บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 11-20

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (11)

บักเคนมาถึงฝรั่งเศสในช่วงต้นปี ค.ศ. 1750 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ครองราชย์ได้พบกับมงเตสกิเออ ซึ่งบ้านเมืองช่วงนั้นกำลังระส่ำระสายเพราะฝรั่งเศสเพิ่งขอยุติสงคราม 7 ปี เมื่อมาพักอยู่กับมงเตสกิเออได้สักพัก บักเคนเริ่มสนิทกับทาสของมงเตสกิเออ ที่มีผิวคล้ำเหมือนกับตน ชื่อ ตูส์แสงต์ ลูแวร์ตูร์ เป็นชาวเฮติ ทาสของมงแตสกิเออ ตูส์แสงต์ ได้เล่าประวัติของตนให้ฟังว่า

“ตนเองถูกทหารสเปนจับแล้วนำไปขายเป็นทาสทำงานหนักอยู่ในไร่อ้อยที่เฮติ แล้วถูกนายจ้างชาวฝรั่งเศสส่งมาขายยังฝรั่งเศส พอดีเพื่อนท่านมงเตสกิเออ ได้ไปซื้อตนเองจากเมืองมาร์เซย์ ที่เป็นศูนย์กลางการค้าทาส ข้าถูกซื้อมาให้เป็นของขวัญวันเกิด ท่าน มงเตสกิเออ ท่านเป็นนายที่ดีมาก ไม่ได้กดขี่ข้าเหมือนกับนายทาสเก่าของข้าที่เฮติ”
“ชีวิตท่านน่าสงสาร ยุคนี้ยังมีคนตกทาสเพราะสงครามถูกจับเป็นเชลย แต่ที่สยามทาสก็มี แต่ไม่ร้ายแรงเท่ายุคนี้”
บักเคนกล่าวปลอบใจทาส
“อะไรนายท่านเคน บ้านเมืองท่านยังมีทาสเหมือนกับสมัยนี้อยู่อีกหรือ” ตูส์แสงต์ ถามบักเคน
“อ๋อมีซิแต่เป็นทาสโดยสมัครใจ พวกอพยพหลบหนีเข้าเมืองต้องแอบซ่อนทำงาน ต้องทำงานหนัก ไม่กล้าออกไปข้างนอก กลัวถูกจับแล้วถูกรีดไถเงิน และถูกส่งตัวกลับประเทศ” บักเคนอธิบายให้ฟัง
บักเคนสนิทกับ ตูส์แสงต์ เพราะชอบเอาเหล้าขาวมาให้บักเคนกินอยู่บ่อย ๆ ท่านเคนข้าแอบได้ยินท่านมงเตสกิเออคุยกับขุนนางที่ข้าไม่รู้จัก เห็นบอกว่าฝรั่งเศสแพ้สงคราม บ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ท้องพระคลังเก็บเงินไม่เพียงพอ ต้องเก็บภาษีเพิ่ม เพราะราชสำนักมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องเตรียมกองทหารเพื่อทำสงครามแก้แค้น”
“ไหนเล่าต่อไปซิ สงครามแก้แค้นอะไรกัน”
“สงครามแก้แค้นที่ฝรั่งเศสทำสงคราม 7 ปีแล้วแพ้ ซึ่งสงครามเริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1756 เป็นการรบกันระหว่างพันธมิตร อังกฤษ-ปรัสเซีย และฝรั่งเศส-ออสเตรีย สงครามเกิดขึ้นบนภาคพื้นยุโรป ในอินเดีย และในอเมริกาเหนือโดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ที่ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่าง อาณานิคมอเมริกาของอังกฤษ กับอาณานิคมควิเบกของฝรั่งเศส นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังครอบครองอาณานิคมหลุยส์เซียนาอันกว้างใหญ่ การรบในช่วงแรกๆ ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะมีทหารในแนวหน้ามากกว่าและการโจมตีแบบกองโจรของอินเดียนแดงที่เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ทำเอากองทัพอังกฤษเกือบพ่ายแพ้เมื่อเวลาผ่านไปอังกฤษมีกำลังเสริมจากเมืองแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการจัดตั้งกองทัพอาณานิคมที่ชำนาญพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ฝรั่งเศสเราเริ่มเป็นฝ่ายล่าถอย เริ่มเสียป้อมค่ายตามชายแดนให้อังกฤษ
เมื่อฝรั่งเศสเมื่อแพ้สงครามกลับสะสมอาวุธ ฝึกทหาร ระดมทหาร เก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อรอวันล้างแค้น เลือดต้องล้างด้วยเลือด ซึ่งสาเหตุสงครามข้าได้ยินขุนนางเล่า เริ่มเมื่อสมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่ง
ปรัสเซียทรงเข้ารุกรานแซกโซนี ทำให้การต่อสู้ระหว่างอังกฤษและ ฝรั่งเศสและพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในทวีปอเมริกาเหนือเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1754 สองปีก่อนที่สงครามโดยทั่วไปจะเกิดขึ้น และฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1762 ต้องทำสนธิสัญญาปารีสเมื่อ ค.ศ. 1763 ทำให้ฝรั่งเศสเสียอาณานิคมในอเมริกาทั้งหมดให้กับอังกฤษยกหลุยส์เซียน่าให้สเปน เห็นว่ามีคนตายไปหลายล้านคน ฝรั่งเศสถึงมีแต่แม่หม้ายและแมวดำ บักเคนพยายามทบทวนประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ที่ตนเคยอ่านสมัยเรียนจำได้บ้าง ไม่ได้บ้างและตอนที่มาทำงานที่ฝรั่งเศสก็เคยได้ยินบ้าง แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะตนไม่สนใจประวัติศาสตร์
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป ลมหนาวพัดกรูเข้ายังห้องนอนของบักเคน สายหิมะโปรยปรายลงมาเบาบางเป็นเกร็ดลอยลงสู่พื้นอย่างเบา ๆ ทำให้เกิดความหนาวเหน็บ ท้องฟ้ามืดสลัว ไร้แสงดาว ทิวสนดูทึม ๆ เหมือนปีศาจยืนเรียงรายที่โยกตัวไปมาท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บ บักเคนนอนห่มผ้าคลุมโปงบนเตียงนอน ขณะกำลังหลับฝันดี ฝันเห็นว่าตนเองกำลังคุกเข่าขอ ต่าย อรทัย แต่งงาน สายลมหนาวกระโชกเข้ามาในห้อง ทำให้ต้องสะดุ้งตื่น นึกว่าฝันเป็นจริง แต่แล้วก็เป็นเพียงความฝัน พยายามจะข่มตาให้หลับ แต่หลับไม่ลงใจกลับนึกไปถึงชาวบ้านฝรั่งเศสที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่ยากจน จะมีอะไรช่วยให้คลายหนาวเหน็บ บักเคนนึกถึงฤดูหนาวเมืองไทยทุกปีเทียบไม่ได้กับที่ฝรั่งเศส แต่ อบต. และหลายหน่วยงานจะตั้งงบจัดซื้อผ้าห่มมาแจกชาวบ้าน แม้ผ้าห่มจะบาง แต่ก็ยังใช้คลุมกายพอประทังความหนาวที่ไม่หนาวเหน็บเหมือนฝรั่งเศสได้ ถึงแม้การแจกบางครั้งของ อบต.หรือ เทศบาลที่อุบลจะแจกผ้าห่ม คลายหนาว กว่าจะได้แจกผ้าห่มเพราะต้องรองบประมาณจะได้รับ อากาศที่อุบลจะเริ่มร้อนก็ตาม
เช้าวันนี้อากาศข้างนอกยังสลัวเต็มไปด้วยหมอกหนา บักเคนตั้งใจว่าเมื่อตอนทานอาหารเช้าจะสอบถามสภาพความเป็นไป อย่างแท้จริงของการปกครองฝรั่งเศสกับท่านมงเตสกิเออ
“อรุณสวัสดิ์ยามเช้า คุณเคน เมื่อคืนหลับสบายไหม” มงเตส กิเออถามบักเคน
“ไม่ค่อยหลับครับอากาศหนาวมากครับ ลมหนาวพัดแรงมากครับ ทำให้คิดถึงคนยากจนที่ต้องทนกับอากาศหนาวครับท่าน มงเตสกิเออครับ ผมสนใจประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสก่อนที่ผมจะมาพบท่าน สิ่งที่เคยเรียนและได้ฟังมาก็ลืมหมดแล้ว อยากฟังจากท่านเล่าครับ” บักเคนต้องการให้มงเตสกิเออเล่าประวัติฝรั่งเศสให้ฟัง
มงเตสกิเออได้เล่าประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสให้บักเคน “สังคมของฝรั่งเศส แบ่งผู้คนได้เป็นสามฐานันดร หรือสามชนชั้น คือ ฐานันดรแรกนักบวช มีประมาณหนึ่งแสนคน ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีกสองกลุ่มคือ นักบวชชั้นสูง เช่น มุขนายก คาร์ดินัล นักบวชชั้นสูงจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราราวกับเจ้าชาย ส่วนนักบวชชั้นล่าง ได้แก่ นักบวชทั่วไป มีฐานะใกล้เคียงกับชนชั้นใต้ปกครอง โดยมากมีชีวิตค่อนข้างแร้นแค้น ส่วนฐานันดรที่สอง ขุนนาง มีประมาณสี่แสนคน แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้สามกลุ่ม คือ ขุนนางโดยเชื้อสาย สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางต่าง ๆ ขุนนางรุ่นใหม่ ได้รับตำแหน่งจากการรับใช้พระมหากษัตริย์ มักจะมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าขุนนางพวกแรก ขุนนางท้องถิ่น มีฐานะสู้ขุนนางสองประเภทแรกไม่ได้ มักจะโจมตีชนชั้นปกครองพวกอื่นเรื่องการเอาเปรียบสังคม”
“ฐานันดรที่สาม ได้แก่ ชนชั้นกลางและชาวนาประมาณ ยี่สิบห้าล้านห้าแสนคน หรือร้อยละเก้าสิบของจำนวนประชากร ทั้งประเทศฝรั่งเศส แต่สองชนชั้นแรกซึ่งมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ถือครองที่ดินส่วนมากของประเทศ และมีตัวแทนอยู่ในรัฐสภา และการเสียภาษีต้องทำโดยชนชั้นที่สามซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนา ยากจนต้องเสียภาษี ซึ่งชนชั้นที่หนึ่งและสอง ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากในสังคม” มงเตสกิเอออธิบายสภาพสังคมให้บักเคนฟังอย่างคร่าว ๆ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (12)

คำอธิบายของมงเตสกิเออทำให้บักเคนมองภาพสังคมการเมืองฝรั่งเศสแต่ยังไม่ชัดเจนมากนักในเรื่องแนวคิดการปกครองที่คล้ายกับระบบฟิวดัล บักเคนได้ถามมงเตสกิเออว่า

