”

          “แล้วผมเมื่อไหร่จะได้กลับปารีสบ้าง แสดงว่าท่านนโปเลียนมอบหมายให้ผมอยู่ดูแลอียิปต์ยาวนานแน่นอน”

          “ผมคิดว่าท่านนโปเลียนให้ความสำคัญต่ออียิปต์เพราะเป็นประตูเชื่อมเอเชียกับยุโรปในอนาคต ท่านก็ไปสำรวจแนวขุดคลอง ร่วมกับท่านนโปเลียน ผมคิดว่าท่าน นโปเลียนคงมอบหมายให้ท่านคุมการขุดคลองให้แล้วเสร็จมั๊ง” บักเคนบอกกับเกลแบร์

          “ถ้าอยู่คุมขุดคลอง เท่ากับผมย้ายครอบครัวมาอยู่อียิปต์ยาวแน่ อากาศที่อียิปต์มันร้อนแมลงวันเยอะมาก  บ้านเรือนชาวบ้านก็สกปรก ตามที่คุณเคนเห็น”

          “ท่านนโปเลียนยอมรับท่าน มอบหมายภารกิจสำคัญให้ท่านพัฒนาอียิปต์แน่นอน ท่านเป็นใหญ่ที่อียิปต์ดีกว่ากลับไปเผชิญความวุ่นวายในการเมืองของฝรั่งเศส ถ้าท่านพัฒนาอียิปต์สำเร็จ ชื่อของท่านจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์แน่นอน” บักเคนบอกกับเกลแบร์

          “คุณเคนคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้” เกลแบร์สอบถามความคิดเห็นบักเคน

          “ความสามารถไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีโอกาส”บักเคนบอกคำพูดของนโปเลียนกับเกลแบร์

“ผมว่าโอกาสดี ๆ มีไม่มาก เมื่อมันลอยมาในมือท่านถ้าท่านไม่รีบไขว่คว้า เอาไว้ เมื่อมันผ่านไปท่านจะเสียดายเหมือนกับที่ท่านนโปเลียนได้พูดเอาไว้ “ บักเคนบอกกับเกลแบร์

          “ผมจำคำพูดของท่านนโปเลียนได้ไม่ลืม ท่านเคยพูดไว้ว่า ถ้าต้องการสิ่งดี ทำด้วยตัวเอง ผมจะพัฒนาอียิปต์ตามที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่ามันจะมีอุปสรรคก็ตาม แต่ถ้าผมคิดและลงมือทำมีปัญหาค่อยแก้ไขปัญหาไปเรื่อย”

          “แต่สถานการณ์ที่อียิปต์ประชาชนเริ่มประท้วงรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ เกลแบร์บอกกับบักเคน

          “การปกครองอันป่าเถื่อนดุร้ายยิ่งกว่าเสือ ท่านต้องทำเป็นตัวอย่าง ให้ประชาชนอียิปต์ได้เห็น ยกเลิกกฎระเบียบที่ลิดรอนสิทธิประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร้เหตุผล มันเป็นหายนะอย่างแน่นอน เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าถูกมัดมือมัดเท้า ความทารุณโหดร้าย การขูดรีดภาษี จะทำให้ชาวบ้านไม่อยากทำงานเพราะทำไปก็ถูกขูดรีด  ท่านเห็นไหมชาวบ้านลุกฮือ ปลดแอกไม่อยู่ภายใต้การปกครองของท่านนโปเลียน มันเกิดความวุ่นวาย เมื่อชาวบ้านไม่กลัวการล้อมปราบ ชาวบ้านไม่กลัวตาย มันจะต้องนองเลือดทั้งแผ่นดินแน่นอน ท่านต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็น ผ่อนคลายกฎที่เข้มงวดให้ชาวบ้านได้รู้สึกว่า การปกครองของท่านดีกว่ากว่าการปกครองของพวกมัลลุค ที่ท่านนโปเลียนกล่าวอ้างว่าฝรั่งเศสมาปลดแอกจากการปกครองที่เลวร้ายของพวกมัลลุค

 “ทุกวันนี้ชาวบ้านมองว่าพวกมัลลุคปกครองไม่ได้เลวร้ายแต่กลับเป็นฝรั่งเศสเลวร้ายยิ่งกว่า”

          “ผมเห็นด้วยกับคำพูดของคุณเคน ไว้ผมมีสิทธิปกครองอียิปต์เต็ม ผมจะแก้ไขกฎระเบียบที่เข้มงวด ให้ชาวบ้านมีสิทธิ เสรีภาพเพิ่มขึ้น จัดให้มีการเลือกตั้งในแต่ละเมือง ให้เขาปกครองกันเอง  ตั้งตัวแทนมาร่างกฏหมายรัฐธรรมนูญด้วย พวกชาวบ้านเอง แต่ต้องขึ้นตรงต่อฝรั่งเศส” เกลแบร์บอกกับบักเคน

          “ความคิดของท่านเป็นความคิดก้าวหน้า เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกครอง รวมถึงการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ” บักเคนยอมรับความคิดของเกลแบร์ที่มีความคิดทันสมัย มาก

