บักเคนทะลุมิติตอนที่ 71-80

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (71)

รถม้าของพระเจ้าหลุยส์ได้ออกเดินทางต่อจากเมือง แซ็งต์ เมอเนฮูลด์ เหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาของประชาชนที่ยังห่วงใยพระเจ้าหลุยส์ และราชวงศ์ หญิงชราหลายคนสวดอ้อนวอนขอให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองพระเจ้าหลุยส์ และเชื้อพระวงศ์ให้เดินทางโดยปลอดภัย วันเวลาผ่านไปราวติดปีกบิน ดูร็อง หรือพระเจ้าหลุยส์ นั่งเหม่อมองใจลอย คิดถึงชะตาชีวิตวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ ความฝันในดินแดนเสรีภาพออสเตรีย กับความจริงของชีวิตขณะนี้ที่พระองค์กำลังดิ้นรนเพื่อหลบหนีออกจากฝรั่งเศส พระองค์ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ มากกว่าความเพ้อฝัน ถ้าพระองค์ไร้ซึ่งชีวิต ความฝันของพระองค์คงพังทลายไปกับความจริง
รถม้าแล่นผ่านป่าโปร่ง ผ่านลำธารตื้น ๆ ที่ไหลเอื่อย ๆ แซมด้วยดอกเยอบีร่า ดอกลาเวนเดอร์สีม่วงริมลำธาร ลดเลี้ยวคู่กับทางรถม้า ก่อนหายเข้าไปในทิวสนข้างหน้า ชีวิตของพระองค์วันที่เรืองอำนาจ ไม่เคยเห็นความสวยงามของธรรมชาติ แต่วันที่พระองค์สิ้นอำนาจ ธรรมชาติช่างสวยสดงดงามยิ่งนัก พระองค์ได้แต่ถอนใจ อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์เหมือนกับเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า สุดแต่ลมจะพัดพาไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง อำนาจทำให้พระองค์ไม่เห็นด้านที่สวยงามตามธรรมชาติที่แฝงอยู่นอกเมือง พระองค์เห็นแต่ความสวยงามที่ปรุงแต่งในราชสำนัก บริวาร ขุนนางชั้นสูง งานเลี้ยงหรูหรา เครื่องประดับอลังการ อาหารเลิศรส สิ่งที่พระองค์สัมผัสเป็นสิ่งปลอม ทุกวันต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน โดยมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นเครื่องกำหนดหน้ากากแห่งฐานันดรที่ต้องการตำแหน่งไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูง ขุนนางชั้นสูงหลายคนได้ให้ภรรยาของตน เอาเต้าเป็นบันได ให้สามีได้เลื่อนตำแหน่ง พระองค์ก็ทรงทราบ แต่เมื่อสภาฐานันดร เสนอขึ้นมา ก็ทรงต้องทำตาม
แต่วันนี้พระองค์ไร้ซึ่งอำนาจ ได้เห็นน้ำใจไมตรีของชาวเมืองแซ็งต์ เมอเนฮูลด์ และธรรมชาติริมทางที่ปราศจากการปรุงแต่ง ทำให้พระองค์ได้สัมผัสอีกมุมหนึ่งที่ชีวิตของพระองค์ไม่เคยสัมผัส โลกนี้คือละครโรงใหญ่ที่ต้องเอาชีวิตของพระองค์มาแสดงเป็นเดิมพันแห่งชีวิต ดูร็อง คิดเรื่อยเปื่อยถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในราชสำนัก ข่าวลือในทางไม่ดีเกี่ยวกับพระนางมารี อังตัวเนต คบชู้ คบเลสเบี้ยน พระองค์ก็ทรงไม่ถามถึง ปล่อยข่าวลือให้ลอยไปกับสายลม เพราะถ้าพระองค์ถามพระนางมารี อังตัวเนต คำถามมันจะทำร้ายจิตใจของพระนางและพระองค์ สู้ปล่อยให้ข่าวลือมันคงอยู่อีก ไม่นานก็จางหายไปเหมือนหมอกควัน พระองค์ไม่ใส่ใจข่าวลือ ก็ทรงไม่ทุกข์ ทรงปล่อยวางในเรื่องข่าวลือ เพราะข่าวลือที่ปล่อยออกมา จะฮือฮาสักพักแล้วคนก็ลืม ธรรมชาติของคนจะสนใจเรื่องตนเองมากกว่าเรื่องของคนอื่น ในเวลาที่ตนเองกำลังทุกข์ยาก กำลังวุ่นวายกับชีวิตจึงไม่ได้สนใจเรื่องคนอื่นมากนัก
รถม้าได้แล่นมาถึงเมืองวาแรน ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวเมืองสนับสนุนการปฏิวัติ ประชาชนในเมืองนี้หลายพันคนได้เดินทางไปร่วมกับคณะปฏิวัติกลุ่ม จากกลุ่มสมาคม จีรองแดงส์ ที่มีมาเรียเป็นผู้วางแผนให้ประชาชนร่วมเดินขบวนขับไล่พระเจ้าหลุยส์ ก่อนถึงหน้าประตูเมืองวาแรน มีคลองเล็ก ๆ ชื่อคลองแอร์ (Aire) และสะพานไม้จากคลองถึงประตูเมือง ได้มีทหารรักษาประตูเมืองหลายสิบคนได้เฝ้าตรวจตราผู้เดินทางผ่านไปมาอย่างเข้มงวด มีการขอดูเอกสารการเดินทาง ซึ่งทหารยามได้รับข่าวด่วนจากเมือง แซ็งต์ เมอเนฮูลด์ จากลูกชายของนายด่าน ที่ไม่ชอบพระนางมารี อังตัวเนต ได้รีบควบม้าตัดป่าเพื่อแจ้งข่าวให้กองทหารได้ทราบว่าพระเจ้าหลุยส์และเชื้อพระวงศ์จะเสด็จผ่านทางนี้ จุดหมายปลายทางของคณะที่ บารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน ได้วางแผนหลบหนี ได้ประสานงานกับมาร์กี้ เดอ บุยเย่ ที่มีประสบการณ์ในสงครามสู้รบประกาศอิสรภาพอเมริกัน โดยมาร์กี้ เดอ บุยเย่ได้รออยู่ที่ป้องม็งต์ เมดี และพระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ทรงรออยู่ที่พรมแดน รถม้าได้แล่นมาถึงคลองเล็กก่อนเข้าหมู่บ้าน
ฌัง บัปติสโซส หัวหน้าทหารที่เฝ้าประตูเมืองได้โบกให้รถม้าหยุดและขอดูเอกสารผ่านทาง และขอตรวจค้นรถม้าโดยสาร ฌัง บัปติสโซส ได้พูดขึ้นว่า
“ขอโทษนะครับ ขอดูเอกสารผ่านทางหน่อยครับ จะเดินทางไปไหนครับ”
ดูร็อง หรือพระเจ้าหลุยส์ ได้พูดขึ้นว่า “ได้ครับ ผมกับครอบครัวของเจ้านายกำลังเดินทางไปธุระที่ออสเตรียครับ” พระเจ้าหลุยส์ ได้เอาเอกสารให้ดู
“ซึ่งเป็นเอกสารจากกรมการพิธีการทูตที่เป็นเอกสารลับ สุดยอด มอบหมายให้ดูร็องคุ้มกันผู้ปกครองรัฐในอาณานิคม เฮติ ได้เดินทางไปพักผ่อนท่องเที่ยวที่ ซาลสกัมแมร์กูท ซึ่งสถานที่ดูร็องกำลังเดินทางไปเป็นดินแดนแห่งเทพนิยาย มีเชิงเขาสูงตะหง่านที่งดงาม ถ้าล่องเรือในทะเลสาบ ซีดเลอร์ซี ที่รายล้อมด้วยพงหญ้า สีทอง ไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตาจรดริมขอบฟ้าติดกับชายแดนประเทศฮังการีเหมือนกับสววรรค์บนแดนดิน
ฌัง บัปติสโซส ได้ตรวจดูเอกสารที่บารงเดอเบรอเตย และ แฟรเซน ได้จัดทำขึ้น เพื่อพระเจ้าหลุยส์ อย่างละเอียด ในเอกสาร ได้เขียนถึงการแต่งกายของเจ้าผู้ปกครองเฮติ ที่ต้องแต่งตัวปลอมเป็นชาวบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากในสถานการณ์การเมือง ไม่ปรกติของฝรั่งเศสและการประกาศสงครามของออสเตรีย ถ้าเป็นผู้ปกครองรัฐในอาณานิคมเดินทางจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระหว่างประเทศ ซึ่งเจ้าผู้ปกครองรัฐไม่ประสงค์จะให้เอิกเกริก เป็นทางการจึงต้องปลอมตัวเพื่อสะดวกในการท่องเที่ยวไม่ต้องมีผู้คุ้มกันมากมาย ฌัง บัปติสโซส ตรวจสอบเอกสารละเอียดเป็นเอกสารจริง มีตราประทับถูกต้องจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือคณะปฏิวัติ อนุญาติให้เดินทางออกนอกประเทศได้
หลังจากทหารยามตรวจเอกสารการเดินทางถูกต้องก็ได้พูดว่า “ขอบคุณครับ ประทานโทษครับขอค้นรถม้าโดยสารหน่อยครับ เพราะเราได้รับแจ้งว่ามีนักโทษหลบหนีคดีมา ทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีคำสั่งเข้มงวดลงมาให้ตรวจผู้เดินทางผ่านเส้นทางนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นสูง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พระสงฆ์ หรือทูตต่างประเทศก็ต้องตรวจค้น”
ดูร็องกล่าวว่า “เอกสารก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องลับสุดยอด เพื่อความปลอดภัยของผู้ปกครองรัฐ ไม่ต้องตรวจค้นได้ไหม เอกสารก็เขียนชัดแจ้งแล้วนี่”
ทหารยาม “ไม่ได้เป็นคำสั่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ตรวจค้นจะโดนลงโทษประหารชีวิตฐานขัดคำสั่ง” ฌัง บัปติสโซส ได้ออกคำสั่ง
“ขอให้ทุกคนในรถม้าลงจากรถเดี๋ยวนี้ ทุกคนก็ทยอยลงจากรถม้า คนแรกที่ลงมาคือบารงเดอเบรอเตย และแฟรเซนที่ปลอมตัวมา โดยบารงเดอเบรอเตย ใส่เสื้อสีมัว ๆ ไม่มีเครื่องประดับ แฟรเซน แต่งตัวคล้ายกัน และพระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ แต่งตัวเป็นหญิงรับใช้ชื่ออาลิซาเบต เจ้าฟ้าชาย-เจ้าหญิง ซึ่งปลอมตัวเป็นบุตรของบารงเดอเบรอเตย ได้ทยอยเดินลงจากรถ และ คนสุดท้าย โรเช่ต์ ในเสื้อและมีผ้าพันคอคลุมลำคอมิดชิด ก้าวลงจากรถม้า

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (72)

