บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 61-70

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (61)

บักเคนได้ยินสงครามครั้งสุดท้าย รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน พยายามนึกคำว่า สงครามครั้งสุดท้ายเคยได้ยินที่ไหนกันน๊า แล้วก็นึกได้ว่าเคยได้ยินจากวิทยุบ่อย ๆ ถึงการทำสงครามครั้งสุดท้ายด้วยมวลมหาประชาชน ที่ต้องการขับไล่รัฐบาลที่หมดความชอบธรรมในประเทศสยามที่ยังไม่สุดท้ายสักที เป็นความชอบธรรมของคนเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากประชาธิปไตยเป็นอะไรก็ไม่รู้
“ไปยังคุณเคน เดี๋ยวนี้ใจลอยบ่อยนะ” ปิแอร์เอ่ยขึ้นและชวนบักเคนให้ออกเดินทางไปยังป้อมบาสติลล์เพื่อทำสงคราม ครั้งสุดท้าย
“ครับ ผมกำลังนึกคำว่าสงครามครั้งสุดท้าย เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่ตอนนี้ผมนึกออกแล้ว เหมือนกับพวกเราที่กำลังปลดปล่อยประชาชนจากการถูกกดขี่ด้วยรัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ การขูดรีดภาษี ความอยุติธรรม แต่ที่เมืองสยามก็กำลังทำสงครามครั้งสุดท้ายแต่ไม่สุดท้าย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย ไม่รู้เป็นระบอบอะไร” บักเคนบอกปิแอร์
ในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 กามีย์ เดส์มูแลงส์ เพื่อนสนิทของโรแบสปิแยร์ เป็นทั้งนักพูด นักเขียน นักเรียนรุ่นเดียวกันโรแบสปิแยร์ และรักภรรยามาก เป็นที่เลื่องลือ หล่อนชื่อ ลูซี แม้จะแย่งภรรยาของคนอื่นมาก่อนก็ตาม กามีย์ เดส์มูแลงส์ ได้เข้าร่วมปลุกระดมประชาชนชั้นกลางให้เข้าร่วมต่อสู้กับชนชั้นล่างที่กำลังประท้วง และเผาโรงงานอุตสาหกรรมหลายโรง ในหัวเมืองใหญ่ กามีย์ เดส์มูแลงส์ ได้ออกเดินปลุกระดมชนชั้นกลางในหลายท้องที่ในกรุงปารีส ได้กระโดดขึ้นไปปราศรัยให้กับประชาชนที่กำลังเดินไปซื้อของในตลาด และประกาศข่าวความสำเร็จของมวลมหาประชาชน ที่สามารถปลด เน็คแกร์ ออกจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
เสียงตะโกนของกามีย์ “ระบอบการปกครองแบบกษัตริย์จะต้องถูกล้มล้างแน่นอน และก็ขอรับบริจาคเงินจากชนชั้นกลาง เพื่อสมทบทุนการปฏิวัติประชาชน”
กามีย์ ได้ปราศรัยปลุกระดมประชาชนต่อด้วยคำพูดว่า “พี่น้อง พวกเราจะทำสงครามครั้งสุดท้าย กับพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อังตัวเนต สองพระองค์ต้องออกไปจากดินแดนฝรั่งเศส ไม่เคยเห็นความทุกข์ยากของประชาชน ชาวบ้านกำลัง จะอดตายเพราะความหนาว ความหิว แต่สองพระองค์ เสวยสุข ในพระราชวังแวร์ซายส์ พระเจ้าหลุยส์ การงานไม่ทำ เอาแต่สร้างกุญแจ พระเจ้าหลุยส์บ้ากุญแจ ส่วนพระนางมารี อังตัวเนต เอาแต่จัดงานเลี้ยง คบชู้สู่ชาย ตีฉิ่ง เสื่อมเสียศีลธรรมอันดี ไม่สมควรปกครองประเทศ” กามีย์ พูดพร้อมยกกำปั้นชู และตะโกนปลุกใจ มวลมหาประชาชนให้ต่อสู้ร่วมกันเพื่อชัยชนะ
ชาวบ้านหลายคนรวมถึงเจ้าของร้านค้าได้ฟังคำปราศรัยของกามีย์ เกิดความศรัทธาพากันปรบมือเป็นจังหวะ หลังจากพูดจบ ในหลายประโยคที่กินใจ บางคนได้บริจาคเงินเป็นจำนวนมาก เจ้าของธุรกิจรายเล็กคนหนึ่ง ถึงกับเอาเหรียญทองคำที่มีติดตัวอยู่สองเหรียญ ผูกกับผ้าทำเป็นพวงมาลัยคล้องคอกามีย์ ชื่นชมในอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชน
วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ฝูงชนจำนวนมาก ได้เดินทางไปยังป้อมบาสติลล์ ประชาชนหลายร้อยคนก็มีปืนที่ปล้นจากคลังอาวุธได้เดินทางไปล้อมป้อมบาสติลล์ ในขณะที่ภายในหอคอยป้อม บาสติลล์ ที่สูงตะหง่าน มีเดอลอเนย์ ผู้รักษาการณ์ป้อมบาสติลล์ ไม่ยอมให้ฝูงชนเข้าไปดูนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในป้อม ทำให้ฝูงชนโกรธแค้นได้บุกเข้ายึดสะพานและพยายามบุกเข้าไปในป้อม ซึ่งป้อมมีความสูงมาก ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปได้
ขณะเดียวกัน กองทหารฝรั่งเศสที่เป็นทหารระดับล่าง เป็นส่วนใหญ่และอยู่เคียงข้างประชาชน ได้เดินทางมาสมทบกับชาวบ้านที่ล้อมป้อมบาสติลล์ เมื่อกองทหารฝรั่งเศสมาถึงพร้อมกับลากปืนใหญ่มาด้วย ได้ใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเข้าไปยังป้อมบาสติลล์จนป้อมเสียหาย กระสุนปืนใหญ่ตกใส่ทหารที่รักษาป้อม บาดเจ็บล้มตาย ทหารที่รักษาป้อม ก็เป็นทหารที่เกณฑ์มาจากชาวบ้านที่เจ้าของที่ดินส่งมาให้องค์พระราชา ไปทำสงครามกับอังกฤษ ส่วนหนึ่งได้มารักษาการณ์ที่ป้อมนี้ เมื่อเห็นกระสุนปืนใหญ่ระดมยิงได้เอาผ้าขาวผูกกับไม้และโบกขอยอมแพ้
ชาวบ้านที่โกรธแค้นได้กรูกันเข้าไปในป้อม ทำร้ายทหารที่ยอมแพ้บาดเจ็บหลายราย
โรแบสปิแอร์ ได้บอกชาวบ้านที่โกรธแค้น “หยุด หยุด อย่าทำร้ายทหาร เขายอมแพ้แล้ว ก็เป็นชาวบ้านเหมือนกับพวกเราไม่ใช่ขุนนาง อย่าทำร้ายเขา”
ชาวบ้านค่อยคลายความโกรธ โรแบสปิแอร์ได้บอกให้ชาวบ้านบางส่วนเขาไปค้นหานักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในป้อมบาสติลล์ หลังจากได้รับชัยชนะแล้ว มวลมหาประชาชนได้ออกเดินทางต่อ ในระหว่างทางปิแอร์ บักเคนและสมาชิกสมาคม ฟรีเมสันได้เข้าร่วมสมทบกับชาวบ้านและได้พบกับกามีย์ ที่กำลังเดินอยู่กับชาวบ้านและชักชวนให้กามีย์ร่วมเดินทางไปพร้อมกัน เดินทางไปสักพัก โรแบสปิแยร์ได้บอก กามีย์ ปิแอร์ และบักเคน ให้หยุดเดินและนั่งพักเหนื่อยสักครู่หลังจากรีบเร่งเดินทาง
ในระหว่างนั่งพักผ่อน โรแบสปิแยร์ได้กล่าวกับบุตรชายและบักเคนว่า “กามีย์ เขียนหนังสือหลายเล่มนั้นผมอ่านแล้ว สมควร เผาทิ้งเสีย ไม่มีประโยชน์อะไรกับการปฏิวัติฝรั่งเศส” คำพูดของ โรแบสปิแยร์ ที่พูดกับบักเคนได้ลอยตามลมมาเข้าหู กามีย์ ได้ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปยังโรแบสปิแยร์
“การเผา มิใช่การตอบ หรือเผากับตอบไม่ใช่สิ่งเดียวกัน” ซึ่งคำพูดที่ กามีย์ พูดใส่ โรแบสปิแยร์เป็นคำพูดของ รุสโซ ที่ได้เขียนไว้และถูกราชสำนักสั่งห้ามเผยแพร่งานเขียนของเขา เรื่อง Emile ที่ว่าด้วยการอบรมให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชน อันเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญของ รุสโซ
เท่ากับโรแบสปิแยร์เป็นศัตรูกับเสรีภาพการคิด การเขียน แถมยังอวดรู้ดีกว่า รุสโซ คำพูดของ กามีย์ ทำให้โรแบสปิแยร์ถึงกับอึ้ง เก็บความโกรธไว้ในใจ
