บักเคนทะลุมิติตอนที่147-148

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (147)

          หลังจากสองวันผ่านไป บักเคนพร้อมกับนโปเลียนได้ไปพบแม่ของซูซาน่า หรือซูซี่ เพื่อสู่ขอซูซี่มาเป็นภรรยาของบักเคน

บักเคนอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน ถึงแม้ตนเองจะรู้ดีกว่าความรักของตนกับซูซี่ จะเป็นความรักในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะไม่รู้จะนำซูซี่กลับฝรั่งเศสอย่างไรและจะเกิด (culture shock) หรือไม่ ถ้านำซูซี่กลับดอนมดแดง เพราะซูซี่มาจากโลกอดีตจะมีชีวิตกับโลกปัจจุบันได้อย่างไร บักเคนไม่อยากจะคิดให้ปวดหัว  บักเคนเลยฮัมเพลง แก้ปวดหัว

“Que Sera, Sera,

Whatever will be, will be

The future’s not ours, to see

Que Sera, Sera

What will be, will be.”

          คุณเคนไม่ไปไม่ได้หรือ ซูซี่ไม่อยากให้คุณเคนไปเลยนะ” ซูซี่ร้องไห้ อ้อนบักเคน น้ำตาซูซี่ร่วงเหมือนน้ำฝนพรมดอกส้ม พร้อมกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่คนรักต้องจากไกล รู้สึกใจหาย สองสัปดาห์วันชื่นคืนสุขผ่านไปช่างรวดเร็วยิ่งนัก วันนี้เป็นวันอำลา

          “ผมไปกับนโปเลียนแล้วจะรีบ กลับมาจะนำซูซี่และแม่ไปฝรั่งเศสด้วยกัน และถ้าซูซี่อยากไปอยู่กับผมที่สยามผมก็ยินดีนะ” บักเคนปลอบใจซูซี่

          บักเคนโอบซูซี่และจูบที่หน้าผากของซูซี่ ดูแลตัวเองให้ดี ๆ นะ ผมไปแล้วจะกลับมา บักเคนบอกลาครั้งสุดท้ายก็เดินไปรวมกลุ่มกับทหารเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปสู่สมรภูมิ นโปเลียนนำทัพเพื่อยึดดินแดนกาซ่า

*********************************************

ช่วงเช้า หลังพระอาทิตย์ส่องแสง ทหารหน่วยสอดแนมของนโปเลียนที่ล่วงหน้าไปสำรวจเส้นทางก่อน ได้กลับมารายงาน นโปเลียน “ท่านมีกองทัพไม่ทราบเป็นกองกำลังฝ่ายใด อยู่ห่างจากออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร กำลังมุ่งตรงไปยังเมืองกาซ่า”

“พอทราบจำนวนกำลังพลไหม”

“กองกำลังมีคาดว่ามีประมาณ ห้าพันคนส่วนมากมีแต่ทัพม้าและมีธง แต่ธงไม่ทราบที่มามีเพียงธงสีดำไม่มีสัญลักษณ์อะไรทั้งสิ้น” ทหารสอดแนมรายงาน นโปเลียน

“เจ้าจงติดตามไปแล้วรีบกลับมารายงาน”

“ครับท่าน”

นโปเลียนได้สั่งให้หยุดทัพและเรียกประชุม โดย พลเอกบอนท์ พลโทอเล็ก พลโท ฟรานซิส เวียร์ เพื่อวางแผน

“มีทหารหน่วยสอดแนมมารายงานมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายประมาณ ห้าพันคน กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองกาซ่า  พวกเราจะทำอย่างไรดี ลองสอบถามว่าเป็นกองกำลังฝ่ายใดก่อนดีไหม

 “ถ้าไม่ใช่ทหารแต่เป็นกองโจรมันจะยอมเจรจาหรือ ผมว่ามันต้องบุกโจมตีหน่วยงานที่ไปสอบถามแน่นอน กันไว้ดีกว่าแก้ ผมเสนอให้ตั้งทัพรอ และผมขออาสานำทหาร สามพันนายไปดูลาดเลา ก่อน” พลโท ฟรานซิส เวียร์ ได้เสนอความเห็นแก่นโปเลียน

