บักเคนทะลุมิติตอนที่143-144

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (143)

          กองทหารม้ามัลลุคถูกระเบิดตายนับพันคน ม้าตายเกลื่อนเลือดไหลนองทะเลทรายย้อมทรายสีแดงฉาน ส่วนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่อีกนับไม่ถ้วน กองทหารม้ามัลลุครีบถอย ไปตั้งหลักและเริ่มระดมยิงปืนใหญ่ใส่ทหารนโปเลียน แต่ด้วยเป็นปืนใหญ่รุ่นเก่าประสิทธิภาพด้อยมาก การยิงระยะไกล ลูกกระสุนไม่ถึงที่ตั้งของนโปเลียน การดวลกันด้วยปืนใหญ่ นานครึ่งชั่วโมง

ตูม ….ตูม… ตูม.. ตูม ทหารม้ามัลลุคได้ถอยหลังกลับไปประมาณ 6 หมื่นคน ทิ้งทหารตายเกลื่อนนับหมื่นศพ

          เวลาประมาณแปดโมงเช้า ทหารม้ามัลลุคได้ถอยทัพกลับไปอย่างบอบช้ำ

          ร้อยตรี ลีโอ ทหารเสนารักษ์  “เรียนท่าน นโปเลียน จะให้ทหารของเราไปช่วยเหลือทหารม้าข้าศึกไหม คงจะมีคนรอดชีวิตและบาดเจ็บอยู่มาก ไม่น่าจะเสียชีวิตทั้งหมด”

          “ไม่ต้อง ผมคิดว่าข้าศึกคงถอยไปตั้งหลักอีกสักพักคงจะโจมตีอีก บอกให้ทหารทุกหน่วยเตรียมตัวให้พร้อม เราใช้ทุ่นระเบิดหมดแล้ว ผลประสบความสำเร็จด้วยดี ต่อไปคงต้องอาศัยปืนใหญ่ และพวกท่านทำการสู้รบ ทหารข้าศึกมากกว่าพวกเราสองเท่า แต่ตอนนี้เสียขวัญ ถูกยิง ถูกระเบิดได้รับบาดเจ็บนับหมื่นคน คงต้องกลับมาแก้แค้นแน่นอน” นโปเลียนได้สั่งการลงไป

          เสียงกลองตีพร้อมกับเสียงแตรดังก้องทะเลทราย กองทหารม้ามัลลุคได้บุกโจมตีอีกรอบ “พวกเราบุกโจมตีเลย ทหารม้ามัลลุคอาศัยกำลังมากกว่า ได้ควบม้าโจนทะยานเข้ามาประจันหน้ากับทหารนโปเลียน นโปเลียนได้สั่งให้ทหารปืนใหญ่ ยิงปืนใหญ่

“ยิงได้”  บึม บึม…บึม”

ควันลุกโชน โอ๊ยๆๆๆ อ๊ากซ์…..ๆๆๆ ทหารม้ามัลลุคตายเกลื่อน พวกที่ตายก็ตายไปพวกที่เหลือก็บุกเข้ามาอีก ม้านับหมื่นตัว ควบเข้ามาฝุ่นทรายคลุ้งกระจายเหมือนกับพายุทะเลทรายมองอะไรแทบไม่เห็น

 ทหารและม้าที่กระสุนปืนใหญ่ตกใส่ กระเด็นกระดอน ตายเกลื่อนที่ไม่ตาย ก็บุกต่อไป ม้าหลายตัวตกใจพยายามสะบัดทหารมัลลุคให้ตกจากหลังม้า  แต่ด้วยความชำนาญของทหารม้ามัลลุคได้บังคับม้าไม่ให้ตกใจ และพยายามบุกเข้าไปประชิดหน่วยทหารของนโปเลียน พวกที่ใกล้ที่สุดก็ยิงปืนใส่ทหารนโปเลียน “ปัง ปัง ปัง ….ๆๆๆ เปรี้ยง… เปรี้ยง”

 ร้อยเอก ลูคัส ผู้บังคับกองร้อย  ทหารราบส่วนหน้า อยู่แถวหน้าได้สั่งให้ให้ทหารแถวแรกยิง ทหารม้ามัลลุคที่บุกเข้ามา หน่วยแรกยิง “ปัง ปัง ปัง …ๆๆๆ”   เมื่อยิงเสร็จทหารหน่วยแรกก็ถอยไปบรรจุกระสุน หน่วยสอง ยิง “ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ… เสียงปืนดังกึกก้อง ทหารม้ามัลลุคได้พยายามบุกเข้ามา “หน่วยสามยิง ปัง ปัง ปังๆๆๆๆ” การสั่งการสลับกับการบุกโจมตีของทหารม้ามัลลุคเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารราบของนโปเลียนที่อยู่ส่วนหน้าถูกกระสุนปืนล้มลงไปหลายนาย “โอ๊ย ถูกยิง”  “อ๊ากซ์ ๆๆๆ” ทหารม้ามัลลุคได้บุกเข้ามาแม้เพื่อนจะถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกที่เหลือก็บุกเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย แม้พวกเขาจะมีแค่ปืนคาบศิลา และปืนสั้น แต่หัวใจนักสู้เต็มร้อย การต่อสู้เป็นไปด้วยความดุเดือด ทหารม้ามัลลุคที่เก่งกาจต้องพลีชีพเมื่อเจอกับทหารฝรั่งเศสที่มีเทคโนโลยีและเทคนิคการรบที่เหนือกว่า

