บักเคนทะลุมิติตอนที่149-150

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (149)

การสู้รบดำเนินไปสักพัก ทหารม้าเจนิสซารี่ (Janissaries) สูญเสียอย่างหนัก ถูกยิงบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เหลืออยู่ไม่ถึงสองร้อยคน มูฮัมหมัด  บิน จามาล จึงได้ถอยทัพหนีไป

ทหารลองไปค้นดูทหารที่ถูกยิงตาย อย่าลืมยึดอาวุธมาให้หมด ส่วนทรัพย์สินของทหารที่ถูกยิงตาย ก็ให้ยึดมารวมกันเอาไว้ จากการตรวจนับมีทหารเจนิสซารี่ (Janissaries) ตายสี่พันกว่านาย  บาดเจ็บ สาหัส สองร้อย บาดเจ็บหนึ่งร้อย หนีไปได้ หนึ่งร้อยคนรวมทั้ง มูฮัมหมัด 

          ทหารบาดเจ็บสาหัส พลเอกบอร์นได้ให้ทหารทำการสังหารทิ้งเพื่อไม่ให้เกิดความทรมาน ส่วนทหารที่บาดเจ็บเล็กน้อยก็จับตัวเป็นเชลย สามารถยึดทรัพย์สิน อัญมณีได้จำนวนมากมาย ทองคำแห่งหลายพันแท่ง

          “ท่านนโปเลียน ทหารกองนี้น่าจะเป็นทหารแตกแถว ทำตัวเป็นโจรทะเลทรายตามที่ทรัพย์สินที่ยึดมาได้จำนวนมหาศาล พวกโจรมันจะพกย่ามใส่อาหาร กระสุนและทองคำแท่ง ส่วนอัญมณีจะซ่อนในผ้าโพกหัว” พลเอกบอร์นเอ่ยกับนโปเลียน

          “น่าจะใช่ท่าน ผมมอบให้พลเอกบอร์น ทำบัญชีทรัพย์สิน และแจกให้ทหารที่มาร่วมรบครั้งนี้ทุกคน ให้แบ่งทรัพย์สมบัติออก ปูนบำเหน็จทหาร ให้ทุกหน่วยทำรายงานขึ้นมา ทหารราบ และทหารม้าใครสังหารข้าศึกตายเกินห้าคน เอาทองคำแท่งไปสามแห่ง ถ้าต่ำกว่า 5 คนให้ทองคำแท่ง หนึ่งแท่ง ส่วนทหารปืนใหญ่ ที่ยิงข้าศึกตาย ให้เอาทองไปแบ่งกัน ในแต่ละหมวด หมวดละ 3 ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่คำนวนให้ทองคำแท่งคนละสองแท่ง และแจกอัญมณีคนละสองเม็ด ให้แจกให้ได้ทุกคน ส่วนหมอเสนารักษ์ ก็ให้ทองมาแบ่งกัน” นโปเลียนได้สั่งการ

          การแบ่งทรัพย์สินที่ยึดมาได้ ได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่ทหารที่มารบ นโปเลียนได้ทำตามสัญญา เมื่อยึดทรัพย์สมบัติข้าศึกได้ ก็ให้ทำการแบ่ง ส่วนการรบก่อนหน้านั้นก็ยึดได้เพียงอาวุธปืน ทรัพย์สมบัติไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่การรบในครั้งนี้ทำการยึดทรัพย์ขบวนกองโจรในคราบทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) ซึ่งเป็นความตกต่ำของจักรวรรดิออตโตมัน ที่ทหารบางส่วนได้ทำตัวเป็นโจรทะเลทรายคอยดักปล้นพ่อค้า และชาวบ้านตามเผ่าต่าง ๆ

          ที่กระโจมของนโปเลียน ได้ทำการสอบสวนเชลยด้วยตนเอง ร้อยโทลูคัส ทหารติดตามนโปเลียนให้พลทหารเอาผ้าปิดตาเชลย

          “บอกชื่อ และหน่วยของเจ้า”

