บักเคนทะลุมิติตอนที่187-188

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (187)

ในบันทึกพินัยกรรมของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มี 3 ข้อ 1. ในงานศพของข้าพเจ้า ขอให้แพทย์เป็นผู้แบกโลงศพ  2. ขอให้นำเอาทรัพย์สมบัติประดามีที่ข้าพเจ้าไปตีชิงมาได้จากบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหมด หว่านโปรยตลอดเส้นทางที่แห่ศพข้าพเจ้าไปยังเชิงตะกอน3. ขอให้เอามือของข้าพเจ้าโผล่ออกมานอกโลงทั้งสองข้างในท่าแบมือ” บักเคนบอกกับทุกคน

“หมายความว่าอย่างไรคุณเคน ผมไม่เข้าใจ คนตายแล้วก็เผาหรือฝัง ทำไมต้องให้แพทย์เป็นผู้แบกโลกศพ” บูชาร์ด สงสัยในคำพูดของบักเคน

“ใช่ ผมก็ไม่เข้าใจความหมายเช่นกัน ทรัพย์สมบัติแย่งชิงแทบตายเสียทั้งชีวิตทหาร ความเหนื่อยยากทำไมต้องเอามาโปรย ด้วย เพื่ออะไรแล้วศพทำไมต้องให้พ้นออกจากโลงศพด้วยไม่เข้าใจ เห็นแล้วเหมือนไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิต พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่งานศพต้องสมพระเกียรติต้องใส่โรงหินไม่ใช่ให้มือโผล่ออกมานอกโลง” นโปเลียนเกิดความสงสัยในคำพูดบักเคนเช่นกัน

“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อ้าว…คุณเคนหมายความว่าอย่างไร” นโปเลียนอุทานในคำตอบของบักเคน

“แต่ในบันทึกที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเฉลยคำตอบ ข้อแรก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องดูแลตนเองให้ดี ไม่มีหมอคนไหนรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้ เพราะพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงสิ้นพระชนม์อายุยังน้อย แค่ 33 ชันษา ทรงรบอย่างเดียวไม่ได้ดูแลสุขภาพ ส่วนข้อสอง ทรัพย์สมบัติที่ทรงยึดครองเกือบทั่วโลก สุดท้ายพระองค์เอาไปด้วยไม่ได้สักอย่าง พระองค์มาแต่ตัวก็ไปแต่ตัว แผ่นดิน ทรัพย์สินเงินทองที่แย่งมาได้ ไม่ได้เป็นของพระองค์สักชิ้น ประการที่สามที่พระองค์ให้ทหารนำแขนพระองค์ ออกมาพ้นโลงในท่าแบมือ พระองค์ต้องการสื่อความหมายว่า แรกเกิดพระองค์กำมือแน่น เมื่อเติบใหญ่หมายครอบครองทุกสิ่ง ที่พระองค์กำมือ คือกำยศถาบรรดาศักดิ์ ซึ่งพระองค์ก็สมหวัง ได้เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในโลก กุมอำนาจชี้ชะตาทั่วโลก สตรีหรือใครที่พระองค์อยากครอบครองก็ทรงได้ ไม่มีใครกล้าปฎิเสธคำสั่งของพระองค์ แต่สุดท้ายเมื่อวาระสุดท้ายพระองค์ต้องปล่อยทุกสิ่งที่ยึดครอง และความล่มสลายของอาณาที่พระองค์ทรงสร้างมาด้วยความเหนื่อยยากต้องถูกทหารที่ร่วมรบกับพระองค์แย่งชิงกลายเป็นอาณามากมาย” บักเคนอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง

นโปเลียนเมื่อได้ยินคำพูดของบักเคน ถึงกับนิ่งเงียบ นโปเลียนรู้ดีในใจต้องการตามรอยความยิ่งใหญ่ของนโปเลียน แต่บักเคนดันมาพูดเตือนสติ ทำให้นโปเลียนได้คิด ถึงสิ่งที่ตนคิด จะเจริญตามรอยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ตามแนวทางเดิมคงไม่ได้ ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนแนวทางใหม่ไม่ให้ซ้ำรอยทางเดิม

