บักเคนทะลุมิติตอนที่102-104

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (102)

 สภาประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นางซูซาน มารัต (Susan Paul Marat) มารดาของ พอล มารัต (Jean-Paul Marat) ที่ถูก นางสาวชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charotte Corday) ฆ่าตาย โดยทนายท้องถิ่นได้ยื่นฟ้อง นางสาวชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charotte Corday) เป็นจำเลยข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย ซึ่งสภาประชาชนได้พิจารณาหลักฐานและได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนางให้ตายตกไปตามกันโดยให้ประหารชีวิตพรุ่งนี้เวลาตีสี่

การดำเนินคดียังดำเนินต่อไปพระนางมารี อังตัวเนต หลังจากถูกควบคุมตัวมาด้วยรถเกวียนบรรทุกนักโทษมาถึงศาลากลาง           คอมมูน เพื่อพิจารณาคดี โดย ฟูกิเยร์ ได้ยื่นฟ้องข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศออสเตรียที่บุกฝรั่งเศส

“ไม่จริง ดิฉันไม่ใช่คนเช่นนั้น ฉันอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ ก็เป็นคนฝรั่งเศส เรื่องการเมืองดิฉันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย               อย่าปรักปรำคนบริสุทธ์อย่างฉัน” พระนางมารี อังตัวเนต ได้กล่าวแก้ตัวโดยไม่มีทนายแก้ต่างแต่อย่างใด

โรแบสปิแยร์ ได้พูดต่อหน้าคณะกรรมการสภาประชาชนที่กำลังไต่สวนพระนางมารี อังตัวเนต

“ท่านเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการทรยศต่อพระเจ้าหลุยส์ ซึ่งจากหลักฐานเอกสารที่ข้าได้อ่านดูคำฟ้องร้องแทนประชาชนชาวฝรั่งเศส ปรากฏว่า ในบรรดาราชินีทั้งหลาย เป็นต้นว่า เมสซาลีน บรูเนอโอ เฟรเดกองด์ และมารี เดอ เมดิซี     โดยพระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชิ เป็นพระราชินีต้นกำเนิด “ตำนานมืด” (The Black Legend) ของ “พระราชินีผู้ชั่วร้าย”  ทรงถูกประณามว่าเป็น (Machiavellian Renaissance Prince) ผู้ป้อนความกระหายอำนาจด้วยการอาชญากรรม, การวางยาพิษ และบางที    ก็ถึงกับใช้อำนาจเวทมนตร์ อากริพพา โดบิน (Agrippa d’Aubigné) ที่เมื่อก่อนเรายอมรับว่านางเป็นราชินีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสื่อมเสียไม่อาจลบล้างได้จากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสของเรา เมื่อเปรียบเทียบกับมารี อองตัวเนต หญิงหม้ายของพระเจ้าหลุยส์ เป็นผู้มีความละโมบเป็นที่สุด และเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของชาวฝรั่งเศสยิ่งกว่า เคทเธอลีน เดอ เมดิซีมากนัก”

กิเยร์-ทังวิลล์ ได้เรียกร้องต่อสภาประชาชน

“เรียนท่านสมาชิกสภาประชาชนที่เคารพ ข้าฟูกิเยร์ ทังวิลล์ ขอเรียกร้องให้สภาประชาชนได้ลงมติประหารชีวิตพระนางมารี  อังตัวเนต เสีย เพราะนางเป็นศัตรูอย่างร้ายกาจต่อประเทศฝรั่งเศสมากกว่าผู้ใดในประวัติศาสตร์ และข้าขอถามต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสักสี่คำถามว่าคำถามที่ข้าผู้น้อยได้ถามท่านว่าจริงหรือเท็จ

“1. จริงหรือไม่ที่ได้มีการคบคิดและมีการและเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และศัตรูอื่น ๆ นอกจากฝรั่งเศส โดยที่การคบคิดและข่าวกรองดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมาย ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้พวกนั้นเข้ามาในดินแดนฝรั่งเศส และให้พวกนั้นพัฒนาอาวุธได้ และเตรียมการช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ 2. พระนางมารี อังตัวเนต แห่งออสเตรีย เชื่อว่านางได้มีส่วนร่วมมือกับการคบคิดและสนับสนุนการข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่  3. จริงหรือที่มีแผนการสมรู้ร่วมคิดการจัดเตรียมอาวุธและก่อวินาศกรรมและแผนข่าวโคมลอยที่พยายามจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศส และ 4. พระนางมารี อังตัวเนต ได้มีส่วนร่วมในแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวโคมลอยนี้หรือไม่ ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ตอบคำถามข้าผู้น้อยว่าจริงก็สมควรประหารพระนางเพื่อขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดิน”