“ดี อย่าไปรบติดพัน ให้ยิงเสร็จก็ควบม้ากลับมา ถ้าสู้รบติดพันจะไม่เป็นไปตามแผน ผมต้องการให้ยิงยั่วยุและล่อให้พวกมันตามมา ถ้ามันไม่ตามก็พยายามยั่วยุให้ตามให้ได้” นโปเลียนกำชับพลโท ฟรานซิส เวียร์

“เราตั้งทัพไว้รอก่อน โดยให้ทหารราบเคลื่อนที่เร็ว ประสานงานกับทหารม้า และให้ทหารปืนใหญ่เตรียมพร้อม ถ้าพวกโจรมันบุกเข้ามา ก็ให้ทหารปืนใหญ่ยิงถล่ม ตอนนี้ผมอยากให้ พันเอก เจนัวร์นำทหาร ไปกำหนดตำแหน่งที่กระสุนปืนใหญ่ตก โดยให้นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ช่วยไปคำนวณระยะทางของวิถีกระสุนปืนใหญ่ตก นักวิทยาศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ ได้ช่วยกันร่างวิถีกระสุนตก ได้ใช้กล้องส่องทางไกลมาคำนวณระยะทาง  จะได้กำหนดจุดที่ถ้าพวกโจรบุกมาถึงพิกัดให้ทหารปืนใหญ่ยิงถล่มได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดกระสุน”

นโปเลียนได้สั่งการเหล่าทหารและนักวิทยาศาสตร์ให้เตรียมพร้อมรับมือกับกองทหารหรือกองโจรที่ไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายใด

“ครับท่าน” พันเอก เจนัวร์ ได้นำนักวิทยาศาสตร์มาคำนวนองศาวิถีกระสุนเพื่อกำหนดตำบลกระสุนตก โดยได้มีการทำธงสีแดงไปปักไว้เป็นแนวที่กระสุนจะตก ตามคำสั่งนโปเลียน

****************************************

พลโท ฟรานซิส เวียร์ ได้นำทหารทหารม้าหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จำนวนสามพันนาย และล่ามนำทัพม้ามุ่งตรงไปยังทิศทางที่เมืองกาซา ตามที่หน่วยสอดแนมได้มาแจ้งข่าวข้อมูลการเคลื่อนไหว

ก่อนถึงเมืองกาซ่า มีกองทหารเจนิสซารี่ (Janissaries) นำโดย มูฮัมหมัด  บิน จามาล ได้ตั้งกองทัพรอ นโปเลียน ผืนธงดำปลิวไสว ทหารหลายพันนาย ผมสีทอง รูปร่างสูงใหญ่มีผ้าโพกหัวสีขาวมีขนนกยูงปัก พลโทฟรานซิส เวียร์ ได้เอากล้องส่องทางไกล มองดูกองทหารที่ไม่ทราบฝ่าย “พวกไหนกันแน่ ไม่บอกว่าเป็นพวกไหน แต่ดูไกล มีผมสีทอง รูปร่างสูงใหญ่” พลโทฟรานซิสเวียร์ ได้เอ่ยกับนายทหารคนสนิท”

“ผมก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่สังเกตดู มีผ้าโพกหัวน่าจะเป็นทหารออตโตมันมากกว่า” นายทหารคนสนิทบอกกับพลโทฟรานซิสเวียร์

          “ลองให้ล่ามตะโกนถาม ดูว่าเป็นพวกไหน” 

“จาคอฟ เจ้าจงไปสอบถามว่าซิว่าเป็นกองกำลังฝ่ายใด”

“ได้ครับนายท่าน”

จาคอฟได้ควบม้ามุ่งตรงไปยังกองทหารของ มูฮัมหมัด  บิน จามาล

ทหารของมูฮัมหมัด  บิน จามาล ได้ยกปืนขึ้นประทับพร้อมยิง เมื่อเห็นจาคอฟขี่ม้ามุ่งหน้ามาหาฝ่ายตน

จาคอฟขี่ม้าแต่หยุดในระยะห่าง พอที่กระสุนปืนคาบศิลาจะยิงมาไม่ถึง และป้องปากตะโกนถามกองทหารม้า

