บักเคนทะลุมิติตอนที่185-186

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (185)

ก่อนวันออกเดินทาง บักเคนได้ให้พลทหารนาธานเนียลไปตามพันเอกหญิงโคลเอ้มาพบ

“สวัสดีคุณเคน มีอะไรหรือเปล่าถึงตามฉันมาพบ”

“เห็นว่านโปเลียนจะให้ผู้พันเป็นผู้นำในการเดินทางกลับฝรั่งเศสมีความคิดเห็นอย่างไร”

“ถ้าตอบก็ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ถ้าตอบส่วนตัวฉันไม่อยากกลับ อยากจะสู้รบต่อ คุณเคนถามทำไปหรือค่ะ”

“ผมได้คู่กับซูซี่ภรรยาผม เธอกังวลในการปรับตัว การใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส เลยอยากจะถามผู้พันว่า มีทหารหญิงที่ไว้ใจได้ไหม ผมจะฝากให้ดูแลซูซี่ภรรยาด้วย โดยทหารหญิงจะต้องอยู่กับซูซี่จนกว่าผมจะกลับไปฝรั่งเศส” บักเคนถามพันเอกหญิงโคลเอ้

“ก็มีค่ะ เป็นลูกน้องเก่าฉันเอง แต่ย้ายไปอยู่หน่วยปืนใหญ่ ไม่ได้อยู่หน่วยทหารม้า เธอบอกว่าคิดถึงบ้านคิดถึงลูก ก็ให้เธอกลับแทนฉันก็ได้ เธอนิสัยดี คิดว่าดูแลซูซี่ได้ดีกว่าฉัน”

“ใครกัน”

“พันตรีหญิงนาตาช่า ดาร์ก จากแคว้นลอร์เรน น่าจะดูแลซูซี่ได้ดีกว่าฉัน คุณเคนต้องบอกกับท่านนโปเลียนให้ผู้พันนาตาช่าเดินทางกลับฝรั่งเศสแทนฉัน ดีกว่า อยากจะสู้รบต่อที่นี่” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับบักเคน

“ผู้พันไปตามผู้พันนาตาช่าให้ไปพบกับท่านนโปเลียนส่วนผมจะไปคุยกับท่านนโปเลียนไว้รอก่อน”

“ได้ค่ะท่าน” พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เดินออกไปและควบม้าจากไป ส่วนบักเคนได้เดินไปพบกับนโปเลียน

“คุณเคนมาพบท่านนโปเลียนใช่ไหม” รัสตัมถามบักเคน

“ใช่รัสตัมช่วยไปเรียนให้ท่านทราบหน่อยว่าผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วย บักเคนบอกกับรัสตัม

“ได้ ผมจะไปเรียนให้ท่านได้ทราบเดี๋ยวนี้”

“คุณเคนเข้าไปพบท่านนโปเลียนได้ ท่านกำลังอยากจะคุยกับคุณเคนอยู่พอดี” รัสตัมบอกกับบักเคน

“ได้ ขอบคุณมาก” บักเคนได้เปิดประตูห้องและเดินเข้าไปหานโปเลียนที่ห้องทำงาน บักเคนได้เห็นนโปเลียนกำลังมองแผนที่จำลองบนโต๊ะ ที่มีหมุดปักธง ทหารวางอยู่เรียงราย บริเวณอ่าวอาบูร์กี

“สวัสดีครับท่าน”

“ตามสบายคุณเคน ผมอยากจะพบอยู่พอดี มีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วย”

“ได้ครับ ไม่ทราบมีเรื่องอะไรครับ”

“เรื่องคุณอาดัม ที่จะรอต้อนรับผมที่ฝรั่งเศส ผมอยากทราบความคิดคุณเคนว่าอาดัมจะทำอย่างไรถึงให้คนทั้งประเทศฝรั่งเศสและยุโรปได้ทราบข่าวการรบที่ได้ชัยชนะของผม เพราะการติดต่อสื่อสารก็ไม่ได้ทั่วถึง” นโปเลียนถามบักเคนด้วยความสงสัย

