บักเคนทะลุมิติตอนที่179-180

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (179)

นโปเลียนนำทุกคนเดินเข้าไปในร้านขายชา โต๊ะมีจำนวนน้อยนิด เป็นร้านเล็ก ๆ ทหารที่ติดตามเลยแยกย้ายกันไปหานั่งร้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน ร้านที่นโปเลียน เฟาเรส  อาดัม บักเคน และรัสตัมเข้ามา นั่ง มีชายชราเป็นเจ้าของร้าน ได้เดินมาถาม “นายท่านต้องการดื่มน้ำชา หรือดื่มนม”  “ผมขอชาร้อน” นโปเลียนบอกกับชายชรา “ผมด้วย” อาดัมบอกชายชรา “หนูขอเป็นนมร้อน” เฟาเรสบอกกับชายชรา “ผมขอชา” บักเคนบอก “ผมก็เหมือนกัน” รัสตัมสั่งเป็นคนสุดท้าย

“ได้เลยนายท่าน ท่านจะรับขนมปังทานกับชาร้อนไหม” ชายชราเจ้าของร้านถามนโปเลียน “ก็ดีนำขนมปังมา 5 ก้อน” นโปเลียนบอกกับชายชรา

ชายชราเจ้าของร้านได้ไปหยิบขนมปัง จำนวน 5 ก้อนมาให้กับทุกคน นโปเลียนได้บิขนมปังและเจอกระดาษซ่อนอยู่ภายใน เขียนเป็นภาษาอาหรับ เลยสงสัย  “รัสตัมดูให้ผมหน่อย ขนมปังของผมมีเศษกระดาษเขียนภาษาอาหรับอยู่ข้างในอ่านว่าอะไร”

นโปเลียได้หยิบกระดาษชิ้นเล็กม้วนซ่อนอยู่ในขนมปังให้กับรัสตัมอ่านดู  นโปเลียนคิดว่านี่เป็นการสื่อสารชนิดหนึ่ง เลยเกิดความสงสัย แต่ไม่กล้าสอบถามชายชราที่กำลังเดินเข้าไปเตรียมน้ำชาให้กับพวกตน

รัสตัมได้หยิบเศษกระดาษจากนโปเลียนที่ยื่นให้ อ่านและแปลให้กับนโปเลียนได้ฟัง  “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่เคยรู้สึกว่าตนโง่”

บักเคนได้ยินรัสตัมอ่านและแปลให้นโปเลียนฟัง ถึงกับสะดุดหู นั่งนึกถ้ามีผู้นำโง่ แต่ไม่รู้ว่าตนเองโง่ บริหารประเทศแบบโง่ คงทำให้ประเทศสู่ความล่มจมแน่

“เป็นปรัชญาในก้อนขนมปัง นับว่าแปลกดี” นโปเลียนบอกกับรัสตัม

บักเคนรีบหยิบขนมปังอีกก้อน ขึ้นมาบิดู ก็เห็นเศษกระดาษซ่อนอยู่ในขนมปัง “รัสตัมอ่านว่าอย่างไร” บักเคนยื่นเศษกระดาษให้รัสตัมไปอ่านให้และแปลให้ฟัง

“การให้ทำให้มือว่าง”  “หมายความว่าอย่างไร” บักเคนถามรัสตัม “ผมไม่แน่ใจ การให้อาจจะหมายถึงมือถือของ ถ้าเรามอบสิ่งของให้กับคนอื่นถือ มือเราก็จะว่าง”  ขณะที่รัสตัมกำลังอธิบายชายชราก็นำน้ำชามาเสิร์ฟให้กับทุกคน “ผมขอถามหน่อย เศษกระดาษในก้อนขนมปัง หมายความว่าอย่างไร” นโปเลียนถามชายชรา

“ในก้อนขนมปังจะมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป เป็นปรัชญาที่หลากหลายที่ข้าต้องการสะท้อนให้คนซื้อขนมปังได้อ่านและคิดตาม” ชายชราอธิบายให้นโปเลียนกับทุกคนได้เข้าใจ

“แล้วการให้ทำให้มือว่างหมายถึงอะไรครับ” บักเคนถามขึ้นด้วยความสงสัย

          “การให้ เป็นสิ่งที่ผู้ให้มอบให้ แต่ ผู้รับอย่าไปคาดหวังจากผู้ให้ว่าจะได้มากหรือน้อยจะทำให้เป็นทุกข์ ถ้าคาดหวังว่าจะได้มาก ถ้าผู้ให้มีมาก แต่ให้ตนเองน้อย ก็รู้สึกว่าผู้ให้ตระหนี่ และเกิดทุกข์แต่ถ้าไม่คาดหวังว่าจะได้เท่าไหร่ ผู้ให้มอบของให้เท่าไหร่ก็พอใจก็จะไม่เกิดทุกข์” ชายชราอธิบายให้บักเคนได้เข้าใจ