“ไม่เป็นไรลูก คุณเคนไม่ต้องใส่ใจ”
ยามบ่ายวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ในพระราชวังแวร์ซายส์ อันเงียบสงบ มีแต่เสียงนกร้อง ตามกิ่งไม้กระรอกวิ่งไปมาด้วยความสุข โดยไม่รับรู้สถานการณ์บ้านเมือง ข้าราชบริพาร ขุนนางชั้นสูงหลายคน ได้หลบหนีออกจากฝรั่งเศสเพราะไม่แน่ใจสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขุนนางบางคนก็ไปลี้ภัยที่อังกฤษ บางส่วนก็ไปเยอรมัน ไปสวิสเซอร์แลนด์ บางส่วนเดินทางไปสหรัฐ ในขณะที่พระเจ้าหลุยส์ ทรงพักผ่อนด้วยการทรงงานอดิเรก ด้วยการซ่อมนาฬิกา ส่วนพระนางมารี อังตัวเนต ก็ทรงชื่นชม เพชรบลูไดมอนด์กับโยลองด์ เดอ โปลาสตรง กิ๋กของพระนาง ที่หมู่บ้านชนบทอันเงียบสงบในพระราชวังแวร์ซายส์ วันนี้นี่เอง ถือเป็นวันชาติฝรั่งเศสวันที่ป้อมบาสตีลล์ถูกทำลาย วันแห่งชัยชนะของมวลมหาประชาชนชาวฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (62)

จดหมายจากพิราบสื่อสารของโซฟีได้บินไปถึงจุดหมาย ในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส ให้สมาคมลับฟรีเมสันปลุกระดมกรรมกรโรงงาน ชาวนาให้ทำการปฏิวัติ จากมณฑลโดพิเน (Dauphine) ถึง มณฑล (Alcase) เมืองสตราสเบอร์ เมืองทรอยส์ (Troyes) รูออง (Rouen) และอีกนับสิบเมืองเกิดความวุ่นวายแทบทุกหัวเมือง การจลาจลเรียกว่า จาคเกอรีส์ (Jacqueries) ท้องฟ้าทั่วทั้งฝรั่งเศสเต็มไปด้วยควันสีดำแห่งการปฏิวัติลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงเพลิงทาบขอบฟ้า
คฤหาสน์ของขุนนางชั้นสูง เจ้าของที่ดินที่กดขี่ชาวบ้าน ชาวบ้านหลายคนได้ปล้นสะดมทรัพย์สินเจ้าของที่ดิน ที่หลบหนีออกจากฝรั่งเศส คฤหาสน์จำนวนมากถูกพระเพลิงเผาผลาญทำลาย ชาวนา กรรมกร ได้ก่อการจลาจล เนื่องจากขนมปังได้ถีบตัวสูงขึ้นมา ราคาขึ้นรายชั่วโมง เจ้าของร้านขนมปังต้องจ้างยามมาเฝ้าร้าน รวมทั้งขอกำลังกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) มาเฝ้าร้านขนมปัง โดยกองกำลังแนชนัลการ์ด เป็นกองกำลังทหารที่ระดมจากชนชั้นกลางเป็นจำนวนมากจากทั่วประเทศ อำนาจการปกครองจากชนชั้นสูง จากองค์กษัตริย์ได้เปลี่ยนมือไปสู่กองกำลังแนชนัลการ์ด
ขณะที่ภาคเหนือของฝรั่งเศสมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และโรงงานอุตสาหกรรมที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย ก็ถูกขัดขวางจากชาวบ้านจำนวนมากปิดล้อมโรงงานไม่ให้คนงานเข้าไปทำงานเพื่อไม่ให้ผลิตสินค้าส่งออก ได้สร้างความหายนะให้กับเจ้าของโรงงาน ชาวบ้านที่ได้รับการยุยงจากสมาคมลับฟรีเมสัน ได้พากันปิดกั้นท่าเทียบเรือทุกแห่งไม่ให้สินค้าจากอังกฤษเข้ามาขายในฝรั่งเศส เพราะสินค้าที่เข้ามาขายมีแต่สินค้าฟุ่มเฟือย คนซื้อได้มีแต่ชนชั้นสูง เจ้าของที่ดิน นักบวชศาสนจักร พระนางมารีอังตัวเนต ทำให้ทั้งทั้งประเทศไม่มีสินค้าจากต่างแดนเข้ามาขายในฝรั่งเศส
พ่อค้าที่รับของมาขายพากันหน้ามืด ขาดรายได้จากการประท้วง พ่อค้าขายผ้า สินค้าฟุ่มเฟือย พากันเจ๊งทั่วหน้า ต้องเปลี่ยนอาชีพเที่ยววิ่งหางานทำเพื่อความอยู่รอด
สถานการณ์ฝรั่งเศสกำลังวุ่นวาย พระเจ้าหลุยส์ ได้ทรงหารือกับพระอนุชา พระนางมารี อังตัวเนต มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ และเจ้าหญิงเดอลอมบาล ถึงสถานการณ์บ้านเมืองพระองค์ควรจะทำอย่างไร
“เกล้ากระหม่อมขอเสนอให้พระองค์ ฉลองพระองค์ตามแบบพวกปฏิวัติพระเจ้าค่ะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระองค์ยอมรับ การปฏิวัติของมวลมหาประชาชน” ลาฟาแยตต์ ได้กราบทูลเสนอความเห็นต่อพระเจ้าหลุยส์
“ก็ได้ ข้าจะฉลองพระองค์ติดเครื่องหมายสามสีที่พระมาลา” หลังจากนั้นพระเจ้าหลุยส์ ได้เสด็จออก ณ ระเบียงศาลาว่าการ นครบาลปารีส ทรงประกาศรับรองสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง ด้วยการยอมรับเทศบาลนครปารีสที่มีไบยี ได้รับเลือกจากคณะกรรมการเลือกตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี คนแรกของปารีส โดยให้ปารีสเป็นองค์กรอิสระ หรือเรียกว่า คอมมูน (Commune) และกองทหาร แนชนัลการ์ด ที่เกิดจากชนชั้นกลาง และได้ทรงมอบหมายให้ลาฟาแยตต์ เป็นผู้บังคับการทั้งสองแห่ง ทั้งเทศบาลนครปารีส และกองกำลังแนชนัลการ์ด
รวมถึงมีพระบรมราชโองการให้ทุกเมืองในฝรั่งเศสได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวคณะผู้บริหารเทศบาลจากชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเข้าแทนที่กรรมการจังหวัดแบบเดิม ที่มาจากการแต่งตั้งของ ขุนนางชั้นสูง เพื่อลดกระแสความรุนแรงบ้านเมือง
เมื่อสภาฐานันดร (Etats Generaux) แปรสภาพเป็น สภาแห่งชาติ (I’Assemble’ Nationale) ตามคำเสนอของ เอ็มมาโรเอล ได้ปกครองฝรั่งเศส บทบาทพระเจ้าหลุยส์ก็ลดบทบาทลง หลังการปกครองด้วยสภาฐานันดร ความวุ่นวายก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ยังมีการประท้วงอยู่เนือง ๆ ได้เกิดกลุ่มการเมืองใหม่ แยกตัวออกจาก โรแบสปิแยร์ อีกหลายกลุ่ม หลายมุ้ง เช่น กลุ่มกอร์โดลลิเยร์ (Cordeliers) ได้ทำการประท้วง ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงเรื่องอาหาร ขนมปังขาดแคลน ผลผลิตตกต่ำ ที่บริเวณ ย่าน ช็อง เดส์ มาร์ (Champ De Mars) ที่ตั้งหอไอเฟลปัจจุบัน นายกเทศมนตรีไบยี ได้อนุญาตให้กองทหาร กองกำลังแนชนัลการ์ด ใช้อาวุธสลายการชุมนุมได้ สามารถใช้ความรุนแรงไม่มีขีดจำกัด
“ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนดังกึกก้องตลอด ย่าน ช็อง เดส์ มาร์ เสียงปืนดังหนึ่งนัดเลือดจากชาวบ้านที่บริสุทธิ์ก็พุ่งออกจากร่าง พร้อมกับวิญญาณของผู้ชุมนุมก็หลุดลอยออกจากร่าง กระสุนปืนหลายนัดไม่ถูกที่สำคัญ เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว
“ยิงเข้าไป อย่าหยุดต้องฆ่ามันให้หมดไอ้พวกประท้วง” เสียงสั่งการจากหัวหน้าควบคุม แนชนัลการ์ด (National Guards) ที่ตะโกนสั่งไปยังกองทหารนับพันนายที่กำลังประทับปืนและระดมยิงใส่ฝูงชนอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่ผู้ชุมนุมมีเพียงไม้ มีด กระบอง ได้ล้มลงอย่างกับใบไม้ร่วง บางส่วนก็วิ่งหลบเข้าที่กำบัง บางส่วนก็อาศัยร่างเพื่อนที่เสียชีวิตเป็นที่บังกระสุน กองกำลังแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ยิงอย่างต่อเนื่อง
