บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 151-152

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (151)

เรียนนายท่าน มีทหารควบม้าตรงมาหาท่าน นโปเลียนได้ยกกล้องส่องทางไกลมองไปยังทหารที่ควบม้าตรงมาหา

“ทหารสอดแนมมารายงาน” นโปเลียนบอกกับรัสตัม

          ทหารม้าสอดแนมลงจากหลังม้าและรีบรายงาน “เรียนท่าน

นโปเลียน ในเมือง มีทหาร เต็มไปหมด  และมีกองทหารอังกฤษอยู่ในเมืองด้วย”

          “คุณเคนกลับไปประชุมกันที่ค่ายดีกว่า ส่วนเจ้าที่มารายงานก็ให้ติดตามไปด้วย ไปชี้แจงให้ที่ประชุมถึงสถานการณ์ในเมือง เอเคอร์ (Acre) ให้ทุกคนได้ทราบ” นโปเลียนบอกทหารสอดแนม

“ครับท่าน”

“รัสตัม เจ้าอยู่คอยแจ้งให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ ว่าเรากับคุณเคนจะกลับก่อน ส่วนเจ้าคอยกลับกับพวกเขา

“ได้ครับนายท่าน”

นโปเลียนและบักเคนได้ขี่ม้าโดยมี รัสตัมคอยอยู่กับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นคว้าริมทะเลสาบ

          ที่ค่ายของนโปเลียน  ทุกคนนั่งประชุมกัน ตรงกลางมีแผนที่ขนาดใหญ่ของเมือง เอเคอร์ (Acre) อยู่ มีธงปักอยู่อยู่หลายจุด

          “ทหารจงรายงานสถานการณ์ในเมือง เอเคอร์ (Acre) ให้ทุกคนได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวในเมืองให้ทุกคนได้รับรู้” นโปเลียนได้สั่งการให้ทหารสอดแนมได้รายงานสิ่งที่พบ

มีนายพลหลายนายนั่งร่วมประชุม พลเอกบอร์น  พลโท ฟรานซิส เวียร์ พลโท อเล็ก พลตรี โรเบอร์โต  พันเอก เจนัวร์

ก่อนจะเริ่มประชุมมีทหารม้าได้เข้ามารายงานอีกคน

“ ท่านเกลแบร์มาถึง”

          “อะไรนะ เจ้าว่าท่านเกลแบร์มา” นโปเลียนสอบถามให้แน่ใจ

          “ใช่ครับ ท่านเกลแบร์มา”

          “อย่างนั้นไปเชิญท่านเกลแบร์มาร่วมประชุมด้วยกันเลย”

          “ได้ครับท่าน”

          เมื่อเกลแบร์เดินทางมาถึง ทหารที่นั่งประชุมร่วมกับนโปเลียนได้ลุกขึ้นยืนต้อนรับ เกลแบร์

          “สวัสดีครับท่าน”  “สวัสดีครับท่านเกลแบร์”  “ยินดีต้อนรับครับท่านเกลแบร์” เสียงทักทายดังขึ้น

          “ตามสบายทุกท่าน”

          “สวัสดีท่าน นโปเลียน”

          “ท่านเกลแบร์มาแล้วทหารที่เจ็บป่วยที่โอเอซีสใครรับผิดชอบ” นโปเลียนสอบถาม

          “ผมได้ตัดสินใจ การรักษาทหารที่บาดเจ็บ อาการดีขึ้นมากให้ไปรักษาที่ไคโร ผมมอบหมายให้ได้ให้ พันเอก ฟรังซัวร์ กับ พันตรีวิกเตอร์ และหมอนิโคล่า นำผู้บาดเจ็บกลับ ส่วนผมกับนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจพันธ์พืชในโอเอซีส ได้ร่วมเดินทางมา แต่เดินทางมาไม่ค่อยลำบาก มาก ต้องขอบคุณท่านนโปเลียนที่ได้ขุดบ่อน้ำ ตลอดรายทาง”

          “พวกเราเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากความผิดพลาดของผม ในการรีบร้อนเดินทัพ แล้วท่านเกลแบร์ได้พักที่เมือง จัฟฟาไหม”

