บักเคนทะลุมิติตอนที่177-178

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (177)

“ยินดีได้รู้จักค่ะท่าน” เฟาเรสได้เอ่ยปากทักทาย

“นี่คุณอาดัม”  นโปเลียนได้กล่าวแนะนำ “ยินดีได้รู้จักครับมาดาม”

หลังจากพูดคุยสักพักใหญ่   “วันนี้ผมจะนำพวกเราไปเที่ยวชมวิถีชีวิตคนไคโร” นโปเลียนบอกกับทุกคน

          “พวกเรานั่งรถคันเดียวกันกับผมได้เลย” นโปเลียนบอกกับทุกคน

                   รัสตัมยังคงเป็นสารถีขับรถม้านำนโปเลียนไปท่องเที่ยวในตลาดเมืองไคโร หลังจากออกจากจวนไม่นาน ร้อยโทลูคัสได้นำหน่วยทหารม้า 50 นายมาอารักขารถม้าของนโปเลียนมุ่งสู่ตลาดเมืองไคโร เศษสิ่งของทิ้งเกลื่อนกลาดเต็มถนน  บริเวณถนนมีแต่ความสกปรก เด็ก ๆ วิ่งเล่นส่งเสียงเอะอะดังสลับกับฝูงอูฐเดินเป็นแถวกองคาราวานนำสินค้ามาขายที่ตลาด อูฐหลายตัวได้ฉี่รดบนถนน สลับกับฝูงควายน้ำของชาวบ้านที่เดินออกไปทำนาริมฝั่งแม่น้ำไนล์ฝูงแพะเดินเล็มใบพุ่มไม้เตี้ย ๆ ข้างถนน ฝูงควายน้ำทิ้งขี้กองใหญ่  มันช่างเป็นบรรยากาศที่ตลบอบอวลด้วยกลิ่นฉี่อูฐ ขี้ควาย ขี้แพะ เฟาเรสถึงกับเอามืออุดจมูก

          “โอ ตลาดเช้าทำไมถึงมีกลิ่นรุนแรงขนาดนี้ มีแต่ความสกปรก ” นี่มันเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่วไป ที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้แตกต่างจากฝรั่งเศส หรือประเทศในยุโรป อังกฤษ อิตาลี ปรัสเซีย  เยอรมัน ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน เสรีภาพไม่มีในสังคมคนจน   พวกขุนนาง เจ้าของที่ดิน อัศวิน นักบวชจะมีอภิสิทธิมากกว่าคนเหล่านี้ พระจะมีสิทธิเก็บภาษีอากร ตามเขตการปกครอง ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย” อาดัมได้อธิบายให้เฟาเรสได้เข้าใจถึงชีวิตในอังกฤษ ส่วนในฝรั่งเศส บริเวณสลัมมีแต่ความสกปรก หนูวิ่งไปมา คนยากจนต้องอยู่ด้วยความแออัด ผมไปดูที่เมืองลอนดอนก็ไม่แตกต่างกัน”

          “เพราะอะไรคนจนถึงต้องมาอาศัยอยู่ในเมือง ไม่อยู่ในชนบท” บักเคนถามด้วยความสงสัย

          “คุณเคนต้องเข้าใจครอบครัวมีลูกกันหลายคนต้องแบ่งที่ดินให้ลูกทุกคน เมื่อที่ดินมีจำนวนจำกัด เมื่อแบ่งที่ดินทำกินที่ดินต้องลดลง เมื่อลูกมีออกลูกออกหลานที่ดินที่มีจำนวนน้อยก็ต้องลดสัดส่วนลง ถึงรุ่นหลาน เหลน อาจจะไม่มีที่ดินเหลืออยู่พอให้แบ่งลูก หลานที่ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องอพยพไปหางานทำในเมือง เลยการเป็นคนเมืองที่ต้องอาศัยอยู่อย่างแออัด” อาดัมอธิบายให้บักเคนเข้าใจ

          “แล้วทำไมลูกหลานที่ไม่มีที่ดินทำกินถึงไม่บุกเบิกที่ดินใหม่ละครับ”