สมาชิกสภาประชาชนได้ตอบคำถามว่าจริงทุกข้อ และลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประหารชีวิตพระนางมารี อังตัวเนต ในข้อหาเป็นทรราชอย่างร้ายแรงต่อประเทศฝรั่งเศส โดยให้ดำเนินการประหารในวันพรุ่งนี้ โดยประหารเป็นอันดับที่สองต่อจากนางสาวชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charotte Corday) ที่ให้ประหารเป็นคนแรก

รุ่งเช้าของวันที่ 16 ตุลาคม 1793 ท้องฟ้าฝรั่งเศสยามนี้ยังมืดสนิท เริ่มเข้าใกล้ฤดูหนาวอากาศเริ่มเย็นยะเยือก มีเพียงแสงไฟ  ที่สว่างจากโคมไฟของชาวบ้านที่มารอชมการประหารชีวิต   พระนางมารี อังตัวเนต ที่ลานประหาร ปลาส เดอ ลา เรฟโวลูซิยง กันมากมายราวกับมหกรรมตลาดนัดแสดงสินค้า ผู้คนได้มาจับจองพื้นที่ใกล้กับแท่นประหารกิโยติน

หลายคนมาจองที่ตั้งแต่เที่ยงวัน เพื่อจะได้เห็นการประหารชีวิตพระนางมารี อังตัวเนต อย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะประหารพระนางผู้ช่วยเพชฌฆาตได้นำนางสาวชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charotte Corday) ที่สภาประชาชนได้ลงมติให้ประหารชีวิตเป็นคนแรก ได้นำนักโทษ ขึ้นสู่แท่นประหารกิโยติน มีการมัดแขนเพื่อไม่ให้ดิ้นและนำคอของนางไปพาดกับขื่อ หลังจากเตรียมการพร้อมแล้ว หัวหน้านักโทษได้ให้สัญญาปล่อยใบมีดลงมาตัดศรีษะคอร์เดย์ ขาดกระเด็นและผู้ช่วยเพชฌฆาตได้หยิบศีรษะของนางชูขึ้นให้กับหัวหน้าเพชฌฆาตได้รับทราบถึงการประหารเสร็จสิ้นแล้ว

ในขณะที่ผู้ชมที่อยู่ใกล้ ได้เห็นภาพที่สร้างความตกตะลึง          พรึงเพริด รวมทั้งผู้ช่วยเพชฌฆาตที่ไปหยิบศีรษะนักโทษขึ้นมาแสดงได้เห็นดวงตาของคอร์เดย์ ทำสีหน้าไม่พอใจ และทำปากเหมือนกับจะพูดว่า ไม่นะ ข้าบริสุทธิ์ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์  ได้ลุกขึ้นยืนและอุทานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“โอ้พระเจ้าช่วย”

“โอว” หลายคนถึงกับฉี่ราดด้วยความตกใจกลัว และพากันถอยหนีจากลานประหาร

ขณะที่โรแบสปิแยร์และ แซงส์ จูสต์ และบักเคนมาชม                การประหารได้ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แซงส์ จูสต์ ถึงกับอุทาน

“โอ้พระเจ้าช่วย ทำไมคนที่ถูกใบมีดตัดศีรษะถึงพูดได้ แม้ไม่มีเสียง”

การประหารชีวิตได้สร้างความหวั่นไหวและขนพองสยองเกล้าให้กับชาวบ้านที่มาชมการประหารชีวิต ส่วนบักเคนถึงกับขนแขน