          “ไม่นะท่าน นโปเลียน เมืองนี้มีแต่โรคระบาด ชาวบ้านเขาพูดกันว่ากองทหารท่าน นโปเลียนได้มาพักที่เมืองนี้และได้ช่วยรักษาชาวเมืองแต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด กลับถอนทัพ ทำให้ชาวเมืองที่ไม่ได้รักษาโกรธแค้นท่าน ที่ไม่รักษาคนป่วยต่อ ทำให้มีคนเสียชีวิตไม่หยุดหย่อน ผมให้คนนำทางไปสำรวจและมาเล่าให้ฟัง ผมเลยตัดสินใจไม่เข้าเมือง” เกลแบร์บอกกับนโปเลียน

           เกลแบร์เล่าต่อไปว่า “ผมเดินทางถึงเมืองชาม ได้พักที่เมือง ผู้หญิงชาวเมือง พอทราบว่าผมเป็นคนฝรั่งเศสและร่วมเดินทางมามากับท่าน มีผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งได้อ้างว่ารู้จักกับคุณเคน ชื่อซูซี่ได้ฝากของมาให้กับคุณเคน ของฝากอยู่กับทหารติดตามผม เดี๋ยวเลิกประชุม ผมจะให้ทหารติดตามนำของฝากมาให้คุณเคน

          “เสน่ห์แรงจังคุณเคน ทหารหลายนายกล่าวแซวบักเคน

          “ท่านนโปเลียนช่วงเดินทางมาและพักที่เมืองชาม ผมได้ข่าวไม่ค่อยดี  สุลต่าน ทิปโพ ชาฮิบ (Tippo Sahib) คนสนิทของท่านสุลต่านได้ส่งพิราบสื่อสารมายังไคโร แต่มีนกพิราบตัวหนึ่งถูกชาวบ้านจับได้ที่เมืองชาม และเห็นมีตราสัญลักษณ์ฝรั่งเศส เลยนำมามอบให้เจ้าเมือง เมื่อผมหยุดพักเจ้าเมืองได้นำนกพิราบมามอบให้ในนั้นมีจดหมายที่เขียนด้วยรหัสมอร์ส แจ้งข่าวว่า ตอนนี้อังกฤษบุกยึดอินเดีย เรียบร้อยแล้ว และเกิดการต่อสู้กันระหว่าง  สุลต่าน ทิปโพ กับกองทหารอังกฤษ องค์สุลต่าน ทิปโพ สิ้นพระชนม์ในการสู้รบ ในจดหมายยังแจ้งว่าถ้าได้รับจดหมายฉบับนี้ แคว้นไมซอร์คงตกเป็นของอังกฤษเรียบร้อยแล้ว

 และทหารคนสนิทหวังว่าท่าน นโปเลียนจะยกทัพไปช่วยกู้เอกราชแคว้นไมซอร์กลับคืนมา  ถ้านโปเลียนก่อนออกเดินทางขอให้แจ้งข่าวให้ทราบด้วย โดยสุลต่านได้ทิ้งพลนำทางไว้รอท่าน นโปเลียนที่จุดพักที่ท่าเรือ เมืองการาจี  แคว้นซินด์ (ปากีสถานปัจจุบัน) กับอีกจุด ที่มหานครตักศิลา (แคว้นปัญจาบ ปากีสถาน) เพราะนายทหารคนสนิทไม่ทราบว่าท่าน นโปเลียนจะยกทัพมาทางเรือหรือทางบก”

          “ข้อความจดหมายน้อยที่ผูกขานกพิราบ มีข้อความเพียงเท่านี้” เกลแบร์ได้บอกกับที่ประชุม

          “โอ สุลต่าน จากการที่ไคโร ไม่นึกว่าจะจากกันชั่วนิรันดร ขอให้ดวงวิญญาณของท่านจงไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าด้วยเทอญ” นโปเลียนได้ส่งกระแสจิตถึงดวงวิญญาณ สุลต่าน”

          “ท่านนโปเลียน ตามที่ท่านเกลแบร์เล่า ผมเหมือนเคยได้ยินมหานครตักศิลานะครับ”

          “อะไรนะคุณเคน มหานครตักศิลา” เกลแบร์สงสัยถามบักเคน

          “ผมเคยได้ยินมหานครตักศิลาที่เมืองสยามมีเรื่องเล่า เป็นนิยายแต่เป็นเรื่องจริง”