“ท่านมงเตสกิเออ ทำยังไงผมจะมีโอกาสได้ไปอังกฤษไปเที่ยวลอนดอนบ้างครับ บางทีจะได้มีโอกาสพบกับท่าน จอห์น ล็อคบ้างครับ”
“น่าเสียดายคุณเคน ผมได้ข่าวจากอังกฤษ ท่านจอห์น ล็อค ได้เสียชีวิตนานแล้ว คุณเคนไม่รู้หรือ” “ไม่ทราบครับท่าน” ก็ผมเคยบอกท่าน ผมเข้าใจประวัติศาสตร์ไม่ชัดเจน ไม่จำเหตุการณ์ครับ บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ถ้าคุณเคนสนใจแนวคิดท่านและอยากทราบรายละเอียด ผมจะนำไปพบเลดี้ มาแชม ต้องไปฟังแนวคิดของท่าน ล็อค จากปากเลดี้ มาแชมที่เป็น เพื่อนสนิทของ ของ ล็อค ท่านเลดี้ มาแชม เข้าใจแนวคิดของ ล็อค มากที่สุด บางครั้งข้าไม่เข้าใจแนวคิดของล็อค ก็จะไปสนทนากับท่าน ซึ่งท่านมาอาศัยอยู่ในปารีสหลายสิบปีแล้ว ท่านอายุมากแล้ว” มงเตสกิเออบอกบักเคน
“ท่านอายุประมาณเท่าไหร” บักเคนถามมงเตสกิเออ
“ผมว่าท่านไม่ต่ำกว่า 90 ปีท่านอายุยืนมาก และความจำดีมาก ไปฟังแนวคิด ล็อค เพื่อคุณเคนจะได้เข้าใจ แนวคิดการปกครองได้ดียิ่งขึ้น
มงเตสกิเออและบักเคนได้นั่งรถเทียมม้าไปยังบ้านของ เลดี้ มาแชม โดยให้ ตูส์แสงต์ ได้ตามไปด้วย เพราะ ตูส์แสงต์ สนใจอยากฟังแนวคิด มงเตสกิเออก็อนุญาตให้ไปด้วยกัน เมื่อรถม้ามาถึงบ้านเลดี้ มาแชม ตูส์แสงต์ ได้ลงจากรถม้าและไปบอกทาสของ เลดี้ มาแชม ว่า
“ท่านมงเตสกิเออมาพบท่านเลดี้ มาแชม”
ซึ่งทาสของเลดี้ มาแชมได้ไปบอก เลดี้ มาแชม และได้ให้ มงเตสกิเออและ ตูส์แสงต์ เข้าพบที่ห้องรับรอง
“สวัสดีเลดี้ มาแชม ด้วยความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง” มงเตสกิเออบอกกับเลดี้มาแชม
“สวัสดีท่านมงเตสกิเออ ยินดีที่ได้พบ ข้ากำลังเหงาอยู่พอดี ดีใจที่ท่านมาเยี่ยม อ้าวแล้วท่านสุภาพบุรุษ ยินดีที่ได้พบ”
“เลดี้ มาแชม ข้าขอแนะนำ คุณเคน จากสยาม และคนรับใช้คนสนิทของข้า ตูส์แสงต์”
“ยินดีที่ได้พบท่านทั้งสอง มา มา ๆ ทานอาหารว่างกับน้ำชายามบ่าย” เลดี้ มาแชม กล่าวเชิญชวนมงเตสกิเออ บักเคนและ ตูส์แสงต์
เลดี้ มาแชร์ ชอบดื่มชา และก็ได้นั่งคุยกับมงเตสกิเออ เกี่ยวกับเรื่องการเมืองในอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งสนทนาไปได้สักพัก มงเตสกิเออก็บอก เลดี้ มาแชม ว่า “คุณเคนสนใจในชีวิตของ ล็อค พอจะเล่าความเป็นมาคร่าวให้ฟังได้ไหม อะไรดลใจให้ ล็อค ถึงได้เขียนอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพ”
เลดี้ มาแชม ก็ตอบ “ด้วยความยินดีและนั่งนึกทบทวนถึงความหลังสมัยอยู่อังกฤษ เมื่อครั้งเรียนที่เมือง อ็อกฟอร์ด กับ ล็อค เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นาน ชีวิตวัยเรียนของทั้งสองสนุกตื่นเต้นได้พูดคุยแนวคิดทางการเมือง ศิลปะ ไปผับยามเย็น พูดคุยเรื่องเรียนกับ ล็อค ที่เมืองอ็อกฟอร์ด”
เลดี้ มาแชม ได้เล่าชีวประวัติของ ล็อค ตั้งแต่วัยเด็กให้ฟัง “สมัยนั้นที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดเป็นฝ่ายนิยมกษัตริย์ แต่ภายหลังสงครามกลางเมือง ออกฟอร์ด ได้กลายเป็นพวกเพียวริตัน”
“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในขณะนั้นเป็นผู้มีใจกว้างต่อผู้ที่ มีความคิดเห็นแตกต่างทั้งทางด้านการเมืองและศาสนา ลักษณะความใจกว้างเช่นนี้เป็นที่นิยมชมชอบและมีอิทธิพลต่อล็อคไม่น้อย อ็อกฟอร์ด หลังสงครามกลางเมืองแม้จะเปลี่ยนเป็นพวกเพียวริตันแล้ว แต่หลักสูตรที่มีอยู่เดิมก็ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ความคิดของอริสโตเติลยังมีอิทธิพลในการศึกษาที่แสดงออกมาในรูปของปรัชญาสกอลาสติก (Schlolasticism)
“ปรัชญาดังกล่าวมีวิธีการศึกษาแบบโต้แย้งถกเถียงและการวิเคราะห์แจกแจงอย่างละเอียดลึกในทางตรรกะ ล็อคเริ่มเรียนปรัชญาที่นี่ แต่ความรู้สึกที่ล็อคได้รับในการเรียนปรัชญานั้น แทบไม่ต่างไปจากความรู้สึกของโทมัส ฮอบบ์ เมื่อครั้งที่เรียนที่ อ๊อกฟอร์ด เขาเบื่อการเรียน การตอบคำถามอาจารย์ ล็อคไม่ตั้งใจเรียน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปที่ห้องสมุด เพื่อหาหนังสือที่สนใจ ซึ่งล็อคสนใจแนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ช่วงนี้ทำให้ล็อคเริ่มอ่านและสนใจแนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ซึ่งงานเขียนง่าย ๆ ของเดส์การ์ต ที่ไม่ค่อยมีคำศัพท์ชั้นสูง”
“ทำให้ล็อคไม่ต้องปีนบันไดอ่านภาษาวิชาการที่เต็มไปด้วยศัพท์แสลง ยากจะเข้าใจ ซึ่ง เดส์ การ์ตส์ เป็นชาวฝรั่งเศส ไว้ให้ท่าน มงเตสกิเออ เล่าให้คุณเคนฟังก็แล้วกัน”
ข้าขอเล่าต่อก็แล้วกัน หลังจาก “ล็อคอ่านงานของเดส์การ์ตส์ แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเดส์การ์ตส์ที่ว่า ความรู้ เกิดจากการที่มนุษย์ใช้ความคิดตรึกตรองอย่างที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ การสังเกต หรือการทดลองก็ตาม แต่การที่ล็อคเน้นแนวคิดที่ว่าความรู้ของมนุษย์ต้องอาศัยประสาทสัมผัสรับรู้ ประสบการณ์แล้วผ่านกระบวนการตรึกตรองนั้นก็ได้สะท้อนให้เห็นกระแสแนวคิดแบบภูมิปัญญาสมัยใหม่ในแง่ที่ว่า ความรู้ มีลักษณะก้าวหน้าจากการสั่งสม ประสบการณ์ประกอบกับการใช้ความคิดไตร่ตรองในแนวคิดของเดส์การ์ตส์มีลักษณะประการหนึ่งคือการยึดถือความแน่นอนของคณิตศาสตร์ ว่าเป็นแบบแผนที่ถูกต้องของความจริง”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (13)

เลดี้ มาแชม ได้จิบน้ำชาและชวนให้มงเตสกิเออและบักเคน จิบน้ำชา พร้อมทานขนมมาการอง ที่เลดี้ มาแชมได้คิดค้นขึ้นในช่วงบ้านเมืองเริ่มขัดสนอาหาร โปรตีนก็หายาก ขนมมาการองให้โปรตีนไม่แพ้เนื้อสัตว์ (ทำจากอัลมอนด์) และกล่าวต่อว่า

“น่าสังเกตว่าลักษณะแนวคิดร่วมของเดส์การ์ตส์ คือ การอิงฐานความคิดใหม่ที่มีความแน่นอนตายตัว อันเป็นลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ แต่ล็อคปฏิเสธแนวความคิดที่มีอยู่เดิมในเรื่องความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด”
เลดี้มาแชม กล่าวต่อไปว่า “ล็อคกล่าวว่า พระเป็นเจ้า ทรงประทานเหตุผลให้มนุษย์ พระองค์ไม่ประทานความคิดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดให้ เพราะเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็นอันขัดกับความมีเหตุผลของพระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อมนุษย์เองก็สามารถใช้เหตุผลที่พระองค์ประทานให้เพื่อค้นพบความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ล็อคเห็นว่ามนุษย์มีขอบเขตความสามารถในการรับรู้และเข้าใจที่จำกัด ล็อคชี้ว่าความเชื่อในความคิดที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นการอ้างความชอบธรรมแก่ผู้มีอำนาจเพื่ออ้างว่าตนเป็นผู้ปกป้องความเป็นจริงที่ตนเองได้ค้นพบ แล้วโดยกดขี่หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของตน”
เลดี้ มาแชม ได้เล่าต่อว่า “สำหรับแนวคิดของเดส์การ์ตส์ที่มีอิทธิพลต่อฝรั่งเศสในสมัยนี้ยังคงเชื่อในความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แสดงว่าเดส์การ์ตส์เองก็ยังไม่ตัดขาดจากกระแสภูมิปัญญาโบราณเสียทีเดียว”
“ทั้งนี้เพราะประการแรก แนวคิดเรื่องความคิดที่ติดตัวมา แต่กำเนิด เป็นแนวคิดที่แพร่หลายของปรัชญาการเมืองสมัยโบราณ ประการที่สอง การเชื่อในความคิดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเป็นการมองว่าตัวแบบแห่งความจริง ดำรงอยู่ในอดีตมิใช่ปัจจุบัน การพัฒนาความรู้จะเป็นไปได้จะต้องเริ่มจากการหวนกลับไปหาความสมบูรณ์แบบของจุดเริ่มต้นนั้นคือการค้นพบความจริงที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ในขณะที่เดส์การ์ตส์มีแนวคิดที่เชื่อมต่อภูมิปัญญาสมัยโบราณเข้ากับภูมิปัญญาสมัยใหม่ ซึ่งแนวคิดของล็อคปฏิเสธการเชื่อมต่อดังกล่าว เขาไม่เชื่อในความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่เขามองว่า จิตมนุษย์เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเหมือนกระดานชนวนที่สะอาด”
“เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์จึงได้สะสมความรู้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นความรู้มีลักษณะก้าวหน้าอันเป็นลักษณะหนึ่งของภาวะสมัยใหม่ นอกจากนี้ วิธีการสะสมความรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสอันเป็นวิธีศึกษาแบบประจักษ์นิยมก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของกระบวนการแสวงหาความรู้ในแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เป็นการสังเกตและการทดลองในช่วงที่ล็อคดำรงชีวิตอยู่ด้วย”
“สำหรับข้อเขียนของล็อคในเรื่อง The First Treatise of Civil Government ล็อคได้โจมตีลัทธิเทวสิทธิที่สร้างความชอบธรรมของกษัตริย์ในการปกครองจากการที่กษัตริย์อ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากอดัม”
“เมื่อบิดาของ ล็อคเสียชีวิตลง ล็อคได้รับทรัพย์สินที่ดินเป็นมรดก แม้ว่ามรดกที่ได้รับจะมีเพียงเล็กน้อยแต่ก็ส่งผลให้ล็อคมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ล็อคได้ตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์และก็เรียนจบ ได้ใบอนุญาตให้รักษาผู้ป่วยได้ ซึ่งฝีมือของล็อคเป็นที่ยอมรับ แต่เขาพอใจที่จะฝึกหัดศิลปะในการรักษาและให้คำแนะนำทางการแพทย์เป็นครั้งคราวมากกว่าจะยึดอาชีพเป็นแพทย์”
“ต่อมาล็อคได้สนใจแนวคิดเรื่องทรัสต์นี้ ล็อคเขาเห็นว่าอำนาจของผู้ปกครองได้รับการถ่ายโอนจากประชาชนและมีผลผูกมัดต่อประชาชนในรูปของทรัสต์ที่ได้รับความไว้วางใจให้ผู้ปกครองต้องปกครองเพื่อ ผลประโยชน์ส่วนรวม (Common Good) โดยที่อำนาจนั้นยังคงอยู่ในมือของประชาชนที่ผู้ปกครอง ไม่อาจพรากเอาไป หรือล่วงละเมิดได้ แนวคิดของล็อคที่ว่ารัฐบาลอาจถูกล้มล้างไปแต่สังคมจะไม่สลายตามไปด้วย (สิทธิ ปฏิวัติ) และประชาชนโดยรวมมีอำนาจเหนือรัฐบาลนั้น ความคิดของล็อคนั้นการปฏิวัติเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้โดยชอบธรรม และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิวัตินั้น ต่างสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเป็นใหญ่เหนือองค์กรการปกครอง ล็อคเห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และรัฐบาลที่ชอบธรรมคือรัฐบาลมาจากความยินยอมและใช้อำนาจในลักษณะที่รับฝาก ความไว้วางใจจากประชาชนอย่างชั่วคราว (Fiduciary Trust)ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมีรูปแบบใดก็ตามนั้นแสดงถึงการที่ล็อคมองประชาธิปไตย หรือการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ที่จิตวิญญาณ (Spirit) มากกว่าที่ประชาธิปไตยจะเป็นเพียงรัฐบาลหรือการปกครองในรูปแบบหนึ่ง” เลดี้ มาแชมอธิบายให้บักเคนและตูส์แสงต์ ทั้งสองคนตั้งใจฟังเลดี้มาแชมเล่า
การเล่าตำนานของล็อค จะส่งผลต่อความคิดของ ตูส์แสงต์ ที่ได้รับแนวคิดมงเตสกิเออและล็อค และสุดท้ายได้เป็นวีรบุรุษของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศเฮติในอนาคต
“แนวคิดของล็อคต้องการพิสูจน์ว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้โอนความเป็นเจ้าของสรรพ สิ่งบนโลกอันรวมถึงมนุษย์ผู้อื่นให้อดัม ครอบครอง แท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิทธิในการใช้สรรพสิ่งทั้งมวลให้มนุษย์ ทุกผู้ทุกนามร่วมกันแต่ไม่ได้ให้โลก ทั้งโลกแก่มนุษย์ผู้ใด เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า จากพระคัมภีร์ ล็อคได้ตีความพระประสงค์ของ พระผู้เป็นเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์เจริญงอกงาม เป็นพระประสงค์ของพระองค์ เป็นกฎธรรมชาติอันมีเนื้อหาว่าเป็นการรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่น และด้วยพระประสงค์เช่นนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์ ได้รับสิทธิจากพระองค์ให้สามารถจากผืนดินผืนน้ำหรือทรัพยากรต่าง ๆ บนโลกได้ ร่วมกันใช้”
“การตีความพระคัมภีร์ที่อดัมหรือทายาทที่สืบต่อจากอดัมเป็นเจ้าของทุกสิ่งบนโลก รวมถึงมนุษย์ทุกผู้ทุกนามนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะกษัตริย์อาจปฏิเสธไม่ให้มนุษย์คนอื่นได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนโลก พื่อหาอาหาร อันทำให้มนุษย์ผู้นั้นอดตายได้ และผลจากการปฏิเสธของกษัตริย์นั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า”
“นอกจากนี้ ล็อคได้กล่าวแย้งอำนาจสูงสุดที่นักปราชญ์ กล่าวอ้างว่า อดัมมีเหนืออีฟและลูกหลานของเขา ล็อคเห็นว่ามีข้อแย้งหลายประการ กล่าวคือ นอกจากบุตรจะต้องเคารพบิดาแล้ว บุตรต้องเคารพมารดาด้วย นอกจากนี้ สิทธิอำนาจทั้งสองประการมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ บิดา มารดา มีวัตถุประสงค์ในการใช้อำนาจเพื่อปกป้องคุ้มครองบุตรหลานให้พัฒนาทั้งทางร่างกายและสติปัญญา อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจที่จะผูกพันไปตลอดชีวิตบุตร ดังนั้น การใช้สิทธิอำนาจของบิดาและมารดาจึงมีช่วงเวลาที่จำกัด และไม่ใช่อำนาจสิทธิขาดที่บิดามารดาจะสามารถกระทำอย่างไรกับบุตรหลานก็ได้ เพราะสิทธิอำนาจนี้ถูกผูกพันไว้ด้วยวัตถุประสงค์ดังได้กล่าวไว้แล้ว”
เลดี้ มาแชม กล่าวต่อไปว่า “อำนาจการเมืองการปกครอง เป็นอำนาจในลักษณะของทรัสต์ที่ประชาชนได้มอบหมายให้ ผู้ปกครองทำหน้าที่บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่ออำนาจทั้งสองอย่างมีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันเช่นนี้แล้ว การที่นักปราชญ์นำเอาอำนาจของผู้ปกครองรัฐกับอำนาจของบิดามารดามาเทียบว่ามีลักษณะเดียวกัน จึงเป็นความเข้าใจที่สับสนเป็นอย่างยิ่ง” บักเคนและ ตูส์แสงต์ นั่งฟังและนั่งนึกตามที่เลดี้ มาแชม เล่าให้ฟัง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (14)