“ผมว่าอาดัมทำได้ เพราะเขาเป็นผู้นำสมาคมอิลลูมินาติ ที่มีอำนาจมาก พ่อค้าทั่วยุโรปเป็นเครือข่ายกับเขา ท่านจะเหตุการณ์ประชาชนลุกฮือต่อต้านพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ไหม” บักเคนถามนโปเลียน

“ทำไมจะจำไม่ได้ ผมยังอยู่ในเหตุการณ์เลย แต่ผมไม่ได้เข้าร่วม ผมเห็นคุณเคนนำขบวนร่วมกับผู้หญิงที่ถือธงนำหน้า ผมยังภาพนั้นได้เสมอ ผมประทับใจมาก” นโปเลียนบอกกับบักเคน

“ผู้หญิงถือธงชาตินำหน้าขบวนการปฎิวัติคือ โซฟี เธอคือสมาชิกสมาคมฟรีเมสันนะท่าน”

“โอ สมาคมสองสมาคมร่วมกันล้มล้างราชวงศ์ ทั้งฟรีเมสันและ อิลลูมินาติ”

“ไม่ใช่นะท่าน ฟรีเมสันเกิดก่อน คุณอาดัมเพิ่งมาตั้งสมาคมอิลลูมินาติ อาจจะบอกว่าสองสมาคมคือสมาคมเดียวกัน แรกเริ่มคือสมาคมฟรีเมสันที่เป็นการรวมกันของพวกช่างปั้นหม้อ แรกเริ่มเป็นสมาคมแห่งภราดรภาพ หรือ สมาคมของผู้ที่มีความสุขต่ออิสรภาพ และได้ประกาศคำขวัญในหมู่มวลสมาชิกเอาไว้ว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ที่ต่อมาได้กลายเป็นคำขวัญของบรรดาขบวนการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจการปกครองของรัฐบาลต่างๆ ในยุโรป ฟรีเมสันเกี่ยวกับการรับใช้ศาสนา ส่วนอิลลูมินาติ ที่คุณอาดัมตั้งขึ้นมา ความสำคัญกับ ความรู้ และ ความมีเหตุมีผล ที่เกิดจากการ ค้นคิดอย่างเป็นอิสระ และแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจการจัดระเบียบโลกใหม่ ทั้งสองสมาคมมีชาวยิวเกี่ยวข้องทั้งสองสมาคม” บักเคนบอกกับนโปเลียน

“อืมส์น่าสนใจ สมาคมอิลลูมินาติ มีศักยภาพขนาดนี้เชียวหรือในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุโรป และทำไมเขาถึงเลือกผม”

นโปเลียนเกิดความสงสัย

“ผมไม่ทราบครับ ท่านต้องถามคุณอาดัมเอาเอง”

“แล้วที่สยามมีสมาคมลับอย่างฟรีเมสันหรืออิลลูมินาติไหม” นโปเลียนถามบักเคน

“มีครับท่านตั้งเลียนและใช้แนวคิดแบบฟรีเมสัน แต่ไม่ได้ใช้ชื่อฟรีเมสันหรืออิลลูมาติ ตั้งโดยกษัตริย์แห่งสยาม”

“อะไรนะ ที่สยามมีสมาคมลับด้วยหรือ น่าสนใจมาก” นโปเลียนประหลาดใจที่สยามมีสมาคมลับเช่นฟรีเมสันเช่นเดียวกัน

“ใช่ครับท่านตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 อดีตนักเรียนอังกฤษ ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง จิตรลดาสโมสร ขึ้นมา โดยรับเอาระเบียบของฟรีเมสันมาประยุกต์ใช้ และสัญลักษณ์ก็คล้ายคลึงกับ สมาคมฟรีเมสัน เรียกว่าสโมสรสามเหลี่ยม” บักเคนบอกกับนโปเลียน

“แล้วใครเป็นสมาชิกบ้าง ผมไม่ทราบเพราะไม่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกสมาคมสโมสรสามเหลี่ยม แต่มีบันทึกของสมาชิกบางท่านที่ได้บันทึกเอาไว้ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) อดีตอธิบดีศาลฎีกาเป็นชนชั้นกลางคนแรกหนึ่งในสมาชิกจิตรลดาสโมสร ได้บันทึกเอาไว้ครับท่าน