          “เรื่องนิยายเป็นเรื่องจริงได้อย่างไรผมไม่เข้าใจคุณเคน” พลโทอเล็ก” สงสัยถามบักเคน

          บ้านเมืองไม่สงบสุข ถูกการเมืองครอบงำ  คนเล่าเรื่องจริง โดยถือว่าตนพูด ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ส่วนมากคนเล่าจะตาย เพราะเล่าเรื่องจริง” บักเคนตอบพลโทอเล็ก

          “ผมไม่เข้าใจคนพูดความจริง ทำไมต้องตาย” นโปเลียนสงสัยในสิ่งที่บักเคนพูดเหมือนกัน

          “ผมจะเล่าแต่ให้ทุกคนถือว่า ผมไม่ได้เล่าก็แล้วกัน” บักเคนบอกกับทุกคน

“ในบันทึกของ สยามได้ มีสิ่งบันทึกของปราชญ์อินเดียจดบันทึกเอาไว้ เกี่ยวกับ องค์พระเยซู”

“อะไรนะ องค์พระเยซู มีบันทึกในสยาม ใช่การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ หรือไม่” นโปเลียนถาม

“ไม่ใช่ครับท่านนโปเลียนยิ่งไปกว่านั้นอีก”

“แล้วเรื่องอะไร ที่คนเล่าความจริงจะต้องตาย” เกลแบร์ชักสงสัยถามย้ำอีกครั้ง

 มนานครตักศิลา คือสถานที่ พระเยซูได้เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ พระองค์เสด็จมายังอินเดียตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี เพื่อมาศึกษาเล่าเรียนก่อนเสด็จกลับไปเผยแพร่คำสอนในยุโรป พระองค์เดินทางผ่านมาทาง เมืองชาม (อิหร่าน) เมือง เบคเตรีย   คาบูล (อัฟกานิสถาน) และตักศิลานคร (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน)

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (152)

“ไม่จริงคุณเคน ในพระคัมภีร์ ข้อ 12 ของลูกา (2: 41-51) เมื่อพระกุมารมีพระชนม์สิบสองพรรษา  เขาทั้งหลายก็ขึ้นไปตามธรรมเนียมในเทศกาลนั้น และในข้อ 43 เมื่อครบกำหนดวันเลี้ยงกันแล้ว  ขณะเขากำลังกลับไป  พระกุมารเยซูยังค้างอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม  ฝ่ายบิดากับมารดาก็ไม่รู้ ข้อ 45   เมื่อไม่พบจึงกลับไปเที่ยวหาที่กรุงเยรูซาเล็ม ข้อ 51 แล้วพระกุมารก็ลงไปกับเขา  ไปยังเมืองนาซาเร็ธ  อยู่ใต้ความปกครองของเขา  มารดาก็เก็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นไว้ในใจ”  พลเอกบอร์น ในฐานะผู้รู้ในศาสนาคริสต์ตอบบักเคน

“เป็นบันทึกครับท่าน องค์พระเยซู พระองค์เสด็จมาตักศิลาตอนพระชนม์อายุได้ สิบสามปี ก็ไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์นะท่าน” บักเคนตอบ

คุณเคนเอาอะไรมาพูด ถ้าคุณเคนพูดอย่างนี้ที่ฝรั่งเศส ถ้าไม่อยู่กับผมต้องถูกจับเผาไฟ หาว่าคุณเคนเป็นพวกแม่มด พ่อมดแน่นอน ขัดกับคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า  นโปเลียนบอกบักเคน    

“เห็นไหมท่านนโปเลียน ผมถึงไม่อยากเล่ากลัวหาว่าเป็นพ่อมด ท่านนโปเลียนลองศึกษาคัมภีร์ไบเบิลดูนะครับ องค์พระเยซู มีบันทึกตอนเด็กไหม พระองค์ศึกษาจากที่ไหน  ไม่เคยมีบันทึกเอาไว้”

นโปเลียนอยู่ในยุครู้แจ้ง  (Siècle des Lumières) เป้าหมายเพื่อปฏิรูปสังคมและส่งเสริมการใช้หลักเหตุผลมากกว่าการใช้หลักจารีต ความเชื่อ และการเปิดเผยจากพระเจ้า รวมไปถึงส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง การเคลื่อนไหวยังสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการใช้ปัญญา ต่อต้านความเชื่อทางไสยศาสตร์ และการชักนำให้ผิดเพี้ยนจากคริสตจักร เนื่องจากยุครู้แจ้งเป็นยุคที่มนุษย์รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีเหตุผล ทำให้ไม่ตกอยู่ในอำนาจของศาสนาเหมือนในยุคมืด