“ท่านเป็นกองทหารจากหน่วยใด” จาคอฟร้องตะโกนถาม

“พวกข้าเป็นทหารสังกัด สุลต่าน เซลิมที่ 3 “ ทหารออตโตมันคนหนึ่งร้องตะโกนตอบกลับไป

          “พวกท่านจะยกทัพไปไหน” จาคอฟได้ตะโกนถาม ไม่มีคำตอบจาก มูฮัมหมัด  บิน จามาล  ทหารออตโตมันได้ระดมยิงจาคอฟหลังจากตะโกนถามเสร็จ จาคอฟถึงกับตาเหลือก หันหัวม้ากลับ และควบกับไปหา พลโทฟรานซิสเวียร์

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (148)

“พวกเราเตรียมปืนให้พร้อม ถ้ามาในระยะยิงให้ยิงได้เลย ให้พลแตรเป่าสัญญานแตรเดี่ยวเตรียมยิง เมื่อผมสั่งให้ยิง ค่อยยิง ” พลโทฟรานซิสเวียร์  ได้สั่งการทหารคนสนิทและพลแตร

          กองทหารม้ามูฮัมหมัด  บิน จามาล จำนวน ห้าพันคน ได้ควบม้ามุ่งตรงมายังทหารของ พลโทฟรานซิสเวียร์   “พวกเรากระจายกันออกเป็นหน้ากระดานหนึ่ง เตรียมยิง เมื่อยิงเสร็จให้รีบควบม้ากลับไปยังทัพใหญ่ เพื่อล่อให้พวกมันตามไป” พลโทฟรานซิสเวียร์ ได้สั่งการกับทหารทุกคน เพราะทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) คือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก สามารถรบชนะทหารยุโรปในสมัยสงครามครูเสดอันเกรียงไกรได้ การเป็นทหารเจนิสซารีย์คล้ายกับพวกมัลลุค จะจับเอาเอาเชลยศึกมาฝึกเป็นทหารที่เรียกว่า “ฆูลัม” (Ghulam) ทหารทาส  คือการเอาเชลยศึกชาวคริสต์มาฝึกเป็นทหาร เมื่อจักรวรรดิออตโตมานแผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวาง การจะเอาเชลยมาฝึกเป็นทหารก็คงจะไม่พอ ราชสำนักออตโตมานจึงได้วางกฎเอาไว้ว่าเหล่าตระกูลขุนนางทั้งใหญ่น้อยที่เป็นคริสต์ออโธดอกซ์จะต้องจ่าย เดวฺซีร์มี (Devşirme)  ภาษีเลือด หมายถึงการส่งบุตรชายในตระกูลมาให้ราชสำนักออตโตมานบ้านละคนเพื่อให้เด็กชายเหล่านี้กลายเป็นทหารขององค์สุลต่านและไปเรียนทางด้านทหารที่ อะเซมิ ออกลัน อันเป็นโรงเรียนเตรียมทหารประจำมณฑลมาตุภูมิของตนเพื่อเข้ารีตเป็นอิสลาม จากนั้นก็ต้องเรียนพูดอ่านเขียนภาษาเติร์ก เรียนรู้ธรรมเนียมราชสำนักเติร์ก และศิลปะการต่อสู้ต่างๆอาทิเช่นมวยปล้ำ การใช้มีด การฟันดาบ การใช้หอกและง้าว การยิงธนู ยิงปืน ไปจนถึงการยิงปืนใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมจะเป็น “กาซี” (Ghazis) หรือ “นักรบ” ตามความเชื่ออิสลามนั่นเอง เมื่อฝึกจนสำเร็จหลักสูตรแล้ว เหล่าทหารหน้าใหม่นี้ก็จะถูกส่งตัวเพื่อมารายงานตัวต่อองค์สุลต่านและจะสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์อุษมานียะห์และศาสนาอิสลามไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

“พวกเรายิง ปัง…. ปัง… ปัง… ปัง… ปัง….ปัง”

กระสุนถูกทหารม้า เจนิสซารี่ (Janissaries) ร่วงจากหลังม้าและม้าหลายตัวถูกกระสุนปืน ล้มลง ทหารที่กำลังบุกเข้ามา ก็สะดุดม้า ร่วงลงและถูกม้าวิ่งทับเสียชีวิต