แสตนอัพ ด้วยความตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะเฮี้ยนขนาดนี้ ขนาดตายไปยังไม่ถึงนาที ยังสามารถหลอกหลอนได้ บักเคนถึงกับสวดอรหังออกมาด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อจากนั้นก็นำพระนางมารี อังตัวเนต เข้าสู่เครื่องประหาร      กิโยติน หัวหน้าเพชฌฆาตได้มาทำหน้าที่แทน ผู้ช่วยเพชฌฆาตที่ยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวหน้าเพชฌฆาตได้มาขออโหสิกรรมกับพระนาง ซึ่งพระนางก็ได้ให้อภัยและขอร้องหัวหน้าเพชฌฆาต ให้ไปขอร้องท่านประธานสภาประชาชน ว่าตนเองอยากขอพูดกับคุณเคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายจะได้ไหม ซึ่งหัวหน้าเพชฌฆาตได้ไปบอกให้กับโรแบสปิแยร์ สักขีพยานและประธานการประหารชีวิตได้รับรู้คำขอร้องของพระนางมารี อังตัวเนต

               บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (103)

โรแบสปิแยร์ได้อนุญาตให้บักเคนได้สนทนากับพระนางมารี อังตัวเนต สองต่อสองได้ และให้เหล่าเพชฌฆาตถอยห่าง เพื่อให้พระนางได้สนทนาเป็นการส่วนตัวกับบักเคน

“ฉันดีใจนะก่อนตายได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเคน เพราะฉันทุกข์ใจมาก ทุกคืนก่อนวันที่ฉันจะตาย ดวงวิญญาณของกัปตันเพื่อนของคุณเคนได้มารอรับฉัน เพราะโกรธแค้นที่ฉันแย่งสร้อยเพชรบลูไดมอนด์จากกัปตันไป ฉันก็อโหสิกรรมให้กับกัปตันนะ ฉันได้ใช้ชีวิตของฉันแลกกับชีวิตของกัปตัน เป็นชีวิตแลกชีวิต กัปตันมาทวงเพชรบลูไดมอนด์แทบทุกคืน ครั้งแรกฉันก็หวาดกลัว จนเส้นผมทั้งศีรษะกลายเป็นสีขาว แต่วันนี้ฉันจะได้ชดใช้ชีวิตให้กับกัปตัน ฉันอโหสิกรรมให้กับกัปตัน และขอให้คุณเคนอโหสิกรรมให้กับฉันที่บางครั้งฉันอาจจะทำอะไรให้คุณเคน   ไม่พอใจ ฉันห่วงแต่พระโอรสกับพระธิดาที่ไม่รู้จะมีชีวิตรอด จากภัยการเมืองในครั้งนี้หรือไม่”

“ฉันอยากขอร้องคุณเคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฉันจะตายจากไป ขอฝากลูกทั้งสองให้คุณเคนช่วยดูแลพวกเขา ให้มีชีวิตอยู่รอดสืบสายสกุล ตระกูล บูรบงส์ด้วย” พระนางมารี อังตัวเนตพูดกับบักเคน

“ครับพระนาง ผมให้สัญญากับพระนางเช่นเดียวกับให้สัญญากับพระเจ้าหลุยส์ครับ” “ขอบใจอีกครั้ง ฉันก็หมดห่วง ลาก่อน   คุณเคน” พระนางพูดไปก็กรรแสงไป ทำให้บักเคนถึงกับน้ำตาคลอ สงสารพระนางมารี อังตัวเนต จับจิต พระนางบ้านแตกสาแหรกขาด พระโอรสกับพระธิดาต้องเป็นกำพร้า กับการกระทำที่ไม่ได้ก่อขึ้น อำนาจและการแย่งชิงได้ทำให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตาย    เป็นจำนวนมาก บักเคนคิดแล้วก็สะท้อนใจ และยกมือปาดน้ำตาของลูกผู้ชายและ เบือนหน้าหนี จากพระนางมารี อังตัวเนต และ หันหลังเดินไปยังปะรำ เพื่อสมทบกับโรแบสปิแยร์ และ แซงส์ จูสต์ ที่รอชมการประหารพระนางมารี อังตัวเนต อยู่

“ท่านสนทนากับพระนางมารี อังตัวเนต ด้วยเรื่องอันใด”            โรแบสปิแยร์ ได้ถามบักเคน

“อ๋อ ผมสนทนากับพระนางมารี อังตัวเนต นางได้อโหสิกรรมให้กับกัปตันเรือครับที่มาทวงสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ จากพระนางครับ” 