เลดี้มาแชมเล่าต่อไปว่า “แนวคิดของนักปราชญ์ในยุคก่อน เป็นเรื่องการขยายสิ่งที่ตนครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นการขยาย การครอบครองทรัพย์สินที่มีไปครอบคลุมถึงการครอบครอง อำนาจเหนือผู้ที่ใช้ทรัพย์สินของตน (หรือที่อ้างว่าเป็นของตนกรณีโลกทั้งโลกเป็นของ อดัม และอดัม คือ ตัวแทนพระผู้เป็นเจ้า) หรือการขยายการครอบครองอำนาจปกครองชั่วคราว ที่ผูกมัดด้วยวัตถุประสงค์ ทำให้บักเคนฟังแล้วคิดถึง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาตีความรัฐธรรมนูญและขยายอำนาจให้ตัวเอง” เลดี้ มาแชมหยุดพักจิบชาก่อนที่จะเล่าต่อว่า “ล็อคได้อธิบายสภาวะที่มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ตามธรรมชาติ และนั่นคือสภาวะแห่งเสรีภาพ (Freedom) ที่สมบูรณ์ในการกำหนดการกระทำใดและจัดการกับสิ่งของและตัวของเขาตามที่เขาเห็นสมควร ภายใต้ขอบเขตของกฏธรรมชาติโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร หรือขึ้นอยู่กับ เจตจำนงของผู้อื่นใด”

“นอกจากนี้อิสรภาพ (liberty) ตามธรรมชาติของมนุษย์คือการเป็นอิสระจากอำนาจเหนือกว่าอำนาจใดบนพื้นพิภพ และการไม่อยู่ภายใต้เจตจำนงหรืออำนาจ นิติบัญญัติของมนุษย์ แต่มีเพียงกฎธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์ของมนุษย์เท่านั้น อิสรภาพของมนุษย์ ในสังคมคือการไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติอื่นใด นอกเสียจากอำนาจนิติบัญญัติที่ก่อตั้งขึ้น มาจากความยินยอมในรัฐและไม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองเจตจำนงใด หรือภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายใด แต่อิสรภาพของมนุษย์ในสังคมอยู่ภายใต้สิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้น โดยสอดคล้องกับความไว้วางใจที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้รับ”
เลดี้ มาแชม ข้าขอสรุปแนวคิดของล็อคว่า “เสรีภาพ หมายถึงการตัดสินใจด้วยตนเองโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องชี้นำและการ กระทำตามการตัดสินใจดังกล่าวโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวาง และการมีอิสรภาพทำให้มนุษย์สามารถกระทำตามความคิดอย่างเสรี ภายใต้การชี้นำของเหตุผลได้ จะเห็นได้ว่าความหมายของเสรีภาพได้รวมความหมายของอิสรภาพไว้ด้วย ดังนั้น ล็อคจึงใช้อิสรภาพในการอธิบายคำว่าเสรีภาพ และการที่อิสรภาพนั้นเป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายความหมายของเสรีภาพ ความหมายของเสรีภาพตามความคิดของล็อคจึงอ้างอิงถึงเสรีภาพเสมอ อิสรภาพและเสรีภาพเป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกัน”
“มนุษย์มีเสรีภาพจากหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ ความแตกต่างระหว่างอิสรภาพและเสรีภาพคือ อิสรภาพเป็นคำอธิบายความหมายของเสรีภาพในมุมที่มองเห็นจากภายนอกตัวบุคคล ผู้ที่มีหรือใช้เสรีภาพ แต่คำอธิบายของคำว่าเสรีภาพนั้นประกอบด้วยการคิดภายใต้การชี้นำของเหตุผลซึ่งผู้อื่นไม่อาจมองเห็นได้และความสามารถในการกระทำ โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง (อิสรภาพ) สำหรับเสรีภาพภายใต้สังคมการเมืองซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายที่สอดคล้องกับ กฎธรรมชาตินั้นเป็นการคิดภายใต้การชี้นำของเหตุผล กฎหมายนั้นมีหน้าที่ในการรักษาและส่งเสริมเสรีภาพ”
“พอจะเข้าใจไหมท่านสุภาพบุรุษ” เลดี้ มาแชม อธิบายให้ มงเตสกิเออ บักเคน และตูส์แสงต์ ฟัง
“ขอบคุณเลดี้ มาแชม มาก ข้าได้ฟังแนวคิดของล็อค ทำให้ข้าเกิดความกระจ่างขึ้นอีกมาก และจะนำแนวคิดนั้นไปถ่ายทอด ให้ชาวบ้านได้รับรู้ แนวคิดของข้ากับ ล็อค” มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม
“ด้วยความยินดี สหายที่ล่วงลับของข้าคงดีใจที่แนวคิดมีคนนำไปสานต่อ” เลดี้มาแชม พูดตอบมงเตสกิเออ “
น่าทึ่งมากครับนายท่าน แนวคิดของท่านมงเตสกิเออ ทาสและเพื่อนทาสของข้าที่ประเทศของข้า ถ้าได้ฟังแนวคิดของท่าน กับ ล็อค คงดีใจมากที่ยังมีคนเข้าใจชะตาชีวิตของคนยากจนและทาสที่ถูกกดขี่ และไม่มีสิทธิในสังคม บางครั้งการก้าวไปข้างหน้า ก็สำคัญกว่าการก้าวถึง แม้หนทางจะยาวไกล แต่ขอให้ได้ก้าว คือสิ่งที่ข้าฝัน นายท่านไม่รู้โอกาสจะมาเมื่อใด” ตูส์แสงต์ ได้บอก มงเตสกิเออ
“เจ้าอย่ารอคอยโชคชะตา เพราะมันจะทำให้เจ้าไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ข้าจะบอกเจ้านะ หากใครบางคนทำให้ใจเราเป็นทุกข์ หนึ่งครั้ง เขาควรละอายใจ แต่ถ้าเรายอมให้ใครคนนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราควรละอายใจตัวเอง และโลกนี้ไม่มีใครที่จะชนะหรือแพ้เสมอไป ยกเว้นเจ้ายอมจำนนต่อโชคชะตา วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคตของเจ้า คือ เจ้าต้องสร้างมันขึ้นมา โชคชะตาของเจ้าอยู่ที่เจ้าสร้างขึ้นมา ให้เจ้าทำตามความใฝ่ฝันของเจ้า” มงเตสกิเออ สอนตูส์แสงต์
“ขอบคุณมากครับนายท่าน” คำสอนของมงเตสกิเออได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศลาตินอเมริกาในอนาคต
ส่วนบักเคนได้ฟังคำสอนของมงเตสกิเออ ก็ได้เก็บมาคิด แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับบักเคน คือ ทำอย่างไรถึงจะได้กลับอุบล ได้แต่หวังให้มีปาฏิหาริย์ เผื่อได้กลับบ้านเกิด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (15)

หากชีวิตเปรียบได้กับการเดินทาง เส้นทางชีวิตของผู้คน ช่างแตกต่างกัน บางเส้นทางชีวิตก็ช่างราบรื่นงดงาม เช่น ชีวิตของ เลดี้ มาแชม แต่บางเส้นทางก็เต็มไปด้วยขวากหนาม ขรุขระ และยากลำบาก เช่น ตูส์แสงต์ ที่มีความฝันจะไปปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติ ญาติพี่น้องจากความเป็นทาสของคนผิวขาวที่รุกรานแผ่นดินเกิด เพื่อแสวงหาและกอบโกยความมั่งคั่งจากผืนดินของบรรพบุรุษของตูส์แสงค์ บางเส้นทางกลับเต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นเร้าใจควรค่าแก่การเล่าบันทึกเรื่องราว เส้นทางของชีวิตของบักเคน หนุ่มบ้านนอก จากเมืองอุบลราชธานี ที่โชคชะตาชีวิตเล่นตลกให้เข้าไปเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์โลกอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนจะได้มีโอกาสสัมผัส แต่ทุกชีวิตของตัวละครเหมือนกัน คือ ทุกเส้นทางของชีวิตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในระหว่างทาง บางเรื่องราวทำให้ยิ้มแย้มเป็นสุข ครานึกถึง แต่บางเรื่องราวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลของพี่น้องร่วมชาติที่ถูกกดขี่ ข่มเหง ด้วยความด้อยกว่าในทุกด้าน มีเพียงจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา บางเรื่องราวอาจจะไม่มีคุณค่าให้จดจำ แต่บางเรื่องราวจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้และมีคุณค่าแห่งการระลึกถึง หลังจากเลดี้ มาแชมได้เล่าประวัติชีวิตของ ล็อค เพื่อนสนิทในวัยเรียนที่ได้ทำตามอุดมการณ์ ได้ปลุกไฟชีวิตของ ตูส์แสงต์ ให้ลุกโชน