“จิตรลดาสโมสรเป็นที่รวบรวมบุคคลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ซึ่งมีทั้งทหารและพลเรือน ทั้งที่รับราชการในและนอกราชสำนัก ทรงหวังว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ป้องกันภัยให้พระองค์ทุกวิถีทาง จึงทรงตั้งสโมสรนี้ขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะกันและเฝ้าแหนพระองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ ‘วงใน’ จึงทรงนำวิธีการบางอย่างของพวกฟรีเมสัน (Free Mason) มาใช้ เช่นให้มีเสื้อครุยสำหรับสมาชิก มีผู้ถือไม้อาญาสิทธิสำหรับลงโทษสมาชิกที่ประพฤติผิดวินัย และมีนายทะเบียนเป็นต้น”

“ผมคิดว่าสาเหตุที่พระองค์ตั้งสมาคมเลียนแบบสมาคมฟรีเมสันก็เพื่อให้ปกป้องพระองค์เพราะเกิดเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ทำให้พระองค์มีพระราชดำริตั้งสมาคมขึ้นมา เพื่อป้องกันคนคิดร้ายต่อพระองค์” บักเคนอธิบายให้นโปเลียนได้ทราบประวัติสมาคมสามเหลี่ยมหรือฟรีเมสันเมืองสยาม

“น่าสนใจมากคุณเคน บ้านเมืองคุณเคนมีปฏิวัติ อย่างฝรั่งเศสไหม” นโปเลียนถามด้วยความสนใจ

“มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหวครับ รัฐธรรมนูญถูกฉีกมากผมเองยังจำไม่ได้ การปฏิวัติ เกิดบ่อยมากยิ่งกว่าฝรั่งเศสอีกครับท่าน”

“แล้วคุณเคนคิดว่าสยามจะมีรัฐธรรมนูญที่ใช้ยืนยาวไหม”

“ผมว่ายากครับท่านจนกว่าไก่จะว่ายน้ำได้เหมือนเป็ด รัฐธรรมนูญไทยถึงจะใช้ได้ยืนยาวไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีก”บักเคนบอกกับนโปเลียน

“นั่นก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญสยามต้องมีการแก้ไขหรือมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม”

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นครับท่าน ตราบใด รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ และมีแผนสืบทอดอำนาจผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สภาสูงที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ คล้ายกับดิเร็กตัวร์ เหมือนกับที่ ฌ๊าคส์ เนกแกร์ เเสนอแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้ท่านมันคือเผด็จการซ่อนรูปดี ๆนี่เอง ท่านอย่าทำตามข้อเสนอของเนกแกร์เด็ดขาด มิฉะนั้นฝรั่งเศสเศรษฐกิจจะย่ำแย่เหมือนกับสยามประเทศ ” บักเคนบอกกับโปเลียน

“ผมเห็นแล้วการปฏิวัติ ของคณะกรรมการดิเร็กตัวร์ ครั้งแรกนึกว่าดี แต่สุดท้ายหลงระเริงในอำนาจ กลับไปผมจะจัดการคณะกรรมการดิเร็กตัวร์ คุณเคนอย่าเพิ่งเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังโดยเด็ดขาดแม้กระทั้งภรรยาคุณเคนเอง”

“ครับท่าน ผมไม่พูดอยู่แล้ว” บักเคนบอกกับนโปเลียน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (186)

“คุณเคนมาพบผมวันนี้เรื่องอะไร” นโปเลียนถามบักเคน

“ก็เรื่องเดินทางกลับฝรั่งเศสผมคุยกับพันเอกหญิงโคลเอ้แล้ว ผู้พันไม่อยากกลับ พอดีผมอยากจะให้มีทหารคอยคุ้มครองซูซี่ และแนะนำการใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสให้ ผู้พันเลยเสนอพันตรีหญิง นาตาช่า ดาร์ก ให้เดินทางแทน” บักเคนบอกกับนโปเลียน

“แล้วแต่คุณเคน ผมไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะคุยกับ ผู้พันนาตาช่า สักครั้งก่อนออกเดินทาง”

“ดีครับท่านนโปเลียน

“ก๊อก ก๊อก ๆๆๆ” “มีอะไรรัสตัม” นโปเลียนถามรัสตัม มี บูชาร์ด กับทหารช่างขอเข้าพบท่านครับ”