          “พูดง่ายมันทำยาก เพราะที่ดินส่วนใหญ่เป็นของขุนนาง เชื้อพระวงศ์ นักบวช ที่ดินมีจำนวนจำกัด ถึงต้องมีคนอพยพไปอยู่ยัง ยังโลกใหม่ ไปขุดทอง ทำไร่อ้อยลาตินอเมริกา ไปบุกเบิกที่อเมริกา ไปอัฟริกาเพื่อขยายดินแดน” อาดัมอธิบายให้บักเคนเข้าใจ

          “อ๋อ ผมเข้าใจละ แล้วการลุกฮือของชาวนา คนยากจนในฝรั่งเศสที่ผมเคยไปร่วม ก็เป็นชาวนาที่ไม่มีที่ดินทำกิน ที่อาศัยอยู่ในเมือง ใช่ไหม บางคนเป็นแม่ค้าตลาดค้าปลา”

          “ใช่คุณเคน ชาวนาที่แท้จริง ที่มีที่ดินทำกินไม่ค่อยก่อการปฎิวัติ คนที่ได้รับผลกระทบคือ นักบวช ชนชั้นนายทุนมากกว่า”

ส่วนชาวนาทั่วไปในชนบทไม่ได้รับความยากลำบากถ้าเป็นเจ้าของที่ดินตนเอง มีข้าวต้ม ขนมปัง เ บียร์ ไวน์ให้ดื่มทุกวัน มีเนื้อตากแห้ง ผลไม้ในสวน เป็ด ไก่ นกพิราบ ห่าน มีน้ำผึ้งป่า มีโรงอาบน้ำสาธารณะให้อาบทุกวัน มีความสะอาดไม่แตกต่างจากคนรวย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมพบเห็นได้แก่ชาวนา หรือทาสที่ไม่ที่ดินทำกินต้องอาศัยเจ้าของที่ดิน คนเหล่านี่น่าสงสารมาก เป็นคนชั้นล่างสุด อาศัยอยู่อย่างแออัดในเมืองใหญ่

“แสดงว่าชาวนาที่มีที่ดิน ไม่ได้รับผลกระทบมาก ใช่ไหม”

“ก็ถูก แต่ถูกไม่หมด เพราะชาวนาต้องเสียภาษีให้ศาสนาจักร และขุนนาง ถ้าปีไหนเกิดความแห้งแล้ง ก็จะมีปัญหา ไม่สามารถเสียภาษีได้ แต่รัฐยังไปเรียกเก็บภาษีอีก ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ คนที่ลำบากที่สุด คือคนที่เช่านาเจ้าของที่ดิน ชนชั้นนายทุน ถูกเกณฑ์แรงงานถูกขูดรีดภาษี อาหารแทบจะไม่มีทาน อย่างที่คุณเคนเห็นภาพในฝรั่งเศส”

นโปเลียนนั่งในรถได้ฟังคำอธิบายของอาดัม เลยเกิดความทึ่ง ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสในช่วงการปฏิวัติ

“แล้วปัญหาเกิดขึ้นทั่วไปในยุโรปไหมครับอาดัม” บักเคนสอบถามด้วยความสงสัย บักเคนทำตัวเป็นหนูน้อยจำไมในการตูนส์อิคิวซังที่โด่งดัง

“เกิดขึ้นในยุโรปทั้งหมด เพราะคนปกครองที่แท้จริง คือระบบขุนนาง เจ้าของที่ดิน  หรือที่เรียกว่า ชนชั้นกระฏุมพี นักบวชจะมีอภิสิทธิมากกว่าคนทั่วไป” อาดัมพยายามอธิบายให้บักเคนเข้าใจ

“แล้วทำไมไม่มีคนแก้ความเท่าเทียมเหล่านี้” บักเคนถามต่อ

“ใครละจะเป็นคนแก้ เพราะคนที่เรียกร้องความไม่เท่าเทียมเมื่อตนเองอยู่ในตำแหน่งเหล่านั้น ที่ให้คุณให้โทษ แสวงหาผลประโยชน์ได้ เขาจะแก้ทำไม คุณเคนต้องเข้าใจสังคมนะครับ สังคมต้องประกอบด้วยคนรวยกับคนจน ถ้าสังคมมีแต่คนรวย ไม่มีคนจนใครจะทำงานให้เรา ถ้าสังคมมีแต่คนจน  คือจนเท่าเทียมกัน มันคือสังคมยุคแรกเริ่ม แต่ยุคนี้มีสิ่งของหลากหลาย ที่คนต้องการอยากได้เป็นเจ้าของ มันเลยเกิดระบบเศรษฐกิจขึ้นมา ที่เราเรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบนายทุน”