ขณะที่โรเช่ต์ก้าวลงจากรถนั้น จู่ ๆ ลมได้พัดอย่างแรงทำให้ผ้าพันคอกระพือขึ้นทำให้ ฌัง บัปติสโซส ที่เป็นทหารยามมองเห็นพระศอของพระนางมารีอังตัวเนต มีสายสร้อยสวมอยู่ ได้กวักมือพร้อมกับถามโรเชต์ว่า
“นางที่ลงจากรถมาที่นี่เดี๋ยวนี้ มาให้ดูหน่อยที่ลำคอมีสร้อยอะไรสวมอยู่”
ขณะที่โรเชต์ ได้จับผ้าพันคอให้กระชับหลังจากลมพัดอย่างแรงจนผ้าพันคอกระพือขึ้น และได้เดินไปหาทหารยาม ฌัง บัปติสโซส ได้ถามพระนางมารี อังตัวเนต ว่า
“เจ้าเป็นหญิงชาวบ้านที่รับใช้เจ้านายทำไมถึงมีสายสร้อยใส่ ถอดออกมาเดี๋ยวนี้”
พระนางมารี อังตัวเนต พยายามอ้อนวอนต่อทหารยามว่า “สร้อยเส้นนี้เป็นสมบัติตกทอดของยายให้ไว้ก่อนตาย นางได้ สั่งเสียว่าสร้อยเส้นนี้ให้สวมไว้ตลอดเวลา เพราะเป็นสร้อยประจำตระกูล ไม่มีราคาค่างวดอะไรมากนัก”
ทหารยามได้บอกว่า “สั่งให้ถอดสร้อยก็ถอดมาเดี๋ยวนี้ อย่าให้ใช้กำลัง มิฉะนั้นจะบอกทหารให้ถอดสร้อยของเจ้า”
บารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน ได้แต่หันมามองหน้ากันและนึกในใจ ทำไมพระนางมารี อังตัวเนต ไม่เชื่อฟังในสิ่งที่บอก ส่วนพระเจ้าหลุยส์ ได้แต่ถอนใจ พระนางมารี อังตัวเนต จำใจถอดสร้อยออกจากพระศอแล้วยื่นให้ทหารยาม
“อืมส์ดูสร้อยก็มีราคาแพง ชาวบ้านไม่น่าจะมีมรดกมากมายถึงขนาดนี้” ฌัง บัปติสโซส เมื่อรับสร้อยเสร็จแล้วก็พูดกับ ดูร็อง หรือพระเจ้าหลุยส์ ว่า
“ส่วนเจ้า นายดูร็อง ชื่อตามเอกสาร แต่ดูลักษณะท่าทาง ผิวพรรณไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปนะ ข้าชักสงสัยแล้ว ทหาร มาควบคุมรถม้าคันนี้ไว้รอตรวจสอบให้ละเอียดอีกที่ ข้าจะส่งข่าวด่วนไปให้คณะปฏิวัติตรวจสอบอีกครั้ง ทหารได้มาควบคุมขบวนรถม้าของพระเจ้าหลุยส์ เอาไว้และนำรถม้าไปควบคุมที่บ้านของ ฌัง บัปติสโซส ที่อยู่ใกล้กับสะพาน รอฟังคำตอบจากปารีส ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่บ้านของ ฌัง บัปติสโซส
แฟรเซนได้เดินทางมาถามพระนางมารี อังตัวเนต ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับพระโอรสและพระธิดา ด้วยสีหน้ากังวล แฟรเซน ได้ถามพระนางมารี อังตัวเนต ถึงเหตุผลที่พระนางไม่ฟังคำของตนที่ห้ามทุกคนสวมเครื่องประดับมีค่าในการหลบหนี
“ทำไม่พระนางไม่ฟังคำแนะนำของหม่อมฉันที่ได้บอก พระนางแล้ว ห้ามสวมเครื่องประดับทุกชนิดในการเดินทางครั้งนี้ ถ้าเกิดถูกตรวจค้นมันจะเป็นพิรุธ และก็แปลก ไม่มีลมแรงมาก่อนแต่พอพระนาง เสด็จลงจากรถม้า จู่ ๆ ลมก็พัดมาทันใด หรือเป็นชะตาของสวรรค์ที่ลิขิตไว้แล้ว”
พระนางมารี อังตัวเนต ได้ตอบคำถามแฟรเซน ว่า “ครั้งแรกข้าก็จะไม่สวมสร้อยนี้มาแต่ข้าหลงรักสร้อยเส้นนี้มาก ไม่อยากจะเสียมันไป ถึงจะสวมสร้อยนี้มาแต่ข้าก็ใช้ผ้าพันคอคลุมทับเอาไว้ ไม่มีใครเห็นมาก่อน แต่จู่ ๆ ลมก็พัดมาอย่างแรงและพัดผ้าพันคอให้ปลิวขึ้นทำให้ทหารยามได้เห็นสร้อย แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ท่านแฟรเซน”
แฟรเซนได้ตอบว่า “ข้าพระองค์ก็ไม่รู้ หรือจะทำอย่างไรดี”
แฟรเซนได้หันไปถาม บารงเดอเบรอเตย “เราไปติดสินบนทหารจะได้ไหมท่าน ลองคิดดูซิ ผมอยากให้ท่านลองไปเจรจากับทหารที่กักตัวเรา ท่านลองเสนอทรัพย์สินเงินทอง เพื่อปล่อยพวกเราเป็นอิสระ ต้องการอะไรจะจัดหามาให้ จากที่นี่ก็อีกไม่ไกลจะถึงพรมแดนออสเตรียแล้ว ถ้าเราไปจากที่นี่ได้ ไปถึงแดนก็ปลอดภัย”
บารงเดอเบรอเตย และดูร็องได้เดินไปที่ประตู และดูร็อง ได้เคาะประตูห้องเพื่อเรียกทหารยามมา “มีอะไรถึงเคาะประตูห้อง”
ทหารยามได้ถามดูร็อง และดูร็องได้บอกทหารยามว่า
“ข้ามีเรื่องอยากจะไหว้วานเจ้า ให้ไปบอกหัวหน้าทหารยามที่กักพวกเราเอาไว้ มาเจรจาด้วยหน่อย การกักขบวนของผู้ปกครองรัฐ ที่มีเอกสารถูกต้อง ถือว่าไม่ให้เกียรติพวกเรา ดูถูกผู้ปกครองรัฐอย่างมาก”
ทหารยามได้เดินออกจากบ้านของ บัปติสโซส ที่เป็นที่กักตัวขบวนรถม้าของพระเจ้าหลุยส์ โดยทหารยามได้เดินขึ้นไปบนสะพานที่พาดผ่านคลองแอร์
หลังจากนั้น บัปติสโซส ได้มาเจรจากับดูร็องบารงเดอ เบรอเตย และแฟรเซน โดยบารงเดอเบรอเตย ได้เจรจากับ บัปติสโซส ถึงการปล่อยตัวขบวนของผู้ปกครองรัฐให้เดินทางต่อเพราะตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เพราะกำหนดการจะต้องไปค้างคืนที่ออสเตรีย ถ้าเกิดปารีสไม่ให้ปล่อยขบวนเดินทาง จะฟ้องต่อคณะปฏิวัติ จะทำให้ทหารที่เฝ้าชายแดนเดือดร้อนอาจจะถูกประหารชีวิตได้ ฐานดูหมิ่นเกียรติของผู้ปกครองรัฐ โดยการกักขบวนไว้โดยไม่มีเหตุผล เพราะว่าหนังสือลับสุดยอดก็เขียนเหตุผลการเดินทางครั้งนี้ไว้แล้ว บัปติสโซส ได้ตอบว่า
“ไม่ได้ครับท่านเพราะถือว่าเป็นคำสั่งของคณะปฏิวัติ และตนเองก็รายงานถึงเรื่องการกักขบวนรถม้าของผู้ปกครองรัฐเฮติไว้รอคำยืนยันจากปารีส ถ้าปารีสอนุญาตให้เดินทางตนเองถึงจะปล่อยขบวนรถม้า และยินดีรับโทษจากคณะปฏิวัติ ทุกประการเพราะถือว่าตนเองทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะปฏิวัติมาแล้ว”
คืนนั้น หลังจากถูกกักตัวเอาไว้ บัปติสโซส ได้จัดหาอาหารค่ำอย่างดีมาเลี้ยงรับรองคณะของพระเจ้าหลุยส์ ที่ได้ค้างที่ห้องพัก ใต้ถุนบ้านของ บัปติสโซส พระเจ้าหลุยส์ ทรงกังวลถึงกับเดินวนเวียนไปมา พยายามคิดหาทางหลบหนี ทรงไม่เสวยพระกระยาหารเย็น พยายามคิดหาทางหลบหนี แต่พระองค์ก็ทรงสิ้นหวังเพราะข้างนอกมีทหารรายล้อมเต็มไปหมดตามคำสั่งของ บัปติสโซส ที่ให้ควบคุมขบวนรถม้าของผู้ปกครองรัฐเอาไว้อย่างเข้มงวด อาหารที่จัดไว้เต็มโต๊ะ ในสายตาของ บัปติสโซส เป็นอาหารที่ดีที่สุด เท่าที่จะหาได้ในเมืองนี้
แต่ในสายตาของพระนางมารี อังตัวเนต เป็นอาหารที่ไว้สำหรับเลี้ยงสุนัขของพระองค์ อาหารเต็มโต๊ะ มีเพียงพระโอรส กับพระธิดาของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ที่ทรงพระเยาว์ ยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองในราชสำนัก ทรงรับประทานด้วยความหิว โดยไม่สนพระทัยว่าอาหารจะดีหรือเลว ส่วนพระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ แฟรเซน และบารงเดอเบรอเตย ทานได้นิดหน่อย เหมือนกับรู้ชะตาชีวิตของตนเองได้สิ้นสุดการหลบหนีที่เมืองวาแรน
เสียงไก่ขันดังแว่วมาเป็นเวลาบอกถึงชะตาชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต ใกล้สิ้นสุดอิสรภาพ สองพระองค์ทรงไม่หลับนอนได้แต่นั่งมองดูพระโอรสและพระธิดานอนหลับสนิท โดยมีพระพระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ ทรงนั่งสัปหงกด้วยความง่วงและความเพลียจากการเดินทาง ส่วนแฟรเซน และบารงเดอเบรอเตย ได้นอนหลับสนิท ส่งเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนกับเสียงโรงสีกำลังสีข้าว
ที่สมาคมจาโกแบงส์ ในห้องนอนของโรแบสปิแยร์ หลังจากพายุสวาทระหว่างโรแบสปิแยร์ กับแซง จูสต์ ได้ผ่านพ้นไป หลังจากเสร็จกามกิจ เสียงพูดคุยกันระหว่างโรแบสปิแยร์กับ แซง จูสต์ ได้พูดคุยกันถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ โรแบสปิแยร์ได้ถาม แซง จูสต์ ว่า
“แซง จูสต์ มีความเห็นอย่างไรต่อกามีย์ เดส์มูแลงส์”
แซง จูสต์ได้ตอบว่า “กามีย์ เป็นคนหยิ่งทะนง ไม่ยอมคน อื่น ๆ บางครั้งก็บ้าอำนาจนะท่าน บางครั้งก็ชอบสร้างข่าวลือ”
โรแบสปิแยร์ได้พูดขึ้นว่า หลังจากที่พวกเราจัดการกับพระเจ้าหลุยส์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะตัดหัวไอ้ กามีย์ เป็นคนต่อไป และจะทำลายให้พวก จีรองแดงส์ ให้หมดไปจากฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (73)

ที่ตลาดค้าปลา บักเคนกำลังนั่งคุยกับโซฟีถึงข่าวคราว ที่ลือสะพัดข่าวพระเจ้าหลุยส์ หลบหนีจากพระราชวังพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries)

โซฟีได้ถามบักเคนว่า “คุณเคนคิดว่าพระเจ้าหลุยส์กับ พระนางมารี อังตัวเนต จะหลบหนีสำเร็จไหมคะ” บักเคนได้ตอบคำถามของโซฟี
“ผมไม่แน่ใจครับ ว่าจะหลบหนีสำเร็จหรือไม่ แต่ในใจของบักเคนรู้ดีว่า พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ไม่สามารถหลบหนีสำเร็จ สุดท้ายสองพระองค์ต้องถูกประหาร ตนเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส แต่ก็ไม่สามารถบอกโซฟี ถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดกับพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต บักเคนนั่งนึกทบทวนว่าตนเองได้ย้อนกาลเวลามาอยู่ในสมัยที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังวุ่นวายทางการเมือง ไม่รู้การเมืองไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง ความวุ่นวายจะเหมือนกับประเทศฝรั่งเศสหรือไม่ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายกพระราชทาน หรือนายกจากการเลือกตั้ง
บักเคนคิดไปเรื่อยเปื่อย ใจคิดห่วงบ้านที่จากมา ไม่รู้อนาคตจะได้กลับเมืองไทยหรือต้องตายอยู่ที่ฝรั่งเศส สักพักบักเคน ได้สะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วก็ร้องเพลงเบา ๆ พอที่โซฟี จะได้ยิน
“บ้านเรา..แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทยซึ้งใจ มิใช่ทาสเขา ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเรา ร่มเย็นสุขสันต์ ทุ่งทิพย์..ฟ้าขลิบทอง ริ้วแดดส่องสดใส งามจับใจมิใช่ฝัน ปวง สตรี สมเป็นศรีชาติเฉิดฉัน ดอกไม้ชาติไทยยึดมั่น หอมทุกวัน ระบือไกล”
“ร้องเพลงอะไรคุณเคน” โซฟีถามบักเคน
“ร้องเพลงบ้านเรา ผมคิดถึงบ้าน เพลงจบยังคุณเคน “ยังไม่จบครับ แต่ผมไม่ร้องต่อครับ เพราะไม่รู้จะได้กลับสยามหรือไม่” บักเคนได้บอกโซฟี หลังจากฮัมเพลงไปท่อนแรก
โซฟีถามบักเคนต่อ “คุณเคนหายไป ลูกเมีย คุณเคนคงเป็นห่วงแย่เลยซินะ” บักเคนได้ตอบว่า “ผมยังไม่มีแฟนไม่มีลูกครับ มีแต่คนที่ผมแอบรักแต่ไม่รู้เขาจะชอบผมหรือเปล่า”
“คนที่คุณเคนหลงรักคงจะน่ารักซินะ”
“ใช่ครับ น่ารักมาก ผมแอบรักเขาข้างเดียว ไม่รู้เขาจะสนใจหนุ่มบ้านนอกอย่างผมหรือเปล่า” บักเคนได้ตอบโซฟี
“สาวไหนนะที่ช่างโชคดีที่คุณเคนหลงรัก เขาทำอาชีพอะไรคะ แล้วพบกันที่ไหนล่ะ”
โซฟีถามบักเคน บักเคนได้ตอบโซฟี “อ๋อเป็นนักร้องหมอลำ หญิงลี ศรีจุมพล ครับ”
โซฟีได้เปรยขึ้น “นักร้องนะรู้ หมอลำคืออะไรคะคุณเคน หมอเป็นนักร้องด้วยหรือคุณเคน” บักเคนได้ตอบ “เปล่าไม่ใช่หมอ แต่เป็นนักร้อง ร้องเพลงลูกทุ่งเขาเรียก หมอลำ ครับ”
โซฟีถามต่อว่า “คุณเคนรู้จักเขาได้อย่างไร”
“ผมเคยไปดูหมอลำงานกาชาดในตัวจังหวัด พอเห็นปุ๊ป ก็หลงรักเลยครับ สงสัยเป็นเนื้อคู่แต่ชาติปางก่อน”
โซฟีถามต่อว่า “เคยบอกให้เขารู้ไหมว่า ชอบเค้า”
บักเคนตอบว่า “ไม่กล้าครับ แอบรักเขาข้างเดียวครับ”
โซฟีได้แต่หัวเราะเบา ๆ กับความเพ้อเจ้อของบักเคนหลงรักสาวข้างเดียวแต่ไม่เคยเอ่ยปากฝากรัก
เสียงม้าควบดังใกล้ถึงบ้านพักของฌัง บัปติสโซส ที่เป็นที่พำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับคณะทหารที่ไปส่งข่าวที่ปารีส ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านพักของ บัปติสโซส ก่อนย่ำรุ่ง ทหารยามรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ซึ่งเป็นที่พำนักของหัวหน้ายาม และได้เข้าเคาะห้องนอนของ บัปติสโซส แล้วร้องบอกว่า
“มีข่าวด่วนครับนายท่าน”
“ข่าวด่วนอะไรถึงรีบร้อนมาปลุกข้าตั้งแต่เช้า เสียง บัปติสโซส บ่นกับทหารที่เคาะประตูห้อง ทหารที่มาส่งข่าวได้บอกว่า
“ข่าวด่วนครับ คนที่พำนักที่ชั้นล่างของบ้านท่านเป็นคณะของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ครับ คณะปฏิวัติให้ท่านรีบส่งตัวพระเจ้าหลุยส์ กับคณะไปที่ปารีสโดยด่วนเลยครับ”
บัปติสโซส ได้เอ่ยขึ้น “เจ้าว่าใหม่ซิ”
“คนที่ท่านกักตัวไว้เป็นพระเจ้าหลุยส์ กับคณะครับท่าน” ทหารยามได้ย้ำคำตอบให้กับ บัปติสโซส
เสียงทหารรีบขึ้นไปรายงาน ทำให้พระขนิษฐภคินีของ พระเจ้าหลุยส์ แฟรเซน และบารงเดอเบรอเตย สะดุ้งตื่น ส่วน พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ทรงได้ยินทหารรีบเดินไปรายงานข่าวกับหัวหน้าทหาร สองพระองค์ก็ทรงรู้ชะตาชีวิตดี
สองพระองค์ทรงนั่งเก้าอี้ และนั่งนึกทบทวนถึงการใช้ชีวิต ที่ผ่านมาของตนเอง พระองค์แสวงหาแต่ความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ประเทศชาติยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจ แต่ประชาชนในชาติกำลังจะอดตาย ทรงละเลยเสียงเรียกร้องของราษฎร พระเจ้าหลุยส์ ทรงทบทวนถึงวันอภิเษกสมรสกับพระนางมารี อังตัวเนต โดยไม่ทรงรัก แต่เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ หลังแต่งงานพระองค์ไม่เคยสนใจใยดีพระนางมารี อังตัวเนต แต่ยามที่พระองค์ทรงทุกข์ร้อน ก็มีแต่พระนางมารี อังตัวเนต อยู่เคียงข้างพระองค์
ความรักระหว่างพระนางมารี อังตัวเนต กับพระองค์เป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงซึ้งใจ และให้อภัยในการกระทำของพระนางมารี อังตัวเนต รักคือการให้อภัย พระองค์ทรงตัดสินใจในท้ายสุดของชีวิตพระองค์ก่อนจะมีคำพิพากษา จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุดอย่างไร ก่อนที่จะจากไปอย่างมีความสุข มีหลายสิ่งที่พระองค์อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ “ชีวิตช่างแสนสั้นนัก” ถ้าสวรรค์เมตตาให้พระองค์มีชีวิตรอด ทรงสัญญาว่าจะทำดีกับราษฎรให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน แต่ไม่รู้สวรรค์จะเมตตาพระองค์หรือไม่
พระนางมารี อังตัวเนต ก็นั่งนึกทบทวนชีวิตของพระองค์ ที่ได้ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ชดเชยส่วนลึกของจิตใจ ที่ทรงโหยหาความรัก ความห่วงใยเอาใจใส่ของพระเจ้าหลุยส์ ที่พระองค์ไม่เคยทราบความรู้สึกและความปรารถนาตามธรรมชาติของพระนาง พระเจ้าหลุยส์ใช้เวลากับงานอดิเรกของพระองค์ ในการสั่งให้ช่างทำกุญแจพระราชวังแวร์ซายส์ และสะสมนาฬิกา ทำให้พระนางต้องสร้างหมู่บ้านชนบทในพระราชวังแวร์ซายส์ จัดงานเลี้ยงหรูหรา เพื่อให้ทรงคลายทุกข์ การแอบหนีไปงานเลี้ยงหรูหราของขุนนาง ร่วมชู้รักของพระองค์ เค้าท์ ฮาน ที่ต้องจากไป สหรัฐอเมริกา เพราะทนกระแสข่าวลือในราชสำนักไม่ไหว
ขณะที่สองพระองค์กำลังนั่งคิดทบทวนถึงชะตาชีวิต และเรื่องราวที่ผ่านมา ทหารยามได้เปิดประตูห้อง พร้อมกับ บัปติสโซส ได้เดินเข้ามาให้ห้องและพูดว่า
“ขอเชิญทุกท่านไปขึ้นรถม้า ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า พระองค์คือใคร”
พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้ลุกจากเก้าอี้และเดินออกห้องไป ส่วนคนอื่นก็ทยอยเดินตามกันออกมา ทหารที่เปิดประตูห้องได้เดินรั้งท้าย พระเจ้าหลุยส์ ได้เดินไปที่รถม้าที่พระองค์ประทับมา รถม้าไม่ได้เดินทางไปประเทศออสเตรีย แต่กับมุ่งหน้าสู่ปารีส พร้อมกับอิสรภาพของพระองค์ก็สิ้นสุดลง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (74)