“มีอะไรหรือ คุณบูชาร์ดมาพบผม ให้เข้ามาได้ บูชาร์ดกับทหารช่าง ห้านายกำลังช่วยกันยกก้อนหินสีดำมาด้วย “สวัสดีครับท่านนโปเลียน สบายดีไหมท่าน ผมไม่ได้มาเยี่ยมท่านเลย เพียงแต่ได้ทราบว่าท่านเดินทางกลับมาไคโร ผมมีสิ่งของที่อยากให้ท่านได้ชม ผมพบแผ่นหินสีดำ ใกล้หมู่บ้านโรเซตตา ห่างจากเมืองอเล็กซานเดรียไม่ไกล ผมรีบให้ทหารนำแผ่นหินมาให้ท่านชม” บูชาร์ดบอกกับนโปเลียน

บักเคนสนใจจึงมองดูแผ่นดินสีดำก้อนใหญ่

“คุณบูชาร์ดค้นพบหินก้อนนี้ได้อย่างไร” บักเคนถามบูชาร์ด

“อ๋อ ระหว่างทางไปสำรวจปิรามิด ผมเห็นทหารฝรั่งเศสกำลังเสริมกำแพงป้อมปราการ ใกล้กับหมู่บ้าน โรเชตต้า ผมสังเกตเห็นหินก้อนนี้ปักโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นทรายคล้ายแผ่นหินประดับที่หน้าหลุมฝังศพ ผมเลยลงจากหลังม้า พร้อมกับทหาร ไปถามทหารที่กำลังเสริมกำแพงป้อมปราการว่า ได้หินก้อนนี้จากที่ไหน ทหารบอกว่าเห็นหินก้อนนี้ไม่ไกลจากหมู่บ้านเห็นก้อนมันใหญ่ดีน่าจะนำมาใช้เสริมป้อมปราการได้ ผมจึงขอดูปรากฏว่ามันไม่ใช่ ป้ายหินหน้าหลุมฝังศพ แต่มีอักษรสลักเต็มไปหมด ผมพยายามจะอ่านแต่อ่านไม่ออก” บูชาร์ดบอกกับบักเคน

ผมเลยนำมาให้ท่านนโปเลียนได้ชม ผมอยากขอท่านให้เอาไปฝรั่งเศสด้วยไหมท่าน” บูชาร์ดถามนโปเลียน

“ผมว่าหินก้อนนี้ประหลาด ผมรู้สึกแปลก ๆ ชอบกล” บักเคนหลังจากลุกขึ้นไปดูหินประหลาดสีดำ ที่วางอยู่บนโต๊ะ เห็นมีอักษรเขียนเต็มไปหมด

“ผมสังเกตเห็น แผ่นหินนี้ จารึกด้วย อักษรที่เขียนแตกต่างกัน ถึงสามประเภท” บักเคนเอ่ยขึ้น

บูชาร์ดเมื่อได้ยินบักเคนเอ่ยขึ้น “เก่งมากครับ ผมก็สังเกตเห็นมีอักษรอยู่สามประเภท มีหลายตัวที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นภาษากรีกนะท่าน ผมอ่านออกคำเดียว Demotic ที่มาจากภาษากรีก ผมจึงอยากจะนำไปฝรั่งเศส เพื่อให้เพื่อนที่เป็นนักโบราณคดีช่วยกันค้นคว้า” บูชาร์ดบอกกับนโปเลียน

“รัสตัมเอาไม้วัดมาวัดหินก้อนนี้ดูหน่อย” นโปเลียนเรียกให้รัสตัมนำเชือกมาวัดขนาดของก้อนหิน ผมอยากตั้งชื่อก้อนหินตามชื่อหมู่บ้านที่ค้นพบก็แล้วกัน ว่าหินโรเชตต้า”

“นายท่านวัดได้ยาวประมาณ 1.3 เมตร” รัสตัมบอกกับนโปเลียน

“คุณเคน ทำไมถึงพูดว่าหินนี้มันแปลก ๆ หมายความว่าอย่างไร” นโปเลียนถามบักเคน

“ผมมีความรู้สึกว่ามันแปลก ๆ เพราะที่สยามเขาถือครับ ไม่ให้เอาหิน หรือโบราณวัตถุกลับไปบ้านจะทำให้พบสิ่งที่ไม่ดีครับ ที่สยามใครเอาของโบราณ เศษอิฐ ก้อนหินเจ้าของเขาจะมาทวงคืน อาจจะเสียชีวิตได้”