หลังจากสนทนากับเลดี้ มาแชมเสร็จแล้ว มงเตสกิเออและ บักเคนได้เดินทางกลับปราสาทของท่านมงเตสกิเออ เส้นทางสู่ปราสาทได้ผ่านบ้านเรือน ที่ตั้งเรียงรายห่างกัน ๆ บักเคนมองเห็น ชาวบ้านหลาย ๆ คนเสื้อผ้าเก่าขาด ๆ รูปร่างผอมเหลือแต่กระดูก ดวงตาลึก นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เหม่อมองอย่างสิ้นหวังไม่รู้จะไปหาอาหารที่ไหนเพื่อยังชีพ ค่าครองชีพก็แพง ขนมปังก็ขาดแคลน และมีราคาแพง คนจนไม่สามารถที่จะซื้ออาหารเพราะทรัพย์สมบัติของตนเองแทบไม่เหลืออยู่ ต้องส่งส่วยให้แก่ขุนนางผู้เป็นนายต้นสังกัด (ระบบฟิวดัล) ต้องเสียค่าชักสิบให้แก่นักบวช ศาสนจักร และต้องเสียภาษีให้แก่องค์ราชา เงินที่ต้องใช้แรงกายหามายากลำบากก็ไม่พอเลี้ยงชีพ
ตูส์แสงต์ ได้เล่าบอกบักเคนว่า “ตนเองได้ยินชาวบ้านพูดคุยกัน เรื่องภาษี ซึ่งตนเองฟังแล้วก็อึ้ง” บักเคนเลยถาม “ทำไมถึงอึ้งก็ชาวบ้านบอกรายละเอียดว่าหาเงินได้ 100 แฟรงค์ ต้องเสียภาษีอากรให้พระเจ้าแผ่นดิน 53 แฟรงค์ ค่าส่วยให้นายต้นสังกัดประมาณ 14 แฟรงค์ ค่าชักสิบให้กับศาสนจักร สงฆ์ 14 แฟรงค์ คงเหลือเป็นค่าอาหารยังชีพ 19 แฟรงค์ มันแทบจะไม่พอกินในแต่ละวัน”
บักเคน นั่งฟังก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะที่ฝรั่งเศส ชาวบ้านต้องปลูกผัก เลี้ยงไก่ไว้กิน แต่ต้องเสียภาษี ในผักที่ปลูก ไก่ที่เลี้ยง ซึ่งแตกต่างจากอีสานที่บ้านเกิด อย่างน้อยก็มีอาหารตามธรรมชาติ ให้กินอีกเยอะ กะปอม งูสิง หนูนา หาขุดแย้ ปู เขียด อึ่งอ่าง ไข่มดแดง ผักเม็ก ผักอีฮีน ผักบุ้ง ผักตำลึง ฯลฯ พอยังชีพได้
ในน้ำไม่ค่อยมีปลา เพราะยาฆ่าหญ้า แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตาย บักเคนเลยถาม ตูส์แสงต์ ว่า
“ชาวบ้านกินหนู นก กระต่าย หมูป่า กวาง ไหม”
ตูส์แสงต์ ตอบว่า “ชาวบ้านกล้ากินแต่ไม่มีจะให้กิน ที่เห็นอยู่ชาวบ้านไล่ล่ากินเกือบหมด ส่วนสัตว์ที่เหลือก็มีน้อย พอถึงฤดูหนาวหิมะตกสัตว์ก็จำศีล อากาศหนาวชาวบ้านลำบากที่ต้องหาอาหารยากมาก”
บักเคนได้ถาม “อ้าวที่เห็น นก ไก่ป่า บินอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมบอกว่าชาวบ้านล่ากินเกือบหมดล่ะ”
ตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคนว่า “นก ไก่ป่า กระต่าย เป็นสัตว์ที่ ขุนนาง เจ้าของที่ดินเขาเลี้ยงเอาไว้ หรือเกิด อาศัยอยู่ในที่ป่าที่สงวนของขุนนางเจ้าของที่ดิน สัตว์เหล่านั้นสงวนไว้สำหรับเจ้าของที่ดิน ขุนนางล่าเพื่อความบันเทิง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ มันเป็นเกมกีฬาสำหรับขุนนาง เจ้าของที่ดิน”
“มันมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์สงวนของเจ้านาย เช่น ห้ามหว่าน หรือไถนาก่อนฤดูทำนาที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้นกที่อยู่อาศัยอยู่ในที่ของผู้เป็นนายตื่นตกใจ และเมื่อปลูกข้าวสาลีแล้วชาวบ้านต้องเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้ฝูงกวาง หมูป่า ของนายเข้ามาในที่นาของตน ถ้ากวาง หมูป่า เข้ามากินพืชไร่ของตน จะฆ่าไม่ได้มีความผิด ต้องถูกลงโทษและเสียค่าปรับ ชาวบ้านต้องคอยส่งเสียงไล่ทั้งคืนทั้งวัน” ตูส์แสงต์ ได้ตอบบักเคน
“แล้วเขตป่าที่กว้างใหญ่ล่ะ ล่าได้ไหม” บักเคนถามต่อว่า
ตูส์แสงต์ ได้พูดต่อ “ไม่ได้ เป็นที่สงวนสำหรับองค์ราชา ในทุกที่พระองค์จะประพาสเพื่อล่าสัตว์กับขุนนาง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ”
บักเคนนึกถึงป่าดอนปู่ตาที่ดอนมดแดง ที่มีกะปอม แย้ จอนพอน (พังพอน) ให้ล่า มีเห็ดให้เก็บกิน อย่างน้อยก็ดีกว่ายุคที่ตนหลงมา ภาพที่ตนเองได้ไปร่วมงานเลี้ยงหรูหรากับมงเตสกิเออที่ปราสาทของเพื่อนสนิทของมงเตสกิเออ อาหารเต็มโต๊ะ ไวน์ คอนยัค ขนม ได้รับรู้การเลี้ยงอย่างหรูหรา ภาพที่เห็นในขณะนี้กับภาพที่นั่งนึกไปในงานเลี้ยง ต่างกันราวฟ้ากับเหว จนยากไร้ หลังสู้ฟ้า ถูกรีดภาษี บักเคนได้แต่ถอนใจ และคิดว่า คนใช้แม้เป็นทาสที่ว่าต่ำต้อย ของมงเตสกิเออ ชีวิตยังดีกว่าชาวบ้านหลาย ๆ คน
เมื่อไหร่ระบบการปกครอง การกดขี่ของชนชั้นฐานันดร นักบวช จะหมดไปจากฝรั่งเศส บักเคนได้แต่ถามและตอบคำถามของตนเอง การที่ระบบการปกครองโดยอำนาจอยู่ที่คนคนเดียว ระบบฟิวดัลโดยการอุปถัมภ์ของขุนนาง โดยใช้วิธีกดขี่ชาวบ้านยากไร้ โดยเข้าใจว่า มีสิทธิและอำนาจที่จะกระทำอย่างไรก็ได้ ต่อประชาชนที่เป็นข้าในแผ่นดิน และชาวบ้านยอมรับและอดทนต่อความกดดัน ต่อการแสวงหาผลประโยชน์ ต่อการขูดรีดภาษีของชนชั้นสูง สงฆ์ ชาวบ้านทั้งมวลจะต้องรับผิดชอบต่อการปกครองนั้น เพราะชาวบ้านเชื่อใน ศาสนจักร ทางเดียวที่จะช่วยชาวบ้าที่ยากจน ก็คือปลุกพลังของชาวบ้านให้ลุกมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ อิสรภาพ ตามคำบอกเล่าของ ล็อค แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ชาวบ้านพร้อมจะลุกขึ้นสู้ บักเคนนั่งใจลอยบนรถม้า
“นั่งคิดอะไรอยู่หรือท่านเคน” ตูส์แสงต์ ได้ถามบักเคน
“อ๋อนั่งนึกถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพจากการถูกเอาเปรียบของชาวบ้าน”
ใช่ผมก็สงสารชาวบ้านที่ยากไร้ หลายคนเสียชีวิตเพราะความหิวโหย ช่างน่าหดหู่และสังเวชใจ” ตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (16)

