บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 113-114

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (113)

          “ท่านอาดัมเคยมาที่เกาะคอร์ซิก้าบ่อยไหม” โจฟินถามอาดัม “ผมมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มากับคุณเคนและซิลแวงส์ โดยซิลแวงส์คนนำพระโอรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ลี้ภัยไปอยู่เยอรมัน ส่วนบักเคนก็เป็นคนช่วยเหลือผม อยากจะชวนเขามาอยู่สมาคมร่วมกับพวกเรา เขาเป็นสมาชิกฟรีเมสันอยู่ก่อนแล้ว” อาดัมบอกโจฟิน “โอว ไม่เลวเลย คนสยามได้เป็นสมาชิกสมาคมฟรีเมสันคนแรก สมาคมยากจะรับสมาชิกภายนอกยุโรปให้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมแสดงว่าต้องมีความเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” โจฟินพูดกับอาดัม  “ก็ใช้เขามีโซฟีแนะนำให้เป็นสมาชิกสมาคม

          อาดัมหายไปตั้งแต่ช่วงเช้าจนบ่ายแก่ ก็เดินทางกลับที่พัก ยังเห็นบักเคนและซิลแวงส์นั่งคุยกันตั้งแต่เช้า จนถึงช่วงบ่าย ยังไม่เลิกคุยโดย มี โจเซฟิน ร่วมสนทนาด้วย อาดัมชักสงสัยว่ามีอะไรคุยกันมากมายตั้งแต่เช้า

          ***************************************

           หลังจากอยู่บนเกาะมาได้สักพัก บักเคนเริ่มสนิทกับโจเซฟิน

โจเซฟินถามบักเคนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสยามที่นางไม่เคยรู้มาก่อน “คุณเคนว่าการเดินทางระยะไกลที่เมืองสยามมีรถม้าไหม” บักเคนบอกว่าไม่มีรถม้า การเดินทางอาศัยเกวียนและขี่ม้า” 

“คุณเคนรู้จักนโปเลียนได้อย่างไรค่ะ” โจเซฟินถามบักเคน

“อ๋อนโปเลียนให้คนไปเชิญผมมาพบ อยากจะสนทนาด้วย”

“โอมายก๊อด คุณเคนเป็นคนเก่งนโปเลียนชมคุณเคนไม่ขาดปาก อยากให้คุณเคนช่วยงานท่าน นโปเลียนที่ฝรั่งเศส” โจเซฟินเอ่ยปากบอกบักเคน

“ขอบคุณครับผมยังเอาไม่รอดเลย ถูกหมายจับและยึดทรัพย์ ดีแต่ท่าน นโปเลียนให้มาอาศัยหลบภัยการเมืองที่เกาะนี้ ผมจะไปช่วยท่าน นโปเลียนได้อย่างไร เพราะไม่เก่งในเรื่องสงคราม เรื่องการรบ” บักเคนบอกโจเซฟิน

“เห็นนโปเลียนบอกว่าคุณเคนมีหัวการค้าน่าจะมีแนวทางช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของฝรั่งเศสได้มาก” โจเซฟินบอกบักเคน

ทั้งคู่สนทนากันอย่างถูกคอ ส่วนมากโจเซฟิน จะเป็นคนคุยสนุกสมกับสาวสังคมชั้นสูง ส่วนบักเคนได้แต่คอยตอบ เพราะไม่กล้าคุยอะไรมาก กลัวพูดผิดหู แล้วโจเซฟินจะนำไปเล่าให้นโปเลียนฟัง อาจจะเกิดผลที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ระหว่างสนทนา โจเซฟินได้เล่นหูเล่นตาแพรวพราวใส่บักเคน ส่วนซิลแวงส์ได้แต่นั่งฟังเฉย ๆ บางครั้งก็สอบถามบักเคนบางสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับสยาม  “คุณเคนคุณพ่อเลยเล่าให้ฟังว่าศาสนาคริสต์ได้ไปเผยแพร่ที่กรุงสยามแล้วเกิดปัญหาในช่วงปลายสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หลังจากมีราชทูตไทยเคยมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  เป็นข่าวโด่งดังทั่วประเทศฝรั่งเศส แล้วพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งนักบวชเดินทางไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับอาณาจักรสยามเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ 

ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติในประเทศสยามทำให้เกิดการทำร้ายนักบวชในศาสนาคริสต์ จนทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงไม่พอพระทัย ในการกระทำของอาณาจักรสยาม ข้อเท็จจริงเป็นประการใด วันนี้เลยได้ถือโอกาสถามบักเคนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา”