นโปเลียนจึงสนับสนุนทหารของเขาให้มีอิสรภาพและเสรีภาพ กล้าใช้เหตุผลเพื่อแสดงความคิดเห็นทางสังคม ศาสนาและการเมืองมากขึ้นนโปเลียนสนับสนุนการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ ให้นักวิทยาศาสตร์ร่วมขบวนทัพมาด้วย เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง บักเคนจึงสามารถแสดงความเห็นได้เต็มที่

“ถ้าท่านนโปเลียนยกทัพไปช่วยองค์สุลต่านทางบกผมจะติดตามไปด้วยอยากไปที่ตำบล กันยาร์ (Kan Yar) เมืองศรีนาการ์ เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่าที่หลุมพระศพขององค์พระเยซู มี ป้ายภายนอกบอกไว้ว่าผู้มี่ทอดร่างอยู่ในหลุมศพนี้คือ ยุซ อาซาฟ (YUZ ASAF) ที่พื้นใกล้เรือนคลุมหลุมศพนั้นมีรอยประทับฝ่าเท้าสอง ข้างในรอยปูนปั้น พระองค์ทรงใช้ ฝ่าเท้าประทับรอยเอาไว้แต่ละข้างมีรอยแผลที่เกิดจากการถูกตอกตะปูตรึงกางเขน ชาวพื้นเมืองบอกว่าหลุมศพนี้คือหลุมศพของจีซัส ไครสต์ พระเยซูเจ้า องค์ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ ผมเคยได้ยินในเมืองสยาม”

“น่าสนใจมาก ผมจะยกทัพไปทางเรือ และทางบก เพื่อยึดแคว้นไมซอร์กลับคืนมา และจะได้ไปดูพร้อมคุณเคน”

 บักเคนเล่าต่อไป “ที่เมืองตักศิลาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็ทรงผ่านมาก่อนจะโจมตีอินเดีย และให้ถ่ายทอดศิลปกรีกสู่ช่างฝีมือท้องถิ่นช่วงเวลาต่อมาจึงเกิดการถ่ายทอดศิลปะกรีกสู่ช่างฝีมือท้องถิ่นเกิดเป็นศิลปะแขนงใหม่ขึ้นเรียกว่า ศิลปะแบบคันธาระ (Ganghara Art) เป็นพระพุทธรูปต่างๆ ล้วนมีรูปร่างหน้าตา ลีลาท่าทาง เครื่องนุ่งห่ม เหมือนคนกรีก  ศิลปะคันธาระจึงก่อให้เกิดรูปเคารพของพุทธองค์ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก”

“น่าสนใจมาก คุณเคน ผมอยากอ่านบันทึกของสยาม” เกลแบร์บอกกับบักเคน

“เอาละ เรายุติเรื่องพระผู้เป็นเจ้า ทหารจงเล่าเรื่องที่เจ้าไปสอดแนมในเมือง เอเคอร์ (Acre) ให้ฟังหน่อย” นโปเลียนบอกทหารสอดแนมให้เล่าเหตุการณ์ที่ไปสอดแนมในเมืองออกมา

“ได้ครับท่าน ในเมืองเต็มไปด้วยทหารออตโตมัน เป็นทหารของ   อะห์มัดปาชา อัล-ญาซาอิร (Ahmad Pasha Al-Jasaar) และมีทหารอังกฤษ หลายพันนาย อยู่ในในเมืองด้วย”

“เจ้าพูดว่าอะไร ไหนลองบอกอีกครั้งซิ มีทหารอังกฤษอยู่ในเมืองใช่ไหม ไม่ใช่ข้าฟังผิดนะ” เกลแบร์สอบถามอีกครั้ง

“ไม่ผิดครับ มีทหารอังกฤษจริง ๆ”

“หมายความว่า สุลต่านซาลิมที่ 3 ทรงฉีกสัญญาเป็นพันธมิตรกับเราหรืออย่างไร” นโปเลียนสอบถาม ทหารหน่วยสอดแนม