          “ยิงต่อเนื่องอย่าได้หยุด”  “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง” เสียงบัญชาการของพลเอกบอร์นที่สั่งบัญชาการรบ ทหารม้ามัลลุคพยายามบุกโจมตีอีกครั้ง พยายามทะลุทะลวงทางด้านข้างและด้านของหลังของโอเอซีส นโปเลียนสั่งให้ทหารระดมยิงอย่าได้หยุด

บักเคนถึงกับหูอื้อ กับเสียงปืนใหญ่ เสียงปืนยาว ปืนเล็กที่ระดมยิงดังกึกก้อง  “น่าจะหูดับถ้ายิงกันอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน” บักเคนบ่นพึมพำ

การยิงกันตั้งแต่เช้าตรู่และทหารม้ามัลลุคถอยไปตั้งหลักและบุกอีก กินเวลาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ศพทหารม้ามัลลุคตายเกลื่อน ซากม้าหลายพันตัวตายในสงคราม เลือดของทหารม้ามัลลุคไหลนองย้อมผืนทรายเป็นสีแดง การรบน่าจะยืดเยื้อ และทหารหน่วยเสนารักษ์ของนโปเลียนก็ใช้เกวียน วิ่งมารับทหารที่ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บนำไปรักษาที่กองบัญชาการอยู่ตรงกลาง ทหารเสนารักษ์ ใช้มาลากรถพยาบาลมารับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ เข้าโรงพยาบาลสนาม กันวุ่นวาย

สวรรค์ทรงเห็นมนุษย์เข่นฆ่ากันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ พระองค์ทรงบันดาลให้เกิดพายุทรายพัดกระหน่ำ ทำให้การรบต้องยุติลงโดยปริยาย

          “พายุทรายพวกเราถอย ทหารม้ามัลลุคได้ให้สัญญานธงและสัญญาแตร จากผู้ติดตามมูแรดให้ถอยทัพ

กองทหารม้ามัลลุคเมื่อเมื่อได้ยินเสียงสัญญานก็ได้ถอยทัพทิ้งศพเพื่อนทหารตายเกลื่อนสมอภูมิ ไม่สามารถนำศพเพื่อนที่ตายในการสู้รบกลับคืนไปได้ คงปล่อยให้ทรายกลบฝังหรือเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (144)

          การพ่ายแพ้ของกองทหารม้ามัลลุคเป็นความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทหารม้าตายสองหมื่นคน บาดเจ็บหลายพันคน กองทหารม้ามัลลุคได้เดินทางในทะเลทรายเพื่อไปยังโอเอซีสใกล้กับเมืองฟายุม (Faiyum) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไคโร เพื่อรอการแก้แค้นนโปเลียน “สงครามยังไม่จบ ข้ายังไม่พ่ายแพ้” มูแรดได้เงยหน้าขึ้นฟ้าร้องตะโกนบอกกับท้องฟ้า เพื่อให้รับรู้ถึงความตั้งใจจริงที่ต้องการขับไล่นโปเลียนออกไปจากดินแดนอียิปต์ที่ตนยึดครอง

สงครามไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย แล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล สังคมส่วนใหญ่เป็นสีเทาที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าใครดีใครไม่ดี แต่คนส่วนใหญ่จะนิยมผู้ชนะให้เป็นพระเอก ส่วนผู้แพ้คือผู้ร้าย กองทหารม้ามัลลุคในสายตาของนโปเลียนคือผู้ร้ายแต่ในมุมมองของมูแรด กองทัพนโปเลียนคือผู้ร้ายที่มารุกรานอียิปต์ที่ตนปกครอง อยู่ การกล่าวอ้างเพื่อปลดปล่อยอียิปต์ แต่สุดท้ายนโปเลียนก็ปกครองอียิปต์เสียเอง เป็นการใช้วาทกรรมอันสวยหรู