บักเคนได้ยินซิลแวงส์ถาม ถึงเหตุการณ์ในประเทศสยามช่วงพระเจ้าหลุยส์ครองราชย์ ตรงกับสมัยของ พระเจ้าปราสาททอง สมเด็จเจ้าฟ้าไชย  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 พระเจ้าเสือ และปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 พระเจ้าท้ายสระ บักเคนพยายามทบทวนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ว่ามีเหต์การณ์อะไรที่เด่นบ้าง ที่ตรงกับซิลแวงส์ถาม”

“คุณเคนพอทราบไหมครับ ถ้าไม่ทราบก็ไม่เป็นไร ผมแค่สนใจอยากรู้ เพราะผมไปโบสถ์ เห็นนักบวชในโบสถ์พูดถึงเรื่องนี้มาก ว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในฝรั่งเศสหรือยุโรปมาก่อน” ซิลแวงส์ถามบักเคน

“เอ่อ ขอคิดแป๊ปนะครับ บักเคนนึกในใจมันนานจนแทบจะจำไม่ได้เพราะจบมานาน บักเคนพยายามนึกทบทวนสิ่งที่ครูโรงเรียนดอนมดแดงเคยเล่าให้ฟังในวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา”

“ผมจำได้นิดหน่อยนะครับ แต่ขอเล่าคร่าว ๆ ก็แล้วกัน” บักเคนบอกซิลแวงส์  “ดีจัง คุณเคน ฉันก็อยากฟังเหมือนกัน เพราะเคยได้ข่าวเขาพูดคุยกันในวงสังคมชั้นสูงของปารีส ถึงเรื่องนักบวชโดนลงโทษ ซึ่งไม่เคยมีในฝรั่งเศสมาก่อน”  โจเซฟินเสริมซิลแวงส์

 “เท่าที่จำได้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้มีนักบวช พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต (Lambert de la Motte) เป็นพระสังฆราชองค์แรกที่เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา คุณพ่อหลุยส์   ลาโน (Louis Laneau) คุณพ่อแฮงค์ (Hainques) คุณพ่อแบรงโด (Brindeau) ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ที่กรุงศรีอยุธยา เพราะดินแดนแห่งนี้สงบเงียบปราศจากสงคราม ผู้คนอยู่กันอย่างสงบสุข มีไมตรีจิต”

“มีการวางแผนที่จะก่อตั้งคณะนักบวชแห่งอัครสาวกขึ้น อันประกอบไปด้วยนักบวชชาย หญิง รวมทั้งฆราวาส โดยจะตั้งชื่อว่า คณะรักไม้กางเขน แห่งพระเยซูคริสต์ (Amateurs de La Croix de Jesus Christ) มีการก่อตั้งคณะนักบวช หญิงพื้นเมืองคณะแรกของโลกขึ้น คือ คณะรักไม้กางเขน เพราะคนกรุงศรีอยุธยานี้หัวอ่อน เชื่อฟังง่าย ยอมรับความคิดได้ง่าย”

“ทางสังฆราชที่มากรุงศรีอยุธยาเลยทำจดหมายขอมีอำนาจเด็ดขาดจากทางกรุงโรม ในการดูแลดินแดนสยาม และได้พระสังฆราชหลุยส์ ลาโนเป็นพระสังฆราชแห่งกรุงสยาม เพราะพระเจ้าแห่งกรุงสยาม สมเด็จพระนารายณ์ ให้การสนับสนุนพวกมิชชันนารีมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสังฆราชและมิชชันนารีเข้าเฝ้าอย่างสง่า ได้พระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดและโรงเรียน และยังได้พระราชทานวัตถุต่างๆ เพื่อใช้ในการก่อสร้างด้วย ในที่สุดประเทศสยามได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศฝรั่งเศสและกรุงโรม มีการส่งคณะทูตอันเชิญพระราชสาสน์ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส และสมเด็จพระสันตะปาปาหลายครั้ง”

“การที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อบรรดามิชชันนารีนี้ ทำให้เกิดมีความเข้าใจผิดขึ้น ประกอบกับขุนนางไทยเริ่มหวั่นเกรงว่าอิทธิพลของขุนนางชาวกรีก คนหนึ่งที่ชื่อคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine phalcon) ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มากจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ มีอำนาจแม้กระทั่งควบคุมทหารได้ จะทำให้ความมั่นคงของประเทศสั่นคลอน”

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (114)