“ไม่ทราบได้ครับท่าน ผมเข้าไปสืบได้มาอย่างนี้ครับท่าน” ทหารหน่วยสอดแนมตอบนโปเลียน

“ผมว่าเป็นเรื่องน่าเป็นไปได้ครับท่าน นโปเลียน รัฐบาลออตโตมาน ของสุลต่านซาลิมที่ 3 ทรงเห็นความวุ่นวายในอียิปต์อาจจะแอบหารือลับ ๆ กับอังกฤษ เพื่อเตรียมกองทัพโจมตีขับไล่พวกเราในอียิปต์ ประเทศอังกฤษน่าจะได้ตอบรับ และส่งทหารเข้ามายังเมือง  เอเคอร์ (Acre) เพื่อต่อต้านท่าน” พลเอกบอร์น ตอบนโปเลียน

“ท่านได้ข่าวมาจากที่ใด” นโปเลียนสอบถามพลเอกบอร์น

“ผมได้สั่งให้หน่วยสอดแนมเข้าไปหาข่าวเชิงลึก และได้พบกับแหล่งค้าประเวณี ที่มี  เวโรนิก้า ฟรังโก้ (Veronica Franco) แม่เล้าที่โด่งดังหายไปจากอิตาลี หลบหนี มาเปิดสถานบริการที่เมือง เอเคอร์ (Acre) แห่งนี้ สถานบริการแห่งนี้เปิดได้สองร้อยกว่าปี  ผมได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า สถานบริการของเวโรนิก้าจะยืนหยัดได้นานกว่าสองร้อยปี”

“โอ”  “อา”  “มายก็อด”  ทุกคนอุทานพร้อมกัน เวโรนิก้า คือตำนานแม่เล้าที่ชาวฝรั่งเศสรู้จักกันดี เพราะลูกค้าคนสำคัญคือ พระเจ้า

อ็องรีที่สามแห่งฝรั่งเศส เวโรนิก้านอกจาก จะเป็นหญิงขายบริการยังเป็นนักกวี ตีพิมพ์บทกวีหลายเล่ม และสร้างองค์การกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ที่โด่งดังในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในอิตาลี”

“พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก” บักเคนถึงกับอุทานออกมา “ผมไม่แปลกใจเลยท่าน ที่สถานบริการจะยืนหยัดอยู่ได้นับร้อยปี เพราะมันมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ในการช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผมก็ทำที่ฝรั่งเศส ท่านก็รู้ธุรกิจของผมที่ยืนหยัดอยู่ได้ในฝรั่งเศส แม้จะถูกปิดไปแต่ก็เปิดใหม่ได้คือสถานบริการทางเพศ ผับ บาร์ แต่มันสุดยอดมากเปิดได้ยาวนานถึงสองร้อยปี นับถือ นับถือ”

ทำให้บักเคนนึกถึงบ่อน ซ่องในเมืองไทยที่เปิดอยู่ได้ยาวนาน บางแห่งเป็นตำนานที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานตราบเท่าทุกวันนี้ หลายแห่งมีนักการเมืองหนุนหลัง

เวโรนิก้า ฟรังโก้ เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในนครเวนิส ของประเทศอิตาลี นอกจากจะเป็นหญิงขายบริการแล้ว เธอยังมีการศึกษาที่ดีและได้ตีพิมพ์บทกวีหลายเล่ม และเล่มที่โด่งดังคือคู่มือสำหรับหญิงขายบริการฉบับเร่งรัด”

 ทหารสอดแนมได้เล่าต่อไปว่า “ผมได้เข้าไปคลุกคลีและได้รู้จัก หญิงบริการคนหนึ่ง เธอมีแขกประจำ เป็นนายทหารอังกฤษ ชื่อเซอร์ ซิดนีย์ สมิท (Sir Sydney Smith) ได้นำกองทหารอังกฤษเข้ามาประจำอยู่ในเมือง”

          “จากข่าวที่ได้รับ พวกเราจะวางแผนอย่างไรดี” นโปเลียนสอบถามความคิดเห็นของทุกคนที่เข้าร่วมประชุม

          “กองเรืออังกฤษจมเรือพวกเรา พวกเราน่าจะทำการแก้แค้นให้กับกองทัพเรือนะท่าน”  พลโทอเล็ก เสนอความคิดเห็นต่อนโปเลียน

          “ผมว่าเราน่าจะวางแผนบุกโจมตี เมือง เอเคอร์ (Acre)