“คุยอะไรกันสองคน” เสียงมงเตสกิเออถามบักเคน

“คุยกันเรื่องกฎหมายประหลาดที่ออกมาได้อย่างไร คุ้มครองสัตว์ในที่ของขุนนาง เจ้าของที่ดิน ห้ามชาวบ้านหว่าน หรือไถนาก่อนฤดูทำนาที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้นกที่อยู่ในที่ของผู้เป็นนายตื่นตกใจ ฆ่าก็ไม่ได้ ได้แต่ไล่” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ข้าก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ คุณเคน บางคราวก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนกฎหมายบางอย่าง แต่นาน ๆ ก็มีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงสักครั้ง และเมื่อถึงคราวจำเป็นแล้ว การเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ ก็จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง” มงเตสกิเออตอบบักเคน
ส่วนบักเคนได้ยินคำตอบใจก็นึกไปถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไทยทำไมมันถึงขอแก้ไขยากแก้ไขเย็นยิ่งนัก เป็นเพราะอยู่ คนละฝั่งหรือมีมือที่มองไม่เห็น คอยกำกับหรืออย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญถึงทำไม่ได้ บักเคนนึกแล้วก็ไม่เข้าใจ รัฐธรรมนูญไทยฉบับ ปี พ.ศ. 2550 ที่มีหลายมาตราเป็นปัญหา เหมือนกับกฎหมายในอดีตของฝรั่งเศส
มงเตสกิเออพูดต่อว่า “เมื่อปีที่แล้ว อดัม สมิท ได้มาที่ปารีส ปี ค.ศ.1763 ข้าได้มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับท่านอดัม ซึ่งเป็น นักปรัชญาชาวอังกฤษได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แปลกใหม่สำหรับข้ามาก ท่าน อดัม ได้พูดถึงความมั่งคั่งของชาติ (The Wealth of Nations)”
“การส่งเสริมการแข่งขันเสรี การแบ่งงานกันทำก่อให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการแบ่งงาน กันทำ ถ้ามีการแข่งขันอย่างเสรี มูลค่าของสิ่งของจะเท่ากัน ต้นทุนการผลิตและปัจจัยการผลิตจะได้รับผลตอบแทนเท่ากันในทุกอาชีพ เพราะท่านอดัม สมิท เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนทำอะไรก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การแบ่งงานกันและสัดส่วนระหว่างจำนวนแรงงานที่ถูกใช้ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ รัฐบาลต้องนำรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย ในการทำหน้าที่ของรัฐบาล แหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลคือภาษี จึงต้องมีหลักในการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม การค้าระหว่างประเทศ คือ การแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่ค้าได้รับประโยชน์ เช่น ฝรั่งเศสผลิตน้ำหอม เสื้อผ้า แล้วส่งไปขายเยอรมัน ส่วนเยอรมัน ผลิตไส้กรอก อาหาร เบียร์ อาวุธ มาขายให้ฝรั่งเศส”
มงเตสกิเอออธิบายให้ บักเคน และตูส์แสงต์ สองคนฟัง อย่างตั้งใจ มงเตสกิเออได้เล่าต่อไปว่า
“ท่านอดัม เห็นว่าควรจะเก็บภาษีจากค่าเช่ามากกว่าเก็บจากกำไรหรือค่าจ้าง เพราะเจ้าของที่ดินอยู่ในฐานะที่จะเสียภาษีได้ เนื่องจากมีรายได้มาก และเป็นภาษีที่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้บริโภคเหมือนในกรณีเก็บจากกำไรและค่าจ้าง ซึ่งแตกต่างจากฝรั่งเศส ที่เก็บภาษีจากชาวบ้านที่ยากไร้แต่ไม่เก็บภาษีจากเจ้าของที่ดิน ขุนนาง นอกจากนี้แล้ว ค่าเช่าคือผลตอบแทนต่อค่าใช้ที่ดินที่ผู้เช่าต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว ค่าเช่าจึงถูกกำหนดโดยปริมาณและราคาของผลผลิตในที่ดิน ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์และทำเลของที่ดิน”
แนวคิดท่านอดัม สมิทขัดแย้งกับแนวคิดแบบขนบธรรมเนียมที่นิยมในฝรั่งเศส ความเชื่อในศาสนา ข้าถึงพยายามแต่งหนังสือ สะท้อนความคิดให้ชาวบ้านได้เปลี่ยนความคิดจากความโง่เขลา ตรากตรำทำมาหาเลี้ยงชีพ ทำได้ก็ไปบำรุงพระราชา เจ้าของที่ดิน ศาสนจักรเกือบหมด” มงเตสกิเออ ตอบบักเคน “ดีมากครับท่านผมสงสารชาวบ้าน” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
“ท่านครับ ใกล้ถึงปราสาทแล้วครับ เสียงของ ตูส์แสงต์ ได้บอกท่านมงเตสกิเออกับบักเคน
“ดีละ คุณเคนสนใจจะไปดูโรงเรียนสอนเยาวชน ตั้งอยู่ ไม่ไกลปราสาทของข้า”
เสียงมงเตสกิเออชักชวนบักเคน “ไปครับท่าน ข้ายังไม่เคยเห็นโรงเรียนในฝรั่งเศส เขาสอนอะไรกัน ไปดูครับท่าน” บักเคนตอบมงเตสกิเออ
นักบวชรูปร่างพุงพลุ้ยศรีษะล้าน ในเครื่องแต่งกายนักบวช มีไม้กางเขนขนาดใหญ่หนักห้อยคอ กำลังสอนนักเรียนอยู่ในห้อง และมีนักเรียนชายห้าคนยืนอยู่หน้าห้อง ภาพนักบวชส่งเสียงดัง เป็นภาพบักเคนมองเห็น “ไหนบอกซิว่าใครริสูบบุหรี่ พวกเราไม่สูบบุหรี่หรอกครับหลวงพ่อ” เด็กชายทั้งห้าตอบพร้อมกัน
“ไหนบอกซิ อ้ายเด็กระยำ ก้นบุหรี่ของใครทิ้งอยู่หน้าห้องฉัน ล้วงกระเป๋าเอาของในกระเป๋ากางเกงออกมาให้หมด เร็วเข้า ! บอกให้ล้วง ได้ยินไหม” เด็กชายทั้งห้าคนมีใบหน้าซีด เมื่อถูกตะคอก และเด็กชายทั้งสี่คนก็ค่อย ๆ ล้วง เอาของในกระเป๋าออกมา ไม่มีบุหรี่ “อ้าว ทำไมไม่ล้วงกระเป๋าล่ะ โยเซฟ”
“กางเกงผมไม่มีกระเป๋าครับ” โยเซฟตอบนักบวช
“อย่ามาเล่นลูกไม้กับฉันนะ ที่ฉันยอมให้เธอมาโรงเรียนนี้ได้เพราะแม่แกอ้อนวอนฉัน อยากให้เธอได้เรียน มาขอฉันเอาไว้ เธอน่ะพฤติกรรมเหลือขอนะ ออกไปให้พ้น”
เสียงหลวงพ่อตวาด โยเซฟเดินคอตกออกไปจากห้อง นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบ
“เกิดอะไรขึ้นครับ หลวงพ่อ” เสียงมงเตสกิเออถามนักบวช
“ไอ้เด็กเหลือขอริสูบบุหรี่ในโรงเรียน ฉันเห็นก้นบุหรี่ หน้าห้อง ต้องเป็นไอ้โยเซฟแน่นอน ฉันจะไล่มันออกจากโรงเรียน แม่มันมาขอเอาไว้อยากให้ลูกได้เรียน แต่คราวนี้เห็นเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว” เสียงนักบวชตอบมงเตสกิเออ
บักเคนเห็นภาพ นักบวชไล่นักเรียนออกเพราะสูบบุหรี่ แต่ที่บ้านนักเรียนแอบสูบบุหรี่ ดูดยาบ้า บางคนริแอบกินเหล้าในโรงเรียน ยังไม่ถูกไล่ออกเลย ทำไมมันโหดนัก นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบเหมือนกับป่าช้า
โยเซฟนั่งอยู่บันไดล่างสุดของตึก บักเคนเลยเดินลงไปนั่งคุยกับโยเซฟ เด็กน้อยนั่งหน้าเศร้า และนึกไปถึงหน้าแม่ ไม่รู้แม่จะด่าตนอย่างไรบ้าง ถ้าไปเล่าเหตุการณ์วันนี้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม่ผู้ทำงานหนักให้กับเจ้าของที่ดิน ต้องทำหน้าที่แม่ครัวตั้งแต่เช้าจนดึก วันไหนมีงานเลี้ยง แขกของเจ้าของที่ดินจะมาสังสรรค์ แม่ต้องทำงานหนักขึ้น บางครั้งโยเซฟต้องไปช่วยแม่ล้างผัก ทำทุกอย่างช่วยแม่ โดยที่นายที่เป็นเจ้าของที่ดินไม่เคยจะให้เงินแม่ค่ามาช่วยงานเลย บอกว่าเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องรับใช้เจ้าของที่ดิน ชีวิตยิ่งกว่าทาสอีก เพราะให้อาศัยอยู่ในที่ดินของนาย ต้องรับใช้นาย แม่ต้องไปรับจ้างซักผ้าให้กับพ่อค้าในเมือง หลังจากว่างงานที่ทำให้นายเสร็จ เพื่อหาเงินให้โยเซฟได้เรียนต่อ
“เป็นอย่างไรบ้างหนู เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงถูกไล่ออกจากห้อง แล้วชื่ออะไร” บักเคนถามโยเซฟ
“ท่านถามผมหลายคำถาม จะให้ตอบคำถามไหนก่อน
“อยากตอบคำถามไหนก่อนก็ตอบ” บักเคนตอบคำถามโยเซฟ
“ผมชื่อโยเซฟ นักบวชท่านถามว่าใครทิ้งก้นบุหรี่หน้าห้อง และให้นักเรียนที่ท่านสงสัย ออกมาหน้าห้องและล้วงกระเป๋า หาบุหรี่ ผมเป็นคนที่นักบวชอ้วนสงสัย เลยให้ผมออกมาหน้าห้องด้วย มีผมที่ไม่ล้วงกระเป๋าเพราะกางเกงผมไม่มีกระเป๋า เลยบอกท่านไป
ท่านสงสัยผม ท่านไม่ชอบขี้หน้าผมครับ เลยไล่ผมออกมา จากห้อง” โยเซฟตอบบักเคน
“พ่อกับแม่โยเซฟทำอะไร” บักเคนถามต่อ
“ท่านถามทำไม ผมไม่ใช่ดารานะครับ จะเอาประวัติผมไปทำไม”
“ไอ้นี่กวนตีน” บักเคนนึกในใจสมควรที่ถูกไล่ออกแล้ว
“ผมถามท่านบ้าง ท่านชื่ออะไร ทำไม่ผิวสีคล้ำ ไม่ขาว เป็นทาสถูกจับมาเหรอ จมูกทำไมไม่โด่ง สีไม่ผมเหมือนกับพวกเรา เป็นชาวอัฟริกาหรือเปล่า”
บ๊ะไอ้นี่ ถามจัง บักเคนนึกในใจ “ผมชื่อเคน ถ้าชื่อแบบซามูไร เคนชิโร่ ชื่อลาวก็บักเคน ชื่อฝรั่ง ก็เมอซิเออร์เคน เข้าใจไหม
“อะไรชื่อแบบซามูไร ชื่อแบบลาว” เสียงโยเซฟถามบักเคน
“อ๋อ ซามูไร คือ คนญี่ปุ่น อยู่เอเชีย ส่วนลาว ส่วนหนึ่งที่ติดกับสยาม”
“อะไรสยาม” เสียงโยเซฟถามบักเคน
“ฮ่วย ประเทศสยาม เข้าใจไหม”
“อ๋อ ประเทศสยามเห็นครูเคยเล่าให้ฟัง มีราชทูตจากสยาม มาฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นเรื่องโด่งดังทั่วประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นคนสยามหรือ ดีใจที่ได้รู้จัก” เสียงโยเซฟพูดบอกบักเคน
“เออค่อยยังชั่ว นึกว่าจะกวนอีก”
“พ่อผมตายในสงคราม นายเจ้าของที่ดินส่งพ่อให้กับ องค์กษัตริย์ไปร่วมรบในสงครามแย่งชิงดินแดนที่ห่างไกล พ่อเคยบอกไปรบที่เวอร์จิเนีย พ่อเสียชีวิตในสงคราม เหลือแต่แม่ นายเจ้าของที่ดินไม่ให้แม่ย้ายออกจากที่ดิน เพราะไม่มีคนทำครัว แม่ทำอาหารเก่ง นายเจ้าของที่ดินต้องการแม่ครัว เลยให้แม่อาศัย อยู่ต่อ ทำงานให้นาย” โยเซฟเล่าบอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (17)

“ทำไมหลวงพ่อถึงไม่ชอบโยเซฟ มันต้องมีเหตุ ลองเล่าให้ฟังหน่อยซิ” เสียงบักเคนถามโยเซฟ