“น่าสนใจมาก คุณเคนเป็นปรัชญาที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ทรงทิ้งเป็นปริศนาน่าสนใจ พระองค์จากไปไม่รับรู้เรื่องราวหลังจากนั้น แต่ผมถามคุณเคน ถ้าคนเราไม่มีความทะเยอทะยาน ความฝัน แล้วก้าวไปตามฝัน โลกเราจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร เราหยุด แต่โลกหมุน เราไม่ทำสงครามแต่ชาติอื่นทำสงครามรุกราน จะให้เรายอมแพ้หรืออย่างไร  สิ่งที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงทิ้งไว้คือความยิ่งใหญ่ด้านวัฒนธรรมของกรีก ที่ยืนยาว ถ้าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ไม่ทรงแย่งชิงยึดครองดินแดน จนทำให้วัฒนธรรมกรีกจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร คุณเคนก็เห็นแล้ว หินที่ตั้งอยู่ต่อหน้าคุณเคนยังต้องจารึกเป็นภาษากรีก ถ้าพระองค์ไม่ยึดครองอียิปต์ จะมีอักษรกรีกจารึกอยู่บนก้อนหิน ก้อนนี้หรือคุณเคน”

“มันก็จริงครับท่าน โลกนี้ไม่มีถูกผิด แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนจะมองดูของ ถ้ามองผ่านแก้วสีต่าง ๆ ก็จะเห็นสีที่เรามองผ่านแก้ว ถ้าแก้วสีแดง เราก็จะเห็นเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวเราก็เห็นเป็นสีเขียว” บักเคนเห็นด้วยกับนโปเลียน

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าเราอย่าเดินตามรอยเท้าสัตว์ที่เดินเป็นประจำแล้ว คนเราเห็นสัตว์เดินเป็นทางนึกว่าเป็นเส้นทางที่คนเราเดินเป็นประจำ แล้วก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามรอยเท้าสัตว์ แล้วสร้างถนน สร้างบ้านเรือน เพราะสัตว์ไม่มีเหตุผลในการเดิน เมื่อเราสร้างถนน สร้างบ้านเรือนมันจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง” นโปเลียนเอ่ยคำพูดขึ้นมา

          “ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด”  บูรชารด์ กับบักเคนเอ่ยขึ้นเกือบจะพร้อมกัน

“ในโลกนี้คนเราชอบคิดต่อยอดจากสิ่งเดิม และนึกไปว่า ตะเกียงที่อาศัยไฟฟ้าและก๊าซเพื่อจุดให้แสงสว่าง ที่คุณฮัมฟรี เดวี พัฒนาจากเทียนไขเป็นเป็นตะเกียงไฟฟ้า แต่จริง ๆแล้วไม่ใช่ เป็นการคิดใหม่ ไม่ได้ยึดติดจากการให้แสงสว่างจากเทียนไข”  นโปเลียนอธิบาย

          “หมายความว่าอย่างไรครับท่านนโปเลียน บูรชารด์ยังสงสัยในคำพูดของนโปเลียน

          “ต้องคิดใหม่ เราไม่สามารถได้คำตอบใหม่ เมื่อเรายึดติดกับแนวคิดแบบเดิมๆ ต้องคิดใหม่ที่แตกต่าง ต้องเปลี่ยนความคิดของตนก่อนอันดับแรก อย่าไปยึดติดกับแนวคิดเดิม” นโปเลียนพยายามอธิบายให้บูชาร์ดให้เข้าใจ บางครั้งผมก็กลับมานอนคิดว่าทำไมพ่ายแพ้ในศึกที่เมืองเอเคอร์ แต่เมื่อได้คิดแล้ว ผมแพ้เร็ว ถอนทัพดีกว่า ดีกว่าพ่ายแพ้อย่างช้า ๆ จะเจ็บปวด และสูญเสียมากมายมหาศาลกว่านี้ ผมได้มาทบทวนในสิ่งที่ทำผิดพลาด ยิ่งคุณเคนพูดถึงบันทึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทำให้ผมได้คิดมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรผมจะไม่ซ้ำรอยเดิมกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ผมต้องคิดใหม่ในกลยุทธ์การรบ การดูแลรักษาสุขภาพ การรักษาความยิ่งใหญ่ให้ยืนนาน แม้ว่าชีวิตผมต้องจากไปตามธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้นแต่ผมจะไม่ให้เกิดความล้มเหลวดังเช่นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เด็ดขาด ฝรั่งเศสต้องยิ่งใหญ่ยาวนาน” นโปเลียนบอกให้ทุกคนเข้าใจ

