บักเคนทะลุมิติตอนที่ 89-90

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (89)

พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต รับประทานอาหารที่บักเคนทำสุดฝีมือ ทรงเจริญอาหารยิ่งนัก ตรัสชมบักเคนไม่ขาดปาก แต่พระพักตร์มีสีหน้ากังวล เพราะเป็นห่วงพระโอรสและพระธิดา พระองค์ทรงคิดว่า อย่างน้อยพระโอรสและพระธิดา ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ประธานสภาประชาชนคงไว้ชีวิต แต่ก็ทรงห่วงอนาคตของพระราชโอรสและพระธิดา ว่าจะอยู่อย่างไร ทรงถอนหายใจ

“ทรงเป็นอะไรพระเจ้าค่ะ” บักเคนถามพระเจ้าหลุยส์
“ข้าห่วงพระโอรสกับพระธิดา ข้าก็ไม่มีใครที่ไว้ใจได้ ตัวข้าเปรียบเหมือนคนที่ลอยคออยู่ในทะเลกว้าง ไม่รู้จะลอยคออยู่ได้นานเท่าใด เมื่อหมดแรงคงจมมหาสมุทร ยุติชีวิตที่ทรมานเสียที แต่ก็ข้าก็ห่วงพระโอรสและพระธิดา ข้าเพิ่งพบเจ้าแต่ก็ถูกชะตา อาจจะเป็นพรหมลิขิต ที่ทำให้พบเจ้า เจ้าเปรียบเหมือนกับขอนไม้เล็ก ๆ ที่ลอยผ่านหน้าข้า ข้ายังไงก็ต้องเกาะพยุงเอาไว้ แม้จะไม่แข็งแรงที่จะลอยนำพาข้าไปถึงฝั่ง แต่อย่างน้อยก็ยังมีหวังในชีวิต ถ้าข้าต้องจากไป ข้าขอฝากพระโอรสกับพระธิดาน้อยไว้กับเจ้าด้วย สุดแต่เจ้าจะชี้นำหนทางชีวิตให้ลูกของข้า ขอให้ลูกของข้าได้หลบภัยไปอยู่ที่ประเทศออสเตรียกับยาย ขอให้พระโอรสและพระธิดาของข้าเติบใหญ่ข้าก็พอใจ อย่างน้อยก็ยังมีคนสืบสายตระกูล” พระเจ้าหลุยส์ ทรงฝากฝังบักเคน
“พระองค์ทำไมตรัสอย่างนั้นล่ะพะยะค่ะ กระหม่อมมิบังอาจ กระหม่อมก็ตัวคนเดียว ไม่มีภาระอะไร ชีวิตก็ไม่รู้จะอยู่รอดท่ามกลางไฟสงครามหรือไม่ แต่เมื่อพระองค์ทรงฝากพระโอรสกับพระธิดา ข้าพระองค์ก็จะดูแลพระโอรสกับพระธิดาทั้งสองให้ดีที่สุดพะยะค่ะ จะนำพระโอรสกับพระธิดา ไปส่งที่ประเทศออสเตรียให้ได้พะยะค่ะ” บักเคนทูลตอบพระเจ้าหลุยส์
“บอกแล้วไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กับข้า พูดภาษาชาวบ้านก็พอ”
พระเจ้าหลุยส์ตรัสบอกบักเคน
“ครับพระองค์ท่าน ผมจะดูแลพระโอรสกับพระธิดาทั้งสองให้ดี ไม่ต้องห่วงกังวลครับ ผมจะส่งพระโอรสกับพระธิดา ไปถึงประเทศออสเตรียให้ได้ครับ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”
การให้คำยืนยันของบักเคนทำให้นัยน์ตาของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต รินไปด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ คนต่างบ้านต่างเมือง ยังมีจิตใจงดงามทำเพื่อพระองค์โดยไม่หวัง สิ่งตอบแทน