“หลวงพ่อ หรือนักบวชอ้วนไม่ค่อยชอบผม เรื่องมันยาว มันเกิดขึ้นวันหนึ่งผมไปเรียนกับครูอีกคนสอน ซึ่งครูสอนเรื่องโลก ดวงดาว ดวงจันทร์ ว่าโลกกำเนิดมาหลายล้านปีแล้ว รวมถึงดวงดาวต่าง ๆ มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ทำให้ผมตื่นเต้นในสิ่งที่ครูสอน มันช่างแตกต่างกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลสอนไว้นี่ ผมอยากจะลุกขึ้นเถียง แต่ก็ไม่กล้า กลัวจะเดือดร้อนยิ่งขึ้นอีก เพราะเวลาที่ หลวงพ่อสอนผมในคัมภีร์ไบเบิล ผมสามารถท่องจนจำขึ้นใจ ทั้งพระคัมภีร์เก่าและใหม่ รู้ว่าพระเจ้าสร้างอะไรในแต่ละวัน” โยเซฟเล่าบอกบักเคน
“แล้วไง เกิดอะไรขึ้น ถึงเป็นสาเหตุที่ถูกไล่ออกหรือโยเซฟ
“ผมเก็บความสงสัยไม่ไหวกับครูสอนว่าโลกเกิดขึ้น หลายล้านปี มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เลยไปถามหลวงพ่อ
“พอผมพูด โลกกำเนิดมาหลายล้านปีแล้ว รวมถึงดวงดาว ต่าง ๆ มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง หลวงพ่อตวาด และไล่ผม…. ไปให้พ้น แถมตะคอกใส่ผม
“ไอ้เด็กจัญไร แกเรียนรู้จากคัมภีร์อย่างนี้หรือ ตะคอกไม่พอหลวงพ่อจับคอเสื้อผม ลากผมไปโขกกับกำแพง หลายครั้ง ผมตกใจและเจ็บมาก และหลวงพ่อก็ลากผมออกจากในห้อง พอผมกลับบ้าน แม่ก็ด่าอีก หลังจากนั้นอีกสองวันแม่ก็มาอ้อนวอนหลวงพ่อให้ผมได้เรียนต่อ ตั้งแต่ผมสงสัยไปถามหลวงพ่อ ว่าที่ครูสอนถูกหรือผิด หลวงพ่อไม่ชอบขี้หน้าผม ผมเกลียดหลวงพ่อ เกลียด เกลียด มันไม่ยุติธรรม ไม่มีเหตุผล ผมไม่มีวันให้อภัยหลวงพ่อเด็ดขาด โยเซฟนึกในใจแบบเด็ก ๆ ที่จิตใจเด็กยังไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด ต้องการคำตอบ ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อก็คอยจับผิดผมมาตลอด ทั้งที่ผมไม่ได้สูบบุหรี่หน้าห้องหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อปักใจเชื่อว่าผมเป็นคนสูบ” เสียงโยเซฟเล่าบอกบักเคน และผมก็ถูกไล่ออก ไม่รู้แม่ทราบข่าวจะเป็นอย่างไรบ้าง
บักเคนเลยปลอบใจ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะบอกท่านมงเตส กิเออให้ เจ้าจะเรียนต่อที่นี่อีกหรือเปล่า”
“ไม่เรียนแล้ว เพราะหลวงพ่อไม่ชอบข้า ข้าไม่เรียนแล้ว จะไปหางานทำไม่อยากอยู่กับเจ้าของที่ดินที่เอาแต่กดขี่ ข้าจะออกไปหางานทำ พ่อเคยบอกมีดินแดนห่างไกล กว้างใหญ่ ที่รอคนไปหักล้างถางพง เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นโลกแห่งความหวัง ดีกว่าอยู่ที่นี่ ไม่มีอนาคต เดี๋ยวข้าแต่ต้องไปบอกแม่ข้าก่อน ข้าขอตัวกลับบ้านไปบอกแม่ก่อนว่าข้าไม่เรียนแล้ว ไม่รู้แม่จะเสียใจแค่ไหน แต่ข้าไม่ชอบโรงเรียนนี้แล้ว” เสียงโยเซฟบอกบักเคน
บักเคนนั่งนึกความเชื่อกับความจริงที่เห็นโยเซฟเล่า และ สิ่งตนได้รับรู้ในโลก ปัจจุบันที่ตนจากมา มนุษย์กำลังเดินทางไปดาวอังคาร แต่ยุคนี้โลกยังเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกแบน บางครั้งความจริงก็เจ็บปวด เพราะสิ่งที่โยเซฟเชื่อเป็นคำสอนที่ไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้น ทำให้คนหลายล้านคนต้องจมอยู่กับความเชื่อที่ไม่กล้าพิสูจน์ แม้คนเราจะต้องเจ็บปวด แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องอยู่อย่างเจ็บปวดเสมอไป และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ยืนอยู่บนความเจ็บปวดของผู้อื่นด้วย คือไม่ใช่ว่า เมื่อตัวเองเจ็บปวดแล้วเรายิ่งทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเรา โดยเฉพาะแม่ของโยเซฟ เมื่อคิดได้จะไม่เรียน ก็ไปหางานทำ มีชีวิตที่มีเสรีภาพ ทำตามใจที่ฝันดีกว่า
บักเคนได้ฟังชะตาชีวิต เด็กน้อยที่ถูกสังคมในยุคนั้น บักเคนนึกต่อไปถึงความเชื่อที่ตนเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่อุบลฯ และยโสธร เห็นป้ายที่เขียนถึงความศรัทธา ติดอยู่บนยอดต้นยางนา ยอดต้นตาลสูง ๆ หรือต้นไม้อื่น ๆ ข้างทาง ทำไมศรัทธากับความเชื่อต้องไปอยู่ บนยอดไม้สูงขนาดนั้น
คนที่ปีนไปติดป้ายช่างเก่งเหลือเกิน แสดงว่าต้องการสร้างศรัทธาให้กับผู้อ่าน บักเคนนึกในใจแต่ไม่มีคำตอบจากสวรรค์
บักเคนเดินไปหามงเตสกิเออและเล่าเรื่องของโยเซฟให้ มงเตสกิเออฟัง
“ข้าพอเข้าใจเด็กน้อยที่สงสัยคำสอนของครูเลยอยากไปถามหลวงพ่อ แต่มันขัดคำสอนของศาสนจักรนะ ซึ่งข้าก็ไม่เห็นด้วย เดี๋ยวถามหลวงพ่อ โยเซฟอาศัยอยู่กับเจ้าของที่ดินคนไหน ข้าจะไปคุยด้วย”
มงเตสกิเออบอกบักเคน “หลวงพ่อ โยเซฟอยู่กับเจ้าของที่ดินคนไหน”
“เจ้าเด็กเหลือขอนั้นอยู่กับเจ้าของที่ดินที่ชื่อลีโอ”
บักเคนคิดในใจเจ้าของที่ดินชื่อลีโอเหมือนกับยี่ห้อเบียร์ที่ตนเคยดื่ม คิดแล้วก็เปรี้ยวปากอยากกินเหล้าขาว
“ท่านถามทำไมท่านมงเตสกิเออ” “ข้าอยากไปคุยกับเจ้าของที่ดินสักหน่อย” มงเตสกิเออตอบหลวงพ่อ
เจ้าของที่ดินอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกล ปราสาทสีขาวอยู่บนเนินเขาลิบๆ โน่น” เสียงหลวงพ่อบอกมงเตสกิเออ
“ไปกันยังคุณเคน ไปหาเจ้าของที่ดิน ที่โยเซฟอาศัยอยู่ มงเตสกิเออบอกบักเคนและลาหลวงพ่อก่อนจะขึ้นรถม้า เดินทางไปยังปราสาทสีขาวที่เห็นอยู่ลิบ ๆ
“สวัสดีครับท่านลีโอ ข้าชื่อมงเตสกิเออ ข้าได้ยินหลวงพ่อบอกว่า ท่านให้แม่และโยเซฟอาศัยอยู่ในที่ดินของท่านใช่ไหมครับ”
“ใช่ มีอะไรหรือท่านมงเตสกิเออ เชิญเข้าไปนั่งคุยกันในปราสาทดีกว่า ลีโอเดินไปพร้อมกับมงเตสกิเออ บักเคนเลยเดิน ตามไป เมื่อถึงห้องรับแขก ข้าขอแนะนำเพื่อนข้า คุณเคนจากสยามท่านลีโอ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ที่ข้ามาวันนี้ พอดีได้ยินหลวงพ่อไล่โยเซฟออกจากโรงเรียน ข้าสนใจในเด็กน้อยคนนี้ หลังจากยินเพื่อนข้าเล่าให้ฟัง โยเซฟ เด็กน้อยมีความฝันบางสิ่ง เห็นบอกว่าจะไม่เรียน อยากไปผจญภัยในดินแดนที่ห่างไกลที่พ่อเคยไปรบ ข้าก็เลยพาคุยกับท่านเรื่องของโยเซฟ” มงเตสกิเออบอกลีโอ
“ไอ้โยเซฟมันเป็นเด็กมีปัญหา มันทำให้แม่มันตรอมใจ หลายเรื่อง ข้าก็เบื่อมัน มันจะไปไหนก็ไป มันอยู่ที่ปราสาทข้า สร้างแต่เรื่อง ถ้าโตอีกนิดข้าจะส่งมันไปเป็นทหาร ให้มันไปตายในสงครามเช่นเดียวกับพ่อมัน อยู่มีแต่สร้างความวุ่นวาย แม่มันขอข้าอยากให้มันไปเรียน ครั้งแรกข้าไม่อยากให้มันเรียน อยากให้มันไปดูแลสัตว์ในป่าข้างปราสาทข้า แต่แม่มันมาอ้อนวอน ข้าก็เลยใจอ่อน เห็นแม่มันทำงานหนัก เป็นแม่ครัวฝีมือดี ตั้งใจทำงานข้าเลยอนุญาตให้มันไปเรียน ไม่นึกว่าจะไปก่อเรื่องอีก” เสียงลีโอบ่นกับมงเตสกิเออ
งั้นข้าขอเอาโยเซฟไปด้วยได้ไหม ข้าจะให้โยเซฟไปเป็นเพื่อนสหายหญิงของข้า เลดี้ มาแชม นางจะไปเวอร์จิเนีย อีกสองเดือนข้างหน้า ให้โยเซฟไปเป็นเด็กรับใช้ของเธอ”
“มันจะไหวเหรอท่านมงเตสกิเออ” ลีโอบอกมงเตสกิเออ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (18)

ที่ปราสาท เลดี้ มาแชม พร้อมกับ โซฟี คนรับใช้กำลังสาละวน จัดเตรียมข้าวของไปยังเมืองท่าเลอ-อาฟร์ (Le Havre) เพื่อลงเรือเดินสมุทรไปยังสหรัฐอเมริกา โซฟีเหลือบไปมองเห็นรถม้ากำลังมุ่งตรงมายังปราสาท