“แล้วทำไมไม่ทำให้ให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่แตกต่างกันมาก”

“มันอยาก คุณเคน มันต้องปฎิวัติ ต้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐทั้งหมด  ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยนับต้องแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน เช่น ทาสกับเจ้าของที่ดิน นายจ้างกับลูกจ้าง โดยจะมีคนหนึ่งเป็นผู้ข่มเหง และอีกคนหนึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหง  นายทุนมีบทบาทในสังคมมาก นายทุนเอาเปรียบชนชั้นแรงงานทุกวิถีทาง อำนาจของนายทุนคืออำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยกษัตริย์และผู้ปกครองก็อยู่ภายใต้อิทธิพลนายทุนด้วย พวกนายทุนทั้งหลายมักเรียกร้องเสรีภาพ เช่น การค้าขายอย่างเสรี การแข่งขันเสรี แต่แท้จริงแล้วเป็นการเรียกร้องให้ตัวเองเอาเปรียบผู้อื่น  ผมมองว่า นายทุนส่วนใหญ่เป็นพวกไร้ศีลธรรม มองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเพียงการสะสมเงินทอง ส่วนคุณค่าทางจิตใจ ความเมตตาปรานีหรือมนุษยธรรมแทบจะไม่มีอยู่ในสำนึกของนายทุน” บักเคนฟังคำอธิบายของอาดัม บักเคนนึกถึงแนวคิดของ คาร์ลมาร์ก ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้อีกหลายสิบปี

อาดัมอธิบายให้ทุกคนฟังต่อไปว่า “ชนชั้นกรรมาชีพจะชนะนายทุนในที่สุด ในตอนแรกสังคมอาจมีหลายชนชั้น แต่สุดท้ายจะเหลือเพียง นายทุน และ กรรมาชีพ ซึ่งจะถูกนายทุนข่มเหงตลอดเวลา จนต้องรวมตัวเป็นสหภาพกรรมกร และกลายมาเป็นพรรคการเมือง จนมีอำนาจเอาชนะนายทุนได้ ต้องยึดทรัพย์สินส่วนตัวของนายทุน เพราะสิ่งนี้คือ สัญลักษณ์แห่งความเห็นแก่ตัว ของนายทุน

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (178)

“ผมฟังคุณอาดัมพูดมา มันแย้งกันเองไหม คุณอาดัมบอกว่าสังคมต้องมีคนรวยกับคนจน สังคมถึงอยู่ได้ แต่แล้วกับบอกว่าต้องสร้างให้คนเท่าเทียมกันกำจัดคนรวยออกไป ให้ทรัพย์สินเป็นของรัฐ” นโปเลียนถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ไม่แย้งครับท่าน สังคมที่แท้จริงไม่มีความเท่าเทียมกันในโลก ท่านลองยกมือขึ้นดูซิครับ นิ้วมือของท่านยาวเท่ากันไหม ในความเท่าเทียมกัน มันก็ยังมีคนที่เหนือกว่า ในสังคมที่ยึดทรัพย์คนรวยตกเป็นของรัฐ แต่คนที่มีอำนาจ มีอภิสิทธิคือชนชั้นปกครอง เพียงแต่จำกัดชนชั้นนายทุน นักบวชออกไปเท่านั้น” อาดัมอธิบายให้นโปเลียนเข้าใจ

ท่านนโปเลียนเคยสังเกตคำสอนของนักบวชในศาสนาจักรหรือไม่   ในความคิดของผม พระเจ้านั้น คือผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ผู้คนยกย่องพระเจ้านั้น แท้จริงแล้วเป็นคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์นั่นเอง” อาดัมอธิบายถึงศาสนาจักร

“แล้วคุณอาดัมจะบอกว่าระบบไหนที่ดีที่สุด”  นโปเลียนถามด้วยความสงสัย

          “ระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ทำให้ช่องว่างคนรวยกับคนจน ห่างกันน้อยที่สุด ต้องเน้นการอยู่อย่างพอเพียง ต้องพึ่งตนเองให้ได้ ไม่เน้นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่คงจะทำยาก เพราะสังคมให้ความสำคัญกับวัตถุ ยึดถือคนรวย มีทรัพย์สิน เป็นอภิสิทธิ์ชน คนรวยสามารถใช้เงินซื้อได้ทุกสิ่งแม้กระทั้งความยุติธรรม เพื่อให้ตนพ้นผิด ทำตัวเหนือกฎหมาย อาดัมอธิบายให้บักเคนเข้าใจ