ประธานสภาประชาชน โรแบสปิแยร์ ได้มีคำสั่งด่วนถึงผู้นำในแต่ละหัวเมือง ให้เรียกบุคคลที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พ่อค้าที่กักตุนขนมปัง พระสงฆ์ในศาสนจักร ขุนนางชั้นสูงที่ปกครองอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้มารายงานตัวต่อสภาประชาชนและปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ทำเพื่อสังคม โดยให้กักตัวไว้มีกำหนด 14 วัน เพื่อขอความร่วมมือในนโยบายของท่านประธานสภา เพื่อต้องการรักษาความสงบในบ้านเมือง ทั้งภัยสงครามจากการรุกรานของออสเตรียและปรัสเซีย รวมถึงเหตุประท้วง อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ของคนจนที่เรียกร้องอาหาร และที่ดินทำกิน ประกาศของท่านประธานสภาประชาชนไม่ให้มีการกักตุนขนมปัง อาหาร และไม่ให้ขายราคาสูงเกินไป พวกที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก รวมถึงการปลุกใจให้รักชาติ ร่วมต่อต้านข้าศึกที่บุกฝรั่งเศส การขอความร่วมมือจากผู้ที่เรียกตัว ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็มีบางคนไม่มารายงานตัว
ขณะที่ออสเตรียและปรัสเซียได้มีความเห็นขัดแย้งกัน โดยกษัตริย์แห่งปรัสเซียต้องการให้กองกำลังผสมบุกโจมตีปารีสโดยเร็ว เพื่อนำการปกครองแบบราชาธิปไตยกับคืนสู่ปารีส เพื่อให้พระเจ้าหลุยส์ ได้กลับมาครองราชย์สมบัติอีกครั้ง ขณะที่ออสเตรียต้องการให้โจมตีป้อมค่ายตามแม่น้ำ เมิส (Meuse) ให้หมดเสียก่อนค่อยบุกปารีส นับเป็นโอกาสทองของฝรั่งเศสที่ได้มีเวลาเตรียมตัว ทำให้นายทหารหนุ่ม ดูมอริเอซ์ ได้มีโอกาสปลุกใจเพื่อนทหารที่รบพ่ายกองกำลังผสม
ปรัสเซียออสเตรียบริเวณพรมแดนเบลเยี่ยม ให้กลับคืนสู่กรมกอง และไปร่วมรบเพื่อประเทศตามคำสั่งของท่านประธานสภาประชาชน โดยได้บุกสายฟ้าแลบโจมตีและยึดทิวเขาอาร์กอนน์ (Argonne) ที่กองกำลังผสมออสเตรียและปรัสเซีย ยึดครองอยู่
ยุทธวิธีการรบของออสเตรียที่ตัดสินใจผิดพลาด โดยยึดตำราสงครามมากเกินไป ได้นำกองกำลังผสมเดินทางไปโจมตีทหารฝรั่งเศสที่เป็นทหารและอาสาสมัครชาวบ้าน ตั้งทัพอยู่บริเวณที่ราบสูง วาลมีย์ (Valmy) ซึ่งทหารออสเตรีย ปรัสเซีย และชาวฝรั่งเศส ที่ทรยศตั้งทัพอยู่มี เคอเลอร์แมน (Kellerman) เป็นผู้นำทัพได้ ปลุกใจทหารและอาสาสมัคร
“พี่น้องทหารทั้งหลายเราต้องปกป้องประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราด้วยชีวิต เราจะต้องสังหารศัตรูที่มารุกรานชาติของเรา พวกเราต้องสามัคคีกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ชาวนา กรรมกร ครู หมอ นักศึกษา พวกเราต่างคนต่างความเห็น แต่มีความเห็นเดียวกัน คือป้องกันชาติอันเป็นที่รักของเราด้วยชีวิต เราจะสู้จนคนสุดท้าย ชีวิตยอมตายเพื่อแผ่นดิน”
การปลุกใจของเคอเลอร์แมน (Kellerman) ได้สร้างความ ฮึกเหิมให้กับกองกำลังผสมทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และชาวบ้านอาสาสมัคร
การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดเป็นการดวลปืนใหญ่ทั้งสองฝ่าย เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง
“หวีด หวีด บึ้ม บึ้ม ๆๆ” ควันฟุ้งกระจาย เป็นการรบด้วยการดวลปืนใหญ่ทั้งสองฝ่าย ไม่มีการต่อสู้ระยะประชิดตัว ถ้าเป็นการรบประชิดตัว ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และชาวบ้านอาสาสมัครคงจะสู้ทหารปรัสเซียและออสเตรียไม่ได้ แต่เทวีแห่งโชคได้เข้าข้างฝรั่งเศส ผลการรบทหารออสเตรีย ปรัสเซีย สูญเสียอย่างหนัก ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และชาวบ้านอาสาสมัครได้ร่วมรบอย่างเต็มความสามารถ ป้องกันที่ราบสูง วาลมีย์ (Valmy) ไว้ได้
แม่ทัพที่นำทหารออสเตรีย ปรัสเซีย ได้สั่งถอยทัพเพื่อลดความสูญเสีย ทำให้ฝรั่งเศสประสบชัยชนะในสงคราม และได้สร้างความฮึกเหิมไปทั่ว ทหารออสเตรียที่สู้รบกับทหารฝรั่งเศสที่ลิลส์ (Lille) และธิอองวิลล์ (Thionville) การต่อสู้เต็มไปด้วยดุเดือด ข่าวฝรั่งเศสประสบชัยชนะที่วาลมีย์ (Valmy) ทำให้ทหารปรัสเซียและออสเตรียเริ่มเสียขวัญ ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และชาวบ้านอาสาสมัคร ได้รบชนะที่เมือง นิส (Nice) และซาวอย
ข่าวทหารฝรั่งเศสสู้รบชนะในหลายเมือง ได้รายงานถึงท่านประธานสภาประชาชน ที่มาพักฟื้นอยู่ที่บ้านใกล้กับศาลาคอมมูนปารีส
“วิเศษจริง ๆ ทหารและอาสาสมัครได้ร่วมรบป้องกันประเทศได้ยอดเยี่ยมมาก ข้าได้ยินข่าวดีรู้สึกหายเจ็บป่วยเลย” โรแบสปิแยร์ได้บอกทหารคนสนิทที่มารายงานข่าวการสู้รบให้ทราบ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (90)

“คุณเคนฉันสังหรณ์ใจ ว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน อย่างไรก็ฝากลูกด้วยนะ” พระเจ้าหลุยส์ทรงอ้อนวอนบักเคนให้ดูแลพระโอรสและพระธิดา
“ครับพระองค์ ผมจะดูแลพระโอรสให้ทรงรอดปลอดภัย ผมจะวางแผนให้พระโอรสหลบหนีได้ อาจจะต้องปลอมพระองค์ และตบตาทหารที่เฝ้าอยู่ครับ มีคนงานที่เคยทำงานกับผมที่ร้านอาหารกับกัปตัน เป็นนักมายากล อาจจะมีวิธีทางช่วยให้พระโอรสกับพระธิดาปลอดภัยครับ แต่ผมต้องไปวางแผนช่วยพระโอรสกับพระธิดาก่อนครับ” บักเคนกล่าวปลอบใจพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ให้หายกังวล หลังจากรับประทานอาหารเสร็จบักเคนได้ขอตัวกลับ พระเจ้าหลุยส์กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้แต่โบกมืออำลาบักเคนที่กำลังออกจากพระราชวัง ท่ามกลางการควบคุมของทหารอย่างแน่นหนา
การมีชัยเหนือออสเตรียและปรัสเซียของกองกำลังผสมชาวบ้านอาสาสมัครกับทหาร ทำให้ท่านประธานสภาประชาชน ค่อยคลายความวิตกกังวลกับสถานการณ์สงคราม ศึกภายนอกบรรเทา ต้องจัดการเสี้ยนหนามภายในให้หมดสิ้น ท่านประธานสภาประชาชน ได้สั่งให้ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ร่วมกับคณะกรรมการสอดส่องเข้าไปค้นหาหลักฐาน เพื่อเอาผิดพระเจ้าหลุยส์ ที่พระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) และทหารได้ค้นพบห้องเก็บเอกสารลับ ซึ่งเอกสารในตู้เหล็กเป็นพยานหลักฐานว่าพระเจ้าหลุยส์ไม่ซื่อตรงต่อประเทศชาติ ฝักใฝ่ชาติศัตรู