          “ผมเริ่มทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเดินทัพ ได้รู้ปัญหา ผมต้องหาแนวทางแก้ไขใหม่ ๆ ผมคิดจะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโลโลยี เข้ามาแก้ปัญหาที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผมต้องเชิญนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักชีววิทยาร่วมเดินทางมาสำรวจอียิปต์กับผม เพื่อจะสิ่งที่ค้นพบใหม่ ๆ อาจจะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ ผมก็ได้แนวคิดการรักษาอาหารให้ยาวนานเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องเสบียงในการเดินทัพ ได้วิธีการหาน้ำดื่มที่สะอาด ผมว่าพ่ายแพ้แบบรวดเร็ว แต่ผมได้ทดลองแบบแผนการรบใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในกองทัพในอนาคต ผมต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กองทัพ ให้ความเชื่อมั่นในตัวผม ผมให้โอกาสแก่ทหารของผมทุกคน ส่งเสริมให้ทุกคนก้าวหน้า ผมต้องการทหารที่มี่แนวคิดใหม่ ๆ ที่เป็นไปได้ ผมต้องการทหารที่กล้าหาญกล้าคิด ผมพร้อมที่จะยอมรับความคิดของทหารใหม่ถ้าแนวคิดเขาดีกว่าผม”

นโปเลียนบอกกับทุกคน

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (188)

“ก๊อก ก๊อก ๆๆๆ  “มีอะไร รัสตัม”   นโปเลียนถามรัสตัม “นายครับ พันเอกหญิงโคลเอ้กับพันตรีหญิง นาตาช่ามาขอเข้าพบครับ” รัสตัมบอกกับนโปเลียน

“ให้เข้าพบได้”

สักครู่ พันเอกหญิงโคลเอ้กับพันตรีนาตาช่าก็เข้ามาพบนโปเลียนทั้งคู่ทำวันทยาหัตถ์ ต่อนโปเลียน

“ตามสบายผู้พัน”

“ท่านค่ะหินอะไรค่ะ พันเอกหญิงโคลเอ้เอ่ยปากถามนโปเลียน

“ก้อนหินหินโรเชตต้า บูชาร์ดเป็นคนค้นพบ เป็นการพบที่ยิ่งใหญ่อีกชิ้น แต่ไม่มีใครอ่านออกในอักษร ที่สลักอยู่บนก้อนหินสีดำ” นโปเลียนบอกกับพันตรีหญิงโคลเอ้

“ท่านค่ะ ขออนุญาตดูใกล้ ๆได้ไหมค่ะ” พันตรีหญิงนาตาช่า ขออนุญาต นโปเลียน”  “ตามสบายผู้พัน” บักเคนถือโอกาสเอามือมาลูบก้อนหินแล้วรำพึง “ถ้ามีแป้งคงดีไม่น้อย”

บูชาร์ดเห็นบักเคนรำพึงขึ้นมานึกสงสัย ” คุณเคนจะเอาแป้งมาทำไม” บูชาร์ดถามบักเคนด้วยความสงสัย

“อ๋อ ผมจะเอาแป้งมาลูบเพื่อขอหวยนะคุณบูชาร์ด” บักเคนบอกกับบูรชาร์ด

“ผมไม่เข้าใจแป้งมาลูบแล้วขอหวยคืออะไร”

“ที่สยามทุกวันที่ 16 และวันที่ 1 ของเดือนจะมีการออกลอตเตอรี่หรือชาวบ้านเรียกหวย  คนบ้านผมเขาจะใช้แป้ง มาลูบตามต้นไม้หรือสิ่งที่คิดว่ามันมีวิญญาณสิงอยู่เพื่อขอหวย หรือสิ่งประหลาด ไก่สามขา แพะห้าขา หมูสองหัว ถ้าเอาแป้งมาลูบเชื่อว่าจะมีตัวเลขปรากฏ” บักเคนบอกกับทุกคน