“ไหนพูดใหม่ซิ ใครมาทวงสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ ก็สร้อยเพชรบลูไดมอนด์อยู่กับข้า ข้าให้ทหารยึดมาจากพระนางมารี                อังตัวเนต สร้อยเพชรอยู่กับข้า แล้วกัปตันไหนไม่รู้เรื่องรู้ราว               ไปทวงสร้อยเพชรกับพระนางทำไม ให้กัปตันมาทวงสร้อยกับข้า ถ้าข้ารู้ว่ามีคนมาทวงสร้อยเพชรกับพระนางมารี อังตัวเนต ข้าจะประหารชีวิตมันทันที บังอาจมาก” โรแบสปิแยร์ บอกบักเคนและแซงส์ จูสต์

เรียนท่านโรแบสปิแยร์ กัปตันได้เสียชีวิตไปนานแล้วครับ  ผูกคอตายกับขื่อที่ร้านเหล้าที่เมืองมาเซย์ครับ เพราะเสียใจที่สร้อยเพชรถูกพระนางมารี อังตัวเนต บังคับซื้อครับ” บักเคนได้บอก  โรแบสปิแยร์ ถึงตำนานสร้อยเพชรบลูไดมอนด์”

“ไหนพูดใหม่ซิ คุณเคนพูดว่ากัปตันเสียชีวิตไปแล้วและ  มาทวงสร้อยเพชรบลูไดมอนด์จากพระนางมารี อังตัวเนต ข้าไม่เชื่อเด็ดขาดเป็นเรื่องเหลวไหล ผีที่ไหนจะมีจริงคุณเคน” 

จริงครับท่านประธาน ก็พระนางบอกจากปากพระนางเองครับ” บักเคนได้ตอบโรแบสปิแยร์ ถึงเรื่องที่ไปพูดคุยกับพระนางมารี อังตัวเนต

การประหารชีวิตกำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หัวหน้าเพชฌฆาตได้มัดพระนางมารี อังตัวเนต และให้สัญญาณกับผู้ช่วยเพชฌฆาตอีกคนทำการปล่อยใบมีดลงมา ใบมีดได้หล่นลงมาบั่นพระเศียรพระนางมารี อังตัวเนต จนขาดกระเด็น ท่ามกลางเสียงร้องฮือฮาของผู้มาชมการประหารชีวิต หัวหน้าเพชฌฆาตได้เดินไปหยิบพระเศียรของพระนางมารีอังตัวเนต ขึ้นชู และก็ต้องตกใจเป็นครั้งที่สอง เพราะพระเนตรของพระนางมารี อังตัวเนต กลอกไปมาและที่ริมผีปากเหมือนกับพูดว่า “ขอให้ประเทศฝรั่งเศสจงสงบสุขหลังจากฉันตายไปแล้ว”

โรแบสปิแยร์และแซงส์ จูสต์ ถึงกับลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ประหลาด ศีรษะของพระนางหลุดจากลำตัวยังกลอกตาไปมาได้ และขยับริมฝีปากได้

“โอพระเจ้า มหัศจรรย์มาก คนตายศีรษะขาดยังพูดได้อีก           ช่างเหลือเชื่อจริง ๆ ชาวบ้านที่มาชมการประหารหลายคนถึงกับ          ลุกขึ้นยืนและวิ่งหนีออกจากลานประหาร หลายคนถึงกับเข่าอ่อน และบางคนก็พูดว่า

“พระนางบริสุทธิ์ พระนางได้แสดงให้เห็นว่า พระนาง                    ถูกปรักปรำ”

ส่วนบักเคนเมื่อเห็นเหตุการณ์ ถึงกับขนลุก และนึกว่าผี             พระนางมารีอังตัวเนตหลอกใกล้ย่ำรุ่ง ช่างเฮี้ยนนัก บักเคนได้พูด ในใจ

“ขอให้ดวงวิญญาณของพระนางจงไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า          ในสรวงสวรรค์ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ผมรับปาก จะขอนำพระโอรสและพระธิดา หลบหนีออกจากฝรั่งเศสให้ทั้งสองพระองค์อยู่รอดปลอดภัย และขอให้ดวงวิญญาณของพระนางจงดลบันดาลให้ ตนเองได้รับรู้ว่าพระโอรสถูกลักพาตัวไปไว้ ณ แห่งหนใด ตนเองจะได้ไปช่วยพระโอรสและต่อจากนั้นก็จะบุกเข้าไปช่วยพระธิดาน้อยอีกองค์ตามคำมั่นสัญญา”