“หยุดยิง” เสียงหัวหน้าที่ควบคุมแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้สั่งหยุดยิง และได้สั่งให้ทหารม้า บุกตะลุยเข้าไปยัง ฝูงชน ที่กำลังแตกตื่นบางคนก็วิ่งหลบกระสุนปืน เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังกึกก้อง ม้าจำนวนหลายร้อยตัวที่ขับขี่โดยทหาร แนชนัลการ์ด (National Guards) ได้มุ่งตรงไปยังฝูงชนที่นอนบาดเจ็บหลายร้อยคนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด หลายร้อยคนถูกม้าเหยียบย่ำไปยังร่างที่นอนบาดเจ็บและไม่สามารถหลบหนีได้ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว ย่าน ช็อง เดส์ มาร์
ก่อนเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจะค่อยดังแผ่ว ๆ ก่อนจะเงียบลงพร้อมกับดวงวิญญาณหลายร้อยดวง จะหลุดลอยออกจากร่าง พร้อมด้วยความโกรธแค้นก่อนตาย อีกหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บไปมาก ยังพอมีแรงวิ่งหนี ก็ถูกทหารยิงปืนเข้าใส่ด้านหลัง ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง โดยทหารไม่สนใจฟังคำสั่งของหัวหน้าที่ควบคุม ความอำมหิตของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้เป็นภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำของผู้รอดชีวิตอย่างไม่รู้ลืม จำนวนผู้ชุมนุมนับพันคน เหลือรอดชีวิตไม่ถึงสิบคน เป็นการฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุด
ข่าวใหญ่ดังทั่วฝรั่งเศสจากการสลายการชุมนุมของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ที่ย่าน ช็อง เดส์ มาร์ ใบปลิวของสมาคมลับฟรีเมสัน ข่าวแจก จดหมายลูกโซ่ จดหมายจากพ่อค้าเร่ แพร่สะบัดทั่วยุโรป ถึงการใช้ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) สลายการชุมนุม เป็นความเหี้ยมโหดยิ่งกว่า การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ 16 ที่พระองค์ไม่เคยสั่งให้ทหารสลายการชุมนุม นายกเทศมนตรี ไบยี ได้ลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ทุกตำแหน่ง รวมทั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครปารีส หลังจากลาออกจากตำแหน่งได้ไปอาศัยที่เมือง นังต์ (Nantes) อยู่ใกล้กับปากแม่น้ำลัวร์

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (63)

ข่าวลือได้ระบาดไปทั่วฝรั่งเศสหลังจากการทำลายล้าง ผู้ชุมนุมโดยบริสุทธิ์ สงบ ปราศจากอาวุธร้ายแรง ชาวบ้านมีเพียงมีด และไม้กระบอง การกระทำที่โหดเหี้ยมของทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ทำให้ชาวบ้านทั่วทั้งฝรั่งเศสได้ถูกปลุกระดมจากข่าวลือที่ระบาดไปทั่ว กองกำลังทหารของชนชั้นสูงของคนรวย ได้จัดตั้งกองกำลังพิเศษ จัดตั้งหน่วยเก็บขยะแผ่นดิน ให้กำจัดพวกก่อการประท้วง ทำให้บ้านเมืองเสียหายเศรษฐกิจล่มจม ด้วยการจะไปทำลายไร่องุ่น นาปลูกข้าวสาลีของชาวบ้าน ให้ไม่ต้องเก็บเกี่ยว เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ชาวบ้านเผาปราสาทของขุนนาง คนร่ำรวย หลายกลุ่มได้ร่วมมือกันแก้แค้นชาวไร่ ชาวนาด้วยการจับมือกันกักตุนข้าวสาลีเอาไว้ไม่ขายให้โรงงานทำขนมปัง ทำให้โรงงานขนมปังไม่สามารถผลิตขนมปังได้เพราะไม่มีวัตถุดิบ เป็นการแก้แค้น ทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลทำให้ราคาขนมปังพุ่งยังกับจรวด ความวุ่นวายเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ข่าวลือที่ระบาดไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านรากหญ้าได้จัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง ป้องกันไร่นาของตนไม่ให้ถูกหน่วยเก็บขยะแผ่นดินทำลาย
ข่าวลือได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนรากหญ้า ไม่เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์ที่อยู่ตามโบสถ์ต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวาย ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายขึ้นไปในอากาศจากการเดินของฝูงแกะเพื่อไปเล็มหญ้าได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านหมู่บ้านในมณฑล ฟร้องซ์ก็งเต้ ชาวบ้านเห็นฝุ่นกระจายนึกว่า หน่วยเก็บขยะแผ่นดินได้เดินทางมาทำลายหมู่บ้าน เสียงระฆังจากโบสถ์ดังระรัว เพื่อเตือนภัยชาวบ้าน ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเตรียมตัวต่อสู้กับกองกำลังหน่วยเก็บขยะแผ่นดิน ชาวบ้านได้เตรียมอาวุธไว้ต่อสู้ป้องกันหมู่บ้าน มีการก่อสร้างรั้วรอบหมู่บ้าน ทั้งกับดักม้า หลุมดักม้า แท่นที่เต็มไปด้วยไม้เหลาปลายแหลมเปี๊ยบ เพื่อดักทหารที่จะบุกหมู่บ้าน ชาวบ้านรอตั้งนานก็ไม่มีกองกำลังหน่วยเก็บขยะแผ่นดินเดินทางมาถึง ชาวบ้านที่ใจกล้าได้เดินออกไปดูนอกหมู่บ้าน ก็ไม่เห็นหน่วยเก็บขยะแผ่นดิน มีเพียงฝูงแกะกำลัง เล็มหญ้า เป็นความหวาดกลัวที่สั่นประสาทชาวบ้านอย่างมาก
หลังจากตั้งกองกำลังติดอาวุธป้องกันตนเอง เมื่อไม่พบกองกำลังของคนชั้นสูง กองกำลังชาวบ้านได้หันไปโจมตี ปล้นสะดมพวกชนชั้นสูงที่ไม่หลบหนีออกจากฝรั่งเศส เจ้าของปราสาทที่คิดว่าตนเองไม่เคยขูดรีดชาวบ้านแต่เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา กองกำลังชาวบ้านโจมตีปราสาทต่าง ๆ ของขุนนางทั่วทั้งฝรั่งเศส ชาวบ้านเมื่อบุกเข้าไปในปราสาทได้ก็ค้นหาเอกสารสิทธิเจ้าของที่ดิน (Le Livere Terrier) ที่เก็บอยู่กับขุนนาง พ่อค้า เพื่อเผาทำลายทิ้ง พร้อมทั้งฆ่าขุนนางชั้นสูง พ่อค้าที่ร่ำรวยเป็นการส่งสัญญาณ ถึงสภาแห่งชาติฝรั่งเศส ยุคศักดินากำลังสิ้นสุดลง
ในขณะที่สมาคมลับฟรีเมสันได้ติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด ได้เปิดประชุมด่วนวาระพิเศษ โดยมีโรแบสปิแยร์ ปิแอร์ แซง จูสต์ โซฟี ระดับหัวหน้าหน่วยสมาคมลับฟรีเมสันประจำเมืองต่าง ๆ ทั่วฝรั่งเศสเข้าร่วมประชุมที่ชานกรุงปารีส บักเคนได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือถึงสถานการณ์ความวุ่นวายในฝรั่งเศสที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสมาคม โดยเฉพาะชาวบ้านที่เป็นรากหญ้า ตามชนบทที่ห่างไกล ได้ประกาศจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง และบางส่วนก็กลายเป็นกองกำลังโจร ปล้นสะดม ฆ่าฟัน พ่อค้าที่ร่ำรวย ขุนนางที่ประจำตามเมืองต่าง ๆ