          “ข้าร้อยโทรัสตัม มาจากจอร์เจีย สังกัดหน่วยทหารม้าของ พันเอก มูฮัมหมัด  บิน จามาล”

          นโปเลียนแปลกใจ ทำไมเชลยถึงตอบคำถามง่ายดายปานนี้ แต่เมื่อมองดูหน้าแม้ดวงตาจะถูกผ้าดำปิด แต่เสียงและท่าทางไม่มีเสแสร้ง

          “แล้วกองทหารเจ้ามีภารกิจอะไรถึงจะเดินไปเมืองกาซา”

          “ข้าเป็นทหารสังกัดสุลต่าน  สุลต่านซาลิมที่ 3 ได้รับคำสั่งให้ไปสอดแนมที่เปอร์เซีย”  รัสตัมตอบนโปเลียน

          “แล้วเจ้ามาทำอะไรที่กาซา พันเอก มูฮัมหมัด บอกว่าพวกเราไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว จึงนำทหารออกไปปล้นพ่อค้าและปล้นตามเมืองต่าง ๆ เมื่อได้ทรัพย์สินก็จะแบ่งกัน ข้าเบื่อเต็มที การเป็นทหารแต่ไม่ได้สู้รบกับศัตรู ทุกวันจะต้องวางแผนไปปล้น มันเสียเกียรติทหาร แต่ข้าก็พูดอะไรมากไม่ได้ ไปปล้นคนไม่มีทางสู้” นโปเลียนสอบถามต่อ

          “แล้วเจ้าทำไม่ไม่ร้องเรียน องค์สุลต่านซาลิมที่ 3 ถึงพฤติกรรมพันเอก มูฮัมหมัด”

“ นายท่าน องค์สุลต่านจะรับฟังทหารผู้น้อยหรือท่าน การร้องเรียนผู้บังคับบัญชามีความผิด ถ้าไม่จริงก็ถูกประหารทั้งครอบครัว มันเป็นไปไม่ได้ท่าน”

“ข้าเป็นนักโทษของท่านแล้วแต่ท่านจะตัดสินใจ”

“ถ้าปล่อยเจ้าไป เจ้าคงเอาข่าวไปบอกองค์สุลต่าน”

“นายท่าน ข้าเบื่อเต็มทีกับการเป็นโจร ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ชีวิตข้าเป็นทหารออกรบเพื่อชาติ ปกป้องบ้านเมือง แต่ต้องมาทำตัวเยี่ยงโจร พ่อแม่บอกว่าให้เราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ตามที่ได้ให้สัญญากับองค์อัลเลาะห์เอาไว้ แต่ข้ารู้ว่า การออกมาปล้นชาวบ้าน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ถ้า ข้าจะตายก็ขอให้ตายในการสู้รบอย่างสมศักดิ์ศรีดีกว่า”

บักเคนได้ยินการสอบสวนเชลย คำพูดของ เชลย มันสะกิดใจบักเคนยิ่งนัก

“การเป็นโจร ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี” ทำให้บักเคนนึกถึง จิตวิทยาของแอดเลอร์  เชลยศึกผู้มีประสบการณ์อันเลวร้ายเป็นแผลใจติดตัว แต่เชลยตัดสินใจไม่เอาสิ่งเลวร้าย ทำในสิ่งที่ผิดต่อมโนธรรมนั้นมากำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง จึงยอมมาสวามิภักดิ์ต่อนโปเลียน