พระเจ้าหลุยส์ประทับบนรถม้าทรงคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ 1 วันช่างยาวนานยิ่งนัก เหมือนกันนั่งรถม้ามาหลายหลายปี เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม การนั่งรถม้าที่มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า ช่างแตกต่างกับวันที่เสด็จไปรับพระนางมารี อังตัวเนต กลับพระราชวังแวร์ซายส์ เส้นทางเดียวกัน นั่งรถม้าเหมือนกัน วัน 1 วันช่างผ่านไปไวเร็วเหลือเกินเหมือนกับ 1 ชั่วโมง ความคิดของพระองค์เริ่มฟุ้งซ่าน ทรงทบทวนตัวพระองค์เอง ทำไมถึงปกครองบ้านเมืองล้มเหลว เป็นเพราะพระองค์มีทัศนคติที่อ่อนแอ นำมาซึ่งนิสัยอ่อนแอ ทรงทบทวนเรียนรู้จากอดีตที่ผิดพลาด มีชีวิตเพื่อวันนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะมีหวังในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า
พระองค์ทรงสวดอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า ขอมอบโอกาสให้พระองค์อีกสักครั้ง พระองค์จะปกครองบ้านเมืองด้วยความเข้มแข็งและยุติธรรม ไม่มีใครทราบสวรรค์จะให้โอกาสแก่พระเจ้าหลุยส์ อีกหรือไม่
รถม้าวิ่งรอนแรมใกล้เข้าเขตปารีส จากผู้ทรงอิทธิพลในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่บัดนี้ ฐานะของพระองค์เหลือเพียงนักโทษการเมือง ถ้าพระองค์มีญาณหยั่งรู้อนาคต นักปฏิวัติหลายคนทั่วโลก ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสยังไม่สิ้นสุด ตำนานการปฏิวัติฝรั่งเศสยังไม่จบสมบูรณ์ ยังไม่สามารถบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ได้ การปฏิวัติยังคงดำเนินต่อไปอย่างช้า ๆ รถม้าใกล้ถึงพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ที่ทรงหลบหนี
แต่วันนี้ได้กลับมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้วังแห่งนี้จะเป็นที่ประทับของพระองค์ เปรียบเหมือนกับบ้าน แต่ไร้ซึ่งอิสรภาพ การกลับมาคราวนี้ของเชื้อพระวงศ์ที่หลบหนีทั้งหมดถูกคุมขังเข้ม โดยทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้นำกรวยสีส้มเข้ม ที่ทำจากไม้ มาวางเรียงรายหน้าพระราชวัง เป็นสัญลักษณ์ห้ามประชาชนผ่านไปมา ห้ามถูกกรวยเด็ดขาดถ้าขยับ จับกรวย อาจถึงตายได้
พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 กษัตริย์ออสเตรีย และพระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 แห่งปรัสเซีย รวมถึงประเทศอื่นในยุโรป ต่างเฝ้ามองสถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศสอย่างวิตกกังวล ถึงชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 เสนอให้ทุกประเทศในยุโรปกรีฑาทัพบุกปารีสเพื่อช่วยชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต หลายประเทศเมื่อได้รับการร้องขอจากพระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ก็ทรงนิ่งเงียบ ไม่แสดงความเห็นอะไรออกมา เพราะทุกประเทศคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศตนเป็นใหญ่ มากกว่าจะคำนึงถึงชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ที่ทุกชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ ทรงถูกควบคุมตัวในพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) คณะปฏิวัติโดย โรแบสปิแยร์ และบูโซต์ ที่ได้รับการวางแผนจากมาเรีย ได้เสนอความเห็นต่อคณะปฏิวัติ ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประกาศว่า พระเจ้าหลุยส์ และเชื้อพระวงศ์ ถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เป็นชายชุดดำ ลักลอบเข้ามาในพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) เพื่อนำพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต พระโอรส พระธิดา ไปเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากอาณานิคมที่ยึดครองทั้งหมด
หลังจากมีประกาศว่า กองกำลังชุดดำไม่ทราบฝ่ายได้บุกมาชิง ตัวพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ออกจากพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) และมากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ได้ส่งหน่วยทหาร พิเศษไปช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้ทันท่วงที และได้ถวายความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีทหารรักษาการณ์อย่างเข้มงวด มีการนำกรวยสีส้มเข้มมาวางเรียงราย หน้าพระราชวัง และประกาศให้ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามเคลื่อนย้ายกรวยโดยเด็ดขาด
ข่าวลือสะพัดไปทั่วฝรั่งเศสว่าพระเจ้าหลุยส์ที่กองกำลังชุดดำ ลักพาตัวไปและถูกทหารช่วยมาได้ ทำให้บักเคน ปิแอร์ และโซฟี ได้เดินทางจากตลาดขายปลาเพื่อมาสังเกตการณ์ที่หน้าพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) บักเคนได้มองเห็นกรวยสีส้มเข้ม วางเรียงรายหน้าพระราชวังก็เกิดความสงสัย
บักเคน จึงถามปิแอร์ว่า “เกิดอะไรขึ้นทำไม ถึงมีกรวยสีส้ม มาวางเรียงรายหน้าพระราชวัง ผมเคยเห็นเขาวางกรวยที่ประเทศสยาม เพื่อแบ่งทางรถม้าวิ่งสวนไปมา แล้วทหารวางกรวย เพื่ออะไร”
ปิแอร์ก็ตอบบักเคนว่า “ผมไม่ทราบ เดี๋ยวจะไปถามชาวบ้านที่มายืนอยู่แถวนี้เป็นกลุ่ม มองเข้าไปในพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ปิแอร์ได้เห็นชาวบ้าน ท่าทางจะมีความรู้หน่อยจึงได้เดินไปถาม
“ขอถามอะไรหน่อยครับ เขาวางกรวยเพื่ออะไรครับ”
ชาวบ้านที่มายืนมองเข้าไปยังพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้บอกว่า “ข้าได้ยินคนที่มาหลายคนเขาเล่าว่า ทหารได้มีคำสั่งห้ามประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องไปจับ ขยับกรวยเด็ดขาด ถ้าใครจับจะถูกลงโทษ ด้วยการขัง ถ้าใครขยับกรวยต้องโทษประหารชีวิต และ มีข่าวชาวบ้านหลายคนไม่เชื่อฟัง ถูกจับติดคุกนับสิบคน และ ถูกประหารด้วยกิโยตินเข้าไปแล้ว 5 ศพ เพราะไปขยับกรวย”
ปิแอร์พอได้ฟังเรื่องกรวยถึงกับปากอ้าตาค้าง และก็เดินสั่นหัว พร้อมกับบ่นพึมพำ กรวยอาถรรพ์ กรวยศักดิ์สิทธิ์ ใครสัมผัสอาจถึงตายได้ เมื่อปิแอร์เดินไปใกล้กับบักเคน
บักเคนได้ถามว่า “ได้เรื่องไหม เขาวางกรวยทำไม มันแปลกดีนะ รถม้าก็ไม่มีวิ่งมากมาย ทำไมต้องวางกรวย”
ปิแอร์ได้ตอบบักเคนว่า “ผมได้ยินชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่า ทหารเอากรวยมาวางพร้อมกับออกคำสั่งห้ามใครขยับ จับกรวย ต้องถูกลงโทษ ชาวบ้านหลายคนไม่เชื่อฟัง ไปจับกรวย ถูกจับติดคุก อีกหลายคนไปขยับกรวย ถูกประหารด้วยกิโยติน”
บักเคนได้ฟังปิแอร์เล่าเรื่องกรวย ถึงกับตาค้าง พร้อมกับอุทานออกมาว่า “กรวยนรก”
เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน ใครจับกรวยถึงตาย ที่ประเทศสยามไม่มีอย่างในฝรั่งเศสแน่นอน ทำไมทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ถึงโหดร้ายนัก บักเคนถึงกับบ่นพึมพำ พอให้โซฟีได้ยิน
“บ่นอะไรคุณเคน” โซฟีถามบักเคน
ทำให้บักเคนถึงกับอดไม่ได้และตอบโซฟี “อ๋อผมบ่นเรื่องกรวยนรก ใครจับ ขยับตาย ไม่รู้เอากฎหมายข้อไหนมาใช้บังคับ มันช่างโหดร้ายและรุนแรงมาก พวกคณะปฏิวัติ ช่างบ้าอำนาจเหลือเกิน”
ได้มีจดหมายจาก สมาคม กอร์โดลลิเยร์ (Les Cordeliers) โดย กามีส์ เดส์มูแลง และนายกเทศมนตรี ไบยี อยู่เบื้องหลัง ได้ทำเอกสารร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าพระเจ้าหลุยส์ ร่วมมือกับต่างชาติ เพราะมเหสีของพระองค์เป็นชาวต่างชาติ พระเจ้าหลุยส์กระทำการทรยศขายชาติ ขบวนการล้มราชวงศ์ บูร์บง ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการผ่านทางสมาคม สภาร่างรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (75)