หลังจากการประหารพระนางมารี อังตัวเนต ผ่านพ้นไปได้หนึ่งสัปดาห์ ช่วงสาย ขณะที่บักเคนกำลังนั่งอยู่ที่ร้านอาหาร    คนเดียวกำลังนึกหาหนทางที่จะจะช่วยพระโอรสกับพระธิดา  จากการถูกควบคุมตัวได้อย่างไร แต่ปัญหาใหญ่สำหรับบักเคนไม่รู้ว่าพระโอรสถูกลักพาตัวไปและถูกควบคุมตัวไว้ที่ใด บักเคนมืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มต้นค้นหาพระโอรสอย่างไร บักเคนถึงกับมึนหัวตึ๊บ บักเคนได้อธิฐานขอให้ดวงวิญญาณของพระเจ้าหลุยส์   และพระนางมารี อังตัวเนต จงดลบันดาลให้ตนเองหาทางช่วยพระโอรสกับพระธิดาสำเร็จ คำอธิษฐานของบักเคนเป็นจริง   เพราะมีคนขี่ม้ามุ่งตรงมายังที่ตนเองนั่ง

 ม้าได้วิ่งเยาะ ๆ มาหยุดไม่ห่างจากที่บักเคนนั่ง และชายคนหนึ่งได้ลงจากม้า และเดินตรงมายังที่บักเคนนั่ง

“สวัสดีครับคุณเคน” บักเคนได้แต่แปลกใจเพราะไม่รู้จักผู้ชายที่เดินมาหาตนและเรียกชื่อตนเองถูกต้อง ทำให้บักเคนถึงกับเสียววาบเพราะนึกว่า ข่าวที่ตนเองกับพระนางมารี อังตัวเนต พูดคุยกันที่ลานประหารจะรั่วไหล บักเคนนึกเข้าข้างตนเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนรู้เรื่องนี้ นอกจากตนกับพระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี  อังตัวเนต หรือมีการติดตั้งเครื่องดักฟัง ซึ่งอันหลังบักเคนก็ตัดทิ้งไป เพราะอยู่ในยุคอดีต เทคโนโลยีดักฟังยังไม่ก้าวหน้าถึงขนาดนี้ หรือว่าพระนางมารีอังตัวเนตไปเข้าฝัน ผู้ชายคนนี้ให้มาบอกสถานที่คุมตัวพระโอรส บักเคนมองโลกในแง่ดี

“สวัสดีครับคุณเคน ผมชื่อ ซิลแวงส์ เป็นบุตรของช่างทำรองเท้า คุณเคนไม่รู้จักผม แต่ผมรู้จักคุณเคนเป็นอย่างดี วีรกรรมอันห้าวหาญของคุณเคนที่ต่อสู้กับทหารสวิส สามารถฆ่าทหารสวิสตายหลายคนทำให้คนเกือบทั้งฝรั่งเศสรู้จักคุณเคนเป็นอย่างดีครับ”

บักเคนได้ฟังแล้วก็นึกในใจ “มันจะมาไม้ไหนกันวะ ใครก็ไม่รู้ มาดีหรือมาร้าย”

“ครับ ผมไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้นครับ ข่าวลือน่ะ ไม่จริง ผมเพียงแต่ป้องกันตัวครับ” บักเคนกล่าวตอบ ซิลแวงส์

“พ่อใช้ให้มาแจ้งข่าวลับสุดยอดครับ ว่าพระโอรสอยู่ในการดูแลของคุณพ่อ คุณพ่อสงสารพระโอรส เลยอยากจะช่วยให้พระโอรสได้หลบหนีจากฝรั่งเศส จึงใช้ให้ผมนำจดหมายลายมือของพระโอรสที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ มามอบให้กับคุณเคนครับ นี่จดหมายครับลองอ่านดูครับ” ซิลแวงส์ได้บอกบักเคน และได้หยิบจดหมายส่งให้บักเคนได้เปิดอ่าน

บักเคนได้รับจดหมายและตรวจดูว่ามีรอยฉีกขาดตรงไหนบ้าง แต่ก็ไม่พบได้ฉีกจดหมายที่พระโอรสได้เขียนถึงบักเคน