ในมุมของ แอดเลอร์มองว่า ชีวิตคนคือการต่อจุดแต่ละจุดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การลากเส้นตรง ดังนั้นทุกจุดข้างหน้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่จำเป็นต้องต่อเป็นเส้นตรงจากจุดเดิม ความสุขในชีวิตที่แอดเลอร์นำเสนอก็คือความรู้สึกว่าตนเองมีค่ามีประโยชน์ แค่เพียงการมีตัวตนของเราในโลกนี้ก็เกิดประโยชน์ขึ้นแล้ว การมีตัวตนของเราสามารถยังความสุขใจและความพอใจ การมีชีวิตอย่างมีความสุขหาโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มเติม จะเล็กจะใหญ่ก็ล้วนทำให้คนคนนั้นมีความสุขได้ในทุกๆ วัน สิ่งที่รัสตัมคิด ไม่เอาความสัมพันธ์ของ ตนเองกับ พันเอก มูฮัมหมัด ที่สั่งให้ตนเองร่วมเป็นโจรปล้นชิง ไม่คิดจะเปรียบเทียบทรัพย์สมบัติที่แย่งชิงมาได้ และส่วนแบ่งที่ตนได้ ทำให้ใจไม่นึกอิจฉาเพื่อนทหารคนอื่นได้ทรัพย์สินจากการปล้นชิงมามากกว่า ไม่เกิดความต่ำต้อย และไม่ขัดกับมโนธรรม เมื่อมีโอกาสย่อมเลือกเส้นทางเดินใหม่ ไม่หลงอยู่กับการเป็นโจร ที่คำตอบสุดท้ายคือโดนฆ่าตาย

“เจ้าพูดได้ดี ข้าจะปล่อยเจ้าไป”

“ทหารปลดผ้าออก” นโปเลียนบอกให้ทหารปลดผ้าปิดตารัสตัมออก

“นายท่าน”

“ถ้านายท่านจะให้ข้าไปข้าขอภักดีขอเป็นข้ารับใช้นายท่าน ถ้านายท่านไม่รับจงฆ่าข้าเสีย” รัสตัมบอกนโปเลียน

“ถ้าเจ้าอยากติดตามจงสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อตลอดไป” นโปเลียนบอกรัสตัม

“ได้นายท่าน ข้ารัสตัมขอสาบานต่อองค์พระอัลเลาห์ว่าจะภักดีต่อนายท่าน ตราบชีวิตจะหาไม่ วันใดผิดคำสาบานขอให้ข้าถูกคมหอก ดาบ เสียชีวิต”

“เอาละ จะให้เจ้าเป็นผู้ติดตามของข้า”

“ขอบใจนายท่าน”

          บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (150)

หลังจากแจกทรัพย์สมบัติที่ยึดจากทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) ที่ไปปล้นชิงพ่อค้า และผู้บริสุทธิ์มา แจกให้กับทหารตามที่ได้ให้สัญญา ทำให้ขวัญและกำลังใจของทหารดีขึ้นมาก นโปเลียนได้มีคำสั่งเคลื่อนทัพต่อ ส่วนทหารฝ่ายข้าศึกที่บาดเจ็บไม่มาก ก็ให้เป็นทาสคอยรับใช้ ส่วนผู้ที่ไม่ยอม ก็ฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นภาระและหอกข้างแคร่ การเดินทางก็เจอพายุทรายทำให้การเดินทางต้องล่าช้าออกไปมากพอสมควร นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามนโปเลียนมาได้ศึกษาพันธ์พืชและสัตว์ทะเลทรายมากมาย เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในยุครู้แจ้งที่นโปเลียนมีส่วนผลักดันและสนับสนุน มากกว่าในยุคสมัยใด

          วันนี้นโปเลียนได้มาเคลื่อนพลมาเกือบใกล้เมือง ได้ตั้งทัพอยู่ริมทะเลสาบน้ำเค็ม ห่างจาก เมืองเอเคอร์ (Acre) ประมาณ 30 กิโลเมตร  เตรียมวางแผนจะบุกเมือง เอเคอร์ (Acre) ส่วนนักวิทยาศาสตร์เมื่อ นโปเลียนตั้งทัพใกล้ทะเลสาบ หลายคนได้ทำการทดลองแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ใครชำนาญเรื่องอะไร ส่วนนักชีววิทยา ก็ได้สำรวจ พันธุ์พืช สัตว์ รอบ ๆ ทะเลสาบ โดย ครุยส์ หรือ ครุยส์ ลี บัคตุยเลย์ (Claude-Louis Bertholet) ได้ร่วมทำการทดลองด้วย

“ยูเรก้า ข้าค้นพบสิ่งใหม่แล้วที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน”