ข่าวพระเจ้าหลุยส์ถูกจองจำในพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ทำให้พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ทรงเตรียมทหารออสเตรียและชักชวนพันธมิตรในยุโรป เพื่อปกป้องราชบัลลังก์ พระองค์ทรงหวาดกลัวว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสจะลุกลามเข้ามายังราชอาณาจักรของพระองค์ รวมทั้งอีกหลาย ๆ ประเทศ ก็หวาดกลัวกระแสปฏิวัติ ดังนั้น พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ชาลส์ วิลเลียม เฟอร์ดินานด์ ดุ๊ก แห่งบรันสวิก เข้าหารือสถานการณ์ของประเทศฝรั่งเศส ว่าพระองค์ควรจะทำอย่างไร ซึ่งการหารือ ชาลส์ วิลเลียม เฟอร์ดินานด์ ดุ๊กแห่งบรันสวิก ได้เสนอให้พระองค์ประกาศสงครามกับฝรั่งเศส เพื่อช่วยเหลือ พระเจ้าหลุยส์กับพระนางมารี อังตัวเนต
เดือนเมษายน อากาศกำลังหนาว ดอกกุหลาบสีแดง บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอม อบอวลทั่วทั้งปารีส ฝูงผึ้งป่าบินดมดอมเกสรดอกไม้ ดอกทิวลิป กำลังบานสะพรั่งหลากสี ดอกแดฟโฟดิว ดอกผักเสี้ยน ชูช่อล้อลม ดูละลานตา แต่อุณหภูมิการเมืองในประเทศฝรั่งเศสกลับร้อนระอุขึ้นทันตา เมื่อขบวนการ สมาคมจีรองแดงส์ โดยมี บูโซต์ เป็นหัวหน้าสมาคม ได้รับการยุยงจาก มาเรีย พร้อมทั้งสมาชิกสมาคม เช่น แวร์จิโนด์ (Verginaud) ยองซอนเน (Gensonne) และโกเดส์ (Gaudet) ได้นำมวลมหาประชาชนตั้งกองกำลังติดอาวุธในทุกเมือง และระดมมวลชนที่เป็นกองกำลังเข้ามาในกรุงปารีส เพื่อเข้าล้อมพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) เพื่อแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต
“มวลมหาประชาชนทั้งหลาย พวกเราจะต้องทำสงคราม ครั้งสุดท้าย พวกเราต้องบุกเข้าไปจับพระเจ้าหลุยส์กับมาเรีย อังตัวเนต มากุดศรีษะให้ได้ เอาเลือดล้างแผ่นดิน” เสียงตะโกน ปลุกใจของบูโซส์ร้องบอกมวลมหาประชาชน
“เย้ พวกเราสู้ สู้ ๆ จีรองแดงส์ จงเจริญ แผ่นดินฝรั่งเศสจะได้สูงขึ้น บูโซต์ ได้นำมวลมหาประชาชนบุกเข้าไปในพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries)
เสียงร้องกระหึ่ม “พวกเราบุก”
“บุกเข้าไปจับหลุยส์ กับนังมารี อังตัวเนต” เสียงตะโกนด่าทอ กระหึ่มสุดบรรยาย มวลมหาประชาชนเดินบุกเข้าไปในพระราชวังหลายคนได้ยกกรวยศักดิ์สิทธิ์ออก พร้อมกับถุยน้ำลายรดกรวย ศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ทำสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมหน้าทางเข้าประตูราชวัง นอกเหนือจากกรวยศักดิ์สิทธิ์ มวลชนได้เริ่มเดินบุกเข้าไป
“หยุดอย่าเข้ามา ถ้าเข้ามาจะสั่งยิง ทหารทุกคนประทับอาวุธ เตรียมยิง” เสียงนายทหารผู้ควบคุมกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ร้องตะโกนบอกชาวบ้านที่กำลังจะบุกเข้าไปในพระราชวัง มวลมหาประชาชน หากลัวคำขู่ไม่ หลายคนได้ถือโล่เหล็ก ไว้ป้องกันตัว และพากันบุกเข้าไป “ทุกคนยิง” ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง…………………..
เสียงปืนดังสนั่นก้องไปพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) มวลมหาประชาชน ที่พากันบุกเข้าไป รีบวิ่งหาที่หลบลูกกระสุนจากการระดมยิงของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ที่เปิดฉากระดมยิงใส่มวลมหาประชาชนที่กำลังบุกยึดพระราชวัง ชาวบ้านหลายคนล้มลงพร้อมกับส่งเสียงร้องโอดโอย “ช่วยด้วย ข้าถูกยิง”
“ช่วยด้วยข้าถูกยิงเหมือนกัน”
“โอ๊ย…เจ็บโว้ย”
“ไอ้อำมหิต สั่งฆ่าคนบริสุทธิ์ ไอ้ตัว…..ย
ไอ้ระยำ เสียงด่าทอ ดังระดม สลับกับเสียงปืน
“ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง……………..ปัง ดังกึกก้องทั่วปารีส
กองกำลังมวลมหาประชาชนล้มตายจากกระสุนปืนหลายร้อยคน บาดเจ็บนับพัน จากการระดมยิงของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ที่ปกป้องพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries)
ขณะที่สมาคมจาโกแบงส์ นำโดยโรแบสปิแยร์ ไม่เห็นด้วยกับการที่สมาคม จีรองแดงส์ นำกำลังไปบุกชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โรแบสปิแยร์ ได้หารือกับมากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ผู้อำนวยการรักษาพระนคร และคอมมูนปารีส และผู้นำสูงสุดทางทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้เห็นพ้องต้องกันเพื่อความสงบของประเทศฝรั่งเศส ต้องทำการปฏิวัติ ซ้อนปฏิวัติ นำทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ให้ทหารคนสนิทนำแม่มดที่ดูลูกแก้ว สามารถทำนายดวงชะตาได้มาพบเพื่อให้ทำนายว่า จะทำการยึดอำนาจสำเร็จหรือไม่ แม่มดได้เพ่งดูลูกแก้วแล้วทำนายว่า จะยึดอำนาจสำเร็จ
ทำให้ โรแบสปิแยร์ได้หารือกับลาฟาแยตต์ บุกเข้ายึดอำนาจการบริหารคอมมูนปารีสเอาไว้ และยึดรัฐสภาเอาไว้ ประกาศตนเป็นรัฐฐาธิปัตย์ ได้มีนโยบาย เพื่อพิทักษ์ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และพิฆาตพวกปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ นำทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) อีกกลุ่ม ไปช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ และจับตัวสมาชิกสมาคม จีรองแดงส์ ข้อหาก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
อีกมุมหนึ่งของปารีส ขณะที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ แต่อุตสาหกรรมการพิมพ์ได้เฟื่องฟู จากการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ที่ออกขายทั่วประเทศนับสิบฉบับ ใบปลิวที่ลูกค้าจากสมาคมลับฟรีเมสัน สมาคมจีรองแดงส์ สมาคมจาโกแบงส์ สมาคมโกรเดลิเยร์ และ อีกเกือบ 50 สมาคม เป็นลูกค้ารายใหญ่พิมพ์แจกจ่ายไปทั่ว รวมถึงจดหมายลูกโซ่ ทำให้อุตสาหกรรมการพิมพ์เติบโตก้าวกระโดด อุตสาหกรรมหนังสือโป๊จากภาพวาดเสมือนจริง และภาพถ่าย ขาวดำ เฟื่องฟูเป็นอันมาก ประชาชนระดับล่าง ชาวบ้าน และ ชนชั้นสูงของฝรั่งเศส สามารถอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้เป็นลำดับต้น ๆ ของยุโรป ผลจากการปฏิวัติการพิมพ์ และการส่งเสริมการศึกษาของราชวงศ์ฝรั่งเศสที่ส่งเสริมให้คนฝรั่งเศส รักการอ่านหนังสือ และศึกษาต่อ
ยุคนี้เป็นยุคแห่งการรู้แจ้ง มีนักคิดนักปรัชญามากมาย แนวคิดของวอร์แตร์ จอนห์ ล็อค ฌัง ฌาคส์ รุซโซ่ มีคนติดตามผลงานมากมาย รวมถึงแนวคิดของ เฮเกล เอ็ดมัน เบริกส์ ได้รับการนิยม หนังสือวิชาการรัฐศาสตร์ หนังสือว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพเฟื่องฟู อีกมุมหนึ่ง หนังสือปลุกใจเสือป่า หนังสือโป๊ก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน ชาวบ้านที่เครียดกับความวุ่นวายในบ้านเมือง บางส่วนได้หันไปหาหนังสือโป๊อ่านเพื่อคลายทุกข์ (บางคนทุกข์หนักกว่าเดิม) นางแบบหนังสือโป๊เพิ่มขึ้นยังกับดอกเห็ด สาว ๆ ที่ขี้เกียจหางานทำเพราะงานทำหายาก ได้พากันถ่ายปกหนังสือโป๊ นางแบบหลายคนเคยทำงานที่บาร์อโกโก้ของกัปตันที่เมืองมาเซย์มาก่อน
หลังจากการสิ้นชีวิตของกัปตัน พวกหล่อนได้เบนเข็มมาหากินที่ซาล้ง (Salon) ของชนชั้นสูงในปารีส พวกหล่อนถ่ายปกลงหนังสือโป๊แนะนำตัวเองทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ราคาค่าตัวได้ขึ้นไปหลายร้อยฟรังก์
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางเพศในฝรั่งเศส เช่น ยาสมุนไพรที่ทำจากสมุนไพรจากโลกตะวันออก จากอัฟริกา ที่ทำให้อกฟู รูฟิต หรือสำหรับเพศชาย ที่หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ยาที่กินแล้วแข็ง อึด ทนยิ่งกว่าแรด เกากี๋ ถังเช่า สูตรจักรพรรดิจีนได้รับความนิยมไม่แพ้กัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ช่วงที่มีข่าวลือว่าพระองค์หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลังจากอภิเษกสมรสกับ พระนางมารี อังตัวเนต แล้วพระนางมารี อังตัวเนต ทูลบอกให้พระองค์ไปผ่าตัด แต่พระองค์ตัดสินใจรักษาโดยการกินยาบำรุง ได้ให้ทหารคนสนิทจัดหายามาบำรุงร่างกายของพระองค์ เป็นถังเช่า สูตรลับจากเมืองจีน ซึ่งก็ได้ผลพระองค์ทรงฟิตปั๋ง
อากาศแล้งเมื่อปีที่ผ่านมาแล้วลูกเห็บตก อากาศแปรปรวน ทำให้อุณหภูมิติดลบ 50 องศา ทำให้เจ้าของโรงงานทำขนมปัง ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตขนมปัง ขณะที่สถานการณ์ในปารีสเกิดความวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ประชาชนทำร้ายกันเอง ทะเลาะเบาะแว้งกัน ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นทั้งกรุงปารีส ชาวบ้าน หาเช้ากินค่ำต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วย เป็นฝ่ายไหน มิคสัญญีปกคลุมทั่วทั้งฝรั่งเศส การแย่งชิงอาหาร โดยเฉพาะขนมปังที่ขาดแคลนถือเป็นเรื่องปรกติที่มีทุกวัน ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว เจ้าของร้านขนมปังหลายร้านได้ไปร้องเรียนคณะปฏิวัติเพื่อขอกำลังทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) มาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับร้าน
ทหารหลายคนได้นำกรวยสีส้มสดใส มาวางเรียงรายไว้หน้าร้าน เพราะชาวบ้านรับรู้กันทั่วประเทศ ถ้ากรวยศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ ใครย้ายกรวยและจับกรวยจะต้องถูกประหาร แต่ความหิวโหย ไม่เคยปราณีใคร ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ชาวบ้านที่ยากจน ไม่กลัวกรวยที่ตั้งอยู่หน้าร้าน ได้พากันบุกเข้าไปจับเจ้าของร้านขนมปังมาแควนคอ โดยห้อยกรวยไว้ที่คอ และลากคนทำขนมปังมาตัดศรีษะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแซนส์ที่ร้านขนมปังตั้งเรียงรายอยู่

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (76)

“คุณเคนดูอะไรหรือคะ” โซฟีถามบักเคน
ขณะที่บักเคนหยิบหนังสือปลุกใจเสือป่าขึ้นมาดูภาพหน้าปก “อ๋อ ดูหนังสือดับทุกข์ครับ
เพราะเห็นดาราหน้าปกหนังสือคุ้น ๆ ครับ เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อนครับ” บักเคนกล่าวตอบโซฟี
ขณะเดียวกันโซฟีก็เดินมาหาบักเคนแล้วก็ถามบักเคน “ไหน ขอดูซิ ใครกันที่คุณเคนว่าเคยเห็นหน้า”
“นี่ไง” บักเคนได้ชี้ไปที่ดาราหน้าปกหนังสือโป๊
“คุณเคนนี่ นึกว่าเป็นคนดีไม่ยุ่งกับหนังสือที่พระเจ้าทรงห้าม แต่คุณเคนยังไปหลงหนังสือประเภทนี้อีก” โซฟีต่อว่าบักเคน
“นาน ๆ ทีครับ พอดีเหลือบไปเห็นดาราหน้าปกคุ้น ๆ แต่ไม่เคยนะครับ ก็หยิบขึ้นมาดู”
“อะไรของคุณเคน คุ้น ๆ แต่ไม่เคยนะ ฟังแล้วไม่เข้าใจค่ะ” โซฟีสงสัยในคำพูดของบักเคน
“อ๋อ คุ้นนะเหมือนเคยรู้จัก แต่ไม่เคย คือไม่เคยยุ่งกับหล่อนครับ”
“เข้าใจแล้วล่ะ หล่อนน่ะชื่อจูเรีย เคยทำงานเป็นเด็กนั่งดริ้งส์ ที่บาร์อโกโก้ของกัปตัน”
โซฟีบอกบักเคน “พระเจ้าช่วย ทำไมโซฟีถึงรู้ครับ” โซฟีได้เฉลยความสงสัยบักเคนว่า “จูเรีย เป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่ขายจูเรียเพราะความยากจนให้ไปเป็นทาสพ่อค้าเร่ พ่อค้าเร่ได้เอาจูเรีย เป็นนางบำเรอ พอเบื่อก็ขายนางให้กับซ่องที่ปารีส แล้วจูเรีย ก็ทำงานไถ่ตัวเองออกมา สุดท้ายก็มาทำงานที่บาร์ของกัปตัน ที่รู้ชีวิตของจูเรียเพราะจูเรียเคยมาสมัครเป็นสมาชิกสมาคม บอกว่าตนเองไม่มีอะไรจะเสียแล้ว อยากทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินเกิดบ้าง ขอทำงานเป็นสายลับไปแฝงตัวในบาร์ เพื่อหาข่าวกับขุนนางชั้นสูง พ่อค้าที่มาเที่ยว ถึงความเคลื่อนไหวในราชสำนัก” บักเคน ได้ถามโซฟีว่า “อ้าวที่จูเรียไปทำงานที่บาร์อโกโก้ โซฟีรู้อยู่แล้ว ใช่ไหมครับ” “ค่ะ”
บักเคนถึงกับอึ้ง การทำงานเพื่อชาติ บางครั้งต้องทุ่มเททั้งชีวิต ร่างกาย ยอมพลีกายให้กับชายแปลกหน้า เพื่อแลกมากับความลับเพื่อความได้เปรียบในสงคราม ในกลยุทธ์บทสุดท้ายของซุนวู กลยุทธ์การใช้สายลับ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำศึกสงคราม แต่การบริหารคนก็เป็นสิ่งจำเป็น บักเคนนึกทบทวนสมัยเรียนที่วิทยาลัยครูอุบลราชธานี เรื่อง พฤติกรรมองค์การ ว่าด้วยการบริหารคน ตามทฤษฎี X และ Y ของดักลาส แมคเกรเกอร์นั้น การบริหารคนที่นิสัยแตกต่างกันทฤษฎี X มองว่ามนุษย์เป็นคนขี้เกียจ เกียจคร้าน ชอบหลบหนีงานเมื่อมีโอกาส ส่วนทฤษฎี Y มองโลกในแง่ดี ชอบทำงานตามธรรมชาติ
ระดับผู้บริหารของโซฟี ในสมาคมฟรีเมสัน ใช้แนวคิด ทฤษฎี Z รวมหลักการของทฤษฎี X และทฤษฎี Y ไว้ด้วยกัน โซฟีได้เสนอเพิ่มเติมกฎระเบียบของสมาคมมี 4 ข้อ 1. การทำให้ปรัชญาที่กำหนดไว้บรรลุ 2. ต้องมีการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ต้องให้ความไว้วางใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา 4. ต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แล้วลอร่าปฏิบัติตาม ทำให้สมาคมฟรีเมสันประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เท่าทุกวันนี้
บักเคน ได้มองว่าการตัดสินใจของโซฟีที่ให้จูเรียเข้าไปทำงานเป็นเด็กนั่งดริงส์ช่างสอดคล้องกับปรัชญาการบริหารจัดการในโลกยุคปัจจุบันเสียจริง
“เป็นอะไรไปถึงเงียบคุณเคน” โซฟีเอ่ยปากถามบักเคน
“เปล่าผมทบทวนสิ่งเคยเรียนมานานแล้ว ถึงเรื่องการบริหารจัดการสมาคมของโซฟี ช่างเป็นการบริหารยุคใหม่โดยแท้” บักเคนได้บอกโซฟี ถึงความคิดของตน
“ไม่ใช่หรอกคุณเคน การบริหารน่ะมีมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคพระผู้เป็นเจ้า แต่คนยุคของเราเพิ่งมองออกแล้วคิดว่าสิ่งที่ตนค้นพบเป็นการจัดการยุคใหม่ มันมีมาตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกแล้วนะ การสร้างโลกของพระเจ้ายิ่งกว่าสุดยอดศาสตร์ของการบริหารจัดการทุกอย่าง เวลา ดวงดาว ดวงอาทิตย์ จักรวาล นรก สวรรค์ เกิดก่อนมนุษย์ การบริหารจัดการที่เที่ยงตรงของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ลำเอียง กฎสวรรค์เที่ยงตรงเสมอ ไม่มีใครหลีกหนีสิ่งที่ทำไปได้ทั้งดีและไม่ดี”
“มนุษย์ สัตว์ต่าง ๆ ต้นไม้ ขุนเขา สายน้ำ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้าง คุณเคนเคยได้ยินไหม สวรรค์สรรสร้างให้กับ ทุกสรรพสิ่ง” โซฟีบอกบักเคนถึงความกลมกลืนของธรรมชาติ และความเป็นไปของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บักเคนถึงกับปากอ้า ตาค้างในความลึกล้ำในคำพูดแฝงปรัญชาของโซฟี “พระเจ้าช่วย คำพูดของโซฟี ถ้าพูดในยุคสมัยผม ต้องเป็นระดับศาสตราจารย์แน่นอน” บักเคนบอกโซฟี
ความวุ่นวายหน้าพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ระดมยิงขบวนการ สมาคม จีรองแดงส์ เป็นไปอย่างดุเดือด เลือดนองแผ่นดิน ไฟได้ลุกโชนเพราะประชาชนเริ่มบ้าคลั่งจุดไฟเผา เศษไม้ รถม้า และสิ่งกีดขวาง ควันดำทะมึนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ปกคลุมปารีส บูโซต์ ได้ร้องตะโกนปลุกใจให้ชาวบ้านบุกเข้าไป อย่ายอมแพ้ โดยทิ้ง แวร์จิโนด์ ที่ถูกยิงที่หน้าท้องไส้ไหลออกมาเลือดไหลนอง โดยมีชาวบ้านคอยประคองถอยฉากออกมา ส่วนยองซอนเน ถูกกระสุนใส่ขาข้างซ้าย ก็ค่อยพยุงกายนั่งลง มีชาวบ้านคอยซับเลือดและเอาผ้าพันแผล พันไว้เพื่อไม่ให้เลือดไหลมากกว่านี้
สถานการณ์ชุลมุนเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านบางส่วนได้บุกประชิดตัวทหาร หน้าพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้ใช้มีดและไม้ทุบตีทหารบาดเจ็บล้มตาย ที่ยังไม่ตายก็ถูกตัดศีรษะ ด้วยความโกรธแค้น การรบดำเนินต่อไปตั้งแต่สายจนถึงบ่ายจนจะค่ำ ทหารไม่ได้หยุดพัก ยิงปืนจนหูอื้อไปหมด ปัง ปัง ปัง ปัง……………. มือพองเพราะจับปืนที่เริ่มร้อนจากการยิงไม่หยุด เป็นการรบที่ดุเดือดเลือดพล่านครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของฝรั่งเศส
ในพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้ทรงจ้องมองดูการต่อสู้จากชั้นสองของพระราชวัง พระนางมารี อังตัวเนต ทรงมโน แล้วกล่าวบอกพระเจ้าหลุยส์
“เสด็จพี่เพคะ มีการต่อสู้กันหน้าพระราชวัง แสดงว่ามีคนมาช่วยเราแล้วเพคะเสด็จพี่ อาจจะเป็นพระเชษฐาของน้อง ทรงส่งทหารมาช่วยพวกเราแล้วเพคะ”
“ไม่แน่ใจ แต่การต่อสู้ช่างดุเดือดอย่างยิ่ง เสียงปืนดังตลอด ตั้งแต่สายจนถึงบ่าย มันไม่กินข้าวกันเลยหรือ”
พระเจ้าหลุยส์ทรงตรัสกับพระนางมารี อังตัวเนต พระโอรสกับพระธิดาทรงหวาดกลัวเสียงปืนที่ดังตลอดเวลาได้หลบอยู่ในห้อง โดยมีพระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ คอยปลอบพระโอรสและพระธิดาอยู่ข้าง ๆ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (77)

การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เสียงปืน ปัง ปัง ปัง…….ปัง ปัง…..ปัง !!!!!!!!!!!!
สลับกับเสียงร้องของคนที่ถูกยิง “โอ๊ย โอ๊ย…..เจ็บโว้ย…… เจ็บโว้ย………”
“ใครก็ได้ช่วยที…..” เสียงร้องให้ช่วยดังเซ็งแซ่..สลับกับเสียงปืน ปัง …..ปัง………..ปัง…………!!!!!!!! ชาวบ้านล้มตายเพิ่มขึ้น เป็นพันศพ….
ทหารก็เสียชีวิตนับร้อย…..การตู้สู้ประชิดตัวระหว่างทหาร กับชาวบ้าน ทหารที่ถูกฆ่าตายก็มีทหารคนอื่นมาแทนที่ กองพันทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) หลายกองพันเฝ้ารักษาพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) อย่างเข้มแข็งตามคำสั่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ผู้นำสูงสุดทางทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้เดินทางมาถึงพระราชวังพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้ให้ทหารที่มาพร้อมกันเพื่อหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย ร้องตะโกนให้ชาวบ้านที่ถูกชักชวนจากสมาคม จีรองแดงส์ หยุดการต่อสู้ และให้วางอาวุธ นี่เป็นทหารของคณะปฏิวัติ ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ และร้องบอกทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ให้หยุดยิง
ถ้าใครฝ่าฝืนจะต้องรับโทษหนัก หลังจากให้ทหารหลายสิบนายร้องตะโกนบอกทั้งสองฝ่าย เสียงปืนและการต่อสู้ค่อยสงบเงียบลง มีแต่เสียงผู้บาดเจ็บร้องโอดโอยหลายร้อยคน… ลาฟาแยตต์ ได้สั่งทหารว่า
“ไปดูคนเจ็บและคุมตัวพวกสมาคมจีรองแดงส์เอาไว้” บูโซต์ ถูกยิงที่แขนได้มีผ้าพันแผลมัดไว้ ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ควบคุมตัวมาพบกับลาฟาแยตต์ บูโซต์ ได้พูดขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้น ข้าทำอะไรผิด พระเจ้าหลุยส์กระทำกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ข้าในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศฝรั่งเศสให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยการกำจัดพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (กปปล. 16) ได้นำชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากพระเจ้าหลุยส์มาจับตัวพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อังตัวเนต ไปขึ้นศาลประชาชน แล้วท่านเอาอำนาจอะไรมาควบคุมตัวข้า ท่านรู้ไหมข้าคือใคร”
ลาฟาแยตต์ ได้ตอบว่า “ข้ารู้ว่าท่านเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านเอาอำนาจอะไรมาจับตัวพระเจ้าหลุยส์”
บูโซต์ได้บอกกับลาฟาแยตต์ ว่า “ข้าใช้อำนาจของมวลมหาประชาชน ที่มีมติเป็นกฎหมายมาลงโทษพระเจ้าหลุยส์”
ลาฟาแยตต์ ได้บอกกับบูโซต์ว่า “ถึงจะฆ่าพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต มันก็ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก ตอนนี้ท่านถูกควบคุมตัวแล้ว คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฝรั่งเศส (รสช.) โดยสมาคมจาโกแบงส์ นำโดยโรแบสปิแยร์ เป็นผู้มีอำนาจสูงสูดในสภาคณะปฎิวัติ ตอนนี้ต้องควบคุมตัวท่านกับพวกสมาคมของท่านไว้ก่อน ส่วนชาวบ้านที่เหลือก็เชิญตัวไปสอบสวน”
บูโซต์ ได้ร้องตะโกนใส่ ลาฟาแยตต์ ว่า “ท่านเป็นกบฏแล้ว ข้าคือผู้นำของมวลมหาประชาชนแท้จริง ทหารอย่าไปเชื่อฟังคำสั่ง ข้าคือหัวหน้าที่แท้จริง”
ลาฟาแยตต์ ได้บอกกับบูโซต์ ว่า “ความเกลียดชัง ไม่เคยเป็น ผู้ชนะ มันเป็นสัจธรรม เพราะสุดท้ายความเคียดแค้นไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเสมอ”
ต่อจากนั้น ลาฟาแยตต์ ได้ร้องสั่งทหารให้เอาผ้ามามัดปาก บูโซต์ แล้วให้ควบคุมตัวไปขังไว้ในค่ายทหาร พร้อมกับสมาชิกสมาคมจีรองแดงส์
“ครับท่าน” เสียงทหารชั้นผู้น้อยได้เอาผ้ามามัดปากบูโซต์ แล้วก็เอาเชือกมัดมือไพล่หลังสมาชิกสมาคมจีรองแดงส์ แล้วเอาผ้าปิดตา ควบคุมตัวไปขึ้นรถม้าหลายคัน กลับไปยังค่ายทหาร ส่วนทหารและคนเจ็บก็ลำเลียงไปยังโรงพยาบาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อุปถัมภ์ โดยคนเจ็บได้สั่งให้ทหารควบคุมตัวเอาไว้เพื่อรอสอบปากคำ
ลาฟาแยตต์ ได้สั่งการทหารที่ติดตามเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เดินเข้าไปยังพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) เพื่อพบกับพระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากเดินเข้ามาในพระราชวัง ลาฟาแยตต์ได้เข้าไปพบพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พระเจ้าหลุยส์ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ข้าได้ยินแต่เสียงปืนดังกึกก้อง ก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น สลับกับเสียงตะโกน แต่ได้ยิน ไม่ค่อยชัดเพราะเสียงปืนดังมาก เสียงปืนดังเป็นระยะ มันเกิดอะไรขึ้นท่าน”
ลาฟาแยตต์ ได้ตอบพระเจ้าหลุยส์ว่า “พวกสมาคมสมาคม จีรองแดงส์ ได้ชักชวนชาวบ้านให้บุกมาจับตัวพระองค์ไปขึ้นศาลเตี้ยโดยพวกเขาพิพากษาว่าพระองค์ผิด ต้องถูกลงโทษ”
“พระเจ้าช่วย” พระนางมารี อังตัวเนต ได้เอามือทาบพระอุระแล้วพระพักตร์ตื่นตระหนกต่อคำบอกของลาฟาแยตต์
“แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ ศาลจะพิจารณาคดีพระเจ้าหลุยส์หรือไม่ ต้องรับโทษสถานใด” พระนางมารี อังตัวเนต ระดมคำถามถี่ยิบ” พระพักตร์ดูซีดเผือด ปรกติพระนางจะผิวขาวอมชมพู แต่เมื่อได้รับฟังเหตุการณ์ตื่นตระหนกตกใจก็ขาวไม่มีสีเลือด
ส่วนพระเจ้าหลุยส์ ทรงระงับอารมณ์ได้ ได้ตรัสบอกพระนางมารี อังตัวเนตว่า “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด เมื่อเรื่องหลายเรื่อง เหนือการควบคุม เราคงต้องปล่อยมันไป ปลงและยอมรับว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพียงแต่พวกเราต้องมั่นคงและเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงปกปักษ์พวกเรา”
ลาฟาแยตต์ ได้กล่าวกับพระนางมารี อังตัวเนต ว่า “การคิดไปเองก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งนะ ขอให้พระองค์สบายใจ พระองค์ทรงหวาดกลัวนะ ความกลัวไม่ได้มีมาแต่ต้น แต่เป็นความวิตกกังวลเล็กน้อยในพระทัยของพระองค์ นั่นแหละคือความกลัว”
พระนางมารี อังตัวเนต ได้แต่พยักหน้า และกล่าวว่า “ความเจ็บปวดที่แท้จริงของฉัน คือการที่ไม่มีพวกพ้องที่ภักดีหลงเหลืออยู่ ทุกคนมุ่งหวังแต่ประโยชน์ พอหมดประโยชน์ก็หลบหนีหาย” น้ำตาของพระนางมารี อังตัวเนต ก็เริ่มไหลด้วยความเศร้าพระทัย
ลาฟาแยตต์ ได้กล่าวกับพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ว่า “เมื่อพระองค์ปลอดภัยกระหม่อมก็ขอทูลลาพะยะค่ะ”
ตามสบายท่านลาฟาแยตต์ ได้เดินออกจากที่คุมขังพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต กลับไปยังปารีสคอมมูน
การต่อสู้กันหน้าพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้เป็นข่าวดังสะท้านทั่วยุโรป ทำให้พระเจ้าพระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ทรงร้อนพระทัย กำลังคิดจะหาทางช่วยพระนางมารี อังตัวเนต ทรงเตรียมกำลังทหารและอาวุธยุโธปกรณ์ พร้อมกับมีพระราชสาส์น ถึงกษัตริย์ทั่วยุโรป เพื่อขอกองกำลังทหารจัดเป็นกองกำลังผสม เพื่อเตรียมบุกชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ข่าวพระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ได้ระดมทหารเตรียมบุกฝรั่งเศส ได้เล็ดลอดมาถึงสภาปฎิวัติฝรั่งเศสที่กำลังจะตัดสินคดี สมาคมจีรองแดงส์ บุกรุกพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) เพื่อจับพระเจ้าหลุยส์ มาลงโทษด้วยศาลเตี้ย ซึ่งศาลปกครองสูงสุด ได้รับคดีไว้พิจารณา
ศาลปกครองสูงสุดได้ถูกตั้งขึ้น หลังจากที่สมาคมจาโกแบงส์ กับลาฟาแยตต์ ได้ยึดอำนาจจากสภาประชาชนแล้ว ได้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ จัดตั้งเป็นศาลปกครองสูงสุดแทน มีอำนาจในการพิจารณาคดีทุกประเภท โดยเฉพาะเรื่องการเมือง การก่อความวุ่นวายในสังคม
ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) บุกเข้าไปยังประเทศออสเตรียก่อนที่จะประกาศสงคราม โดยบุกด้วยความรวดเร็ว อย่างกับสายฟ้าแลบ สภาปฎิวัติได้ลงมติประกาศสงครามกับออสเตรียในวันที่ 20 เมษายน 1792 การบุกด้วยความรวดเร็วทำให้การเคลื่อนทัพของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) รุกเข้าไปในเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ที่เป็นดินแดนของประเทศออสเตรีย ทหารออสเตรียถึงกับช็อคเมื่อเจอการบุกของทหารฝรั่งเศสเข้าไปดินแดนของตน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (78)