“เรียนคุณเคนจดหมายฉบับนี้ผมเป็นพระโอรสของพระเจ้าหลุยส์ ที่พระบิดาฝากฝังให้คุณเคนช่วยดูแล ตอนนี้ผมถูกขังที่ตึกแถว คนที่นำจดหมายมาให้คุณเคนเขาจะนำคุณเคนมาพบผม  แต่ต้องมาตอนกลางคืนอย่าให้ใครทราบเป็นอันขาดมันอันตรายต่อตัวคุณเคน ถ้าคุณเคนไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร ก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมของพวกเราพี่น้อง ที่ต้องจบชีวิตจากภัยการเมืองนี้ และผมก็ไม่โกรธคุณเคน พระมารดาได้สอนพวกเราเสมอ จงให้อภัยคนที่คิดร้ายต่อเรา พระมารดาทรงรู้ตัวดี ว่าจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีก              ไม่นาน เพราะโลกนี้ถูกตัดสินความถูกผิด ดี ชั่ว ด้วยคนที่มีอำนาจ         ที่จะสามารถบงการถูกผิดด้วยเพียงวาจา แม้จะเป็นเท็จก็เปลี่ยนให้เป็นจริงได้ หรือจากจริงให้เป็นเท็จได้ พระมารดาได้พร่ำสอนเสมอ ผมหวังว่าจดหมายฉบับนี้คงถึงมือคุณเคน ถ้าตกอยู่ในเงื้อมมือคนที่คิดร้ายต่อพวกเรา ก็ต้องขอโทษด้วยที่นำความยุ่งยากมาสู่คุณเคน พวกเราพี่น้องก็ขออภัยอย่างสุดซึ้ง มา ณ ที่นี้ด้วย”

 บักเคนเมื่ออ่านจดหมายจบก็ได้แต่สงสารพระโอรสและ                ได้เชิญซิลแวงส์ เข้าไปในร้านเพื่อพูดคุยกันเป็นความลับ

               บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (104)

          กล่าวถึงโรแบสปิแยร์หลังจากขจัดเสี้ยนหนามทั้งพระเจ้าหลุยส์ พระนางมารี อังตัวเนต และเหล่าสมาคมต่าง ๆ ได้ อย่างราบคาบ ทำให้โรแบสปิแยร์ ได้คิดจะกำจัดเสี้ยนหนามที่เป็นสหายสนิทที่ร่วมต่อสู้โค่นล้มราชวงศ์ บูรบงส์ มาด้วยกัน ตอนนี้ไม่มีเสี้ยนหนามเหลืออยู่อีกแล้ว เหลือเพียงสหายสนิทที่จะเป็นเสี้ยนหนามต่อไปในอนาคต ซึ่งสหายสนิท จอร์จส์ ดันตอน (Georges Danton)  คือคนที่โรแบสปิแยร์ ต้องการกำจัดให้พ้นจากขั้วอำนาจ

โรแบสปิแยร์ ได้เรียกประชุมสภาประชาชนวาระเร่งด่วน  โดยให้ทุกคนห้ามขาดประชุม ต้องเข้าประชุมโดยพร้อมเพียงเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และสถานการณ์คลังที่กำลังจะล้มละลาย สินค้าส่งขายไม่ได้ เกิดภาวะสงครามขึ้นในประเทศ

          การประชุมสภาชิกสภาประชาชนได้มีการพิจารณาคดี จอร์จส์ ดันตอน (Georges Danton) สหายสนิทของโรแบสปิแยร์ ซึ่งครั้งหนึ่ง จอร์จส์ ได้มีบทบาทร่วมกับโรแบสปิแยร์ ในการโค่นล้ม พระเจ้าหลุยส์ เมื่อภรรยาของจอร์จส์ เสียชีวิต โรแบสปิแยร์ได้เขียนจดหมายถึงจอร์จส์

“ข้ารักท่านมากกว่าข้าเคยรักใคร แม้ภรรยาท่านจะเสียชีวิต  แต่ก็ยังมีข้าที่ยังคอยห่วงใยท่าน ข้าให้สัญญาว่าจะรักท่านและคอยอยู่เคียงข้างท่านตลอดเวลา จนกว่าข้าจะสิ้นลมหาย”