“นายหญิงคะ มีรถม้ากำลังตรงมาปราสาทค่ะ”
“ใครนะช่างมาวันนี้ได้ วันไหนไม่มาต้องมาในวันนี้ ฉันกำลังเตรียมตัวไปบอสตัน
“โซฟี ไปดูซิใครมาหา บอกว่าอีกสามเดือนค่อยมาให้ใหม่ บอกเขาว่าฉันกำลังยุ่งเก็บข้าวของนะ”
“ค่ะ นายหญิง โซฟีรีบก้าวจ้ำ ๆ ออกไปหน้าประตูปราสาท สวัสดีครับ
“ผมเคนครับ ท่านมงเตสกิเออมาพบ เลดี้ มาแชมครับ”
โซฟีบอกบักเคน “รอสักครู่ค่ะ เดี๋ยวจะไปเรียนนายหญิงให้ เพราะนายหญิงกำลังเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางไปบอสตัน”
แล้วโซฟีก็เดินไปที่ปราสาท “นายหญิงคะ นายหญิง ท่าน มงเตสกิเออมาหาค่ะนายหญิง” เสียงร้องบอกเลดี้ มาแชมของโซฟี
“เชิญท่านมงเตสกิเออเข้ามาก่อน ไปเตรียมชาให้ท่านมงเตส กิเออด้วย”
“ค่ะนายหญิง” โซฟีเดินไปยังครัว จัดเตรียมน้ำร้อนเพื่อชงชา ให้กับ เลดี้ มาแชม และมงเตสกิเออ ขณะที่มงเตสกิเออ บักเคน และ โยเซฟ กำลังเดินขึ้นปราสาท เลดี้ มาแชมได้ออกไปรับ
“สวัสดีท่าน มงเตสกิเออ ถ้าท่านมาช้าอีกหน่อย คงไม่ได้พบกับดิฉันนะท่าน” เสียงเลดี้ มาแชม ตอบมงเตสกิเออ
“อ้าวจะไปไหนครับ”
“ฉันจะไปบอสตัน ไปเยี่ยมหลานสาว”
“โอ โชคดีเสียจริง พอดีข้ามีเรื่องอยากจะรบกวน เลดี้หน่อย เมื่อหลายวันก่อนฉันไปโรงเรียนใกล้ปราสาท ได้พบเด็กน้อยผู้น่าสงสาร โยเซฟ ถูกท่านบาทหลวงไล่ออกจากโรงเรียน และเด็กน้อยอยากจะไปแสวงโชคในดินแดนโลกใหม่ ข้าก็เลยนึกถึงเลดี้ มาแชม ที่จะไปยังดินแดนโลกใหม่ ข้าจะขอฝากเด็กน้อยให้ไปเรียนรู้โลกภายนอก ในดินแดนกว้างใหญ่ที่มีโอกาสเปิดกว้างกว่าในฝรั่งเศส”
มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม ถึงเรื่อง โยเซฟ จะออกท่องโลกกว้าง
“แม่เขาไม่ว่าหรือ ปล่อยให้ลูกออกเดินทางต่อสู้ชีวิตคนเดียว เลดี้ มาแชม เอ่ยขึ้น
“ข้าไปคุยกับแม่ของโยเซฟแล้ว แม่ของโยเซฟเป็นคนที่ขยันทำงานหนัก หล่อนบอกว่าลูกชายของเธอเหมือนกับหนอนที่ใครเห็นมันดูน่าขยะแขยง ไม่มีค่า แม้แต่บาทหลวงที่โรงเรียนควรจะมีความเมตตา ก็ยังนึกรังเกียจบุตรชายของเธอ ไล่บุตรของเธอออกจากโรงเรียน เธอต้องไปอ้อนวอนเพื่อให้รับลูกเธอเรียน แต่แล้วก็ยังถูกไล่ออก เธอบอกว่าชีวิตคนจน เหมือนหนอนที่น่ารังเกียจ แต่ชีวิตหนอนถึงแม้จะดูน่าขยะแขยง” มงเตสกิเออบอกเลดี้มาแชม
“แต่การเป็นหนอนก็เป็นเวลาที่จะสอนบทเรียนแห่งการมีชีวิตรอดในโลกที่โหดร้าย และเต็มไปด้วยการแก่งแย่งให้หนอนได้ต่อสู้เพื่อเป็นผีเสื้อแสนสวยในอนาคต”
“การเป็นหนอนมันเป็นการทดสอบทางธรรมชาติที่คนที่มีความฝันทุกคนต้องเผชิญ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเราให้มากพอที่จะเข้าเป็นดักแด้ ซึ่งเป็นการเติบโตทางธรรมชาติอีกขั้นหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และไม่มีใครช่วยเหลือได้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพียงลำพัง”
“ดังนั้น เธอจึงอยากให้บุตรชายได้เผชิญชีวิต ต่อสู้เพียงลำพังความยากลำบากในการออกมาจากดักแด้ เป็นสิ่งที่ตัวหนอนทุกตัวที่ต้องการจะเป็นผีเสื้อที่สวยงามต้องเผชิญ เพราะการดิ้นรนออกมาจากดักแด้เป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติใช้เตรียมความพร้อมให้ผีเสื้อทุกตัว รูเล็ก ๆ ของดักแด้ที่ผีเสื้อต้องพยายาม พาตัวเองออกมาให้ได้นั้น เป็นพัฒนาการทางธรรมชาติที่จะช่วยรีดของเหลวจากร่างกายของผีเสื้อให้ไหลไปสู่ปีกของมัน เพื่อหล่อเลี้ยงปีกให้แข็งแรงจนพร้อมบิน และเมื่อกระบวนการนี้เสร็จสิ้นตามเวลาอันสมควร ผีเสื้อก็จะออกมาโบยบินได้อย่างอิสระ จะได้เป็นผีเสื้อแสนสวยโบยบินในโลกกว้างอย่างอิสระเสรี และบุตรชายของเธอก็มีความฝัน ปรารถนาที่จะเผชิญโชคชะตาโดยลำพัง เหมือนกับดักแด้ ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ดีกว่าจะมีชีวิตอยู่กับเธอ และเจ้าของที่ดิน”
“ถ้าบุตรชายเธออยู่กับเจ้าของที่ดินเขาจะไม่เติบใหญ่ ต้องตกเป็นทาสความคิด และร่างกายตลอดชีวิต นางจึงสู้ปล่อยบุตรชายเพียงคนเดียวไปเผชิญโลกกว้าง” มงเตสกิเออได้เล่าบอกเลดี้ มาแชม
“อืมส์น่าสนใจในความคิดของหล่อนนะ เป็นความคิดที่ก้าวหน้ามาก เอาล่ะ ฉันก็ยินดีให้โยเซฟไปกับฉันที่บอสตัน” ขอบคุณเลดี้ มาแชมมาก “และอยากจะขอให้คุณเคนไปด้วย เพราะคุณเคน อยู่กับข้า อยากจะเห็นดินแดนโลกใหม่ อยากเดินทางไปกับ โยเซฟด้วย เลดี้ มาแชมจะว่าอย่างไร ค่าใช้จ่าย ค่าเรือ ค่าเดินทาง ค่าอาหารในการเดินทาง ข้าออกให้หมดทั้งของโยเซฟและคุณเคน” มงเตสกิเออบอกเลดี้ มาแชม “ด้วยความยินดีค่ะ ได้เพื่อนร่วมทาง แล้วเตรียมเสื้อผ้ามาแล้วหรือยัง “พร้อมแล้วครับ” บักเคนกับโยเซฟร้องตอบพร้อมกัน
“โชคดีนะคุณเคน โชคดีนะโยเซฟ และขอให้พระเจ้า ทรงคุ้มครอง เลดี้ มาแชม ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยด้วย” เสียง มงเตสกิเออ โบกมือลา เลดี้ มาแชม โซฟี บักเคน และโยเซฟ
รถเทียมม้าค่อย ๆ เคลื่อนออกจากปราสาทของเลดี้ มาแชม มุ่งสู่เมืองท่าเลอ-อาฟร์ ส่วนมงเตสกิเออ ก็ขึ้นรถม้ากลับปราสาทพร้อมกับคนรับใช้ ทั้งบักเคน และโยเซฟได้เดินไปหาความฝันของแต่ละคน
รถม้าวิ่งผ่านตึกแถวเรียงรายก่อนถึงท่าเลอ-อาฟร์ เสียงคน ในตลาดฟังไม่ศัพท์ แม่ค้า พ่อค้า คนซื้อของต่อราคาดังไปทั่วตลาด พ่อค้าแม่ค้า หลายคนร้องตะโกนขายของ สลับกับพ่อค้าทาสที่เอาทาส
นิโกรมาขาย ที่ตลาดเหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาขาย เพื่อนำไปฆ่า ทาสคือสมบัติชิ้นหนึ่ง เอาไปเลี้ยงเป็นฝูงไว้ใช้งาน ไม่ต้องดูแล ไม่ได้ดังใจนายทาสก็เฆี่ยนตี หรือทำทารุณกรรมตามใจชอบ สำหรับทาสเพศหญิง นอกจากเอาไว้ใช้งานในไร่นาแล้ว ก็ยังเอาไว้ปรนเปรอความใคร่กระหายกามของนายทาส
บักเคนมองเห็นเด็กน้อยเนื้อตัวสกปรกมอมแมมหลบอยู่ มุมตึกคับแคบ ดวงตาจ้องมองอาหารที่แม่ค้าวางแผงขายอยู่ริมทาง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (19)

บักเคนนึกใจใน ความสกปรกมอมแมมของเด็ก จ้องมอง รถม้าด้วยสายตาวิงวอน มองด้วยความหิว อยากได้เศษขนมปัง เพื่อประทังชีวิต
บักเคนเลยเอ่ยปากบอกเลดี้ มาแชม “คุณหญิงหยุดรถสักเดี๋ยวได้ไหมครับ ผมขอเอาขนมปังไปให้เด็ก ๆ หน่อย สงสารเด็กที่มองดู ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยครับ”
“อ๋อได้ซิ”
เสียงโยเซฟเอ่ยขึ้น
“ท่านเคน รู้ไหม เด็กเหล่านี้นะ พ่อกับแม่ตายหมด บางคน ก็หลบหนีจากเจ้าของที่ดินที่กดขี่ใช้อย่างทาส ไม่มีสิทธิ ทำอะไร ก็ไม่ได้ ผมเดินไปโรงเรียนเคยไปคุยกับเด็ก ๆ เหล่านี้ และบอกให้แม่แอบเอาอาหารที่เหลือจากงานเลี้ยงที่ปราสาทของเจ้าของที่ดินไปให้เด็ก ๆ เหล่านี้ ท่านรู้ไหม อาหารที่ผมเอาไปต่อชีวิตเด็กยากไร้ เหล่านั้นบางคน เด็กเหล่านี้บางครั้งไม่มีขนมปังที่บ้าน แอบไปขโมยขนมปังในตลาดถูกจับได้ก็เฆี่ยน ถูกรุมประชาทัณฑ์ และส่งเข้าคุก ไม่มีสิทธิแม้แต่จะแก้ตัว ผมเลยต้องขอหลบหนีจากการกดขี่ ไปสู่ความเป็นไท”
“เด็กหลายคน ไม่ได้ขอเพื่อให้ตนเองพ้นหิวเพียงคนเดียว บางคนนำเศษอาหารที่ขุนนางกินทิ้งกินขว้าง ที่ผมนำไปให้กินเพื่อประทังความหิวโหย ยังแบ่งเศษอาหารนำกลับไปแบ่งให้พี่น้อง ที่บ้านได้กินด้วยกัน หญิงชราหลายสิบคนได้เศษอาหารที่ผมเอาไปให้ เพราะก่อนไปเรียนผมจะบอกแม่แอบเก็บอาหารที่เหลือจากนายกินเหลือและจากงานเลี้ยงที่มีบ่อย ๆ ไปให้”
“ผมเคยไปพบหญิงชราที่ถูกขับไล่ ต้องเร่ร่อน นอนตามพุ่มไม้ ข้างทาง และเอาอาหาร ขนมปัง ไปให้หญิงชราเมื่อได้รับอาหารแล้วแทบจะเรียกได้ว่า “เห็นสวรรค์” ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยกินมาก่อน ในชีวิต ทั้งไก่ป่าย่าง หมูรมควัน ขนมปังใส่เมล็ดข้าวสาลี กินอย่างหิวโหย กินหมดแล้วยังเลียมือ ผมเลยได้คิดถ้าอยู่ต่อไป คงต้องตายสักวัน สู้ออกไปเผชิญโชคชะตาดีกว่า ก็รู้สึกสงสารเด็กที่ผมเคยเอาอาหารไปให้ เมื่อผมไม่อยู่แล้ว ไม่รู้จะเป็นอย่างไร” โยเซฟบอก บักเคน
เสียงจ๊อกแจ๊ก จอแจ ของผู้โดยสารที่คุยกัน ยังกับนกกระจอกแตกรัง เริ่มจางหายเมื่อเรือได้ออกจากฝั่ง กะลาสีเรือได้กางใบเรือเพื่อให้รับลมเต็มที่ เรือได้รอนแรมในท้องน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก มุ่งหน้าสู่บอสตัน กัปตัน มัวร์ มีเชื้อสายแขกมัวร์ เป็นผู้รับผิดชอบการเดินทางเที่ยวนี้ พร้อมลูกเรืออีกกว่า 50 ชีวิต ผู้โดยสารอีกประมาณ 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง และนายทหารที่ได้รับคำสั่งจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ให้เดินทางไปเจรจาราชการกับชนพื้นเมืองอินเดียแดงเผ่าต่าง ๆ เพื่อให้ลุกขึ้นสู้และทำสงครามกับอังกฤษ ที่นิว ฟรานซ์ ควิเบก ส่วนเลดี้ มาแชม แม้จะเป็นคนอังกฤษ แต่ก็ชอบคนฝรั่งเศส ชอบใช้ชีวิตในฝรั่งเศสมากกว่าที่อังกฤษ เธอก็ขอไปเยี่ยมหลานที่บอสตัน
เรือใบเมื่อกางใบรับลมเต็มที่ บักเคนมองเห็นเส้นแบ่งกั้นขอบฟ้ากับน้ำทะเล เรือออกจากฝั่งมานานพอสมควร ทิ้งดินแดนฝรั่งเศสไว้เบื้องหลัง ปุยเมฆขาวก่อตัวบดบังสีครามใสของผืนฟ้า น่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก สีมรกตเห็นเพียงเกลียวคลื่นกับฟองน้ำ ขาว ๆ ใส ๆ พลิ้วเป็นระลอกคลื่น กระจายออกไปทั่วมหาสมุทร ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องน่านน้ำก่อประกายระยิบระยับชวนมอง เสมือนกองเพชรนิลจินดาที่ถูกโปรยหว่านไว้กระจัดกระจายทั่วท้องน้ำ บักเคนมองภาพทะเลที่สวยงามชวนตกตะลึง
หนุ่มอีสานอย่างบักเคนมองเห็นภาพน้ำทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ก็นึกถึงชายทะเลบางแสนที่เคยไปเที่ยวกับ อบต. ที่บ้านช่วงก่อนหาเสียงเลือกตั้ง ท่านนายก อบต. นำมาศึกษาดูงานความก้าวหน้าของท้องถิ่นแถวชายทะเลภาคตะวันออก คนที่มากับท่านนายก อบต. ส่วนมากจะเป็นหัวคะแนน บักเคนโชคดีได้ติดตามลุงสว่างซึ่งเป็นญาติมาเที่ยวด้วย เป็นวาสนาของบักเคน ทำไมทะเลบางแสนช่างแสนสกปรก ชายหาดเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนหาด น้ำสกปรกมาก บักเคนไม่กล้าลงน้ำทะเลเพราะกลัวเป็นขี้หิด ขยะเต็มไปหมด มีทั้งขวดแตก ถุงพลาสติก สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ หัวปลานิล ปีกไก่ย่าง เศษมะละกอหล่นตามชายหาดเกลื่อนกลาด แถมราคาอาหารราคาก็มหาโหด เหมือนกับรับประทานในภัตตาคารห้าดาว
จากบ่ายถึงค่ำ เรือคงแล่นไปเรื่อย ๆ อีกนานหลายสัปดาห์ คงจะผ่าน ไอร์แลนด์ (เหนือไอร์แลนด์จุดที่เรือไททานิกจม) บักเคนนึกเบื่อเลยเดินไปที่หัวเรือ นึกว่าตัวเป็นแจ็ค พระเอกจากหนัง ชู้รักเรือล่ม (ไททานิก) คงดีไม่น้อย แล้วใครจะเป็นโรส บูเกเตอร์ ล่ะ บักเคนนึกถึงโซฟี คนรับใช้ของเลดี้ มาแชม ถ้าหล่อนมายืนหัวเรือ แล้วไปโอบกอดเธอ เป็นแจ๊ค ดอร์สันกับโรส บักเคนได้แต่นึกฝันหวาน และเดินเซเพราะแรงคลื่นกระทบเรือ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงของมันเริ่มเจือจาง เรือฝ่าเกลียวคลื่นที่สูงขึ้น ฟ้าฝั่งตะวันตกเริ่มมีเมฆจับกลุ่มก้อนหนาสีคล้ำไปจนถึงดำสนิท มองไกล ๆ ไปเหนือน่านน้ำเบื้องหน้าเห็นสีเขียวคล้ำก่อตัวลบความใสกระจ่างของสีมรกตแห่งผืนน้ำอยู่รำไร
มันคือแรงลมที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนเกิดห่าฝนโปรยปรายลงน่านน้ำ บักเคนรีบเข้าไปหลบในเรือ ลมกรรโชกแรงขึ้นก่อคลื่นสูงใหญ่ สาดกระทบกราบเรือ สายฝนโปรยลงกระทบหลังคาเก๋งเรือส่งเสียงสนั่น เสียงกัปตันตะโกนบอกลูกเรือให้เอาใบเรือลง
เกลียวคลื่นสูงใหญ่ที่ผลักเราให้สูงขึ้นก่อนกระโจนลงเพื่อรับแรงกระแทกจาก คลื่นอีกหลาย ๆ ลูกนับครั้งไม่ถ้วน ฝนห่าใหญ่โปรยลงมาเหมือนท้องฟ้ารั่ว ฝนยังคงโปรยปรายไม่หยุดหย่อน
บักเคนเลยเดินไปถาม ลูกเรือถึงฝนและคลื่นที่บักเคนไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
“ทะเลมันเป็นอย่างนี้แหละเอาแน่นอนไม่ได้ บางที่แดดออก บางที่ฝนตก ลูกเรือบอกบักเคน”
“เข้ามาข้างใน ฝนข้างนอกมันแรง” เสียงโซฟีบอกบักเคน
บักเคนเลยเดินเข้าไป มองเห็นสายตาของโยเซฟที่ตื่นกลัว เพราะชั่วชีวิตไม่เคยลงเรือมาก่อน และยิ่งมาเจอกับลมแรง ฝนตก เรือโคลงเคลง โยเซฟมีอาการจะเมาคลื่น หน้าซีด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (20)