สงครามช่วงแรกฝรั่งเศสได้รับชัยชนะอย่างงดงาม สามารถ รุกคืบเข้าไปในดินแดนออสเตรีย ขณะที่ฝรั่งเศสฮึกเหิมในชัยชนะ พระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 แห่งปรัสเซีย ร่วมกับขุนนางชั้นสูงและนักบวช ศาสนจักร ฝรั่งเศส ที่ภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ ได้หลบหนีไปอยู่ที่ปรัสเซีย ออสเตรีย ได้สนับสนุนเงินทุนเพื่อกอบกู้ราชบัลลังก์ ได้จัดตั้งกองกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (พรช.) ได้บุกเข้ายึดลองวี (Longy) และรุกเข้าโจมตีป้อมแวร์ดัง (Verdun) จังหวัดอัลซาส การเข้าโจมตีของกองกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และทหารปรัสเซีย สร้างความตกตะลึงให้กับกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ที่บุกยึดดินแดนออสเตรีย แต่ข่าวที่โด่งดังไปทั่วยุโรป
ชาวบ้านชนชั้นกลาง ในมณฑลวองเด (Vendee) ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ลุกฮือก่อการกบฏเพื่อช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ ได้บุกเผาสถานที่ราชการ ฆ่าทหารแนชนัลการ์ด (National Guards)
สถานการณ์ความวุ่นวายของฝรั่งเศสช่วงสงครามกลางเมืองขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสขาดรัฐบาลที่เข้มแข็ง เพราะมีการปฏิวัติซ้อนปฏิวัติ ของสมาคมจาโกแบงส์ นำโดยโรแบสปิแยร์ ที่กำลังขึ้นมายึดอำนาจและกวาดล้างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยทางการเมือง ความระส่ำระสายของเหตุการณ์บ้านเมือง โรแบสปิแยร์ ได้เรียกประชุมสภาประชาชนโดยด่วน เพื่อปรึกษาถึงสถานการณ์ในประเทศที่กำลังเลวร้ายจากสภาวะเศรษฐกิจ ความไม่สงบในบ้านเมือง และปราศจากกฎหมายใช้บังคับอย่างจริงจัง ในการประชุม โดยมีโรแบสปิแยร์ เป็นประธานที่ประชุม
ลาฟาแยตต์ ผู้บัญชาการกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และคอมมูนปารีส ได้แถลงต่อสภาว่า
“เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ผู้บัญชาการกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และคอมมูนปารีส รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความวุ่นวาย จากการบุกพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ของชาวบ้านที่ถูกยุยงจากสมาคม จีรองแดงส์ และเหตุการณ์ความไม่สงบทั่วประเทศฝรั่งเศส และการบุกของ กองกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (พรช.) กระผมขอลาออกจากทุกตำแหน่งนับแต่วันนี้เป็นต้นไป”
การลาออกของ ลาฟาแยตต์ ผู้บัญชาการกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และคอมมูนปารีสมีเหตุผลในใจ หลายประการ เพราะละอายใจที่ไม่สามารถรักษาความสงบในกรุงปารีสได้ และเบื่อความวุ่นวายทางการเมืองในฝรั่งเศส และคิดว่า สุดท้ายยังอยากรักษาศีรษะไว้บนบ่าให้ยาวนาน ไม่อยากเพิ่มเติมสถิติให้เครื่องกิโยติน เพราะดูแล้วว่าประธานสภาประชาชน คงต้องหาทางทำลายตนในไม่ช้า
อำนาจได้มายาก แต่การรักษาอำนาจยากยิ่งกว่า เพราะการที่ตนอยู่ในอำนาจ มีแต่คนจ้องจะทำลาย ยิ่งสูงยิ่งหนาว นอนหลับ ไม่เต็มอิ่ม มีแต่ความหวาดระแวง สู้ลาออกดีกว่า หลังจากลาออกทุกตำแหน่ง มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ก็ได้ไปใช้ชีวิตที่บ้านชนบท อันเงียบสงบทิ้งความวุ่นวายทางการเมืองของฝรั่งเศสไว้เบื้องหลัง
สถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศส ยังวุ่นวายไม่พอ แซงส์ จูสต์ คู่ขาของโรแบสปิแยร์ ได้ประกาศชักชวนชายที่จิตใจเป็นหญิงทั่วประเทศฝรั่งเศส ทอม หญิงที่เป็นเลสเบี้ยน พวกรักร่วมเพศทั้งมวล ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการแสดงออก ตามแนวคิดของรุซโซ่ เรื่องสิทธิ เสรีภาพ เป็นกระเทยไม่ผิด มนุษย์ย่อมมีสิทธิ์บริบูรณ์ในการเลือกเป็นกระเทย ทอม พวกเราต้องมีเสรีภาพ ปฏิเสธคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า ได้มีการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ ของพวกรักร่วมเพศ ให้มีความเสมอภาคในสังคม
การสู้รบของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ในดินแดนออสเตรีย เริ่มขวัญเสียเมื่อการบุกของกองกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (พรช.) ประสบความสำเร็จและได้จัดทำแถลงการณ์ บรันสวิค ให้กับแม่ทัพออสเตรีย และ ปรัสเซียได้อ่านแถลงการณ์
“การประกาศกฎอัยการศึกในดินแดนที่ยึดครอง และจะทำการคืนอำนาจที่สูญเสียไปของพระเจ้าหลุยส์ ให้ได้ ผู้ใดขัดขวาง จะฆ่าทิ้งให้หมด”
ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ที่รบในดินแดนออสเตรีย เมื่อได้ทราบข่าวกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (พรช.) ได้ยึดดินแดนบางส่วนของฝรั่งเศสไว้ได้แล้ว ได้พากันหนีทัพ บางส่วนก็ฆ่าผู้บังคับบัญชา ทำให้กองทัพฝรั่งเศสต้องละลายทั้งกองพล
ข่าวกองกำลังผสมพิทักษ์ราชบัลลังก์ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (พรช.) และทหารผสมออสเตรียและปรัสเซียได้บุกยึดเมืองอัลซาสไว้ได้ ทำให้โรแบสปิแยร์ประธานสภาประชาชน ได้ออกแถลงการณ์ด่วนฉบับที่ 1
“ในนามประธานคณะผู้บริหารปารีสคอมมูน และสภาประชาชนขอประกาศให้ประชาชน ถ้าไม่มีธุระจำเป็นขอให้อยู่ แต่ในบ้านเรือน ห้ามออกมาร่วมเดินขบวนประท้วงกลับกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงการโจรกรรมทรัพย์สิน การเผาบ้านเรือน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในประเทศเพิ่มความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศสอันเป็นที่รักของเรา การประท้วงของประชาชน ที่ได้รับการยุยงจากสมาคม ทำให้ชาวบ้านหลงผิด เศรษฐกิจย่ำแย่ มีการปล้นสะดมในหลาย ๆ เมือง การก่อจลาจล เผาบ้านเผาเมือง ชายชุดดำ ลอบฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์ การปล้นสะดมร้านขนมปัง ขวัญของประชาชนตกต่ำ การบุกยึดครองแผ่นดินของคนฝรั่งเศสที่ฝักใฝ่ต่างชาติ ความเสื่อมเสียศีลธรรมของกระเทย ทอม ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ กำลังจะพาให้ชาติวิบัติ ข้าพเจ้าในฐานะประธานคณะผู้บริหารปารีสคอมมูน และสภาประชาชน จะทำทุกวิถีทางให้ประเทศฝรั่งเศสกับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยเร็ววัน”
หลังจากใบปลิวแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 แพร่กระจายทั่วประเทศ ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟ ใกล้กับตลาดค้าปลาที่วันนี้ร้านกาแฟไม่มีลูกค้า นอกจากโต๊ะของโซฟีและลูกสาว และบักเคนกำลังนั่งจิบกาแฟ
“คุณเคนคะ พวกเราจะทำอย่างไรกับประกาศของคณะปฏิวัติในนามสภาประชาชน” โซฟีถามบักเคน
“ไม่ต้องทำอะไรครับ สถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย ผมคิดว่าคุณโซฟี รีบแจ้งข่าวให้กับสมาคมฟรีเมสัน ให้หยุด การเคลื่อนไหวชั่วคราว รอดูสถานการณ์ก่อนครับ ผมชักสงสัย โรแบสปิแยร์ กำลังบ้าอำนาจ และพวกเราอาจจะมีภัยก็ได้ เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล และถ้าจำเป็นให้สมาชิกระดับหัวหน้า หลบออกจากฝรั่งเศส ไปที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่อยู่ในฝรั่งเศส”
“ทำไมคะ” โซฟีถามบักเคน
“คุณโซฟีดูประกาศประโยคสุดท้ายความเสื่อมเสียศีลธรรมของกระเทย ทอม ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ มันหมายถึงอะไร แซง จูสต์ คือใคร ทำไมผมถึงได้สังหรณ์ใจว่า โรแบสปิแยร์เปลี่ยนไป ยามที่พวกเราโค่นล้มระบอบหลุยส์ โรแบสปิแยร์ ใช้แต่วาทกรรม สำนวนโวหาร แต่การต่อสู้เป็นพวกเรา
เมื่อสำเร็จก็สถาปนาอำนาจ โดยไม่คิดถึงพวกเราที่สละชีวิตเข้าแลกเสรีภาพ โรแบสปิแยร์ มีความสัมพันธ์อันลึกล้ำกับแซงส์ จูสต์ แต่เมื่อแซงส์ จูสต์ เลขาคนสนิทออกมาเรียกร้องเสรีภาพให้กับกระเทย ทอม จึงใช้โอกาสกำจัด คนที่เป็นมันสมองของตน คนที่คอยบำบัดความใคร่ แม้ว่ากระเทยไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมนัก แต่ แซง จูสต์ ก็มีบุญคุญต่อโรแบสปิแยร์นะ”
บักเคนได้พูดต่อว่า “แต่จากประกาศโรแบสปิแยร์ต้องการทำลาย แซง จูสต์ แน่นอน รวมถึงสมาคมต่าง ๆ ที่เขาเชื่อว่า จะเป็นคู่แข่งของเขา เชื่อผมเหอะโซฟี ทางที่ดีสถานการณ์วันนี้ ระบอบหลุยส์ล้มแน่นอนแล้ว แต่ระบอบใหม่กำลังเข้าครอบงำ ผมว่ามันจะนองเลือดยิ่งกว่าเก่า สักวันโรแบสปิแยร์ ต้องหันกลับมาทำลาย โซฟีกับสมาชิกสมาคมฟรีเมสันแน่นอน เพราะหมดประโยชน์ ต่อเขาแล้ว เขาต้องการกำจัดเพื่อให้หมดเสี้ยนหนามคู่แข่ง”
“คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับโรแบสปิแยร์ ไม่ใช่พระเจ้าหลุยส์ แต่เป็นโซฟี สมาชิก สมาคมฟรีเมสัน เพราะทำให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ ผมอยากให้คุณโซฟีกับลูกสาวเดินทางกลับบ้านเฮติไปอยู่กับตูส์แสงต์ดีกว่า ที่เฮติเป็นบ้านสุดท้ายที่โซฟี ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้นะ ขอให้ถือเสียว่า ฝรั่งเศสไม่ใช่บ้านของโซฟีอีกแล้ว ตัดใจ ลืมฝรั่งเศสซะ ไปอยู่กับครอบครัวอันอบอุ่นดีกว่า ถ้าอยู่ต่อไป จะไม่มีโอกาสได้กลับแน่นอน”
โซฟีได้ถามบักเคนว่า “อ้าวคุณเคนบอกให้โซฟีกลับเฮติ แล้วคุณเคนล่ะ ไปเฮติกับโซฟีด้วยกันไหม พวกเราหนีความวุ่นวายในฝรั่งเศส คุณเคนสามารถใช้ชีวิตในไร่ที่เฮติได้ กลับไปจะหาสาวสวยให้คอยดูแล คุณเคนต้องการอยากได้ภรรยาสักกี่คน”
ขอบคุณครับ ผมคิดว่า คงไม่เป็นไร เพราะผมยังมีประโยชน์ต่อโรแบสปิแยร์ อยู่ และอย่าลืมซิ ปิแอร์ลูกชายโรแบสปิแยร์ คือเพื่อนสนิทของผม คงไม่ปล่อยให้พ่อเขานำผมไปฆ่าได้ง่าย ๆ และผมก็ตัวคนเดียว เป็นคนต่างแดน ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาต้องกำจัด”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (79)

สถานการณ์ความวุ่นวาย ในฝรั่งเศสเริ่มโกลาหล โรแบส ปิแยร์ ประธานสภาประชาชน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่องการจัดตั้งศาลพิเศษคอมมูนปารีส มีอำนาจชำระคดีทุกประเภทที่เกิดขึ้นในกรุงปารีส โดยอำนาจศาลนี้ มีโรแบสปิแยร์ เป็นประธานศาลพิเศษ คำตัดสินของศาลพิเศษเป็นอันเด็ดขาดไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง มีอำนาจ สั่งการให้ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ตรวจค้นผู้ต้องสงสัย จับกุม คุมขัง รวมถึงออกมารักษาความสงบในกรุงปารีส