การปฏิวัติยึดอำนาจของผู้นำทั่วโลก ก็อ้างว่าปลดปล่อยประเทศจากการโกงกินของผู้นำคนเก่า ถ้าไม่ปฏิวัติประเทศชาติจะล่มจม แต่หารู้ไหมว่าเมื่อตนเองปกครอง ก็โกงกินเช่นกัน บางครั้งยังโกงกินมากกว่าผู้นำคนเก่าที่ตนโค่นล้มไป เมื่อตนครองอำนาจต้องหาทางป้องกันไม่ให้ตนเองถูกยึดอำนาจ ออกกฎหมายมากดหัวไม่ให้คนต่อต้าน โดยอ้างเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อำนาจเป็นสิ่งหอมหวาน สามารถบันดาลให้เหล่าแมลงวันบินมาเกาะและเลียอำนาจเพื่อขอปันส่วนแบ่ง

 ผู้อยู่ในอำนาจต้องการรักษาอำนาจให้ยาวนาน ส่วนผู้ต่อต้านก็พยายามปลดปล่อย ขับไล่ผู้ปกครองคนเก่าให้ออกไปให้ได้

          วาทกรรมการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม จึงเหมือนผายลมจากปากเหม็นคลุ้ง ของผู้มีอำนาจ มีการวางแผนตั้งแต่ต้นเพื่อครองอำนาจให้ยาวนาน ใช้ทุกวิถีทางไม่ให้ผู้ที่ต่อต้านชนะการเลือกตั้ง ถ้าฝ่ายตนเองพ่ายแพ้ก็จะปฏิวัติล้มล้างการปกครองเพื่อให้ตนเองครองอำนาจต่อไป อริสโตเติล เคยกล่าวเอาไว้ ความดีของมนุษย์ต้องสิ้นสุด เมื่อเล่นการเมือง       

          “ท่านนายพลบอร์น พลโทอเล็ก สำรวจดูซิมีทหารเสียชีวิตจากการรบกี่นายบาดเจ็บกี่นาย” นโปเลียนได้สั่งการให้นายพลทั้งสองสำรวจทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการรบ

          “ได้ครับท่าน”

          “เรียนท่านนโปเลียน มีทหารเสียชีวิตจากการสู้รบแปดร้อยสี่สิบสองนาย  บาดเจ็บสาหัส สามพันหกร้อยสิบเจ็บนาย และบาดเจ็บเล็กน้อย หนึ่งหมื่นห้าพันสี่ร้อยสองนาย” พลโทอเล็ก รายงานนโปเลียน

          ฝังทหารที่เสียชีวิตไว้ที่โอเอซีส แห่งนี้อย่างสมเกียรติ ส่วนทหารบาดเจ็บสาหัส ก็ให้ท่านเกลแบร์เป็นผู้รับผิดชอบ รบกวนดูแลทหารที่บาดเจ็บถ้าอาการดีขึ้นก็ค่อยลำเลียงกลับไคโร ผมจะทิ้งทหารเสนารักษ์ ทหารหญิงและทหารม้าไว้ห้าพันนาย เพื่อดูแลทหารที่บาดเจ็บและให้นักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยาค้นหาสัตว์พืชที่อาศัยในโอเอซีสแห่งนี้ ให้ คุณเอสเจนส์ สำรวจสัตว์อาศัยอยู่ในทะเลทราย และ คุณ ซีแลร์ เป็นหัวหน้าทีมสำรวจพืช และให้พันเอกซาร์เวียร์ ผู้บังคับการทหารราบเคลื่อนที่เร็วไปกับผู้นำทางที่ผมจะทิ้งไว้ให้ สองคน ซาดัด กับอามุน เพื่อไปเจรจาซื้อเสบียงอาหารจากชาวบ้านที่อาศัยบริเวณโอเอซีสใกล้เคียง ส่วนทหารที่ได้บาดเจ็บไม่มากให้พักรักษาตัวอีกสามวันพวกเราจะเดินทางต่อไปยังซีเรีย”

“ครับท่านนโปเลียน”  ซาดัดกับอามุน ขานรับพร้อมกัน

“ครับผม  จะรีบดำเนินการ” พันเอก ซาเวียร์ตอบนโปเลียน

“ได้ท่านนโปเลียน ผมจะดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บเอง และจะไปร่วมสำรวจกับนักชีววิทยาในการสำรวจพันธุ์ไม้ในโอเอซีสแห่งนี้”เกลแบร์ตอบนโปเลียน

สามวันผ่านพ้นไปนโปเลียนขี่ม้าคู่กับบักเคน ออกเดินทาง ส่วนรถม้าประจำตำแหน่งให้นักวิทยาศาสตร์ หมอที่ไม่ได้รับมอบหมายใช้เดินทางต่อไปยังเมืองจัฟฟา ก่อนที่จะถึงเมือง ดามัสกัส เมืองหลวงรัฐเคาะลีฟะฮัอมัยยะฮ์  ประเทศซีเรีย