หลังจากพายุสงบ และฝนหยุดตก บักเคนและโยเซฟ เกิดอาการเมาเรือ เลดี้ มาแชมเลยให้โซฟีไปเอาล่ามยา แล้วให้เอาหัวขิง มาฝานชงกับน้ำร้อน เป็นน้ำขิง ให้บักเคนกับโยเซฟดื่ม แก้อาการเมาเรือ และคลายความหนาว ขิงที่โซฟีเอามา เลดี้ มาแชม ซื้อจากร้านยาในปารีส เพราะยุคนี้การค้าเฟื่องฟู ทั้งน้ำตาล เครื่องเทศ สมุนไพรจากตะวันออก หลังจากดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ แล้วนอนพักสักครู่ บักเคนและโยเซฟ อาการค่อยยังชั่ว บักเคนและ โยเซฟลุกขึ้นนั่งและขอบคุณ เลดี้ มาแชม และออกไปนอกห้อง ไปนั่งคุยกับโซฟี ที่กำลังนั่งก้มหน้าถักโครเชต์

“ขอบคุณมากครับ สำหรับน้ำขิงอุ่น ๆ นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้กินน้ำขิงอีกแล้ว บักเคนนึกในใจ ไม่นึกว่าที่ฝรั่งเศสยุคนี้มีน้ำขิง
“คุณโซฟี ทำไมถึงได้มาอยู่กับเลดี้ มาแชม” บักเคนเสียมารยาทถามเรื่องส่วนตัวโซฟี ซึ่งโซฟี ก็ไม่รังเกียจและเต็มใจเล่าชะตาชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่กับเลดี้มาแชม
โซฟีเงยหน้าและทบทวนความหลัง สักพักเธอก็เริ่มเล่า เหตุการณ์ในชะตาชีวิตของเธอ
“เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นาน มันเป็นความขมขื่นที่เกิดมาจน ความเจ็บปวดเข้ามาทำให้หัวใจของเธอต้องตรอมตรมอยู่ทุกวัน เหมือนกับสนิมที่คอยกัดกร่อนเหล็กให้ผุพังลงไป โซฟีนั่งนึกความหลัง” น้ำตาก็พลอยไหลริน พร้อมกับเสียงสะอื้นเบา ๆกับชีวิตที่สุดรันทด
“ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ ถ้ามันกระทบกระเทือนความรู้สึก คุณโซฟี” เสียงบักเคนบอกเบา ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ มันผ่านไปแล้ว จิตใจของหนูเริ่มแกร่งขึ้นค่ะ ชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า ด้วยความเมตตาของนายหญิงที่ฉุดหนูขึ้นจากขุมนรก นายหญิงรักเหมือนลูกให้ความเมตตา โซฟีเล่าว่า
“หล่อนเกิดในกระท่อม ของเจ้าของที่ดินที่ใกล้กับเมือง เอซเซ่ กระท่อมของหล่อนใกล้กับทุ่งลาเวนเดอร์ สวยงาม ดอกสีม่วง สุดลูกหูลูกตา หล่อนเป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัว ทั้งบ้าน มีพี่น้องห้าคน พี่คนโตก็เป็นผู้หญิง ส่วนน้องคนรองเสียชีวิตตั้งแต่แบเบาะ”
“ส่วนน้องคนสามเป็นผู้ชายป่วยตาย เพราะอากาศหนาวปีที่หิมะตกหนัก ส่วนน้องคนที่สี่ที่เป็นผู้ชายขาดอาหารเสียชีวิตในปีที่เพาะปลูกพืชไม่ได้ผล และต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเพราะองค์กษัตริย์ ให้เก็บภาษีเพิ่ม พ่อกับแม่ต้องทำงานหนัก ทำให้แม่ล้มป่วย เพราะกินอดกินอยาก อาหารก็ขาดแคลน ทำให้น้องคนที่สี่ต้องเสียชีวิต ในปีนั้นทั้งครอบครัวเหลือเพียงพ่อแม่ที่ป่วยออด ๆ แอด ๆ พ่อต้องทำไร่ปลูกมัน และข้าวสาลี หาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว เจ้าของที่ดินเรียกใช้แรงงานเพิ่มเติม พ่อจะต้องถูกเกณฑ์ไปรบที่ นิวฟรานส์ ในดินแดนห่างไกล แต่แม่ได้ไปขอร้องนายเจ้าของที่ดิน”
“ถ้าพ่อไปเป็นทหาร ที่บ้านต้องอดตายเพราะลูกสองคน ก็ยังเล็ก มีเพียงลูกสาวที่พอทำงานได้ แต่ก็ยังเด็กนัก ส่วนน้อง คนสุดท้องยังเล็กอยู่”
“วันหนึ่งหิมะตกหนัก ขณะที่เราสองพี่น้องเดินกลับจากไร่ของนายซึ่งอยู่ห่างไกล เพราะคนที่ทำไร่เขาหลบหนีหายไป ทั้งครอบครัว นายเจ้าของที่ดินเลยให้เราสองพี่น้องไปช่วยกัน เก็บมันที่พ่อขุดไว้แล้ว ตอนเดินกลับบ้านอากาศหนาวมาก ฝนตกหนัก เราสองพี่น้องวิ่งไปหลบใต้ร่มไม้ หนูหนาวสั่น มือเริ่มซีด พี่สาวได้ถอดถุงมือและเสื้อหนาวให้หนูใส่เพื่อได้ไออุ่น พอฝนหยุดตก สองคนพี่น้องก็รีบวิ่งกลับบ้าน เพื่อการวิ่งจะช่วยให้เราคลายหนาวได้บ้าง เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ได้ต้มน้ำซุปร้อนใส่เกลือ มีหัวผักอยู่สองสามหัวให้เราดื่มคลายหนาว และอาหารมื้อเย็น มีเพียงขนมปังอยู่สองสามแผ่น พี่สาวมือบวมแดง ไม่สามารถจับช้อนแกงด้วยซ้ำ เพราะต้องถอดถุงมือให้หนู แม่ต้องค่อย ๆ เดินมาป้อนน้ำแกงให้พี่สาว”
“กินนะขนมปังนะแม่ หนูไม่หิว”
เมื่อพี่สาวมองเห็นบนโต๊ะอาหารมีเพียงขนมปังเพียงสามแผ่น เสียงพี่ร้องบอกแม่ และโซฟี “กินซะเราวันนี้ทำงานเหนื่อย น้องคงหิวแย่ อากาศหนาวมาก สงสัยคืนนี้หิมะคงจะตก พ่อไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง พ่อต้องนอนเฝ้าไร่ให้นาย ปล่อยให้สองพี่น้องเดินกลับมาที่กระท่อมเพื่อมาอยู่กับแม่”
“พี่ไม่หิว” เสียงพี่สาวร้องบอก
“น้องกินซะจะได้มีแรง พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปช่วยพ่อเก็บ มัน ถ้านายเมตตาอาจจะได้มันมาต้มกินบ้าง พี่สาวยังมีความหวังว่าพรุ่งนี้ นายคงจะใจดีให้มันมาต้มกิน ตั้งแต่หลบฝนคราวนั้น ตั้งแต่นั้นมา ฉันสาบานว่าต้องดูแลพี่ให้ดี คืนนั้นหิมะตกหนักมาก ลมหนาวกระโชกแรง เสียงสายลมลอดผ่านเข้ามาในกระท่อมเหมือนเสียงยมทูตมาร้องเรียกดวงวิญญาณของแม่ สามคนแม่ลูกต้องนอนเบียดกันมีผ้าห่มเก่า ๆ บาง ๆ และขาดวิ่น คลุมกายที่สั่นสะท้าน ด้วยความหนาวเย็น ข้างๆ เตาผิง ที่มีเศษไม้เหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งไฟที่ก่อให้ความอบอุ่นเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร ที่จะช่วยคลายหนาว” โซฟีเล่าต่อว่า “ในปีที่ผ่านมา มีคนหลายมากมายเพราะอดอาหารและความหนาวเหน็บได้ตายจำนวนมาก ชาวบ้านช่วยกันขนศพไปกองรวมกันแล้วขุดหลุมขนาดใหญ่ฝังรวมกัน มีบาทหลวง มาทำพิธี คนตายเพราะความหนาวและความหิวโหย แทบฝังไม่ทัน ไม่รู้จะผ่านพ้นคืนอันหนาวเหน็บไปได้หรือไม่ เพราะทั้งบ้านมีผ้าห่มหนาอยู่เพียงผืนเดียว หนูร้องไห้เสียงดังมาก เพราะสงสารพี่ที่ตอนกลางวันต้องตากฝน กลางคืนต้องเจออากาศหนาวเย็น มีเพียงเศษสะเก็ดไฟจากเศษไม้ที่แตกส่งประกายวูบเดียวก็หาย คงเหมือนกับชีวิตของคนจนที่เกิดมาในดินแดนแห่งนี้ เกิดมาก็แตกดับ อีกไม่นานไฟคงมอดดับลง หนูนอนคิดพร้อมกับพี่สาว เอามือมาอุดปากฉันอย่าร้องเสียงดัง เดี๋ยวแม่ตื่น พี่สาวพูดปลอบหนู เราสองคนเผลอหลับไปความอ่อนเพลียและความอุ่นจากผ้าห่ม ที่เราเผลอดึงมาพันกายสองพี่น้อง ซึ่งไม่นึกว่าจะเป็นการห่มให้ได้ความอุ่นครั้งสุดท้าย”