ทหารได้นำหลักฐานไปเสนอต่อท่านประธานสภาประชาชน โรแบสปิแยร์ ที่เพิ่งหายจากป่วย สายตาก็ใช้ได้เพียงข้างเดียว ได้ออกคำสั่งให้ทหารไปแจ้งต่อพระเจ้าหลุยส์ ถึงข้อหาทรยศต่อประเทศชาติ และให้ควบคุมตัวมาขึ้นศาลประชาชน
“ข้าไม่ผิด ข้าไม่ไป ข้าถูกปรักปรำ หลักฐานเท็จที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อกำจัดข้า” เสียงพระเจ้าหลุยส์ส่งเสียงดัง
ทหารหลายสิบนายได้มาคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ออกจากที่กักกันในพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) “อย่าเอาเสด็จพ่อไปนะ” พระธิดามารี เมเรส ที่กอดพระเจ้าหลุยส์ ไว้แน่น น้ำพระเนตรไหล พร้อมกับส่งเสียงร่ำไห้ ทหารที่มาคุมตัวได้แกะมือเจ้าหญิงออกจากเอวพระเจ้าหลุยส์ และผลักเจ้าหญิงออก เจ้าหญิงพยายามจะรั้งตัวพระเจ้าหลุยส์ แต่ทหารได้มากันตัวเจ้าหญิงให้ออกห่างจากตัว พระเจ้าหลุยส์ ส่วนพระนางมารี อังตัวเนต ถึงกับช็อค กอดพระโอรสไว้แน่นพร้อมกับส่งเสียงร่ำไห้ทั้งสองพระองค์
ทหารได้ควบคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ ออกไปขึ้นรถม้า พระเจ้าหลุยส์ได้แต่เหลียวพระพักต์มองดูพระมเหสี พระโอรส พระธิดา เป็นครั้งสุดท้าย พระองค์พยายามเก็บภาพแห่งความทรงจำของ การจากลาชั่วนิรันด์ รถม้าได้วิ่งออกจากพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ไปยังที่คุมขังแห่งใหม่ที่ปราสาทต็อมเปลอะ
วันที่ 15 มกราคม 1793 สภาประชาชนได้แสดงความเห็นให้มีการไต่สวนพระเจ้าหลุยส์ ข้อหาทรยศต่อประเทศชาติ ซึ่งการพิจารณาคดี ได้ทำที่สภาประชาชน โดยมีพระเจ้าหลุยส์ เป็นจำเลยได้ถูกควบคุมตัวมารับฟังคำพิพากษา โดยโรแบสปิแยร์ ได้ให้สภาประชาชนลงมติตัดสินคดีพระเจ้าหลุยส์ ซึ่ง 366 เสียงตัดสินว่าผิด และอีก 234 เสียงตัดสินว่าไม่ผิด เมื่อเสียงส่วนใหญ่ตัดสินว่าผิด ทำให้พระเจ้าหลุยส์ ถึงกับเข่าอ่อนในคำตัดสินได้ร้องออกมา
“ข้าบริสุทธิ์ ข้าถูกปรักปรำ มันต้องการทำลายราชวงศ์ เปลี่ยนแปลงการปกครอง กล่าวหาข้าเป็นจำเลย” เสียงของพระเจ้าหลุยส์ ทำให้ผู้ตัดสินว่าพระเจ้าหลุยส์ ไม่ผิดหลายคนถึงกับ หลั่งน้ำตา หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เพราะส่งสารพระเจ้าหลุยส์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกว่าพระองค์ผิด ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะไม่ผิด แต่คนที่เป็นสมาชิกสภาประชาชน ส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานสภาประชาชน โรแบส ปิแยร์ ซึ่งสามารถสั่งการได้ ว่าจะให้พระเจ้าหลุยส์ รอดหรือประหารชีวิต แต่ธงคำตอบมีอยู่แล้วต้องประหารชีวิตสถานเดียว คำตัดสินได้ทำให้ประธานสภาประชาชน ที่มาร่วมรับฟัง การพิจารณาคดีด้วย มีสีหน้าพึงพอใจ