          บักเคนนั่งนึกถึงสยามที่ตนจากมา ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงวุ่นวาย เพราะรัฐธรรมนูญไม่ตอบสนองต่อชาวบ้านอย่างแท้จริงแต่สนองตอบชนชั้นปกครองที่กำหนดให้ผู้ร่างออกแบบรัฐธรรมนูญตามที่ตนต้องการ

          “คุณเคนน่าจะอยู่ช่วยผมในการดูแลอียิปต์นะครับ เพราะความคิดของคุณเคน มันล้ำหน้ามากมาย อย่างที่ผมคาดไม่ถึง ถ้าผมปกครองผมจะแก้ปัญหาชาวบ้านอย่างไรดี เพื่อลดแรงเสียดทานนอกจากให้ชาวบ้านเลือกตัวแทนมาร่างรัฐธรรมนูญ” เกลแบร์ถามบักเคน

          “ท่านต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานในชีวิตของชาวบ้านเป็นอันดับแรก ทำอย่างไรให้ชาวอียิปต์มีอาหารทานอิ่ม มีเสื้อผ้านุ่งห่ม  มีบ้านอยู่อาศัย เข้าถึงการรักษาโรคภัย “

  ต่อจากนั้นท่านต้องมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับต่อมาทำอย่างไรให้การค้าอียิปต์มันสามารถขับเคลื่อนได้ ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึงแหล่งทุน สามารถกู้เงินเพื่อทำการค้าได้ง่าย” บักเคนบอกกับเกลแบร์

          “ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณเคนพูด แต่ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่มีหลักประกันอะไรถ้าจะมากู้เงินทำการค้า” เกลแบร์ถามบักเคน

          “ไม่ยากครับท่าน ให้ท่านสำรวจจำนวนครัวเรือนในแต่ละชุมชนมีบ้านทั้งหมดกี่หลัง ใครเป็นเจ้าของบ้านก็นำบ้านมากู้เงินได้ ไม่ว่าจะเป็นกระท่อมหรือบ้านดินหลังใหญ่ ก็มีสิทธิเข้าถึงเงินกู้เท่าเทียมกันให้เขารวมกลุ่มบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน อย่างน้อย 10 หลัง มากู้เงินเพื่อลงทุนผลิตสินค้า โดยต้องเสนอว่าจะผลิตอะไร ก่อน แล้วท่านก็ตั้งคณะกรรมการที่เป็นพ่อค้า มาดูว่าว่า สินค้าที่ที่ชุมชนผลิตจะขายได้ไหมในสายตาพ่อค้า ถ้าได้พ่อค้ารับซื้อ ถือว่าสินค้าสามารถขายได้ ก็ปล่อยเงินกู้ให้ แต่ท่านต้องมีกฎห้ามพ่อค้ามาทำการผลิตแข่งกับกลุ่ม  ถ้ารู้ว่าพ่อค้ามาทำการผลิตแข่งก็ลงโทษอย่างหนัก ให้ขายสินค้าอย่างเดียว ให้ขายสินค้าไปขายต่างเมืองและต่างแดนได้ อย่างเดียว ส่วนการค้าภายในเมือง ก็ขึ้นทะเบียนพ่อค้าที่จะค้าขายไม่ให้มีมากเกินไปให้สมดุลกับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ใครจะขายอะไรต้องมาแจ้งเรื่องราวก่อนว่าสินค้านั้นมีใครขายหรือไม่” บักเคนอธิบายการค้าแบบรัฐควบคุม ไม่ใช่การค้าเสรี

          “ผมว่าไม่เลวนะคุณเคน”

          “ส่วนเกษตรกรก็ต้องมาขึ้นทะเบียนว่าจะปลูกพืชประเภทไหน เลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะกี่ครัวเรือน ต้องกำหนดให้ชุมชนแต่ละชุมชนทำอาชีพไม่ซ้ำกัน จำกัดจำนวนให้พอเพียงต่อชุมชนกับการค้าระหว่างชุมชน”

          “แล้วพวกที่ไม่มีการค้า พวกใช้แรงงานคุณเคนจะทำอย่างไร” เกลแบร์ถามด้วยความสงสัย

          “ไม่อยากพวกใช้แรงงานก็ไปทำงานกับพ่อค้า มีจำนวนกี่คน ทุกคนต้องทำงาน ถ้ารายได้ไม่พอเพียงรัฐบาลก็ต้องดูแล

             ท่านเห็นไหมในสมัยโบราณการสร้างปิรามิดคือการจ้างงานชาวอียิปต์ให้มีรายได้ โดยฟาโรห์เป็นผู้จ่ายค่าจ้าง ชาวบ้านก็มีเงิน คนสร้างปิรามิดไม่ใช่ทาส ไม่ใช่ชาวยิว แต่เป็นชาวบ้านอียิปต์ ส่วนท่านถ้าปกครองก็ให้ชาวบ้านมาขุดคลอง ก็จะมีการจ้างแรงงานมหาศาลเพื่อขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง ก็จะเกิดรายได้มหาศาลจากการเก็บค่าผ่านทางเรือแล่นผ่าน เป็นรายได้อย่างยั่งยืน “ บักเคนเสนอเกลแบร์

          “ความคิดของคุณเคนช่างล้ำสมัยจริงๆ ผมยอมรับ มองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอียิปต์ออกได้อย่างเด็ดขาด ผมจะนำแนวคิดไปใช้