อาดัมรีบบิก้อนขนมปัง ก็เจอเศษกระดาษเขียนเป็นภาษาอาหรับซ่อนอยู่ข้างใน ก็หยิบมันและยื่นให้ชายชรา “ท่านอ่านและแปลให้หน่อย” ชายชราได้หยิบเศษกระดาษของอาดัมขึ้นมา และอ่าน “จำไว้ถูกโกงราคา ดีกว่าถูกโกงคุณภาพ”ผมพอเข้าใจท่านไม่ต้องอธิบาย อาดัมเข้าใจปรัชญาในก้อนขนมปัง นโปเลียนก็หยิบเอาขนมปังมาบิดูบ้าง แล้วก็ยื่นเศษกระดาษให้กับชายชรา “ความสำเร็จทั้งหลายมีราคาที่คุณต้องจ่ายทั้งนั้น” “อืมส์น่าคิดความสำเร็จทุกอย่างมีต้นทุน” นโปเลียนนับถือแนวคิดของชายชราที่เอาปรัชญาซ่อนอยู่ในก้อนขนมปัง

เฟาเรสก็บิขนมปัง ก็เจอเศษกระดาษหล่อนก็ยื่นเศษกระดาษให้กับชายชราได้อ่านและแปลให้ฟัง “อย่าเขียนอะไรลงไปถ้าไม่อยากให้คนอื่นได้อ่าน” 

“ผมถามหน่อยเศษกระดาษเหล่านี้ใส่ในก้อนขนมปังทุกก้อนเลยหรือ”  นโปเลียนสอบถามชายชรา

“ใช่นายท่าน ผมจะใส่ปรัชญาต่าง ๆ ลงไปในก้อนขนมปังทุกก้อน เมื่อคนซื้อขนมปังไปก็จะได้อ่านเพื่อเตือนสติตนเอง” ชายชราตอบ นโปเลียน

รัสตัมก็เลยหยิบขนมปังก้อนสุดท้ายขึ้นมาและบิออกมาเจอเศษกระดาษ ก็อ่านในใจ บักเคนสงสัยเลยถาม “รัสตัมกระดาษของท่านเขียนว่าอะไร” ของผมเขียนสั้น “ปลอดภัย ดีกว่าเสียใจคุณเคน”

          “น่าสนใจ เป็นกลยุทธ์การขายขนมปังที่แปลกมาก ไว้กลับไปผมจะเขียนแนวคิดไว้ใต้กระดาษรองแก้วเหล้าในผับ” บักเคนบอกกับทุกคน

“แล้วขนมปังที่คนมาซื้อ เขาชอบไหม ที่มีเศษกระดาษซ่อนอยู่ในขนมปัง” นโปเลียนถามด้วยความสงสัย

“ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่เป็นแนวคิดที่ข้าคิดขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกต่างจากการขายจากร้านอื่น” ชายชราบอกกับนโปเลียน

“ก็แสดงว่าร้านค้าอื่น ก็สามารถลอกเลียนแบบได้ ใช่ในนายท่าน” รัสตัมถามชายชรา 

“การสร้างสรรค์แปลกใหม่ ย่อมถูกลอกเลียนได้ง่าย แต่ข้าไม่สนใจเพราะถือว่าเป็นร้านแรกที่ทำขนมปังมีคำสอนอยู่ในขนมปัง” ชายชราตอบรัสตัม

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (180)

พวกเราดื่มน้ำชาเรียบร้อยก็ออกเดินไปชมตลาดกันต่อ นโปเลียนได้นำ อาดัมเดินชมวิถีชีวิตคนไคโรที่แท้จริง เพราะเป็นที่รวมของคนชนชั้นล่าง พ่อค้า ที่คนรวยไม่อยากจะมาเดินเพราะรังเกียจกลิ่น ความสกปรก และความวุ่นวายในตลาด คณะของนโปเลียนได้เดินชมตลาดตั้งแต่สายจนถึงบ่ายก็เดินทางกลับที่พัก นโปเลียนก็เห็นกระดาษที่เขียนโจมตีตนบ้างประปรายแต่ก็ไม่สนใจ เพราะนึกถึงเศษกระดาษในก้อนขนมปัง ความสำเร็จทั้งหลายมีราคาที่คุณต้องจ่ายทั้งนั้น ทำให้นโปเลียนได้คิด มีคนรักก็มีคนเกลียด มากเช่นกัน ทำอย่างไรเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ ยิ่งใช้อำนาจยิ่งใช้ยิ่งลด แต่ถ้าสร้างบารมียิ่งสร้างยิ่งเพิ่ม ให้คนนับถือ