ในวันที่ 21 มกราคม 1793 เวลาเช้ามืด เป็นวันประหารพระเจ้าหลุยส์ เพชรฆาตได้นำตัวพระเจ้าหลุยส์ออกจากห้องขัง เพื่อนำ พระเจ้าหลุยส์ ไปพบกับบาทหลวง อ็องรี เอสเซ็ค เอจเวอร์ เดอ ฟีร์ ม็องต์ เพื่อทำพิธีสารภาพบาป ทำพิธีมิสซา และรับศีลมหาสนิท
บาทหลวงได้แนะนำพระเจ้าหลุยส์ ว่า “พระองค์ไม่ควรที่จะไปร่ำลาพระมเหสี พระโอรส พระธิดา จะทำให้พระองค์มีจิตใจ ที่ห่วงหาอาวรณ์อีก จะทำให้พระมเหสี พระโอรส พระธิดา ยิ่งโศกเศร้าและทุกข์ระดมในการจากลายิ่งกว่าเดิม ขอให้พระองค์ทรงเข้มแข็งเอาไว้ พระผู้เป็นเจ้าจะมารับพระองค์ไปอยู่ด้วย”
พระเจ้าหลุยส์ ได้บอกบาทหลวง “ข้าขอฝากตราประจำพระองค์ไปให้พระโอรสได้ดูต่างหน้าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนที่ข้าจะจากโลกนี้ไป ขอให้เก็บไว้ให้ดี และฝากแหวนแต่งงานไปให้กับพระนางมารี อังตัวเนต ด้วย
เมื่อรับศีลรับพรจากบาทหลวงเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าหลุยส์ ได้ถูกควบคุมตัวขึ้นรถม้าสีเขียวที่จอดรออยู่ พระเจ้าหลุยส์ ได้ขึ้นรถม้าพร้อมกับบาทหลวง และผู้คุมอีกสองนาย ออกจากปราสาท ต็อมเปลอะ โดยมีขบวนกองทหารจากเทศบาลปารีส ตั้งกองกำลังรอรับมีพลตีกลอง ทหารม้า ทหารราบ เคลื่อนขบวนคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ ไปยังลานประหาร ในระหว่างทางก่อนจะถึงลานประหาร ได้มีเสียงปืนดังขึ้น “ปัง ปัง ปัง ๆๆๆๆ…….. นี่คือการปล้น เสียงร้องตะโกนของกลุ่มคนไม่ทราบชื่อได้ร้องตะโกน และวิ่งไปยังรถม้าเพื่อแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ จากการควบคุมตัวของทหาร
กองกำลังทหารได้ทำการยิงต่อสู้เสียงปืนดังกึกก้อง “ปัง ปัง ปัง……..ปัง !!!! การยิงต่อสู้ของทหารทำให้กลุ่มคนที่มาแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ ชะงักชั่วขณะ และเมื่อมีการยิงต่อสู้ของทหารที่ควบคุมพระเจ้าหลุยส์ มา ทำให้พวกที่มาแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ ถูกยิงเสียชีวิตสามคน ส่วนที่เหลือได้หนีรอดไปได้ ทหารที่ควบคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ ได้ร้องตะโกน
“คุ้มกันให้แน่นหนาอย่าให้นักโทษถูกแย่งชิงตัวอีก”
รถม้าที่ควบคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ได้เคลื่อนไปอย่างช้า พร้อมกับทหารคุ้มกันหลายสิบคน พร้อมอาวุธครบมือตรงไปยังลานประหาร พระเจ้าหลุยส์ได้แต่นั่งก้มหน้า เมื่อการแย่งชิงตัวพระองค์ประสบความล้มเหลว พระองค์ก็ทรงรู้ตัวว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง พระองค์จะทรงไปเฝ้าพระเจ้าบนสรวงสรรค์ ซึ่งพระองค์ ไม่อยากจะไปเฝ้าในตอนนี้ อยากจะอยู่บนโลกที่มีแต่ความวุ่นวายให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ มันคงเป็นไปได้แค่ความหวังที่ เลือนราง