“ปัง…. ปัง… ปัง… ปัง… ปัง….ปัง เปรี้ยง เปรี้ยง ๆๆๆ” เสียงปืนคาบศิลา และปืนสั้น ตอบโต้กลับของทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) การยิงตอบโต้เริ่มทวีความดุเดือดขึ้น พลโทฟรานซิสเวียร์ ได้ตะโกนทหารถอยตามยุทธวิธี  พลโทฟรานซิสเวียร์ หลังจากยิงเสร็จก็ได้หันม้ากลับหลังและควบกลับไปหานโปเลียน โดยมีกองทหารจำนวน สามพันคน รีบควบม้ากลับไปอย่างรวดเร็ว

“อย่าปล่อยให้มันหนีไปเด็ดขาด ฆ่ามันให้หมด และยึดทรัพย์สินของพวกมันมา” มูฮัมหมัด  บิน จามาล ได้ร้องตะโกนสั่งทหารที่กำลังควบม้าไล่ติดตาม “ครับนายท่าน เอาโว้ย ฆ่ามัน ฆ่ามัน” เหล่าทหารม้า เจนิสซารี่ (Janissaries) ที่ควบม้าไล่ติดตาม ไม่มีเวลาบรรจุกระสุนปืน ได้แต่ร้องตะโกนออกมา ฝุ่นทรายคลุ้งกระจายเหมือนกับพายุทราย

ทหารม้าของพลโทฟรานซิสเวียร์เป็นทหารม้าเคลื่อนที่เร็ว เมื่อได้รับคำสั่ง เมื่อยิงเสร็จให้หันหัวม้าและควบกลับไปหานโปเลียนที่ตั้งทัพรออยู่

กองทหารนโปเลียนได้ตั้งทัพ มีการกำหนดพื้นที่สังหารไว้เรียบร้อย  เพียงแต่รอให้ข้าศึกเข้าพื้นที่สังหารก็จะจัดการสังหาร

นโปเลียนส่องกล้อง มองเห็นฝุ่นทรายคลุ้งกระจาย ทหารม้าสามพันนายกำลังควบม้าตรงมา ส่วนข้างหลัง ทหารม้าของข้าศึกก็ควบไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ “มาแล้ว” นโปเลียนลดกล้องลง และสั่งให้ทุกคนเตรียมตัว “ปืนใหญ่รอสัญญานจากผม รอให้พวกเราขี่ม้าพ้นธงแดงก่อนสักสามร้อยเมตร ถ้าข้าศึกยังตามมาอีก ดูสัญญานจากผม” นโปเลียนได้ย้ำถึงทหารปืนใหญ่

“ทหารราบเตรียมพร้อมถ้ามีข้าศึกมาใกล้ท่านให้ยิงได้”

 “ทุกคนพร้อม”

“พร้อม” เสียงตอบรับดังกระหึ่ม กลยุทธ์ของนโปเลียนต้องใช้กำลังทหารมากกว่าเพื่อบดขยี้ข้าศึก โดยการประสานงานระหว่าง ทหารราบ ทหารม้าและทหารปืนใหญ่ เป็นสามประสาน แต่ทหารที่สำคัญที่สุดคือทหารปืนใหญ่ และทหารราบ”

ทหารทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) คือทหารที่แกร่งที่สุด กล้าหาญ ไม่กลัวตาย ได้ไล่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด พอหน่วยแรก ควบม้าผ่านธงแดง ก็ได้ยิน เสียงปืนใหญ่ดังสนั่น “ตูม ตูม ตูมๆๆๆๆ

ร่างของทหาร ทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) พร้อมม้าแหลกเหลวเมื่อถูกกระสุนปืนใหญ่ เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง ม้าที่กำลังวิ่งมาถึงกับตกใจในเสียงปืนใหญ่ กระสุนปืนใหญ่ระดมยิ่งอย่างต่อเนื่อง ทุกนัด หลายชีวิตทั้งคนและม้าต้องด่าวดิ้น เลือดสาดกระจาย ม้าตื่นตกใจวิ่งพล่าน ทหารทหาร เจนิสซารี่ (Janissaries) ที่กำลังตามมาต้องหยุดม้ากะทันหัน เพราะนึกไม่ถึงว่า จะมีกองทหารพร้อมปืนใหญ่รอยิงถล่ม “ตูม ตูม ตูม ตูม”