อาการดีใจของครุยส์ที่กระโดดตัวลอย ด้วยความดีใจหลังจากได้ค้นพบว่าน้ำในทะเลสาบที่มีความเค็มทำให้ ความดันอุณหภูมิ และแสงสว่างเป็นปัจจัยที่ควบคุมการเกิดปฏิกิริยาเคมีนอกเหนือไปจากความรู้เดิม ที่ว่าคุณสมบัติของสารที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาเคมีอย่างเดียวเท่านั้นที่ส่งผลต่อการเกิดปฎิกิริยาทางเคมี

          “เราจะต้องเคลื่อนทัพเพื่อยึด เอเคอร์ (Acre) ให้ได้ ให้ส่งกองทหารสอดแนม ปลอมตัวปะปนไปสืบข่าวในเมืองดูก่อน

          “ได้ครับท่าน พลโทฟรานซิสเวียร์เป็น ได้ตอบรับคำสั่งของนโปเลียนและได้ส่งทหารพร้อมกับคนนำทางไปสำรวจในเมือง

          แสงแดดยามบ่ายส่องน้ำผิวทะเลสาบ เป็นประกายระยิบระยับ  ม้าสองตัว ยืนเคียงคู่กัน  โดยมี ชายคนหนึ่ง ที่ลดตัวลงมาเป็นคนรับใช้ คอยจับสาย จูงม้าทั้งสองตัวไว้ สายตาทั้งสามคน มองไปยังทะเลสาบ ดูเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังสาละวนกับการไปตักน้ำในทะเลสาบเพื่อนำมาทดลอง ใต้ร่มอินผาลัมที่ขึ้นกันหนาแน่นเป็นดงใหญ่ ช่วยบดบังแสงแดดส่องได้ดี

          “คุณเคนรู้ไหมทำไมผมต้องเดินทางรอนแรมจากบ้านมาถึงอียิปต์ แม้ว่าคณะกรรมการดิเร็กตัวร์ ต้องการให้ผมเป็นแม่ทัพ ในขณะที่ประเทศเรายังมีนายทหารที่เก่ง ๆมากมาย” นโปเลียนถามบักเคน

          “ผมไม่ทราบ คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของคนอื่น และคนอื่นก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของเรา ผมไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับจาก คณะกรรมการดิเร็กตัวร์  แต่ผมเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ผมทำ ผมทำตามความฝัน อยากเจริญรอยตาม อเล็กซานเดอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ อยากจะรวมยุโรป เป็นประเทศเดียวกัน ไม่มีสงคราม ไม่มีความขัดแย้ง ใช้เงินตราแบบเดียวกันแลกเปลี่ยน ทุกคนเดินทางได้เสรี ไม่มีทาส ไม่มีเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ ที่ทุกคนต้องมาเช่าที่ดินทำกิน ทุกคนต้องมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน”

          คุณเคนจำได้ไหม ทำไมผมถึงชอบคุณเคนอยากให้คุณเคนมา อียิปต์ด้วย ผมอยากแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกับคุณเคนที่มาจากสยามมาจากต่างวัฒนธรรม ไม่มีใครอยู่ในโลกอย่างปราศจากอคติ พวกเราทุกคนล้วนอยู่ในโลกส่วนตัวที่ตนเองสร้างมาทั้งสิ้น แต่เราก็จะให้ทุกคนเป็นเหมือนกับเรา อยู่ในโลกของเขาที่เรากำหนดมันขึ้นมา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า โลกที่เราสร้างขึ้นเป็นอย่างไร และโลกความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร ทุกคนจะคิดในมุมมองของตนเอง”

 “ทุกวันนี้ทุกที่มันถึงวุ่นวาย คุณเคนสังเกตไหม มุมมองของจักรวรรดิออตโตมัน ต้องการดำรงความยิ่งใหญ่ ให้เหมือนในอดีต แต่วันนี้ จักรวรรติออตโตมันกลับร่วงโรย  พันเอก มูฮัมหมัด มองว่าการปล้นสะดมเป็นสิ่งชอบธรรม เพราะเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้คือ ทรัพย์สมบัติของพวกเรา ที่จะปล้น แย่ง อย่างไรก็มีความชอบธรรม”