หลังจากการปฏิวัติสำเร็จ จอร์จส์ ไม่ได้อยู่ในศูนย์อำนาจ ไม่มีอนาคตร่วมกับโรแบสปิแยร์ เหมือนกับข้อความจดหมายที่                   โรแบสปิแยร์ เขียนถึง

          จอร์จส์ ได้เรียกร้องให้โรแบสปิแยร์ ยึดหลักทางสายกลาง เคารพในสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ การเรียกร้องของ จอร์จส์ ทำให้โรแบสปิแยร์ โกรธมาก และคิดจะกำจัดข้อหาเสนอแนะในสิ่งที่ตนไม่อยากรับฟัง โรแบสปิแยร์ ได้สั่งลูกจ้าง   ให้ขุดคลองระบายน้ำพิเศษขึ้นมาใต้ที่ประหารชีวิต เพราะเครื่อง   กิโยติน ประหารชีวิต นักโทษทางการเมืองทุกวัน วันละ 10 ถึง 50 ราย เลือดของนักโทษแดงฉานได้ไหลผ่านช่องระบายน้ำพิเศษนี้

          คณะต่อต้านการปกครองของโรแบสปิแยร์ ได้ร่วมประชุมหารือลับ เพื่อต่อต้านความเหี้ยมโหดของโรแบสปิแยร์ ในการสั่งประหารนักโทษการเมือง ซึ่งบางรายแค่คิดต่าง เช่น จอร์จส์ ก็โดนประหาร หรือกินแซนส์วิส และร้องเพลงชาติหน้าศาลากลาง   คอมมูนปารีส ก็ถูกทหารและคณะกรรมการสอดส่องจับไปสอบสวนและสุดท้ายก็สังเวยเครื่องประหารกิโยตินแทบทุกราย ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนและเหล่าสมาชิกสภาประชาชนที่เริ่มไม่เห็นด้วยกับโรแบสปิแยร์ ที่เปลี่ยนไปหลังจากครองอำนาจ

สมาชิกสภาหลายคนเริ่มต่อต้าน เพราะเหตุการณ์นี้ต่างจากสมัยพระเจ้าหลุยส์ ยังมีการสอบสวนและน้อยรายที่จะประหารชีวิต อย่างมากก็เนรเทศไปอยู่ดินแดนห่างไกลและห้ามกลับฝรั่งเศส หรือจะหนีภัยไปสหรัฐก็ได้ พระเจ้าหลุยส์ ทรงไม่สั่งทหารให้ติดตามไปจับกุมยังต่างแดนและไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับสู่ฝรั่งเศส ซึ่งต่างกับยุคนี้โดยสิ้นเชิง แค่คิดต่างอาจตายได้

          โรแบสปิแยร์ ได้รับรายงานจากคณะกรรมการสอดส่อง              ว่ากลุ่มต่อต้านเริ่มแพร่กระจายทั่วฝรั่งเศส โดยเฉพาะญาติพี่น้องของสมาคมต่าง ๆ ที่ถูกกำจัด ได้มารวมตัวกันต่อต้านอำนาจของประธานสภาประชาชน เมื่อโรแบสปิแยร์ ได้รับรายงานลับก็เกิดความลังเลใจ เพราะคนที่ต่อต้านเริ่มมากและเป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นส่วนใหญ่

          โรแบปิแยร์ได้มีหนังสือถือพลจัตวา นโปเลียน

“เรียนท่านนายพลจัตวา นโปเลียน โบนาปารต์ ขอให้ท่านนำกำลังทหารพร้อมด้วยปืนใหญ่ เข้ามารักษาความสงบในกรุงปารีส ให้ตั้งอยู่ที่ พระราชวังตุยเลอรี และให้ปราบปรามผู้ที่มาประท้วงหรือก่อความวุ่นวายโดยเฉียบขาด ให้สิทธิขาดในการยิงปืนใหญ่เพื่อรักษาความสงบได้”

โรแบสปิแยร์ คิดว่าชาวบ้านที่เริ่มต่อต้านคงไม่มีพิษสงอะไรมากมายนักจึงทำเพิกเฉย เพราะโรแบสปิแยร์ จะระมัดระวังสมาชิกสภาประชาชนและคนที่อยู่ในศูนย์กลางของอำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดา การไม่ยอมตัดสินใจของโรแบสปิแยร์ ในการจัดการกับชาวบ้านที่ต่อต้าน ทำให้โรแบสปิแยร์ต้องกระเด็นหลุดจากอำนาจในคราวต่อมา   