“โอ คนรวยทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน เป็นอย่างนี้เกือบทั่วโลก หรือเปล่า” บักเคนถามด้วยความสงสัย

“ผมไม่ทราบ” อาดัมบอกกับบักเคน

 “ผมเห็นคุณเคนสอบถามคุณอาดัมด้วยความสนใจ ทำให้ผมนึกได้ คำถามคุณเคนมันเป็นคำถามต่อเนื่อง ถ้าถามว่าทำไมน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทหาร ถึงต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้น” นโปเลียนสังเกตบักเคนถามอาดัมเลยเสนอความคิดขึ้นมา

“ก็จริงนะท่าน คำถามที่เริ่มถามด้วยทำไม ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดการบริหารแบบ Six Sigma ซิกส์ ซิกม่า” บักเคนบอกกับนโปเลียน

“อะไรคุณเคน ซิกส์ ซิกม่า ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน”

ซิกส์ซิกมา เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการมองและหาทางแก้ปัญหา อันดับแรกต้อง ระบุปัญหาเพื่อจะทำการแก้ไข ผมจะยกตัวอย่าง การเดินทัพในทะเลทราย ปัญหาคือการขาดแคลนน้ำดื่ม ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่สำคัญต่อกองทัพ ซึ่งท่านได้มอบหมายให้ทหารหน่วยหนึ่งไปขุดบ่อน้ำไว้ข้างหน้าแต่จำนวนทหารที่เดินทัพมากเกินไปแหล่งน้ำไม่พอเพียง ทหารที่เดินทัพตามหลัง เมื่อไปถึง น้ำดื่มที่ขุดบ่อก็แห้งหมดแล้ว ทหารที่ไปทีหลังก็ขาดแคลนน้ำดื่ม

ซึ่งทีมงานบริหารของท่านก็ได้มีการวัดความสามารถในการแก้ไขปัญหาน้ำดื่ม ด้วยการให้นักวิทยาศาสตร์ทำการแก้ไขด้วยการวางแผนและดำเนินการทำกระจกแก้วแบบโค้งและเอาใบไม้มากองในหลุมเพื่อให้น้ำระเหยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อได้รู้มีประสบการณ์ก็มาถ่ายทอดถอดเป็นบทเรียนของกองทัพในการเดินทัพในทะเลทราย “  บักเคนอธิบายต่อไปว่า  “ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม เพื่อระบุสาเหตุหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อปัญหานั้น ซึ่งเรียกสาเหตุหลักนี้ว่า KPIV (Key Process Input Variable)  สาเหตุที่แท้จริง การขุดบ่อน้ำ จำนวนไม่มากพอที่จะรองรับทหารที่เดินทัพได้ทั้งหมด ทุกคนเหนื่อยล้า และหิวน้ำ และบ่อน้ำก็ขุดตื้นเกินไป ทำให้น้ำซึมออกมาไม่ทันกับความต้องการ ที่เรียกว่า KPOV (Key Process Output Variable) ทำให้ทหารต้องเสียชีวิตเพราะขาดน้ำดื่ม เมื่อทราบปัญหาก็ต้องปรับปรุง  Improvement  ตั้งแต่สาเหตุหลัก ซึ่งพันเอกหญิงโคลเอ้ได้ให้ทหารมาขุดบ่อน้ำเพิ่ม และที่สำคัญการเดินทัพกลับ จำนวนทหารลดไปมาก การขาดแคลนน้ำดื่มจึงไม่มีปัญหา สุดท้ายคือการควบคุม สั่งการการแก้ปัญหาท่านก็ทำได้ดี มอบอำนาจการตัดสินใจให้ระดับล่างสามารถสั่งการได้เลย” บักเคนอธิบายให้นโปเลียนกับอาดัมเข้าใจถึงแนวคิดการจัดการ

          “เป็นประโยชน์มากเลยคุณเคน ผมจะนำไปปรับปรุงกองทัพเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป ขอบคุณคุณเคนมาก” นโปเลียนกล่าวชมเชยบักเคน    