“ต่อมาพระเพทราชาจึงทำรัฐประหารขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกจากประเทศ   รวมทั้งได้มีความขัดแย้งทางศาสนากับชาวฝรั่งเศสนั่นคือขัดแย้งกับพวกมิชชันนารี และผู้ที่ถือคริสตศาสนา พระเพทราชาได้จับพระสังฆราช ลาโนเข้าคุก แล้วต่อมาก็ค่อยปล่อยออกจากคุก”

 “ใช่ ใช่ ข่าวจับสังฆราชลาโนเข้าคุก เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในฝรั่งเศส   มีการพูดกันถึงเรื่องนี้และทุกคนโกรธแค้น ทำไมถึงต้องทำกับนักบวช และกีดกันศาสนาคริสต์ถึงกับจับสังฆราชเข้าคุก” ซิลแวงส์พูดแทรกขึ้นมา

บักเคนได้เล่าต่อไปว่า “หลังจากนี้ไม่นาน เมื่อพระเพทราชาเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็คืนสมบัติต่างๆ ให้แก่บรรดามิชชันนารีอีกครั้งหนึ่ง”

“แต่สิงที่คุณซิลแวงส์ถาม น่าจะเป็นเหตุการณ์ต่อมาที่ทำให้การแพร่คำสอนของมิชชันนารีประสบปัญหาอีกครั้งหนึ่งเกิดในสมัยของพระเจ้าท้ายสระโดยมีพระคลังเป็นขุนนางคนสนิทของพระเจ้าท้ายสระ ทำหน้าที่ควบคุมชาวต่างชาติทุกคน ได้มีคำสั่งห้ามสังฆราช เดอ เกราเลย์ แปลคำสอน เป็นภาษาสยามและภาษาบาลี ห้ามประกาศศาสนาคริสต์แก่ชาว สยาม มอญ หรือลาว ห้ามชักชวนคนทั้งสามเชื้อชาติเข้ารีต พระสังฆราชและบรรดามิชชันนารีถูกห้ามไม่ให้ออกนอกพระนคร ห้ามใช้ภาษาไทยและภาษาบาลีในการสอนศาสนา ข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้ถูกจารึกลงในแผ่นศิลา และตั้งไว้ที่หน้าวัดนักบุญยอแซฟ ที่อยุธยา”

บักเคนเล่าจบ และนึกไปถึงศิลาจารึกหน้าวัดนักบุญยอแซฟ อาจจะเป็นกงเกวียนกรรมเวียนที่ทำต่อต่อนักบวชในศาสนาคริสต์ เลยส่งผลต่อกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในยุคต่อมา

“น่าสนใจมากคุณเคน ทำให้ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่อาณาจักรสยามเพราะฉันเองก็ได้ยินแต่เขาเล่าว่า บาทหลวงถูกรังแกจากประเทศสยาม แต่ไม่รู้ความจริง เพิ่งรู้ความจริงวันนี้จากคุณเคน” โจเซฟินบอกกับบักเคน

“ใช่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันอาดัมบอก เอ้อ คุณเคนผมจะนำซิลแวลส์กลับเยอรมันในวันอาทิตย์ช่วงบ่าย ที่จะถึงนี้” อาดัมบอกกับบักเคน

โจเฟซินหลังจากฟังบักเคนเล่าจบก็ขอตัวไปดูลูก ๆ ที่อยู่กับพี่เลี้ยง และนางต้องไปแต่งตัวเพื่อไปงานเลี้ยงตามที่ได้นัดหมายกับ ตัลเลียง ที่เป็นเพื่อนสนิทของโจเซฟิน

หลังจากมาอยู่บนเกาะคอร์ซิก้า โจเซฟินห่างเหินกับนโปเลียน ทำให้หล่อนเกิดความเหงา จึงได้เขียนจดหมายหาตัลเลียงเพื่อนสนิทที่เป็นเมียเก็บของบารราส คนสำคัญคนหนึ่งที่เป็นผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศส  ตัลเลียงนี่เองที่ทำให้ชะตาชีวิตของนโปเลียนได้เปลี่ยนไป

“โอ้เป็นข่าวดี ครับคุณอาดัม จะได้กลับบ้านแล้ว อีกเพียงสองวันผมจะได้กลับบ้านแล้ว เย้” เย้” ซิลแวงส์ร้องด้วยความดีใจ

“อ้าว ทำไมไวจังน่าจะอยู่ต่อนะ แล้วผมจะอยู่กับใคร ถ้าอาดัมไปซิลแวงส์” บักเคนบอกอาดัม

“คุณเคนก็อยู่กับ โจเซฟินและลูก ของนโปเลียนก็ได้นี่ จะได้มีเพื่อนเด็กกว่า น่าจะจะคุยสนุกดีกว่าพวกผม” อาดัมบอก