ช่วงนี้เป็นกลียุคอย่างแท้จริงความวุ่นวายทั่วทั้งฝรั่งเศสได้ทำให้พระเจ้าหลุยส์ ได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศกำหนดยกเลิกอภิสิทธิ์ ฐานันดร และระบบฐานันดร ซึ่งประกาศสิทธิมนุษย์ชน หรือประกาศยกเลิกอภิสิทธิ์ ส่วนหนึ่งเป็นความสำเร็จของบักเคนที่ได้ให้ข้อสังเกตแก่ที่ประชุม อยากให้โซฟีนำกองกำลังแม่ค้า พ่อค้าปลาไปกดดันพระเจ้าหลุยส์ ที่พระราชวังแวร์ซายส์อีกครั้ง ซึ่งการเดินไปกดดันในครั้งก่อน โซฟีได้ทำสำเร็จอย่างงดงาม ฆ่าทหารยามรักษาพระองค์ที่เป็นทหารรับจ้างชาวสวิสตายหลายนาย พร้อมทั้งตัดศีรษะ เสียบกับปลายแหลน และการเดินทางไปกดดันครั้งนี้
บักเคนและปิแอร์ขออาสาร่วมไปด้วย “แม่ หนูขอไปด้วยค่ะ” ลอร่าลูกสาวของโซฟีเอ่ยปากขึ้น หลังจากเดินทางจากเฮติ โซฟี และลูกสาวได้เข้าร่วมกับสมาคมฟรีเมสัน ซึ่งโซฟีรักลูกมากให้ลูกช่วยงานเอกสาร คอยเป็นเลขาจดรายงานการประชุม ทำงาน อยู่เบื้องหลังตลอด แต่ครั้งนี้ลูกสาวอดใจไม่ไหวขอตามแม่ไปด้วย ซึ่งโซฟีได้บอกลูกสาวว่า
“ไม่ต้องไปหรอกลูกปล่อยให้แม่ไปกับพวกลุง ๆ ป้า ๆ ก็แล้วกัน ลูกอยู่ที่นี่คอยแจ้งข่าวบอกพ่อก็พอ “แม่หนูอยากไปด้วย หนูอยากไปสัมผัสการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนะคะแม่” เสียงออดอ้อนของลูกสาวเกือบทำให้โซฟีใจอ่อน แต่ด้วยความรักลูกไม่อยากให้ลูกไปเสี่ยงอันตราย ซึ่งตนเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้หรือไม่
“ไม่ต้องไปลูก อยู่ที่นี่เถอะ เชื่อแม่ เดี๋ยวแม่ก็กลับมาพร้อมกับชัยชนะ” โซฟีบอกลูกสาว ดวงตาของนางเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา ที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดจากสงครามครั้งสุดท้ายหรือไม่
แม่ค้า พ่อค้าในตลาดขายปลาได้เดินทางด้วยการนำของโซฟีพร้อมกับบักเคน และปิแอร์ ได้เดินทางด้วยเท้ามุ่งตรงไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อกดดันให้พระเจ้าหลุยส์ ลงนามในประกาศสิทธิมนุษยชน เพื่อยกเลิกอภิสิทธิ์และระบบฐานันดรทั้งหมดในประเทศฝรั่งเศส การเดินทางได้ถูกกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และทหารสวิสที่เป็นทหารรับจ้าง ตั้งกองกำลังขวางกั้น ไม่ให้แม่ค้าพ่อค้าปลาและโซฟีผ่านเข้าไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งโซฟีได้ประกาศให้ทุกคนสู้ตายอย่าถอย โซฟีเดินนำหน้าถือธง สามสี โบกสะสะบัด ปิแอร์ถือปืนยาว ส่วนบักเคนได้ถือดาบยาว ได้ตามหลังโซฟีอย่างใกล้ชิด ทั้งหมด รุกประชิดกองทหารฝรั่งเศสและทหารสวิส
เสียงปืนดังกึกก้อง “ปัง ปัง ปัง”
“โอ๊ยข้าถูกยิง”
“ช่วยด้วยข้าถูกยิง”
“น้องถูกยิงที่ท้อง”
“ลาก่อนที่รักพระเจ้ามารับพี่ไปแล้ว”
“ช่วยด้วยลุงถูกยิงที่ขา”
“โอ๊ยกระสุนบ้ามันเฉือนพวงสวรรค์ข้าไปหมดพวงแล้ว”
เสียงร้องดังวุ่นวายสับสนไปทั่ว แม่ค้า พ่อค้าปลารวมกับชาวบ้านที่สมาคมลับฟรีเมสัน ร้องเสียงดังลั่น กระสุนปืนดังถี่ยิบ เสียงปืนดัง พร้อมกับร่างวีรบุรุษ วีรสตรี ชาวไร่ ชาวนา แม่ค้า พ่อค้า รากหญ้าก็ด่าวดิ้นลงกับพื้น ที่ยังไม่ตายก็ส่งเสียงร้อง ด้วยความเจ็บปวด เลือดแดงฉานไปทั่ว รดทั่วผืนแผ่นดินฝรั่งเศส เลือดฝรั่งเศสแดงฉาน คราบน้ำตาจากความเจ็บปวด ความสูญเสีย คนตายหลายพันคน ได้อาศัยร่างที่ไร้ลมหายใจเป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อบุกเข้าไปประชิดกองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และทหารสวิส ชาวบ้านตายหนึ่งศพ สองศพ นับแทบไม่ทัน ซากศพ สุมทับถม พร้อมกับการเคลื่อนขบวนของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้อาศัยร่างเพื่อนที่เสียชีวิตเป็นโล่ห์กำลังกระสุนให้กับโซฟี พร้อมกับรุกคืบไปเรื่อย ๆ
โซฟีร้องตะโกน “อย่าถอยบุกเข้าไป ตายเป็นตาย พร้อมกับร้องเพลงปลุกใจ ลามาร์แซแยส โดยพ่อค้าแม่ค้าปลาได้ร่วมร้องเพลงปลุกใจคลอเสียงดังก้องดังไปถึงสรวงสรรค์ เพื่อให้พระเจ้าได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพของมวลชน เสียงร้องเพลง ลามาร์แซแยส กระหึ่มไปทั่ว ท้องฟ้าพลันมืดคลื้มลง เหมือนกับสวรรค์ ได้รับรู้ความทุกข์ยากของมวลชนที่ออกมาด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่เสรีภาพ
พ่อค้า แม่ค้าปลา ชาวนา ชาวไร่ ได้ต่อสู้กับทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ด้วยจิตใจห้าวหาญ เพื่อนถูกยิงล้มตายต่อหน้าต่อตาก็ไม่หวาดหวั่น ทุกคนบุกเข้าไปข้างหน้า มีจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อเสรีภาพแก่ลูกหลานชาวฝรั่งเศส เป็นการปฏิวัติประชาชนครั้งแรกในโลก ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และทหารสวิส สาดกระสุนใส่ชาวบ้าน ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ยิงจนกระสุนหมด แต่ก็ไม่สามารถฆ่าประชาชนที่รักชาติได้หมด เพราะชาวบ้านได้ออกมาร่วมขบวนกับโซฟีหลายหมื่นคน และชาวบ้านที่ได้ยินข่าวว่ากองกำลังปฏิวัตินำโดยโซฟีกำลังบุกไปยังพระราชวังแวร์ซายส์
หลายคนได้ชักชวนเพื่อนบ้าน หยิบอาวุธเท่าที่หยิบฉวยได้ มีทั้งเสียม มีด กระบอง ออกไปร่วมกับโซฟีเพื่อบุกพระราชวัง แวร์ซายส์อีกนับหมื่นคน นับเป็นมวลมหาประชาชนที่แท้จริง เป็นฉากสะเทือนใจที่บักเคนที่เข้าร่วมเหตุการณ์ต้องจดจำตราตรึงไว้ชั่วชีวิต อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ได้จับดาบเข้าร่วมสงครามปฏิวัติประชาชนที่ฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (64)

ทหารฝรั่งเศสและทหารสวิสได้ยิงจนกระสุนหมด ได้อาศัยมีดเข้าต่อสู้กับมวลมหาประชาชน เป็นการต่อสู้ระยะประชิดที่ดุเดือด ประชาชนที่โกรธแค้นเพื่อนถูกยิงตาย ได้อาศัยกระบอง มีด ดาบ ปืนพก รวมถึงอาวุธที่พอหาได้ เข้ารุมฆ่าทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และทหารสวิส บักเคนได้บุกเข้าไปต่อสู้ประชิดกับทหารสวิสโดยใช้ดาบสองมือบักเคนบุกเข้าฟันด้วยวิชาดาบ อาทมาฏ ซึ่งเป็นวิชาดาบที่บักเคนได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่เป็นชาวพิษณุโลกสมัยเป็นวัยรุ่น ได้ไปเรียนต่อยมวยที่พิษณุโลกกับครูมวยชื่อดัง เพราะบักเคนเคยฝันอยากเป็นนักมวยเงินล้านดังเหมือนกับ ดีเซลน้อย ช. ธนะสุกาญจน์ เลยได้เรียนวิชาดาบอาทมาฏเพิ่มเติม ซึ่งวิชาดาบอาทมาฏเป็นวิชาดาบที่ตกทอดมาจากแผ่นดิน พระนเรศวรมหาราช
วิชาดาบของบักเคนมีจุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด สามารถสู้ได้เพียงคนเดียวโดยต่อคู่ต่อสู้หลายคน มีท่ารุกเป็นท่าเดียวกับท่ารับทำให้ทหารสวิสที่ต่อสู้กับบักเคนถูกบักเคนฟันตายหลายคน พ่อค้า แม่ค้าปลา รวมทั้งปิแอร์เมื่อเห็นวิชาดาบ บักเคนที่รวดเร็วรุนแรง ฟันหนึ่งครั้ง ก็หนึ่งศพ บักเคนต่อสู้กับทหารสวิสหลายสิบนาย ทหารสวิสถึงกับตายเป็นใบไม้ร่วง
เมื่อเจอวิชาดาบบักเคน ทหารสวิสหลายคนถึงกับตกตะลึง ในวิชาความสามารถของบักเคนในวิชาดาบที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต ถึงกับหลบไม่ยอมต่อสู้กับบักเคนหันไปสู้กับพ่อค้า แม่ค้าปลา ชาวบ้าน ที่ต่อสู้ง่ายกว่าบักเคน
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเลือดท่วมแผ่นดิน กลิ่นคาวเลือดโชยไปไกล เสียงร้องระงมดังไปทั่ว ฉากฆ่าฟันรบกันสุดแสนอำมหิตที่ไม่นึกว่าจะเกิดจากเงื้อมมือของมนุษย์ได้เกิดขึ้น ความเมตตา ปราณี ได้เลือนหายจากทรงจำ ชั่วขณะทุกคนมีแต่เสียง ก้องอยู่ในหัว ฆ่ามัน ฆ่ามัน ดังก้องในรูหูทั้งสองข้าง เสียงเพลงปลุกใจ ลามาร์แซแยส ได้ร้องครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อปลุกใจพี่น้องชาว รากหญ้าให้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ฉากการฆ่าก็ได้ยุติลงหลังจากทหารสวิสคนสุดท้ายได้ล้มตายลงด้วยฝีมือบักเคน พร้อมกับเสียงโห่ร้อง ตะโกนถึงชัยชนะของมวลมหาประชาชน
โซฟีได้ถือธงโบกสะบัดประกาศชัยชนะแล้วร้องตะโกนบอกประชาชนที่มาร่วมต่อสู้ในครั้งนี้ว่า “บุกเข้าไปในพระราชวัง ไปหาพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต”
เสียงตอบรับกระหึ่มดังไปทั่วของชาวบ้าน “ฆ่ามัน นางต่างด้าว”
“นางทำแผ่นดินหายนะ ฉันจะควักหัวใจมันออกมา”
“ฉันจะล้วงไส้มัน”
“จับแก้ผ้าประจาน” เสียงร้องโกรธแค้นตามวิสัยพ่อค้า แม่ค้าขายปลา หลายคำที่ตะโกนหยาบคายไม่สามารถบรรยายได้ ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งพระราชวังแวร์ซายส์ พร้อมกับกลุ่มชาวบ้าน ได้บุกเข้าไปค้นตามห้องต่าง ๆ
“ค้นหาให้ทั่ว มันคงหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง” เสียงตะโกนของพ่อค้าปลาคนหนึ่ง
พระราชวังแวร์ซายส์ มีห้องนับพันห้องกว้างใหญ่ มวลมหาประชาชนได้ตรวจค้นทุกห้อง เพื่อหาพระเจ้าหลุยส์ กับพระนาง มารี อังตัวเนต ภาพที่วุ่นวายบ้างก็หยิบฉวยของในพระราชวังเอาเป็นสมบัติส่วนตัว ขณะที่ฝูงชนกำลังบุกเข้ามาในพระราชวังแวร์ซายส์ พระนางมารี อังตัวเนต พร้อมกับเจ้าหญิงเดอลอมบาล ได้หลบอยู่ในห้องชุดของพระเจ้าหลุยส์ ที่เป็นห้องลับ มีทางออกใต้ดินออกนอกพระราชวังแวร์ซายส์ พระนางมารี อังตัวเนตได้หลบหนีออกไปตามทางลับ
มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ เมื่อได้ทราบข่าวว่า ผู้บัญชาการ กองกำลังแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้ยกกองทหาร เข้ามาช่วยพระเจ้าหลุยส์ โดยได้เดินทางมากับของ เอ็มมาโรเอล เพื่อช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต เมื่อเดินทางมาถึงได้พบกับสถานการณ์วุ่นวาย ศพทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) และทหารสวิส และประชาชนรากหญ้า ตายเกลื่อนหน้าพระราชวังและในพระราชวังแวร์ซายส์ มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ได้รุดไปเจรจากับโซฟี โดยมี เอ็มมาโรเอล เป็นผู้เจรจา
“โซฟี ข้าขอให้ยุติการฆ่าแค่นี้ได้ไหม ส่วนการค้นหาพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อังตัวเนต ขอให้เป็นหน้าที่ของข้า เมื่อพบตัวพระเจ้าหลุยส์กับพระนางมารี อังตัวเนต ข้าจะเชิญสองพระองค์ไปพำนักที่พระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) และอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรอิสระ คอมมูนแห่งปารีสจะเป็นผู้ควบคุมเอง”
“เพราะสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้วุ่นวายมากพอแล้ว ประเทศฝรั่งเศสจะประสบกับหายนะแน่นอน” “ก็ได้ท่าน” โซฟีได้ตอบ ตกลงและได้บอกชาวบ้านและสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสันช่วยกันเก็บศพคนที่เสียชีวิตและช่วยกันรักษาผู้บาดเจ็บจากการต่อสู้ ส่วนบักเคนไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่ร่างกายมีแต่คราบเลือด จากการต่อสู้
“ท่านเก่งมาก วิชาดาบผมไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา ถ้ามีเวลาว่างอยากให้ท่านช่วยสอนวิชาดาบผมหน่อยได้ไหม” ปิแอร์บอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (65)

ลาฟาแยตต์ ได้สั่งให้เอ็มมาโรเอล ค้นหาพระเจ้าหลุยส์ และ ก็ได้พบพระเจ้าหลุยส์หลบอยู่ในห้องลับ ในห้องทรงพระอักษร ซึ่งคนที่รู้เรื่องว่าในห้องทรงพระอักษรมีประตูลับซ่อนอยู่คือ เอ็มมาโรเอล ที่พระนางมารี อังตัวเนต เคยเผลอหลุดปากออกมา นอกจากนี้ เอ็มมาโรเอล ได้บอก ลาฟาแยตต์ ว่าในห้องชุดของพระเจ้าหลุยส์ ยังมีห้องลับที่ลงไปยังอุโมงค์ใต้ดินที่ไปทะลุออกนอกเขตพระราชวังแวร์ซายส์ แถวราวป่าด้านตะวันตก
ลาฟาแยตต์ พร้อมทหารได้รีบรุดไปห้องทรงพระอักษร และ ก็ค้นพบห้องลับได้ติดตามพระนางมารี อังตัวเนต ไปอย่างรีบเร่งและก็พบพระนางมารี อังตัวเนต และเจ้าหญิงเดอลอมบาล นั่งพักที่ชายป่า สองพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เพระในชีวิตไม่เคยหลบหนีภัยมาก่อน ลา ฟาแยตต์ ได้ทูลเชิญสองพระองค์ และเชื้อพระวงศ์ประกอบไปด้วย พระธิดาองค์แรกมีพระนามว่า มารี เทเรส แห่งฝรั่งเศส มีชื่อเล่นว่า “มาดามรัวยาล” และพระโอรสองค์ที่สองเจ้าชายหลุยส์ โจเซฟ มกุฎราชกุมาร ซึ่งมีข่าวลือว่า พระโอรสมิใช่พระโอรสที่เกิดจากพระเจ้าหลุยส์ และพระโอรสองค์ที่สาม พระนามว่าเจ้าชายหลุยส์ ชาร์ล ดำรงตำแหน่งยุคแห่งนอร์มงดีรวมถึงพระราชโอรสให้ไปพำนักที่พระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) กองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ได้คุ้มครองขบวนเสด็จ โดยมีชาวบ้านรากหญ้าพร้อมกับบักเคนที่ไม่มีหน้าที่อะไรอีก ได้เดินนำขบวนรถม้าของพระเจ้าหลุยส์
ในระหว่างเดินนำหน้าขบวน บักเคนได้สอนชาวบ้าน รากหญ้าฟ้อนรำ พร้อมกับส่งเสียโห่ร้อง เพื่อประกาศชัยชนะในสงครามครั้งสุดท้ายนำหน้าขบวนเสด็จ เหมือนกับขบวนแห่ผ้าป่า