          “หวยคืออะไรคุณเคน” นโปเลียนถามบักเคนด้วยความสงสัย

“หวยคือคำพูดที่ชาวบ้านเขาพูดกัน เป็นการออกลอตเตอรี่ จะนำเอาตัวเลข 1 ถึง 9 มาออกรางวัล โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ออกรางวัลให้ชาวบ้านได้ซื้อ ถ้าชาวบ้านซื้อตัวเลขตรงกับเลขที่ออก รัฐบาลจะจ่ายเงินให้ผู้ถูกรางวัล”

“รางวัลหรือเงินที่ซื้อตัวเลขถูกใช่ไหมและได้จำนวนมากไหม” นโปเลียนถามด้วยความสงสัย

“ใช่ครับ ถ้าซื้อตัวเลขตรงกับที่ออก ถือว่าถูก ส่วนรางวัลก็แล้วแต่เรากำหนดครับท่าน เป็นการหารายได้เข้าท้องพระคลังอีกทางหนึ่ง” บักเคนอธิบายให้นโปเลียนเข้าใจ

“นับว่าน่าสนใจ ถ้าฝรั่งเศสจะเอาแนวคิดนี้ไปออกรางวัลตามที่คุณเคนว่า น่าจะหาเงินเข้าคลังได้มาก” นโปเลียนบอกกับบักเคน

“ใช่ครับ หวยพัฒนาชาติให้รุ่งเรือง แม้ว่าบางครั้งชาวบ้านจะหลงงมงายเล่นหวยก็ตาม หวยอยู่คู่กับสยามมายาวนานครับท่าน”

บักเคนบอกกับนโปเลียน

“อืมส์น่าสนใจ  แล้วการใช้แป้งลูบ มีวิธีการลูบไหมค่ะ” พันตรีหญิงนาตาช่าถามด้วยความสงสัย

“มีครับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งครับ” บักเคนบอกกับพันตรีหญิงนาตาช่า

“อะไรน่ะท่าน การลูบแป้ง ถือเป็นศาสตร์ด้วยหรือ โอ้โหเพิ่งเคยได้ยินค่ะท่าน” พันตรีหญิงโคลเอ้ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ

“คุณเคนการลูบแป้งเป็นศาสตร์ได้อย่างไร สยามมีศาสตร์แขนงนี้ด้วยหรือ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก” บูชาร์ดถามบักเคน

“เป็นศาสตร์ครับ สยามมีศาสตร์ลูบแป้งตั้งแต่เริ่มออกหวย เป็นความเชื่อของคนในสังคมครับท่าน การลูบ หรือถู จะแบ่งเป็น ถูซ้ายขวา ต้องใช้นิ้วมือลูบหรือถูขึ้นลง ห้ามยกนิ้วมือขึ้นถูหรือลูบไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นตัวเลข หรือถ้าไม่ขึ้นค่อยยกมือขึ้นแล้วตั้งสมาธิแล้วค่อยลูบใหม่” บักเคนอธิบาย

“แล้วอีกวิธีละ” นโปเลียนชักเริ่มสนใจ “ถูขึ้นลง เช่นจับสัตว์ที่มีลักษณะประหลาดได้ คางคกสีขาว เต่าประหลาด ท้องสัตว์เหล่านี้มันจะเล็ก ต้องลูบขึ้นลง โดยโรยแป้งลงไปบนท้องคางคกสีขาว หรือเต่าประหลาด” บักเคนอธิบายยังกับผู้เชี่ยวชาญ

“โอพระเจ้าช่วย สยามพัฒนาด้านวัฒนธรรมความเชื่อก้าวหน้ากว่าฝรั่งเศสไปมาก” นโปเลียบอกกับบักเคน