ขณะเดียวกัน โรแบสปิแยร์ ได้สั่งการให้บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) นักเลงหัวไม้จากเมืองมาแซร์ ที่ได้ตีตัวออกห่างจากสมาคมจีรองแดงส์ ได้หันมาจงรักภักดีกับตนเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) ได้มีข้อตกลงลับกับโรแบสปิแยร์ เรื่องการทำลายสมาคมจีรองแดงส์ โดยแลกผลประโยชน์กับตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ในคณะรัฐบาลบริหารประเทศที่โรแบสปิแยร์ จะแต่งตั้งขึ้นเร็ว ๆ นี้ เมื่อกำจัดพระเจ้าหลุยส์ พระนางมารี อังตัวเนต และสมาคมต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์สำเร็จ
ที่ทำการคอมมูนปารีส ยามบ่ายในห้องทำงานของ โรแบส ปิแยร์ บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) ได้สนทนาลับสุดยอดกับโรแบส ปิแยร์ ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายของฝรั่งเศส ได้เสนอความเห็นต่อโรแบสปิแยร์ ว่า
“ท่านโรแบสปิแยร์ ผมว่า อันดับแรก เราต้องกวาดล้างผู้ต้องสงสัยที่สนับสนุนสมาคมต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กับท่าน รวมถึงเข้าควบคุมโรงพิมพ์ต่าง ๆ ในปารีส ต้องมีการตรวจสอบหนังสือพิมพ์ก่อนออกจำหน่าย รวมถึงใบปลิวต่าง ๆ เพราะสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ มีส่วนยุยงให้ชาวบ้านเชื่อในข่าวลือต่าง ๆ”
โรแบสปิแยร์ได้กล่าวตอบว่า “เป็นความคิดที่ดี ข้าก็เห็นด้วย ถ้าเรามีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด ชาวบ้านจะได้ไม่รับข้อมูลที่ ผิด ๆ จากสื่อต่าง ๆ ข้ามอบให้ท่านไปดำเนินการตรวจสอบและควบคุมสื่อทั้งปารีส นอกจากนี้ ข้ามอบอำนาจให้ท่านไปตรวจค้น จับกุม ผู้ต้องสงสัยจะเป็นปฏิปักษ์กับข้า รวมถึงพวกก่อความวุ่นวายในปารีส ท่านไปบอกเจ้าหน้าที่ให้ทำประกาศใบประกาศไปปิด ทั่วปารีส ห้ามคนในเมือง เข้า – ออก จากปารีสในช่วงนี้ เพื่อที่จะได้ตรวจค้นหาผู้ต้องสงสัยที่จะก่อความวุ่นวายในปารีส รวมถึงพวกที่จะแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์ด้วย”
บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) ได้ตอบว่า “ครับท่าน ผมจะรีบดำเนินการ ท่านครับอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อมิให้เสียภาพลักษณ์ของท่าน ผมขอเสนอให้เราใช้นักเลงจากต่างถิ่น มากำจัดศัตรูทางการเมืองของท่านและผู้ต้องสงสัยว่าจงรักภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่สงสัย ผมจะทำให้เป็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทย์ และฆ่ากันตาย มันจะไม่พัวพันถึงท่าน”
โรแบสปิแยร์ ได้ตอบว่า “เป็นความคิดที่ดี ชาวบ้านจะได้มองภาพลักษณ์ของข้าทำงานเพื่อแผ่นดินจริง ๆ ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อน”
ความคิดของบาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) ได้นำมาสู่การตรวจค้นบ้านเรือนของราษฎรในกรุงปารีสและบริเวณชานเมืองเพื่อกำจัดศัตรูที่ต่อต้านโรแบสปิแยร์ และจงรักภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ นำมาซึ่งการจับกุม ผู้ต้องสงสัยจำนวนนับหมื่นคน โดยผู้ถูกจับกุม ส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลาง ขุนนางชั้นสูง ขุนนางระดับกลาง เอาไปขังไว้ที่คุกในกรุงปารีส จนคุกแทบแตก เพราะมีนักโทษการเมืองที่สงสัยว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับโรแบสปิแยร์ ถูกจับนับหมื่นคน รวมถึงพวกที่คาดว่าจะเป็นสายลับคอยรายงานความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสให้กับกษัตริย์ออสเตรีย
ข่าวลือได้แพร่สะบัดออกไปทั่วประเทศว่าขุนนางชั้นสูง และขุนนางบางส่วนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ กำลังวางแผนร่วมกับประเทศออสเตรีย มาแย่งชิงตัวพระเจ้าหลุยส์พร้อมกับราชวงศ์ และทหารออสเตรียและปรัสเซีย รวมถึงทหารของขุนนางชั้นสูง จะแก้แค้นคนที่ทำต่อราชวงศ์ โดยจะฆ่าชนชั้นรากหญ้าที่มีส่วน ล้มล้างระบอบกษัตริย์ ทำให้บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) ได้อาศัยจังหวะที่ตนเองปล่อยข่าวลือข่าวประเทศ นำนักเลงหัวไม้จำนวนนับร้อยคน บุกเข้าไปในเรือนจำ ฆ่าขุนนางและผู้ต้องสงสัย ล้มราชวงศ์ บูรบงส์ ของฝรั่งเศส เกือบหมดเรือนจำ
นักเลงหัวไม้สมุนของ บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) หลายคนได้เอาปืนยิงที่ศีรษะขุนนาง นักโทษการเมืองบางคนก็ถูกตัดหัว ควักลูกตา และอวัยวะอื่น ๆ หลายคนถูกคว้านตับไต ไส้พุง นักเลงบางคนเป็นพวกซาดิสต์ ได้จับนักโทษการเมืองทรมาน แล้วนักเลงหัวจุดไฟเผาช่วงบน แล้วปล่อยให้นักโทษการเมืองตายอย่างช้า ๆ ด้วยความทรมานท่ามกลางเสียงร้อยโหยหวน ครวญครางด้วยความเจ็บปวดของนักโทษการเมืองที่ยังไม่ตายดังทั่ว หลายคนวิญญาณหลุดจากร่างทิ้งไว้แต่ความอาฆาตแค้นที่ถูกฆ่าโดยไม่ได้มี คำพิพากษา หลายคนเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องตกตายเป็นเหยื่อการเมือง ความโลภในอำนาจ ผลประโยชน์ทำให้คนฝรั่งเศสต้องฆ่ากันตายเพราะผลประโยชน์ทางการเมือง
นักโทษบางคนถูกตัดศีรษะแล้วถลกหนังหัว เลือดนักโทษการเมือง และผู้ต้องสงสัย ไหลนองลงท่อระบายน้ำ เป็นสีแดงฉาน มหกรรมการเข่นฆ่าดำเนินไปอย่างเหี้ยมโหด ทำให้เป็นข่าวใหญ่สะท้านดังทั่วยุโรป ชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัครไปรบกับทหารออสเตรีย ปรัสเซีย ได้ยินข่าวก็ตื่นตระหนก เสียขวัญ ศึกนอกและศึกในได้ทำให้ชาวบ้านระดับรากหญ้าที่เป็นอาสาสมัครไปรบได้กัดฟันทำสงครามกับทหารออสเตรีย และปรัสเซีย
ท่ามกลางข่าวร้ายอย่างสุดความสามารถ ถ้าพ่ายแพ้นั้นหมายถึงการสูญเสียเอกราช อธิปไตยของชาติ ชาวบ้านแม้จะเกลียดพระเจ้าหลุยส์ ที่ไม่ทรงห่วงใยความทุกข์ยากของราษฎร แต่ก็เกลียดขุนนางชั้นสูงยิ่งกว่าที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง เป็นไส้ศึกนำทหารต่างชาติบุกรุกอธิปไตยของฝรั่งเศส ถ้าไม่รบชาติก็ต้องตกเป็นเมืองขึ้น สูญเสียความเป็นไท ท่ามกลางไฟสงครามที่คุกรุ่น
โซฟีก่อนออกเดินทางกลับเฮติ พร้อมลอร่า บุตรสาวคนโต ได้เอ่ยปากกับเคนว่า
“คุณเคนคะ โซฟีว่า คุณเคนไปเฮติด้วยกันเถอะ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ข่าวที่นักเลงหัวไม้บุกฆ่านักโทษการเมือง และ ผู้ต้องสงสัยอย่างเหี้ยมโหด โซฟีได้ยินข่าว มันเหี้ยมโหดเกินกว่ามนุษย์พึงกระทำต่อกัน มันเป็นสัตว์เดรัจฉานยิ่งกว่า คนที่ทำก็เป็นคนฝรั่งเศสด้วยกัน การทำลายศัตรูทางการเมืองของผู้กระหายอำนาจ มันช่างทารุณยิ่งนัก”
ขณะที่โซฟีเอ่ยปากกับบักเคน แต่ใจของบักเคนกลับนึกไปถึงโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ หลายเหตุการณ์ที่ตนเองได้อ่านประวัติศาสตร์การฆ่ากันของมนุษย์ บักเคนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะสะเทือนใจกับเหตุการณ์ฆ่ากันของมนุษย์ที่เป็นสัตว์ประเสริฐ หนังสือหลั่งเลือดที่นานกิงที่บักเคนอ่าน
คนจีนถูกสังหารหมู่ไปถึง 260,000 คน ผู้หญิงถูกข่มขืนถึง 20,000 คน โดยฝีมือของทหารญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองเมืองนานกิง ตัวหนังสือที่บรรยายและภาพขาวดำในหนังสือ เป็นภาพจำติดตา การลากลิ้นออกมาเกี่ยวกับตะขอ รับน้ำหนักตัวของเหยื่อเคราะห์ร้ายให้ห้อยโตงเตง หรือไม่ก็ฝังแค่ครึ่งตัว แล้วให้สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดรุมทึ้งออกเป็นชิ้น ๆ รวมการฆ่าและทรมาน รายวันที่กลายเป็นเรื่องปกติ อย่าง ฝังทั้งเป็น ตัดอัณฑะ คว้านอวัยวะภายใน และย่างสด แม่น้ำแยงซี กลายเป็นสีเลือดเพราะศพมากมายถูกเอาไปโยนทับถม เพียงคืนเดียวทหารญี่ปุ่นฆ่าชาวจีนไปถึง 20,000 คน
นอกจากนี้ วิธีการฆ่าชาวจีนของทหารญี่ปุ่น ก็น่าสยดสยอง ยิ่งนัก ชาวจีนถูกสั่งให้ยืนเรียงแถวกัน เมื่อแถวแรกถูกตัดหัว แถวต่อมาถูกบังคับให้ผลักร่างไร้หัวลงน้ำ ก่อนที่ตัวเองจะโดนบ้าง แต่บางวันทหารญี่ปุ่นเห็นว่าเสียเวลา ก็ลากเอาปืนกลมายิงแบบม้วนเดียวจบ การข่มขืน ไม่ว่าจะสาวหรือแก่ล้วนหลีกหนีไม่พ้น ผู้หญิงถูกจับตัวมาแบ่งสรรปันส่วนกันในกองทัพ ผู้หญิง 1 คน ต้องรับมือทหารประมาณ 15-20 คน บักเคนอ่านไปต้องหลั่งน้ำตา เพราะสะเทือนใจ ภาพศีรษะของชาวจีนนับสิบถูกตัดวางเรียงราย ทหารญี่ปุ่นข่มขืนเด็กผู้หญิงที่กลางถนน เสร็จแล้ว ก็ใช้ดาบฟันร่างของหล่อนเป็นสองท่อน นอกจากนั้นยังมีบางรายที่ถูกแล่ช่องคลอดด้วยดาบของผู้ชำเราเอง กับผู้หญิงท้องหลังจากการเรียงคิวแล้ว บางทีทหารก็คว้านผ่าหน้าท้องของหญิงที่พวกตนข่มขืน แล้วเขี่ยเอาลูกอ่อนออกมาดูเล่น ในระหว่างการข่มขืนมโหฬารที่เกิดขึ้นในตัวเมืองนานกิง
บ่อยครั้งที่ทหารญี่ปุ่น ฆ่าเด็กและทารกทิ้ง เพียงเพราะพวกเขาข้ามายุ่มย่ามขวางทาง ภาพเด็ก ๆ หรือทารกที่ถูกเอาผ้ายัดปาก หรือไม่ก็ถูกเสียบตายคาดาบปลายปืน เพราะเกิดร้องขึ้นมาขณะแม่กำลังถูกข่มขืน และเมื่อเบื่อหน่ายกับกามที่สวาปามเข้าไปจนเกินอิ่มแล้ว วิธีการหฤหรรษ์อันสุดเหี้ยมอย่างหนึ่ง คือ การเสียบช่องคลอด สองขาของซากศพพวกผู้หญิงที่พบตามท้องถนนในเมืองนานกิงถ่างแยก มีสิ่งของต่าง ๆ ทิ่มแทงค้างอยู่ในอวัยวะ ไม่ว่า จะเป็นท่อนไม้ กิ่งไม้ หรือกอหญ้า ทหารนายหนึ่งยัดขวดเบียร์ เข้าไปในช่องคลอดที่เขาเพิ่งเสร็จออกมา จากนั้นก็ยิงเจ้าของ ช่องคลอดรายนั้นทิ้ง
“ว่าอะไรนะครับ”
“ใจลอยอีกแล้วคุณเคน นึกถึงบ้านอีกใช่ไหม” โซฟีเย้าบักเคน
บักเคนได้บอกโซฟี “ไม่ใช่ครับ ผมนึกทบทวนประวัติศาสตร์การเข่นฆ่ากันมันช่างเหี้ยมโหดยิ่งนัก การเมืองทำร้ายคน แสนสาหัสนัก”
โซฟีเห็นบักเคนพูด ก็กล่าวว่า “โทษนะคะคุณเคน คุณเคน รู้ทุกเรื่องราวเหมือนกับหมอดู ถ้าคนไม่รู้ นึกว่าคุณเคนมีญาณพิเศษ หยั่งรู้อนาคต แต่ความจริงไม่ใช่ คุณเคนน่ะมาจากโลกอนาคต ก่อนหน้านี้นับร้อยปี ซึ่งคุณเคนไม่เคยเล่าให้โซฟีฟังเลย”
บักเคนถึงกับอึ้ง ได้ถามโซฟีว่า “โซฟีได้ข่าวมาจากไหนว่าผมมาจากโลกอนาคต”
โซฟีตอบว่า “เคยได้ยินสามีละเมอ ว่าคุณเคนมาจากโลกอนาคต รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง เมื่อตูแซงส์ตื่นขึ้นมาโซฟีได้คาดคั้น ถึงคำพูดละเมอเมื่อคืน ครั้งแรกเขาไม่ยอมรับ โซฟีบอกว่า ผัวเมียคือคนคนเดียวกัน อยู่ด้วยกันผูกพันกัน มีอะไรอย่าปิดปัง โซฟีคาดคั้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่จะบอกความจริง ตูแซงส์ถึงยอมเล่าและเสียสัจจะที่ให้ไว้กับคุณเคน เพราะตนเองได้ให้สาบานว่าจะเก็บเป็นความลับไว้จนตาย จะไม่บอกใครว่าคุณเคนมาจากโลกอนาคต เพราะคนที่รู้มีอยู่สองคน คือท่านมงเตสกิเออร์และตัวเขา” บักเคนเมื่อได้ฟังโซฟีเล่าเรื่องราวให้ฟัง ก็จำใจยอมรับ และขอร้องให้โซฟี กับลอร่าสาบานว่า ขอให้ความลับที่บักเคนมาจากโลกอนาคตเป็นความลับตลอดไป
บักเคนได้เล่าเรื่องราวในเหตุการณ์ที่ตนเองรับรู้เหตุการณ์ โลกอนาคต ช่างเหมือนกับเหตุการณ์ในฝรั่งเศสตอนนี้ ต่างกัน แต่ช่วงเวลา และสถานที่เท่านั้น ให้กับโซฟีกับลอร่าฟัง
“ผมยังจำได้ดีถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขมรที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกับสยามของผม การฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์เป็นหนึ่ง ในโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมสะเทือนใจ ชาวเขมรอย่างน้อย 1.7 ล้านคนเสียชีวิตเป็นผลของแนวทางการเมืองแบบสุดขั้วที่เน้นการกดขี่กวาดล้าง สร้างความทุกข์ทรมาน เป็นการฆ่าที่เหี้ยมโหดมากไม่ยี่หระต่อคุณค่าของชีวิตของชาวบ้านเลย”
บักเคนเล่าต่อว่า “เขมรอยู่ในมือของนายพอล พต ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2522 พอลพต เป็นผู้นำได้ปกครองเขมรด้วยการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับชาติ ใด ๆ โดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรายึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด นอกจากนี้ นายพอล พต เป็นคนที่คลั่งลัทธิซ้ายสุด ๆ เขาเชื่อว่าระบบสังคมนิยมจะนำกัมพูชาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตได้ ดังนั้น เขาจึงมีแนวคิดว่า ประเทศควรจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ต้องพึ่งวิทยาการเทคโนโลยีใด ๆ ขอให้มีข้าวกินก็อยู่ได้ เขาจึงกวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษา ปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน ว่ากันว่า คนใส่แว่นสายตาที่ดูเหมือนมีความรู้ เป็นภัยต่อความมั่นคง ปกครองยาก จะถูกฆ่าอย่างไร้เหตุผล นายพอล พต ต้องการให้กัมพูชามีแต่ชนชั้นกรรมาชีพ จึงได้หลอกล่อประชาชนพลเมืองออกจากเมืองไปยังชนบททุรกันดาร ใช้แรงงานเพื่อการเกษตร อยู่ในค่ายแรงงาน ซึ่งชาวบ้านทุกคนมีสภาพชีวิตที่ลำบาก ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยไม่หยุดพัก รวมทั้งไม่มีอาหาร ที่เพียงพอ”
“เวลากว่า 4 ปีที่ พอล พต อยู่ในอำนาจ มีผู้คนล้มตาย อดอยาก ถูกทารุณกรรม ถูกฆ่าอย่างมหาศาล พอล พต ก็มาเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส อาจจะจดจำประวัติศาสตร์การฆ่าจากปารีสก็ได้ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดในฝรั่งเศสเวลานี้ เป็นเหมือนหน้าแรกของประวัติศาสตร์ของการฆ่าทางการเมือง”
“โอพระเจ้าช่วย ช่างโหดร้ายยิ่งนัก” โซฟีกับลอร่าถึงกับ เอามือทาบอก แล้วอุทานพร้อมกัน
บักเคนได้ตอบว่า “ใช่ครับ ตัณหาและความบ้าในอำนาจทำให้คนที่แสวงหาอำนาจยอมทำทุกอย่าง เพื่อก้าวสู่อำนาจและรักษาอำนาจ แม้จะต้องฆ่าคนนับล้านคนก็ตาม เหตุการณ์นี้คงจะต้องมีอยู่เรื่อย ๆ ตราบใดมนุษย์มีความโลภ ความอยากในอำนาจ รักษาอำนาจให้ยาวนาน ต้องแลกมากับชีวิตของชาวบ้าน”
โซฟีได้บอกบักเคนว่า “ฟังเรื่องเล่าของคุณเคนที่มาจากโลกอนาคต แสดงว่า คุณเคนรู้ถึงเหตุการณ์ในฝรั่งเศสในเวลานี้ แต่ทำไมคุณเคนไม่เล่าให้โซฟีฟังบ้างล่ะเกี่ยวกับอนาคตของฝรั่งเศส เพราะโซฟีอยากจะรู้ ครั้งนี้โซฟีขอนะ ขอให้คุณเคนเล่าเหตุการณ์ต่อจากนี้ไปให้ฟังหน่อย โซฟีเชื่อคุณเคนถึงกลับเฮติกับลูกและจะได้รับรู้เหตุการณ์ความวุ่นวายในฝรั่งเศสก่อนไป”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (80)