เมื่อพระราชวงศ์เสด็จกลับปารีสภายใต้การอารักขา กองทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) พร้อมกับ มากีส์ เดอ ลา ฟาแยตต์ ฝูงชนนักปฏิวัติมองดูขบวนเสด็จพระราชดำเนินด้วยความเงียบงันอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ระลอกของความตกตะลึงแผ่เข้าไปในฝูงชนผู้จ้องมองไปยังองค์กษัตริย์ที่พวกเขาเกลียดชัง ทุกพระองค์ทรงถูกคุมขัง ณ พระราชวังตุยเลอรี และนับจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นไป ทำให้แนวคิดการล้มเลิกระบอบกษัตริย์ และการสถาปนาสาธารณรัฐมีความเป็นไปได้มากขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจต่อพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญถูกบ่อนทำลายลงอย่างมาก จากความพยายามในครั้งนี้
ความวุ่นวายในฝรั่งเศสได้ทำให้สมาคม จาโกแบงส์ ได้กำเนิดขึ้น ซึ่งสมาคมจาโกแบงส์ ได้ถือเอาชื่อวัดร้างแห่งหนึ่งมาตั้งเป็นสมาคม และเป็นที่ประชุม ในช่วงแรกสมาคมจาโกแบงส์ได้รับสมัครสมาชิกจากบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็ตามจะเป็นง่อยพิการ ขี้ขลาดตาขาว นักเลงหัวไม้ก็รับหมด ขอให้มีสมาชิกมาก ๆ ก็พอ เวลาเรียกประชุมจะได้มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมมาก ในการประท้วงเรื่องขนมปังแพง
สมาคมจาโกแบงส์ได้ระดมสมาชิกจำนวนหลายหมื่นคน มาชุมนุมเรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ ให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ ฐานันดร และระบบฐานันดร โดยอ้างว่าเป็นฉันทามติของมวลมหาประชาชน นอกจากนี้ก็ยกขบวนมาชุมนุมเรียกร้องในชานกรุงปารีสอยู่บ่อย ๆ โดยเรียกร้องให้รัฐปันส่วนขนมปังให้กับคนจนในราคาถูก แถมให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ ฐานันดร ม๊อบจาโกแบงส์ จะมีข้อเรียกร้องไป เรื่อย ๆ แล้วแต่จะสรรหาข้อเรียกร้องประหลาด ๆ ให้ออกกฎหมายบังคับประชาชนฝรั่งเศส “ห้ามวางกับดักหนูหากไม่มีใบอนุญาต” “ห้ามขายตุ๊กตาไม่มีใบหน้าคน” “ห้ามมีเซ็กส์และกิจกรรมทางเพศทั้งมวลที่สนามหน้าบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน” “ห้ามขับรถม้า โดยนำผ้ามาปิดตา”
เมื่อได้จัดตั้งสภาแห่งชาติ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้กำเนิดขึ้น การประชุมจะมีการเปลี่ยนตัวประธานสภาทุก 14 วัน ในการประชุมสภาจะมีก๊วน 30 เสียง มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลง การปกครองตามแนวคิดของรุซโซ่ โดยมีเปติอัง บูโซต์ และโรแบสปีแยร์ (Petion, Buzot Robes Pierre) เป็นหัวหน้าทำการล็อบบี้สมาชิกสภากลุ่มต่าง ๆ ให้มารวมก๊วนเดียวกัน การลงคะแนนเสียง ก็ยังไม่มีเอกภาพ สมาชิกสภาคนหนึ่งคือนายมิราโบได้เสนอระเบียบการประชุมแบบรัฐสภาอังกฤษ
โรมีลี (Romilly) ได้แปลขึ้นจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งที่ประชุมสภาก็ไม่ยอมรับ “ไม่เอา พวกเราไม่ใช่คนอังกฤษ ไม่ต้องการอยากได้อะไรที่เป็นอังกฤษ”
เสียงเรียกของสมาชิกสภาร้องบอกมิราโบ สมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่มีความชำนาญในการประชุมสภา ในคราวประชุมสภา คราวหนึ่ง โรแบสปิแยร์ได้เชิญบักเคนและปิแอร์เข้าสังเกตการณ์ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการประชุมเปิดกว้างให้ชาวบ้านสามารถเข้าฟังการประชุมได้ การเสนอญัตติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภาได้เปิดให้มีการอภิปรายก็จะมีชาวบ้านที่มาสังเกตพูดสอดเข้ามาเหมือนกับตลาดสดยามเช้าไม่มีผิด
โรแบสปิแยร์ได้เสนอญัตติเข้าที่ประชุมโดยกล่าวว่า “ข้า โรแบสปิแยร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดปาเดอกาเลส์ มณฑลอาร์ตัวส์ ขอเสนอญัตติ ชาวบ้านถูกชนชั้นขุนนางกดขี่ มานานต้องเป็นแรงงานรับใช้ ขุนนางเจ้าของที่ดิน ข้าขอเสนอให้สภาประกาศให้เจ้าของที่ดิน ศาสนจักร และขุนนางทั่วทั้งฝรั่งเศสสละซึ่งอำนาจปลดปล่อยแรงงานในที่ดินให้เป็นอิสระ และไม่ต้องเสียภาษีให้กับเจ้าของที่ดิน ให้เสียให้กับรัฐบาลเพียงแห่งเดียว นอกจากนี้ ขอให้ขุนนางทั้งหลาย นักบวชทั้งมวล ยอมสละสิทธิในการไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้รัฐ ขอให้พวกท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองก่อนว่าท่านทำอะไรให้กับประเทศชาติ” การที่พวกท่านบางกลุ่มไปก่อม๊อบปิดล้อมย่านร้านค้า ท่านเคยถามเจ้าของร้านค้าหรือไม่ว่า ธุรกิจเขาเสียหายเพียงใด ท่านเก็บขูดรีดภาษีจากชาวนาที่อยู่ในการปกครองของท่าน ท่านเคยถามชาวนาบ้างไหม เขาเหล่านั้นมีอะไรกิน เมื่อฤดูหนาวมาถึง คนต้องอดอยากล้มตาย แล้วที่พวกท่านทะเลาะกันด้วยเรื่องเมื่อวานนี้ พวกเราจะสูญเสียวันพรุ่งนี้”
สิ้นเสียงอภิปรายของ โรแบสปิแยร์ เป็นคำพูดที่จับใจ ทำให้ขุนนาง พระสงฆ์ ผู้แทนจากเมืองต่างทั่วฝรั่งเศส ต่างยอมสละสิทธิที่ไม่ต้องเสียภาษี ทุกคนรักชาติจนน้ำตาไหล

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (66)

โรแบสปิแยร์ อภิปรายในสภาร่างรัฐธรรมนูญได้กินใจ ทำให้ขุนนาง พระสงฆ์ ชนชั้นสูง พากันสละสิทธิ์ไม่ต้องเสียภาษี เหรียญมีสองด้านฉันใด ผลกระทบในการสละสิทธิ์ไม่ต้องเสียภาษี ให้คนรากหญ้า ทาสของเจ้าของที่ดินก็ได้เป็นไท แม้เจ้าของที่ดินและขุนนางบางรายจะไม่ยินยอมก็ตาม แต่สู้กระแสสังคมไม่ได้ เพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี เจ้าของที่ดิน ขุนนาง จึงต้องการเป็นคนดีในสังคม วาทกรรมเรื่องคนดี การให้เสรีภาพ แก่คนรากหญ้า ทาส ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศฝรั่งเศสมากมายมหาศาล ส่วนศาสนจักรก็ยกเลิกการเก็บรายได้ จากชาวบ้าน โดยไม่ได้หาหนทางหารายได้มาชดเชยกับเงินที่เก็บเป็นประจำจากชาวบ้าน
ชาวบ้านรากหญ้า ทาส เมื่อเป็นไท แทนที่จะพอใจได้คืบก็เอาศอก ไม่ช่วยกันรักษาความสงบ ต่างพากันไม่เคารพกฎหมาย มีการล่าสัตว์ป่า ที่ชนชั้นสูงสงวนไว้ เพื่อเป็นกีฬา กับถูกชาวบ้านรากหญ้า อดีตทาสในที่ดิน ล่าสัตว์เกือบหมดป่า สัตว์หลายชนิดต้องสูญพันธ์ไปจากฝรั่งเศส รวมถึงเพิกเฉยไม่ชำระภาษีอากรให้กับรัฐ เหมือนเช่นในอดีตที่ชนชั้นสูงเก็บส่งรัฐบาล ชาวบ้านรากหญ้า อดีตทาส ไม่เคารพกฎหมาย ไม่รักษาสัญญา ทำให้รัฐมนตรีคลัง ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ ทำให้งบประมาณของประเทศฝรั่งเศสขาดแคลน ขาดดุลงบประมาณมหาศาล ทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดการประชุม เพื่อหาทางออกของประเทศก่อนที่ฐานะ การคลังจะล้มละลายมากกว่านี้ ในที่ประชุมมีการถกเถียงกันมากมาย เหมือนกับตลาดสดยามเช้า