“คุณอาดัม ลูก ๆของ โจเฟซินไม่ใช่ลูกของนโปเลียนนะ เธอเป็นแม่หม้ายลูกติด ลูกจากสามีเก่า” บักเคนบอกอาดัม

“เอ่อ เรื่องส่วนตัวนโปเลียนผมไม่ยุ่ง เดี๋ยวของตัวก่อนนะครับคุณเคน ผมจะไปเตรียมตัว”

“ผมก็ขอตัวเหมือนกันครับ” ซิลแวงส์บอกบักเคน

หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปหมดบักเคนได้เข้าไปอยู่ในห้องพัก

***********************************

หลังจากพระอาทิตย์ตกทะเล โจเฟซินได้ออกไปงานเลี้ยงกับตัลเลียงโดยมีหนุ่มหน้าตาดีสองคนมารับไปงานเลี้ยง บักเคนมองเห็นเมื่อทั้งคู่ขึ้นรถม้าไปแล้ว บักเคนนึกคงจะกลับดึกอีกแล้วคืนนี้

“คุณเคน ผมกับซิลแวงส์ต้องไปพบกับโจฟิน มีเรื่องต้องหารือในรายละเอียดต่อจากเมื่อเช้า เรื่องการเตรียมตัวกลับเยอรมัน” อาดัมบอกบักเคน ปล่อยให้บักเคนอยู่ที่ห้องพักคนเดียว

บักเคนอยู่บ้านชักเบื่อเลยเดินออกจากบ้านพักคนเดียว เดินขึ้นเขา มีตะเกียงเป็นเครื่องนำทางเพื่อไปดูดาว ดูพระจันทร์ แต่บักเคนลืมพกขลุ่ยมาเป่า  เพื่อแก้ความเหงาคิดถึงบ้าน

เดินมาได้สักพัก บักเคนเห็นลานกว้างครึ่งทาง บรรยากาศดีมาก บักเคนเลยยึดท่อนไม้ล้มแล้ว นั่งมองวิว ทะเล แสงจันทร์ส่องกระทบท้องทะเล เห็นคลื่นระยิบระยับ บนท้องฟ้ามีดวงดาวนับล้านดวงประชันแสง บักเคนนั่งมองดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน สลับกับมองท้องทะเลที่ระยิบระยับ “โอ่ ช่างสวยงามมาก ถ้ามีสาว ๆ มานั่งเคียงข้างคงดีไม่น้อย ไว้คราวหน้าชวนสาว ๆ มานั่งชมดาวดีกว่า” บักเคนรำพึงรำพัน

บักเคนสังเกตเห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงเจิดจ้ามาก และดาวดวงนั้น ก็เคลื่อนด้วยความรวดเร็วตรงมายังที่บักเคนนั่ง สักพักบักเคนมองเห็นจานบินลึกลับลอยอยู่ตรงหัวพอดี มีไฟสีเขียว สีส้มกระพริบเป็นวงรอบจานบิน บักเคนได้ร้องอุทาน โอ้พระเจ้า  จานบินผีมีจริงด้วย และทันใดนั้น ก็มีแสงเจิดจ้าจากยานบินลึกลับส่องตรงมายังตัวบักเคน และบักเคนได้ถูกดูดลอยขึ้นเข้าไปยังประตูจานบินผีที่เปิดออกเพื่อให้ร่างของบักเคนได้เข้าไปในตัวจาน

          บักเคนมองเห็นมนุษย์ต่างดาวนั่งอยู่ในยาน และมนุษย์              ต่างดาวสองตน ได้สนทนากับบักเคนทางพลังจิต มนุษย์ต่างดาวบอกว่า

“ตนเองมาจากดาวอังคารเพราะมีเพื่อนเป็นมนุษย์อยู่ที่เมืองไทย และมีพระสงฆ์รูปหนึ่งได้ส่งกระแสจิตขอความช่วยเหลือให้นำบักเคนกลับบ้านที่อุบลราชธานี ซึ่งตนเองก็ได้ส่งกระแสจิตสอบถามไปยังเพื่อนคนไทยของตนที่อยู่กรุงเทพเป็นหมอ ได้ถามท่านว่าเหตุการณ์นี้จะทำอย่างไร จะให้ขับจานบินผีด้วยความเร็วเหนือแสง เพื่อทะลุมิติย้อนกาลเวลาไปช่วยคนไทยไหม และท่านได้บอกว่าให้มาช่วยเหลือคุณเคนเพราะเห็นเป็นคนไทยด้วยกัน   แต่ถูกมิติเวลาทำให้ย้อนอดีตไปยังสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งถ้าพวกเราไม่ช่วยคุณเคนก็ไม่สามารถกลับสู่โลกปัจจุบันได้