อากาศกรุงปารีส วันนี้ร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ เหมือนกับอยู่ท่ามกลางเตาอบขนาดใหญ่ เช้านี้ได้มีประชุมของสมาชิกสภาประชาชน ในวาระเร่งด่วน โรแบสปิแยร์ ได้กล่าวเปิดประชุม

“เรียนท่านสมาชิกที่รักทุกท่าน วันนี้ต้องจัดประชุมเป็นวาระเร่งด่วนมาก เพราะสถานการณ์ด้านการคลังมีปัญหามากที่สุดประเทศฝรั่งเศสของเรากำลังจะล้มละลาย พวกท่านมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์การคลังอย่างไร และปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง ผมขอประกาศย้ำอีกครั้งว่า คณะกรรมการสอดส่องได้รายงานลับถึงข้าพเจ้าว่ามีผู้วางแผนล้มล้างเสรีภาพ จะเปลี่ยนแปลง  การปกครอง ซึ่งกลุ่มอาชญากรที่คิดล้มล้างอำนาจการปกครอง  มีสายสัมพันธ์กับสมาชิกสภา และข้าพเจ้าก็รู้ตัวคนร้ายเหล่านั้นดี ข้าพเจ้ามีรายชื่อสมาชิกที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชญากรรม”

หลังจากโรแบสปิแยร์พูดจบ เหล่าผู้ก่อการที่เตรียมการมาดี ได้ร้องตะโกนท่ามกลางสมาชิกสภาประชาชนที่เข้าร่วมประชุม 500 คน ผู้วางแผนที่ห้าวหาญ ได้ร้องตะโกนใส่ โรแบสปิแยร์

“ทรราชจงพินาศ” สมาชิกที่สนับสนุนเขาได้ส่งเสียงร้องตาม

“ทรราชจงพินาศ ทรราชจงพินาศ…..” ท่ามกลางอาการ                ตกตะลึงของโรแบสปิแยร์

ขณะที่เสียงร้อง “ทรราชจงพินาศ” เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าสมาชิกสภาประชาชนที่ยังไม่เลือกข้างได้เริ่มเสียงร้องตะโกนสนับสนุนผู้ก่อการที่ร้องตะโกน และได้มีการอ่านคำสั่งของคณะปฏิวัติซ้อนปฏิวัติให้ทหารที่ไม่ใช่ฝ่ายโรแบสปิแยร์ จับกุม โรแบส  ปิแยร์ ไปคุมขัง และไปตรวจค้นบ้านของโรแบสปิแยร์ และจับกุม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรแบสปิแยร์ ไปขังทั้งหมด

การปฎิวัติของคณะกรรมการดิเร็กตัวร์ ที่ทนเห็นบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายไม่ไหว จึงทำการปฏิวัติซ้อน เพราะรัฐบาลที่บริหารโดย โรแบปิแยร์เริ่มเก็บภาษีชาวบ้านทุกคนที่ใช้แรงงาน เช่นภาษีประตู หน้าต่าง คนยากจนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส

*********************************

 ซิลแวงส์ได้พูดคุยกับบักเคนในห้องลับและบักเคนได้ตัดสินใจที่จะนำพระโอรสที่ช่างทำรองเท้าดูแล หลบหนีออกจากฝรั่งเศสโดย บักเคนได้หารือซิลแวงส์ในรายละเอียด

“คุณซิลแวงส์ผมคิดว่าพวกเราน่าจะร่วมมือกัน นำพาพระโอรสหลบหนีออกจากฝรั่งเศสนะ เพราะลำพังผมคนเดียว   จะเป็นเป้าสงสัยของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards)   ที่รักษาการณ์อยู่บริเวณชายแดน”

“ครับ เพราะคุณพ่อถึงได้ให้ผมนำจดหมายมามอบให้คุณเคน คุณพ่อสงสารพระโอรส และคุณเคนจะนำพระโอรสหลบหนีไปอยู่ที่ใดครับ” ซิลแวงส์ ถามบักเคน