“ทุกคนถอยก่อน”  เสียงตะโกนสั่งการของทหารติดตาม มูฮัมหมัด  บิน จามาล ได้ร้องตะโกนบอกทหารที่ติดตามมา ทหารม้าที่กำลังควบไล่มา ก็วุ่นวาย กระสุนปืนใหญ่ตกใส่ตัวหรือตกกลางฝูงม้า ทำให้ทหารและม้าเสียชีวิตเกลื่อน ส่วนทหารที่ไม่ถูกกระสุนปืนใหญ่หลายร้อยนายก็ไม่ฟังเสียงสั่งการพยายามควบม้าบุกตะลุยเข้ามายังกองทหารนโปเลียนเหมือนกับกามิกาเซ่ยอมฆ่าตัวตาย ยกปืนคาบศิลา ยิงใส่กองทหารนโปเลียนแล้วก็ควบม้าถอยกลับไป เสียงยิงต่อสู้ดังก้อง “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง” “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…” กระสุนปืนสั้น และปืนคาบศิลายิงใส่ทหารนโปเลียน

          โอ๊ย .. อ๊ากซ์ … ทหารม้า เจนิสซารี่ (Janissaries) หลายร้อยนายถูกยิงร่วงลงจากหลังม้า

สำหรับทหารนโปเลียน หลายสิบคน ถูกกระสุนปืนของทหารเจนิสซารี่ (Janissaries) เสียชีวิต ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บก็มีหมอสนามเอาคนเจ็บขึ้นเกวียนสนามไปรักษาตัวยังกลองบัญชาการที่ถูกทหารราบโอบล้อมเอาไว้

“ทุกคนยิง” เสียงพลโทอเล็ก สั่งการทหารราบ  “ปัง ปัง ปัง ปัง” ฝุ่นคลายฝุ้งกระจาย ควันจากปืนใหญ่ลอย กลิ่นคาวเลือดโชยชวนอาเจียน ผืนทรายถูกเลือดย้อมแดงฉาน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด

“พวกเราบุกเข้าไปฆ่ามันให้หมด”  มูฮัมหมัด  บิน จามาล เริ่มบ้าเลือด สั่งการให้ทหารม้า เจนิสซารี่ (Janissaries) สู้จนตัวตาย

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด

“ปัง ปัง ปัง” มีทหารม้า  เจนิสซารี่ (Janissaries) ขี่ม้าอารเบียตัวสูงใหญ่ พยายามจะบุกเข้าไปใกล้กับกองทหารนโปเลียนและถูกทหารของนโปเลียนยิงตกจากหลังม้าส่วนม้าก็ถูกยิงล้มลง ทหารหนึ่งนายรีบเอาปืนไปจ่อศรีษะเอาไว้   “จับเป็นไว้สอบสวน” เสียง

นโปเลียนตะโกนสั่ง” “ครับผม” ส่วนทหารอีกนายหนึ่งได้เอาปืนสั้นยิงที่ศรีษะม้า เพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมาณ “ปัง” กระสุนเข้าที่ดวงตาม้าตัดเส้นประสาทสมอง ส่วนทหารอีกนายก็ยิกไปที่หน้าอกหน้า “ปัง” เป็นการจบชีวิตม้าอารเบีย

เชลยที่ถูกยิงบาดเจ็บเลือดได้ไหลออกมาจากหัวไหล่ซึมผ่านเสื้อป่านสีขาว เป็นสีแดง หมวกที่สวมใส่หลุดลงกับพื้น ทหารรีบหยิบหมวกขึ้นมาดู สายตาถึงกับตกตะลึง “เรียนท่าน นโปเลียน ในหมวกทหารเชลยมีมุก มีพลอย หลายสิบเม็ดเย็บติดกับหมวดครับท่าน”

“ไหนเอามาดูซิ ในหมวกมีพลอย มีมุกได้อย่างไร” ทหารได้รีบวิ่งเอาหมวดมาให้นโปเลียน

ส่วน ทหารเสนารักษ์รีบเข้ามาดูแผลและฉีกชุดผ้าป่านสีขาวที่เปื้อนเลือดออก ทำการห้ามเลือด และทำแผล ส่วนทหารอีกสองคนรีบนำเชลยมามัดเอาแขนทั้งสองข้าง ๆ เชลยมีสีหน้าเจ็บปวด

“เบา ๆ อย่ารุนแรง ท่าน นโปเลียต้องสอบสวน” ทหารเสนารักษ์บอกทหารที่มาจับเชลยมัดเอาไว้