          “ผมว่าแนวคิดของคุณเคนถ้าไปประยุกต์ในการผลิตสินค้าน่าจะเกิดประโยชน์ ผมจะแนะนำให้เพื่อนผมทีทำการค้าได้นำไปใช้” อาดัม

บอกกับบักเคน

          “นายท่านมาถึงตลาดแล้วครับ” รัสตัมร้องบอกกับทุกคน

“ไปพวกเราลองลงไปเดินชมร้านค้าตลาดกันดู” นโปเลียนได้บอกกับทุกคน และลงจากรถม้าโดยมีรัสตัมมาเปิดประตูให้

ทุกคนลงจากรถก็เดินชมตลาดกลางแจ้งมีพ่อค้านำของมาวางขายหลากหลาย เป็นถ้วยแก้ว ลูกปัด ผ้าหลากหลาย สัตว์ที่ถูกมัด มีทั้งไก่ แพะ รอถูกเชือด แพะหลายตัวมีน้ำตาไหลออกมา เหมือนรู้ตัวว่าจะถูกคนฆ่าเพื่อเป็นอาหาร เฟาเรสเห็นแพะตัวเมียแม่ลูก ถูกผูกไว้กับต้นไม้เล็ก น้ำตาแม่แพะไหล ส่วนลูกแพะยังไม่หย่านมก็ดูดนม แม่แพะ ชวนให้สังเวช บักเคนเห็นภาพ ก็เบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นภาพแม่แพะกับลูกแพะที่ต้องถูกคนซื้อไปเชือดทำอาหาร พยายามนึกว่าสัตว์โลกเป็นไปตามเวรและกรรม ตนเองคงช่วยอะไรมากไม่ได้

“ท่านค่ะ สงสารแม่แพะมีน้ำตาไหล และลูกแพะก็ยังตัวเล็ก ยังดูดนมแม่อยู่เลย น่าสงสารจัง หนูอยากจะช่วยชีวิตแม่แพะและลูกจะได้ไหมค่ะ จะขอซื้อไปเลี้ยง” เฟาเรสบอกกับนโปเลียน

“อืมส์ ถ้าสงสารก็ซื้อไปแล้วใครจะดูแล แม่แพะกับลูกแพะคู่นี้ ที่เรือนรับรองก็ไม่เลี้ยงแพะ” นโปเลียนถามเฟาเรส

“หนูอยากจะช่วยชีวิตแม่แพะคู่นี้ ส่วนคนเลี้ยงก็ไปฝากเพื่อนบ้านให้ช่วยเลี้ยง เพื่อนบ้านเป็นคนมีจิตใจเมตตา รักสัตว์ทานแต่ผักไม่ทานเนื้อ คิดว่าคงไม่มีปัญหา” เฟาเรสบอกกับนโปเลียน

“ถ้าอยากจะช่วยชีวิตแพะก็โอเค”  รัสตัมถามราคาแพะแล้วจ่ายเงินให้หน่อย” นโปเลียนหันมาสั่งรัสตัม

“ได้นายท่าน” เมื่อจ่ายเงินไถ่ชีวิตแพะ รัสตัมก็เป็นคนจูงแพะอีกหน้าที่หนึ่ง ทุกคนเดินชมตลาด นโปเลียนได้ถามทุกคนพวกเราเดินมาอาจจะเหนื่อยแวะดื่มชาก่อนจะดีไหม เห็นมีร้านขายน้ำชาอยู่ข้างหน้าไม่ไกล ทุกคนก็เดินไปโดยมีกองทหารม้า ได้ผูกม้าไว้นอกตลาด และมีทหารเดินติดตามประมาณ 30 นาย ส่วนรัสตัมได้มอบแพะแม่ลูกให้กับทหารจูงไปผูกไว้กับใกล้กับฝูงม้า แม่แพะเหมือนกับรู้ว่ารอดชีวิต ก็เดินตามทหารที่จูงไปอย่างเงียบ มีลูกแพะเดินติดตามอย่างไม่ห่าง นับเป็นความงดงามของชีวิตแม่ลูกที่ห่างความตายจากความเมตตาของเฟาเรส ที่เธอเดินมาพบก่อนลูกค้าคนอื่นจะซื้อแพะตัวนี้ไปย่าง หรือไปต้มกิน