บักเคนได้เล่าเรื่องราวอย่างย่อให้กับโซฟีฟังถึงเหตุการณ์ การปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีการนองเลือด และการต่อสู้ที่ยาวนาน แม้ช่วงเวลาที่บักเคนจากมา ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสก็ยัง ไม่จบ
“หลังจากโรแบสปิแยร์ ทำการปฏิวัติล้มล้างอำนาจ การปกครองของสภาประชาชน ก็ได้ตัดสินคดีที่สมาคมจาโกแบงส์นำประชาชนบุกรุกพระราชวังวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ทำให้สมาคมจาโกแบงส์ ต้องสลายไป”
“คุณเคนคะ เหตุการณ์อื่น ๆ มีอะไรบ้างคะ พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต สิ้นพระชนม์ไหมคะ” โซฟีถามบักเคน
“อ๋อ พระเจ้าหลุยส์ ถูกประหารชีวิตหลังจากนี้อีกไม่นาน ส่วนพระนางมารี อังตัวเนต อีก 9 เดือนหลังพระเจ้าหลุยส์ ถูกประหาร ก็ถูกประหาร ประเทศฝรั่งเศสเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ” บักเคนตอบคำถามโซฟี
“น่าสนใจค่ะ พระเจ้าหลุยส์โดนตั้งข้อหาอะไรคะ”
โซฟีถามบักเคน “พระเจ้าหลุยส์ โดนข้อหาไม่ซื่อตรงต่อประเทศฝรั่งเศส ฝักใฝ่ชาติศัตรู ออสเตรีย ปรัสเซีย ทรยศต่อแผ่นดิน เป็นกบฏ โดยโรแบสปิแยร์ เสนอหลักฐานต่อศาลประชาชน ว่าพระเจ้าหลุยส์ทรงทรยศต่อแผ่นดิน” บักเคนบอกโซฟี
“โอ้พระเจ้าช่วย เป็นไปได้อย่างไร พระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองแผ่นดินจะทรยศต่อแผ่นดินของตนเอง เหมือนกับเจ้าของบ้านแท้ ๆ อยู่ดี ๆ ไปยกบ้านให้คนอื่น เป็นไปไม่ได้ค่ะ โซฟีไม่เชื่อ”
“ใช่ครับ หลักฐานบางส่วนเป็นหลักฐานปลอม แต่ทำอย่างไรได้ อำนาจอยู่ในมือใคร ก็สร้างเหตุผลได้ร้อยแปดพันประการ ที่ล้มล้างคนที่ตนไม่ชอบ”
บักเคนตอบโซฟี “ผมจะเล่านิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ ให้ฟังนะ”
บักเคนได้ล่านิทานอีสป ให้โซฟีฟัง “วันหนึ่งลูกแกะน้อยกำลังเดินอย่างเพลิดเพลิน มันเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงลำธาร แห่งหนึ่ง แหมวันนี้อากาศดีจริง ๆ เลย แอบหนีแม่มาเดินเล่น ป่านนี้แม่คงจะตามหาแกะน้อยใหญ่แล้วหละ เดี๋ยวค่อยกลับบ้านเย็น ๆ ก็แล้วกัน แต่ตอนนี้หิวน้ำจังเลย ขณะที่เจ้าแกะน้อยกำลังก้มกินน้ำอยู่นั้น บังเอิญมีหมาป่าตัวหนึ่งเดินเข้ามาเจอพอดี เจ้าหมาป่านิสัยไม่ดี และมันกำลังหิวมากซะด้วยสิ พอมันเห็นลูกแกะตัวเล็ก ๆ เข้า ก็อยากจะจับลูกแกะกินเป็นอาหาร มันจึงคิดอุบาย นี่เจ้าแกะน้อยเจ้ามีความผิดมากเลยรู้หรือป่าว”
ไอ้คุณหมาป่า ข้าผิดเรื่องอะไรเหรอ แกะน้อยก็กินน้ำอยู่ดี ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรท่านเลย ก็เจ้ากินน้ำอยู่ และข้าก็กินน้ำอยู่ตรงนี้ เจ้าทำให้น้ำในลำธารขุ่นข้นไปหมด ข้าดื่มเข้าไปไม่ได้ ดังนั้น เจ้าต้องถูกลงโทษ แต่ว่าคุณหมาป่าดูดี ๆ ก่อนสิ ท่านนะกินน้ำที่ต้นน้ำนะ และอย่างงี้แกะน้อยจะทำน้ำขุ่นข้นได้ยังไง ข้าบอกว่าเจ้าผิด เจ้าก็ต้องผิด ฉันไม่ผิดจะให้ยอมรับผิดได้ยังไง คุณหมาป่า ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย เจ้าหมาป่าโกรธจัด จึงหาอุบายอื่นอีก เมื่อปีกลายเจ้าเป็นผู้เล่านิทานกล่าวร้ายข้าเอาไว้ เจ้าเป็นผู้มีความผิด ต้องถูกลงโทษ ฉันไปกล่าวร้ายท่านได้ยังไง ฉันเพิ่งเกิดมาเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง งั้นคงจะเป็นพี่เจ้า มาให้ข้ากินซะดี ๆ คุณหมาป่าคงจำผิดแล้ว ข้าเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง”
“โอ้ยข้าไม่สนใจและ แต่ตอนนี้ข้าหิวจนตาลายไปหมดแล้ว เจ้าต้องตกเป็นอาหารของข้า ว่าแล้วเจ้าหมาป่าอันธพาลก็กระโจนใส่แกะน้อยเพื่อจับกินเป็นอาหาร เจ้าแกะน้อยวิ่งหนีและร้องเรียกแม่ลั่นป่า ทันใดนั้นสิงโตเจ้าป่าก็กระโดดมาบังแกะน้อยไว้ หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าหมาป่า อย่าทำแกะน้อยไม่มีทางสู้ตัวนี้นะ ถ้าเจ้าหมาป่าไม่ยอมไป ข้าสิงโตนี่แหละจะจับเจ้ากินเอง เจ้าหมาป่ากลัวจึงจากไป ฝ่ายเจ้าแกะน้อยก็ร้องไห้ไม่หยุด เงียบได้แล้วเจ้าหมาป่ามันวิ่งหนีไปแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้วหละ หลังจากนั้นแกะน้อยก็ขอบคุณสิงโต และสิงโตก็แทนคำขอบคุณของเจ้าแกะน้อยด้วยการจับเจ้าแกะน้อยกินเป็นอาหารอันโอชะ”
“อะไรกันคุณเคนนิทานอีสปของคุณเคนทำไมแกะน้อย โดนสิงโตกินล่ะ ที่ฝรั่งเศสก็มีเรื่องเล่าเหมือนกัน หมาป่ากับลูกแกะ แต่แกะน้อยรอดชีวิตนะ” โซฟีบอกบักเคน
“บักเคนได้แต่หัวเราะ ฮะ ฮะ ฮะ….โซฟีเชื่อนิทานอีสปหลอกเด็กหรือครับ โลกความเป็นจริง แกะเป็นเหยื่อหมาป่ากับสิงโต โลกนี้ไม่มีสิงโตไม่กินแกะ สัตว์ที่แข็งแรง มีอำนาจย่อมกินสัตว์ที่อ่อนแอกว่า เป็นธรรมชาติคู่กับโลกมาตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกแล้ว สิงโตไม่กินผัก แล้วทำไมสิงโตต้องช่วยแกะน้อย เป็นนิทานเหลวไหล ก็เหมือนศาลประชาชน ที่ตัดสินว่าพระเจ้าหลุยส์ผิด พระเจ้าหลุยส์ไม่มีสิทธิ์จะยื่นหลักฐานแก้ต่าง ถึงมีหลักฐานก็ไม่พ้นผิด เพราะมีคำพิพากษาอยู่ในใจของผู้มีอำนาจอยู่ก่อนแล้วว่า ต้องประหารสถานเดียว แต่หาข้ออ้างร้ายแรง เพื่อให้เหมาะสมกับโทษแค่นั้น
บักเคนเล่านิทานหมาป่ากับลูกแกะให้โซฟีฟังเสร็จ สมองก็แวบนึกถึงการเมืองเมืองไทย การตัดสินคดีขององค์กรอิสระ เหมือนกับฝรั่งเศสในยุคนี้เหลือเกิน เร่งรัดคดีการเมืองจำนำข้าว ด้วยความรวดเร็วเหมือนกับมีธงคำตอบอยู่ในใจ แต่ในขณะที่อีกคดีประกันราคาข้าวกับการก่อสร้างโรงพักกับไม่มีความคืบหน้า
บักเคนบอกโซฟีต่อไป “โลกความเป็นจริงซ้อนกับโลกนิยาย โลกนิยายเพ้อฝัน เจ้าชายสาบานรักเจ้าหญิง รักมั่นนิรันดร สาบานไม่เกินสามวัน เจ้าชายลาโลก อีกสองเดือนเจ้าหญิงพบคนรักใหม่ โลกความเป็นจริงโหดร้ายยิ่งนัก”
โซฟีได้บอกบักเคน “โซฟีไม่อยากไปเฮติ อยากจะดูเหตุการณ์ฝรั่งเศสจะได้ไหมคะ อยากดูตอนจบค่ะ” บักเคนได้บอกโซฟี “ผมว่าโซฟีกับลูกสาวควรออกเดินทางจากฝรั่งเศสให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะถูกกวาดล้าง คนที่คิดต่างจากท่านประธานสภามีสิทธิ หัวขาดจากกินโยติน”
บักเคนตอบเพราะรู้ชะตากรรม และความเป็นไปของบ้านเมืองฝรั่งเศสช่วงกลียุค
“คุณเคนไปกับโซฟีเถอะนะ ถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองมันอันตรายขนาดนั้น ไปใช้ชีวิตทำไร่อ้อย ปลูกกาแฟกับโซฟีก็ได้นะ” โซฟีพยายามอ้อนวอนบักเคนให้เดินทางไปพร้อมกับหล่อน
“ไม่ได้ครับ ชีวิตผมชะตาลิขิตให้ผูกพันกับฝรั่งเศสตั้งแต่คราวเรือล่มแล้ว ให้ชีวิตย้อนกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง ไม่ทะลุมิติไปยังต่างกาลเวลา คงเป็นพรหมลิขิต ผมจะขออยู่ในฝรั่งเศส ถ้าจะตายขอตายที่ฝรั่งเศส จะไม่ไปไหน ผมไม่กลับสยามเด็ดขาด”
“อ้าวทำไมล่ะคะ บ้านคุณเคนอยู่สยาม ก็กลับสยามไปอยู่บ้านเมืองที่คุณเคนจากมาไม่ดีกว่าหรือคะ” โซฟีถกเหตุผลกับบักเคน
“โซฟีครับ สยามในยุคนี้ก็วุ่นวายไม่แพ้กัน” บักเคนพยายามอธิบายประวัติศาสตร์สยามให้โซฟีฟัง ซึ่งโซฟีก็ฟังเข้าใจ เรื่องอำนาจ การแย่งชิงอำนาจที่มีอยู่ทุกหนแห่งในโลก ตราบใดที่มนุษย์ยังแสวงหาชื่อเสียง เกียรติยศ เงินตรา ก็ต้องข้ามศพคนที่ คิดต่าง เพื่อก้าวสู่อำนาจ
หลังจากนั้น สถานการณ์ความวุ่นวายในฝรั่งเศสก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บักเคนได้ไปพักอยู่กับปิแอร์ เพื่อนสนิท อย่างน้อย โรแบสปิแยร์ คงไม่ทำอันตรายตนที่เป็นเพื่อนบุตรชาย และตนเองเพียงคนเดียวก็ห่างไกลจากวังวนการแย่งชิงอำนาจ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับโซฟีหลังจากบักเคนได้เตือนให้กลับเฮติ เพื่อความปลอดภัย หล่อนกับลอร่าบุตรสาว ได้ลงเรือเดินทางกลับเฮติ โซฟีนั่งทบทวนชีวิตของตน ที่เดินทางมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพประชาธิปไตยกับพี่น้องชาวฝรั่งเศส แต่สุดท้ายก็ได้เผด็จการแทนที่ ส่วนตนเองและลูกสาวต้องระหกระเหินกลับบ้าน ด้วยความเจ็บปวดจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เหมือนนิทานหมาป่ากับลูกแกะในโลกความเป็นจริงของคุณเคน