“มีอีกไหมศาสตร์ของท่าน” บูชาร์ดถามบักเคนต่อด้วยความทึ่ง ในศาสตร์ที่ก้าวหน้าของสยาม “มีครับคุณบูชาร์ด ถูวนครับ  ที่ผมจะเอาแป้งลูบหินแล้วจะถูวนเพื่อตัวเลขมันปรากฏ” บักเคนบอก

“อย่างไรตัวเลขหรือตัวอักษรกรีกมันก็ปรากฏอยู่แล้ว เพราะมีอักษรสลักอยู่เต็มไปหมด” บูชาร์บอกบักเคน

“ไม่ใช่ท่าน ตัวเลขมันจะปรากฏขึ้นมาอย่างเด่นชัด ตัวเลขฮินดีอารบิกเกิดขึ้นในอินเดีย และแพร่หลายผ่านมาถึงอียิปต์และยุโรปโดยพ่อค้าอาหรับ แล้วคุณเคนอ่านตัวเลขฮินดูอารบิกออกหรือ” บูชาร์ดถาม

“ไม่ออกครับ”

“อ้าวแล้วลูบแป้งมันจะมีตัวเลขปรากฏเป็นตัวเลขภาษาที่คุณเคนอ่านออกหรือตัวเลขสากล” พันตรีหญิงนาตาช่าถามบักเคนด้วยความงงกับคำตอบ

“ตัวเลขมันจะปรากฏแล้วแต่เราจะตีความครับ คางคกเผือกท้องมันมีตัวเลขที่ไหน เพียงแต่แป้งติดผิวหนังและตามเส้นผิวหนังหน้าท้องคางคก จะปรากฏตัวเลขตามความเข้าใจของผู้ลูบ เป็นการตีความหมายสัญศาสตร์ ในสิ่งที่ตนเองเห็น บักเคนบอกกันผู้พัน โดยอธิบายตามแนวคิดนักปรัชญาโพสต์ โมเดิร์น (Post Modern)ชาวสวิส เฟอร์ดินองด์ เดอ โซซูร์ ที่ตีความหมายของสิ่งที่ปรากฏ จากการลูบแป้งบนท้องสัตว์ เช่นคางคกเผือก แล้วผู้ลูบก็จะตีความหมายตามความเข้าใจของตน

“แล้วมีที่ไหนใช้แป้งลูบอีกไหม” นโปเลียนถามบักเคน

“ผมว่าไม่น่าจะมีในโลกนะท่านนโปเลียน”

“แสดงว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมโลก ที่สยามมีเพียงแห่งเดียว ควรต้องอนุรักษ์เอาไว้” นโปเลียนพูดกับบักเคน

“ผมคิดว่าน่าจะใช่ การลูบแป้งน่าจะเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของสยาม” บักเคนยอมรับในการเสนอของนโปเลียน

มรดกโลกด้านอาหาร การแสดง แหล่งท่องเที่ยวยังเป็นมรดกโลกได้ ทำไม่การลูบแป้งเพื่อหาหวยจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกไม่ได้ บักเคนคิดในใจ

**********************************

“ผู้พันนาตาช่า เห็นคุณเคนบอกว่าจะเดินทางคุ้มครองเรือของคุณอาดัมกลับฝรั่งเศสใช่ไหม โดยให้พันเอกหญิงโคลเอ้อยู่ที่อียิปต์แทนใช่ไหม”

“ค่ะท่าน คุณเคนอยากได้คนมาดูแลภรรยาและให้ความคุ้มครอง ผู้พันโคลเอ้ก็มาบอกขอเปลี่ยนกับดิฉัน” พันเอกหญิงนาตาช่าบอกกับนโปเลียน

“ก็ได้ผู้พัน ผมเห็นนามสกุลผู้พัน รู้สึกคุ้น ๆ นะ พันตรีหญิงนาตาช่า ดาร์ก จากแคว้นลอร์เรน ใช่ไหม”

“ค่ะท่าน มีอะไรหรือค่ะ

“ผมเห็นนามสกุลของผู้พัน ผมรู้สึกคุ้นมากเลย ยิ่งมาจากแคว้นลอร์เรน ผมยิ่งสงสัย” นโปเลียนสนทนากับพันตรีหญิงนาตาช่า