          คุณเคนอยู่ในฝรั่งเศสนาน ปัญหาของเจ้าของที่ดินในฝรั่งเศสก็ไม่แตกต่างกับโจร เช่น พันเอก มูฮัมหมัด สัตว์ป่า นก หนู ในที่ดิน ที่อาจจะมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่สิทธิเป็นของเจ้าของที่ดิน คนเช่านาไม่มีสิทธิจับกินได้ เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของเจ้าของที่ดิน ส่วนที่ดินที่เหลือ ก็เป็นของเชื้อพระวงศ์ นกเป็ดป่า ที่บินอพยพ ไก่ป่า ที่อยู่ในป่าชาวบ้านก็ไม่มีสิทธิล่ามาเป็นอาหารถ้าอยู่เขตขององค์กษัตริย์ หรือเชื้อพระวงศ์”

คราวปฏิวัติฝรั่งเศส ผมไม่ยุ่งเกี่ยว ผมรังเกียจมากกับการกดขี่ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องลุกมาต่อสู้ แต่ผมก็ไม่สนับสนุนชาวบ้านที่ใช้กฏหมู่ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การที่เป็นทหารไม่สามารถเข่นฆ่าพี่น้องร่วมแผ่นดินได้” นโปเลียนอธิบายยืดยาวให้บักเคนทราบความในใจ

          “ผมหวังว่าถ้ามีโอกาสได้ปกครองแผ่นดินฝรั่งเศส ผมจะให้คุณเคนมาช่วยผมวางแผนด้านเศรษฐกิจ ผมชอบแนวความคิดของคุณเคนมันแปลกใหม่และน่าจะทำได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศฝรั่งเศสและยุโรปทั้งหมด ผมจะให้คุณเคนวางยุทธศาสตร์การพัฒนาฝรั่งเศส 20 ปี เพื่อจะสร้างให้ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ยาวนานถึง 20 ปี” นโปเลียนบอกบักเคน

          “ยุทธศาสตร์การพัฒนา 20 ปีมันไม่ยาวไปหรือครับท่าน โลกมันเปลี่ยน ถ้าเรามายึดยุทธศาสตร์ 20 ปี เกิดประเทศอื่นเขาพัฒนาก้าวหน้ากว่าเรา เราตามเขาทันหรือครับท่าน เพราะต้องยึดกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ท่านวางไว้ 20 ปี” บักเคนโต้แย้ง

          “ผมไม่เคยเห็นประเทศไหน ในโลก วางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 20 ปี มันไม่น่าจะใช่ น่าจะเป็นแผนสืบทอดอำนาจทางการเมืองของท่านมากกว่า” บักเคนวิจารณ์แผนยุทธศาสตร์และต่อว่านโปเลียนอย่างไม่เกรงใจ

“ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม ถ้าฝรั่งเศส ยึดยุทธศาสตร์ 20 ปี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ คงก้าวหน้ากว่าเรานะครับท่าน  ท่านให้ใครคิดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีช่างปัญหาอ่อนยิ่งนักเหมือนกบอยู่ในกะลา”

          “ ฌ๊าคส์ เนกแกร์ เป็นผู้เสนอแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี  เพื่อความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ”

นโปเลียนตอบบักเคน

          “ถ้าท่านจะปกครองฝรั่งเศสอย่างยาวนาน ท่านต้องทบทวนแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีเพราะมันไม่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความเป็นจริง ผมสงสัยว่ามีแต่ประเทศเผด็จการที่คิดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีได้” บักเคนวิจารณ์ ตรงๆ

          “รัสตัม ที่จูงม้าและได้ยินนโปเลียนสนทนากับบักเคน ถึงกับพยักหน้าเห็นด้วย แต่ตนไม่มีสิทธิที่จะพูดหรือเสนอความเห็น ได้แต่ฟังเพียงอย่างเดียว