โรแบสปิแยร์ ได้เสนอให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ศาสนจักร อุทิศรายได้ของตนหนึ่งในสี่เพื่อช่วยพยุงฐานะการคลังของประเทศ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นายมิราโบ ได้ร้องตะโกนว่า
“ความวิบัติกำลังจะมาเยือนฝรั่งเศสแล้ว มันจะนำความพินาศมาสู่ตัวท่าน บ้านท่าน ครอบครัวของท่าน และทรัพย์สมบัติของท่านทุกคน ยังมัวจะถกเถียงกันอยู่หรือ” ผลการประชุมก็ไม่มีข้อสรุป ฐานะการคลังของประเทศก็ตกต่ำไปเรื่อย ๆ สิ้นปีประเทศฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ เกือบ 100 ล้านแฟรงส์
บรรยากาศยามเช้าที่ก้อนเมฆดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) พระเจ้าหลุยส์ นั่งอยู่เพียงเดียวดาย เหม่อมองออกไปนอกพระราชวัง เห็นแนชนัลการ์ด (National Guards) ยืนเฝ้ายามอย่างแข็งขัน พระองค์มือหนึ่งได้ถือนาฬิกาไขลานที่ทรงโปรด พระองค์กำลังง่วนอยู่กับการซ่อมนาฬิกาแต่จิตใจล่องลอยออกไปนอกพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) บัดนี้พระองค์ได้เป็นนักโทษทางการเมือง แต่ได้อภิสิทธิ์ไม่ถูกปลด จากตำแหน่ง แต่ไม่มีสิทธิเดินทางไปไหนมาไหน จิตใจของพระองค์ก็ทรงเศร้าหมอง พระเจ้าหลุยส์ ทรงรำพึงรำพันอยู่พระองค์เดียว
“อำนาจ วาสนา เป็นสิ่งไม่จีรัง อดีตเป็นองค์ราชาอันยิ่งใหญ่ บัดนี้อำนาจอันยิ่งใหญ่ได้มลายหายไป เหลือไว้แต่ความทรงจำอันปวดร้าว ยามเมื่อคิดถึง ทำไมนะข้าต้องการพัฒนาประเทศฝรั่งเศสให้ยิ่งใหญ่ในยุโรป ข้าทำเพื่อประเทศชาติ แต่ทุกคนกลับมองว่าข้าทำให้ประเทศชาติวิบัติ ตัวข้าเหมือนกับนาฬิกาแดดที่คอยบอกเวลาให้กับทุกคน”
“เมื่อทุกคนเก็บนาฬิกาแดดไว้ในร่มที่พระอาทิตย์ส่องไม่ถึง นาฬิกามันก็สูญเสียความหมาย ชีวิตคนเราบางครั้งก็ทำเรื่องโง่เขลา เราเก็บความสุขไว้ในอนาคต เพื่อจะเดินทางไปหามันในวันข้างหน้า ไม่ต่างอะไรกับการย้ายนาฬิกาแดดไปไว้ในร่ม เหมือนกับตัวข้า ที่ถูกย้ายมาขังไว้ในพระราชวังแห่งนี้ สักวัน คนทั้งมวลจะขี้เกียจ เพราะไม่มีนาฬิกาแดดคอยบอกเวลา ความน่าเชื่อถือของบุคคลจะลดลง สักวันประเทศจะล่มสลาย”
“เสด็จพี่ บ่นอะไรอยู่คนเดียว” พระนางมารี อังตัวเนต ได้เดินมายังที่นั่งของพระเจ้าหลุยส์ ริมหน้าต่าง
“ไม่มีอะไร พี่ก็บ่นไปตามประสาคนไม่มีอะไรทำ” พระเจ้าหลุยส์ ตรัสกับพระนางมารี อังตัวเนต
หลังจากที่สองพระองค์และเชื้อพระวงศ์ถูกขังอยู่ที่นี่ ชีวิตคู่ของพระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นมากกว่าสมัยที่พระองค์ยังเรืองอำนาจ พระนางมารี อังตัวเนต ได้เอ่ยกับพระเจ้าหลุยส์ ว่า
“นับตั้งแต่เราอภิเษกสมรสกันมา ชีวิตของหม่อมฉันเหมือนน้ำนิ่งในสระ หม่อมฉันเหนื่อยหน่ายกับชีวิตในราชสำนัก น้อยครั้งจะได้มีโอกาสพูดคุยกับพระองค์ ทำให้หม่อมฉันได้นึกทบทวน ดูชีวิตคู่ของหม่อมฉันกับพระองค์เปรียบเหมือนกับกระถางดอกไม้ ที่หม่อมฉันกับพระองค์ไม่รดน้ำ พรวนดิน ไม่สนใจเอาใจใส่ กระถางต้นไม้ไม่ได้รับแดด ไม่ได้ทำอะไรให้พระองค์ ไม่เคยห่วงใยพระองค์ ทำให้ชีวิตคู่ของเรามันช่างเหี่ยวเฉาเหมือนกับกระถางต้นไม้ที่ขาดการดูแล”
พระเจ้าหลุยส์ เมื่อได้ฟังพระนางมารี อังตัวเนตตรัสได้ลุกจากเก้าอี้และมาโอบกอดพระนางมารี อังตัวเนต ชีวิตคู่ของพระองค์ สุดท้ายพระองค์ก็เหลือเพียงพระนางมารี อังตัวเนต ที่เป็นคู่ชีวิต ที่แท้จริงของพระองค์ ร่วมทุกข์ ร่วมสุขจนตราบวันสุดท้ายของชีวิต

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (67)

“เสด็จพี่ พวกเราอยู่ที่นี่เหมือนกับถูกคุมขัง ไม่รู้พวกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะตัดสินชะตาชีวิตพวกเราอย่างไร น้องมองสายตาพวกชาวบ้านที่มองเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อ น้องว่าพวกเราหลบหนีออกจากที่นี่ดีกว่า ไปอยู่ที่บ้านน้อง พระมารดาก็ทรงห่วงเรื่องราวในประเทศฝรั่งเศสมาก” พระนางมารี อังตัวเนต ทูลบอกพระเจ้าหลุยส์

“อืมส์ ขอคิดดูก่อน ถ้าถูกจับได้ ศีรษะของพวกเราได้พาด กิโยตินแน่นอน” พระเจ้าหลุยส์ทรงตรัสต่อว่า
“ข้าก็นอนไม่หลับทุกคืน ข้าไม่พอใจสมาคม จาโกแบงส์ ที่นับวันจะยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และก็เหิมเกริมหนักข้อขึ้นทุกวัน จะเอาอะไรก็อ้างมวลมหาประชาชน ครอบงำสังคมฝรั่งเศส ทั้งประเทศ แม้ข้าก็ยอมแต่งตัวที่เป็นสัญลักษณ์เหมือนกับ การยอมรับการปฏิวัติของมวลมหาประชาชน และข้าก็พร้อมที่จะเป็นผู้นำในยุคประชาธิปไตยที่มีพระราชาเป็นประมุข ข้าขอเพียงแต่ให้มีการแบ่งแยกอำนาจทางการเมืองอย่างเสมอภาค ระหว่างอำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติอย่างชัดเจน และข้าก็ประกาศยกเลิกระบบอภิสิทธิ์แล้ว แต่สมาคมจาโกแบงส์หาพอใจไม่ ข้ารู้สึก อึดอัดมาก”
“ใจเย็น ๆ เพคะ” พระนางมารี อังตัวเนต ทูลตอบพระเจ้าหลุยส์ และได้กราบทูลอีกว่า
“เดี๋ยวน้องจะไปบอกทหารยามให้ไปตามท่าน บารงเดอเบรอเตย (Baron De Breteuil) และท่าน อ๊าคเซล เดอ แฟรเซน (Axel De Fersen) ซึ่งเป็นคนที่ไว้ใจได้ที่สุด มาปรึกษาหารือดีไหม”
แล้วพระนางมารี อังตัวเนต ก็ได้เดินไปบอกทหารยามที่ประตู หน้าเรือนรับรอง ภายในพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries)
วันรุ่งขึ้น บารงเดอเบรอเตย (Baron De Breteuil) และ แฟรเซน (Fersen) ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ “พระองค์มีอะไรจะให้เกล้ากระหม่อมรับใช้หรือพะยะค่ะ” บารงเดอเบรอเตย (Baron De Breteuil) ได้กราบทูลต่อพระเจ้าหลุยส์
“ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย ข้ารู้สึกอึดอัดอยากหลบหนี ออกจากที่นี่ ยอมเสี่ยงตาย ดีกว่าไม่รู้วันไหนจะถูกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พิพากษา ซึ่งข้านอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว คิดมาก คิดถึงอนาคตของประเทศชาติ คิดถึงอนาคตของข้าที่ไม่รู้จะเจออะไร”