การเดินทางเที่ยวนี้นโปเลียนได้เตรียมน้ำให้พร้อม ด้วยการเตรียมน้ำจากโอเอซีส และให้ทหารไปหนึ่งกองพล เดินทางไปล่วงหน้า เพื่อทำการขุดบ่อน้ำทุกระยะในจุดที่จะแวะพักค้างแรม เพื่อให้น้ำซึมออกมาก่อนที่ ทหารที่เดินทัพ มาถึงได้มีน้ำดื่มเพียงพอตลอดการเดินทาง

          การเดินทางหลายวันผ่านไปไม่มีโจรเบดูอิน หรือทหารม้ามัลลุคมารบกวนการเดินทาง วันนี้ กองทัพนโปเลียนได้เดินทางถึงเมืองจัฟฟา

          นโปเลียนให้กองทหารตั้งค่ายอยู่นอกเมืองก่อนส่วนตนเองกับบักเคน พลเอกบอร์นและพลโทอเล็ก  หมอ นักวิทยาศาสตร์ ได้เดินข้างเข้าไปในเมืองจัฟฟา      

“สภาพเมืองจัฟฟา ทำไมมันสกปรก ผู้คนนั่งอย่างสิ้นหวัง คนเจ็บป่วยนอนอยู่หน้าบ้านเกือบทุกครัวเรือน บางบ้านมีกลิ่นศพเน่าเหม็นกระจายไปทั่วเมือง เกิดอะไรขึ้น”  นโปเลียนต้องยกผ้ามาปิดจมูก

          “น่าจะเกิดโรคติดต่อครับ”  คุณหมอฮาร์เนมานน์สันนิษฐาน คุณหมอลองให้หมอเสนารักษ์ไปสอบถามคนป่วยดูว่ามีอาการอย่างไรบ้าง” นโปเลียนบอก คุณหมอฮาร์เนมานน์

          “ได้ครับท่าน ผมจะไปตรวจดูด้วยตนเอง”

          หมอฮาร์เนมานน์ได้บอกกับนโปเลียน “ท่านครับทางที่ดี ท่านควรกลับค่ายอย่าเพิ่งเข้าไปในเมือง คาดว่าเมืองนี้น่าจะเกิดโรคระบาด ส่วนคนป่วยเดี๋ยวผมสอบถามอาการแล้วจะกลับไปแจ้งท่าน”

“ได้ คุณเคนเคยเจอเหตุการณ์คนป่วยนอนรอความตาย  อย่างนี้บ้างไหม” นโปเลียนสอบถามบักเคน

“ไม่เคยครับ  เพียงแต่ได้ยินคนแก่เล่าว่า คนป่วยที่สยามตายเป็นจำนวนมาก เพิ่งเห็นกับตาครั้งแรก สยามเขาเรียกโรคห่าครับ”

“โรคห่าคืออะไร” นโปเลียนสงสัยในคำตอบบักเคน

“โรคห่าคือ โรคคนตายคราวละมากๆ บักเคนตอบนโปเลียน

สักพัก หมอฮาร์เนมานน์ได้เดินมารายงานอาการของคนไข้

“ท่านนโปเลียนคนไข้เป็นกาฬโรคครับท่าน เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งที่ร้ายแรงมาก”

“คุณหมอ คนป่วยเป็นโรคอะไร กาฬโรคหรือครับ” บักเคนถาม เพราะได้ยินไม่ชัด

          “ใช่ครับ คุณเคน คนป่วยเมืองนี้เป็นกาฬโรค ที่ฆ่าคนในเมืองนี้

          คุณหมอพอทราบประวัติโรคร้ายนี้ไหม” นโปเลียนสอบถามด้วยความสนใจ

โรคนี้เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ทางการแพทย์เรียกว่า กาฬโรคแห่งจัสติเนียน”(Plague of Justinian) หมอหลายคนคาดกันว่ากาฬโรคซึ่งมีต้นกำเนิดในจีน แล้วแพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ ที่อียิปต์มีหนูและตัวหมัดจำนวนมากโรคจึงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว  กาฬโรคทำให้ ชาวคอนสแตนติโนเปิลต้องเสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน และสุดท้ายเสียชีวิตครึ่งหนึ่งของประเทศ และมันแพร่ระบาดมายังฝรั่งเศสใน ค.ศ. 588 ทำให้คนฝรั่งเศสตายเกือบ แปดล้านคน ทำให้ประกรในยุโรปลดลงกว่าครึ่ง” หมอฮาเนมานน์ บอกนโปเลียน

หมอฮาเนมานน์ ได้กล่าวต่อไปว่ากาฬโรคยังระบาดรอบสอง เริ่มต้นจากประเทศจีนและระบาดตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) และกระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป และแอฟริกา ทำให้ประชากรโลกในขณะนั้นลดลงจาก คน จีนเสียประชากรราวครึ่งประเทศ 123 ล้านคนเหลือเพียง 65 ล้านคน