หลังจากกลับจากเดินตลาด นโปเลียนได้บอกกับอาดัม “พรุ่งนี้ผมจะให้คำตอบนะครับ”

“ครับท่าน แล้วท่านจะให้ผมมาพบเพื่อรับฟังคำตอบเมื่อใด” อาดัมถามนโปเลียน

“ก็มาฟังคำตอบพรุ่งนี้ตอนเช้าก็แล้วกัน”

“ได้ครับท่าน”

********************************************

นโปเลียนได้ไปพักผ่อนร่วมห้องกับเฟาเรส ทั้งคู่สนทนากันถึงอนาคตวันข้างหน้า “ท่านค่ะ จะกลับฝรั่งเศสเมื่อใด จะนำเฟาเรสไปกับท่านด้วยไหมค่ะ หรือท่านมีคนอยู่ที่ฝรั่งเศสแล้ว” เฟาเรสได้ถามนโปเลียนหลายคำถาม

อืมส์ผมมีภรรยาที่แต่งงานโดยถูกกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นไร รับได้ไหมจะไปอยู่กับผม ผมจะให้อยู่ใกล้กับคุณเคนที่เมืองมาเซย์

ผมรักคุณมาก อยากให้ไปถ่ายทอดวัฒนธรรมการเต้นระบำหน้าท้องที่ฝรั่งเศส  ผมคิดจะร่วมหุ้นกับคุณเคนและอาดัมเพื่อเปิดร้านอาหารมีการแสดงระบำหน้าท้อง เฟาเรสไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสดีกว่าอยู่ที่อียิปต์ ที่ฝรั่งเศสเสรี เปิดกว้าง ผมดูแลคุณได้ แต่ถ้าไม่ไปมันก็ยากสำหรับผมที่จะดูแลคุณ ได้ที่ไคโร” นโปเลียนได้บอกกับเฟาเรส

“แล้วแต่ท่านจะเมตตา ผู้หญิงไม่มีสิทธิมีเสียงแล้วแต่สามีจะว่าอย่างไร ก็ว่าตามกัน ท่านให้อยู่มาเซย์หนูก็อยู่มาเซย์” เฟาเรสตอบนโปเลียน

“ยอดรักของผม ขอบคุณในความเข้าใจ เรานอนกันเถอะ” ทั้งคู่ก็ได้เปิดสงครามสวาทกันอีกรอบ และก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