          บักเคนได้ติดต่อพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาวผ่านทางโทรจิต                ได้กล่าวขอบคุณที่มนุษย์ต่างดาวให้ความเมตตา และได้ถามชื่อมนุษย์ต่างดาวว่า

“ท่านทั้งสองชื่อว่าอะไรครับ”

มนุษย์ต่างดาวได้บอกบักเคนว่า “ผมชื่อพาราซิทัล เป็นมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ใต้ผิวดินดาวอังคาร ส่วนอีกตนหนึ่งชื่อ ลอร่า”  บักเคนนึกในใจว่าชื่อคล้ายมนุษย์จัง

มนุษย์ต่างดาวเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของบักเคนได้บอกว่า

“ไม่ต้องแปลกใจพวกเราเป็นต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์ของคุณเคน           ที่เคยอาศัยอยู่บนดาวอังคารมาก่อน และได้อพยพมาอยู่ยังโลกมนุษย์ที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่าดาวอังคาร เพราะอดีตดาวอังคาร  เคยเกิดมหาสงครามนิวเคลียร์ มีการทำลายดาวอังคารจนทำให้มนุษย์ดาวอังคารต้องล้มตายลง และบางส่วนได้อพยพไปหาดาวดวงใหม่อาศัยอยู่ เช่น โลกมนุษย์ ดาวแอนโดมีด้า และดวงดาวอื่น ๆ นอกทางช้างเผือก แต่พวกตนต้องทำหน้าที่ติดต่อกับเพื่อนมนุษย์ต่างดาวที่ตั้งฐานทัพอยู่ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้   และบางส่วนได้ตั้งฐานทัพย่อยที่เขากะลา จังหวัดนครสวรรค์

“อะไรนะท่าน ท่านมีฐานทัพย่อยที่เขากะลา จังหวัดนครสวรรค์ด้วยหรือครับ น่าสนใจมากครับ” บักเคนพูดคุย  ทางกระแสจิตกับพาราซิทัล

“ใช่ครับคุณเคน ลอร่า เป็นที่ปรึกษาของคณะทำงานของท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอยู่ด้วย พวกเราเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานของท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ท่านโอบาม่า เกี่ยวกับสภาวะเรือนกระจกที่มนุษย์ทำลายป่าไม้ทั่วโลกมากมายโดยเฉพาะป่าเขตฝน เช่น ลาตินอเมริกา และอินโดนีเซีย และสงครามนิวเคลียร์ที่อาจจะทำลายล้างโลกมนุษย์เหมือนเช่น ดาวอังคารในอดีต เอาล่ะคุณเคน เดี๋ยวผมกับลอร่าจะนำยานบินไปขึ้นจานบินแม่ที่ลอยลำอยู่อวกาศ เพื่อนำยานแม่บินย้อนกาลเวลากลับสู่เวลาปัจจุบัน”

“ผมยังไม่อยากกลับไปในโลกยุคปัจจุบัน” บักเคนบอกพาราซิทัล “ผมอยากอยู่ร่วมเหตุการณ์อยากสร้างประวัติศาสตร์ในฝรั่งเศสอีกสักพัก ถ้าผมเบื่อ ผมอยากกลับก็จะติดต่อไป แต่ผมจะติดต่อได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่มีกระแสโทรจิตเข้มแข็ง” บักเคนชักงงตนเองสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ โดยที่ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องฝึกมาก่อน 

“ถ้าคุณเคนยังไม่อยากกลับก็ไม่เป็นไร ผมจะบอกไปยังคุณหมอที่ติดต่อผมมาว่าผมพบคุณเคนแล้ว แต่คุณเคนยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ก็ดีใจนะที่ได้รู้จักคุณเคน ถ้าคุณเคนอยากกลับสู่ยุคปัจจุบันก็เพียงส่งโทรจิตติดต่อผมได้โดยตรง ผมจะมารับกลับ”  พาราซิทัล บอกกับบักเคน

“ผมจะติดต่อผ่านโทรจิตได้อย่างไร ในเมื่อ สมาธิผมอ่อน”

“ก็จริงของคุณเคนที่คุณเคนสามารถพูดคุยกับผมผ่านโทรจิตได้เพราะผมเปิดเครื่องมือสื่อสารผ่านโทรจิตให้คุณเคน ลำพังคุณเคนคงไม่มีความสามารถติดต่อกับผมทางโทรจิตได้แน่นอน”