“น่าสนใจในคำพูดของคุณเคน แล้วคุณเคนจะทำอย่างไรกับหินก้อนนี้”

“ผมว่าคุณบูชาร์ดรู้ดี ไม่จำเป็นต้องเอาก้อนหินไปแค่ทำแบบแม่พิมพ์และลอกอักษรออกมาเราเอาไปแค่อักษรแล้วนำกลับไปฝรั่งเศสเพื่อค้นคว้าก็ได้” บักเคนเสนอความคิด

“ยอดเยี่ยมมากคุณเคน บูชาร์ดบอกกับบักเคน ผมจะได้ทำการคัดลอกตัวอักษรบนแผ่นหินไปให้เพื่อนนักโบราณคดีที่ฝรั่งเศสช่วยกันค้นคว้าดีกว่า” บูชาร์ดบอกกับบักเคน

“คุณบูชาร์ด ทำไมแผ่นหินถึงมีภาษากรีกสลักอยู่ด้วย”

“ผมไม่ทราบ”

“ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่เคยยึดครองอียิปต์มาก่อนในยุคโบราณ พระองค์เลยให้ใช้ภาษากรีกเป็นภาษาราชการที่อียิปต์ อย่างที่คุณบูชาร์ด อ่านว่า ดีโมติก Demotic มันน่าจะหมายถึง ดีโมเคติก ที่แปลว่าประชาธิปไตย ที่เน้นความเท่าเทียมกันเป็นภาษาที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ จึงมีการสลักในก้อนหิน ส่วนอีกสองภาษาน่าจะเป็นภาษาอียิปต์โบราณ” บักเคนอธิบายให้ทุกคนฟัง

“สุดยอด จริง ๆ คุณเคน ผมคิดว่าใช่นะครับ คุณเคนคิดได้อย่างไร” บูชาร์ดบอกกับบักเคน

“โอ คุณเคนทำไมช่างสังเกต ผมนึกไม่ถึงว่า คำแค่คำเดียวมีความหมายยิ่งใหญ่มาก ผมจึงอยากนำเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพมาสู่อียิปต์ ส่วนหินก้อนนี้ผมเชื่อคุณเคน ผมรอให้คุณบูชาร์ดคัดลอกเสร็จแล้ว จะให้นำหินก้อนนี้ไว้ที่สถาบันที่ผมตั้งขึ้นมาใหม่ที่ไคโรเพื่อเก็บรวบรวมความรู้ของอียิปต์ต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักชีววิทยาที่ร่วมทางมากับผมได้สำรวจจะให้เก็บไว้ที่นี่ สถาบันฝรั่งเศสศึกษาวิทยาเขตไคโร” นโปเลียนบอกกับบักเคน

“ท่านนโปเลียนผมอยู่ที่สยามเคยได้อ่านบันทึกพินัยกรรมของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่บันทึกเอาไว้”

“ว่าอะไรนะคุณเคน มีบันทึกพินัยกรรมของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ในสยามด้วย คุณเคณอ่านภาษากรีกออกหรืออย่างไร” นโปเลียน บูชาร์ด เกิดความสงสัย

“อ่านไม่ออก แต่มีข้าราชการระดับสูงที่มีอิทธิพลของสยามเป็นคนนำบันทึกพินัยกรรมของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ไปไว้ที่สยาม”

“ใครกัน เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ครับท่าน”

“ผมไม่รู้จักใครกัน เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ “

“ท่านเป็นชาวกรีก ชื่อภาษากรีก คอนสแตนติน ฟอลคอน รับราชการสมัยพระนารายณ์ ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ครับท่าน”

“อ๋อ ผมนึกว่าคุณเคนอ่านภาษากรีก ออก จะได้ให้อ่านก้อนหินก้อนนี้” นโปเลียนบอกกับบักเคน”

“แล้วพินัยกรรมของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์บันทึกว่าอย่างไร” นโปเลียนถามบักเคน