รุ่งเช้าเสียงระฆังดังเป็นกิจวัตรประจำวัน เสียงสวดอัลกุรอานดังขึ้น วิถีชีวิตคนไคโรได้เริ่มต้นวันใหม่ ก็ไม่แตกต่างจากทุกวัน นโปเลียนที่ตื่นเช้าตลอดได้ลุกขึ้นมาจุดตะเกียงอ่านหนังสือ หลักพิชัยสงคราม ของซุนจื่อ(ซุนวู)  ที่บาทหลวง ฌอง โชแซฟฟ์ มารี อามีโอต์ (Jean Joseph Marie Amiot) ได้แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาฝรั่งเศส และบาทหลวงได้มอบหนังสือให้กับนโปเลียนได้อ่าน และบอกกับนโปเลียนว่าต้องทำความเข้าใจหลักพิชัยสงครามของซุนจื่อให้ถ่องแท้ ถ้าพื้นฐานไม่ดีอ่านแล้วไม่ทำความเข้าใจ  รบกี่ครั้งก็แพ้ นโปเลียนได้อ่านทบทวนพิชัยสงครามหลายรอบ แต่ก็ยังแพ้ศึกต่ออังกฤษ และจักรวรรดิออตโตมัน   นโปเลียนเลยหยิบหนังสือมาอ่านทบทวนอีกครั้งถึงความพ่ายแพ้ของตน โดยอ่านทบทวนเพียงบางบทใน 13 บท ในบทที่ 1  ประมาณสถานการณ์ อันการสงคราม เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือวิธีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของรัฐ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพรพลและราษฎร จะไม่วิเคราะห์ หาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐาน 5 ประการ แล้วเปรียบเทียบสภาพของข้าศึกกับเรา เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะ ปัญหาพื้นฐาน 5 ประการคือ มรรค (ความเป็นธรรม), ฟ้า (ภูมิอากาศ), ดิน (ภูมิประเทศ), แม่ทัพ ที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา กฏ ระเบียบวินัยของกองทัพ บทที่ 2  การทำศึกกรีธาทัพหนึ่งแสน ซึ่งมีรถศึกเทียมด้วยม้าสี่ตัวพันคัน รถหุ้มเกราะหนังพันคัน พลเกราะหนึ่งแสน และเสบียงสำหรับทางไกลพันลี้ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ฉะนั้นการทำสงครามจึงควรเผด็จศึกโดยเร็วอย่าให้ยืดเยื้อ บทที่ 3 ยุทธศาสตร์เชิงรุก หลักการสงครามถือว่า การทำให้ข้าศึกยอมสยบถือเป็นยอด การทำลายข้าศึกถือเป็นรอง เพราะฉะนั้น กองทัพที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จึงมิใช่กองทัพที่สุดยอด แต่กองทัพที่สามารถทำให้ข้าศึกยอมสยบโดยไม่ต้องรบ ถือเป็นกองทัพที่สุดยอดแห่งสุดยอด บทที่ 4  รูปลักษณ์การรบ แม่ทัพผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม ก่อนอื่นจะต้องทำให้ฝ่ายตนตั้งอยู่ในฐานะที่ข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้ เพื่อรอโอกาสที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายตนเอาชนะได้, การที่ข้าศึกไม่สามารถเอาชนะเราได้นั้น ขึ้นอยู่กับเรา, การที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะเราเอาชนะได้นั้น อยู่ที่ข้าศึกเอง บทที่ 6  ความอ่อนแอ เข้มแข็ง ฝ่ายใดถึงสมรภูมิก่อนเป็นฝ่ายรอข้าศึก ฝ่ายนั้นไม่อิดโรย ฝ่ายใดถึงสมรภูมิทีหลัง อีกทั้งต้องรบอย่างฉุกละหุก ฝ่ายนั้นอิดโรย และในบทที่ 9 การเดินทัพ การจัดวางกำลังทหารและสังเกตการณ์สภาพข้าศึกในภูมิประเทศต่างๆ ควรใส่ใจในเรื่องต่อไปนี้ เมื่อจะยกทัพข้ามเขาจะต้องเดินใกล้หุบเขาที่มีแหล่งน้ำและหญ้า, เมื่อจะยกทัพข้ามแม่น้ำ ควรตั้งทัพให้ห่างไกลจากแม่น้ำ เมื่อจะยกทัพผ่านเขตหนองบึงต้องรีบผ่านไปโดยเร็ว การตั้งทัพจะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่สูงแห้ง ไม่ควรตั้งในพื้นที่ต่ำและเปียกแฉะ นโปเลียนนั่งทบทวนถึงการเดินทัพผ่านทะเลทราย ซึ่งไม่มีบันทึกไว้ในหลักพิชัยสงคราม  แต่ตนเองควรจะประยุกต์หลักการเดินทัพหรือตีความในหลักพิชัยสงครามให้ถ่องแท้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง น่าจะไม่พ่ายแพ้การรบในครั้งนี้

          เฟาเรสได้ตื่นขึ้นมามองเห็นนโปเลียนได้จุดตะเกียงอ่านหนังสือ เลยลุกขึ้นเดินไปโอบกอดคอนโปเลียน “อ่านอะไรค่ะที่รัก”

          “ผมอ่านตำราพิชัยสงครามทบทวนทำไมผมถึงแพ้ศึกกับอังกฤษและจักรวรรดิออตโตมัน ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงแพ้เพราะต้องเดินทัพยาวไกล ขวัญและกำลังใจของทหาร ไม่ค่อยดี ทหารไม่รู้ว่ารบไปเพื่ออะไร แม้ผมจะพูดปลุกใจ แต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทัพ การเจอโรคระบาด กาฬโรค ความแห้งแล้งในทะเลทราย การขาดแคลนน้ำดื่ม ความเจ็บป่วย และ อาวุธที่สู้ฝ่ายอังกฤษไม่ได้  การรบที่ยืดเยื้อ ทำให้ขาดเสบียงอาหาร อาวุธคือปัจจัยที่ทำให้ต้องพ่ายแพ้” นโปเลียนบอกกับเฟาเรส

          “ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้ว คิดไปก็ไม่สามารถเรียกสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาได้ค่ะท่าน จะทำให้กลัดกลุ้มเปล่า ๆ  ท่านต้องมองไปข้างหน้า เตรียมการให้พร้อม ดูจุดบกพร่องที่ท่านพบในการเดินทัพ” เฟาเรสบอกกับนโปเลียน