บารงเดอเบรอเตย (Baron De Breteuil) ได้กราบทูลพระเจ้าหลุยส์
“ได้พะยะค่ะ แต่พระองค์ต้องปลอมเป็นสามัญชนมีชื่อเรียกว่า
ดูร็อง พระราชินีมารี อังตัวเนต ชื่อโรเช่ต์ และมาดามเอลีซาแบ็ต พระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ปลอมตัวเป็นข้ารับใช้หญิงของกระหม่อม พระเจ้าหลุยส์ทรงรับบทเป็นพ่อบ้าน และเจ้าฟ้าชาย เจ้าหญิงให้เป็นบุตร ธิดา ของเกล้ากระหม่อม แต่มีข้อต้องจำไว้ให้ขึ้นใจนะพะยะค่ะ ห้ามนำสมบัติมีค่าติดตัวไปเด็ดขาด สร้อย แหวน เครื่องทอง เครื่องเพชร ของพระองค์ห้ามนำไปเด็ดขาด”
“สำหรับพระนางมารี อังตัวเนต ขอให้แต่งตัวเหมือนกับชาวบ้านเพื่อจะได้กลมกลืนห้ามแต่งหน้า ห้ามใส่เครื่องประดับทุกอย่างพะยะค่ะ เพื่อความปลอดภัย”
“ในการเดินทางเวลาถ้าทหารเฝ้าด่านชายแดนตรวจสอบพระองค์จะได้ไม่มีพิรุธ และพระองค์ต้องเตรียมตัวให้พร้อม คืนวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 เวลา สี่ทุ่มครึ่ง ข้าพระองค์จะนำรถม้าทาสีเขียวมารับพระองค์พะยะค่ะที่นอกเมือง โดยจะมีรถม้าโดยสารคันเล็กทยอยมารับพระองค์พะยะค่ะ ข้าพระองค์ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว ทหารที่เฝ้าเวรยาม ส่วนใหญ่เป็นคนที่กระหม่อมเคยช่วยเหลือครอบครัวทหารเหล่านั้นมา และพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อพระองค์พะยะค่ะ”
พระเจ้าหลุยส์ ได้ตรัสตอบ บารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน ว่า
“ขอบใจมากทุกคน และข้าขอบใจทหารที่เฝ้ายามที่ยอมสละชีวิต บุญคุณนี้ข้ามิมีวันลืมเลือนเลย ถ้าข้ามีชีวิตรอด จะทดแทนบุญคุณทหารยามเหล่านั้นและพวกเจ้าที่ภักดีต่อข้า”
“มิเป็นไรพะยะค่ะ พวกเกล้ากระหม่อมพร้อม ยินดีถวายชีวิตเพื่อราชวงศ์อยู่แล้วพะยะค่ะ”
น้ำพระเนตรของพระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต ถึงกับซึม เมื่อได้ฟังบารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน และทหารรักษาการหน้าพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ที่มีความจงรักภักดี แม้ประชาชนจะต่อว่าพระองค์และพระนางมารี อังตัวเนต เป็นคนไม่ดี แต่อย่างน้อยในยามทุกข์ยาก ก็มีคนจงรักภักดีต่อสองพระองค์ไม่เสื่อมคลาย ถึงกับยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องราชวงศ์ให้ยืนยงอยู่ คู่ประเทศฝรั่งเศสตลอดไป
สภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจาก สมาคมจาโกแบงส์ จะมีอิทธิพลในสภาและนอกสภาแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนไหว ต่อต้านระบบกษัตริย์ ก็ยังมีสมาคม จีรองแดงส์ ที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หนุ่มปากกล้า คารมคมคายในการพูด เช่น แวร์จิโนด์ (Verginaud) ยองซอนเน (Gensonne) และโกเดส์ (Gaudet) และเปติอัง ที่ได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีปารีสแทนไบยีที่ไปอาศัย ที่เมือง นังต์ (Nantes) จากการสั่งฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ และ บาร์เบอรรูซ์ (Barberoux) นักเลงหัวไม้จากเมืองมาแซร์ที่เคยไปอาละวาดกินเหล้าฟรีและเรียกค่าคุ้มครองที่บาร์อโกโก้ของกัปตัน รวมถึงร้านค้าในเขตเมืองมาแซร์ และบูโซต์ ผู้มีไหวพริบปราดเปรียว ซื่อตรงต่อหน้าที่ แต่ไปหลงรักมาเรียสาวสังคมชั้นสูง ผู้เคยไปหลับนอนกับกัปตันตามคำสั่งของเอ็มมาโรเอล ความสวยงามและเซ็กซี่ของมาเรียและคำพูดหวาน ออดอ้อนเอาอกเอาใจ กับรสสวาท ลีลา ท่วงท่าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้สร้างความตื่นเต้น ปลุกอารมณ์ให้ลุกโชนได้ตลอด ทำให้ บูโซต์หลงมาเรียอย่างหัวปักหัวปำ เช่นเดียวกับกัปตันที่ตายจากไป
ความสวยงามของมาเรีย รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีบรอนส์ยาว อกอวบอิ่มมหึมา ดวงตาอันเย้ายวน ริมฝีปากเฉียบบาง ช่างเจรจา ความสนใจในการเมือง และการอ่านแนวคิดของนักปรัชญาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำให้มาเรียเป็นที่นับถือของสมาคม จีรองแดงส์อย่างมาก แนวคิดของมาเรีย ที่ถ่ายทอดผ่าน บูโซต์ สมาคมจีรองแดงส์ถือว่าเป็นนโยบายของสมาคม ความคิดอ่านของมาเรีย ทำให้สมาชิกหนุ่มพากันอิจฉา บูโซต์ ที่ได้ตัวมาเรีย มาครอบครอง หลายคนพยายามแช่งชักหักกระดูกให้ บูโซต์ถึงแก่ความตาย เผื่อตนเองจะเป็นผู้โชคดี ได้เอื้อมมือคว้าดอกฟ้า มาครอบครอง แม้ดอกฟ้าจะมีราคีผ่านมือชายหลายคนก็ตาม
มาเรียเข้าใจหลักจิตวิทยา ความรู้สึกของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกคน มาเรียพูดชมเชย แวร์จิโนด์ (Verginaud) ที่มีคารมคมคาย พูดดีมีหลักการ พูดจาไพเราะจับใจ แต่มาเรียก็ไม่ชอบ แวร์จิโนด์ (Verginaud) เนื่องจาก คนที่พูดจาไพเราะ มีความฉลาดเฉลียว ช่างไม่นึกถึงปวงชน มีความมุ่งหมายเพื่อประชาชน แต่เน้นเอาประโยชน์ส่วนตน ความคิดของมาเรียสะท้อนว่า สมาคมจีรองแดงส์ ไม่มีอุดมการณ์ชัดเจน ซึ่งนางจะต้องเป็นผู้กำหนดบทบาท ให้สมาคมเดินไปตามทิศทางที่หล่อนกำหนด

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (68)

คืนวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือกรุงปารีส มีเมฆปกคลุมหนาทึบ ไร้ดาวส่องแสง รถม้าสีดำกำลังวิ่งตรงสู่หน้าพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) คืนนี้ บารงเดอเบรอเตย และ แฟรเซน ได้นัดหมายให้ พระเจ้าหลุยส์ พร้อมราชวงศ์ ได้หลบหนีออกจากปารีส ขณะที่รถม้าได้แล่นมาจอดหน้าพระตำหนักที่ควบคุมตัวพระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต คนขับรถม้าได้เดินมาที่ตำหนักและส่งเสียงเบา ๆ เรียกพระเจ้าหลุยส์
“ พระอาญามิพ้นเกล้า ได้เวลาเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ” พระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต สองพระองค์เป็นคู่แรกที่จะหลบหนีออกจากพระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries)
สองพระองค์ได้เดินมาขึ้นรถม้า เมื่อรถม้าได้เคลื่อนตัวออกจากหน้าพระตำหนัก ทันใดนั้นรถม้าก็สั่นสะเทือน โยกเยก ม้าส่งเสียงร้องตกใจ แสดงอาการตื่นกลัว คนขับรถม้าพยามบังคับรถม้า ใช้แส้เฆี่ยนม้า แต่ม้าตื่นตกใจในแผ่นดินไหว วิ่งออกไปนอกเมือง ทหารยามหน้าพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้เซถลาเกือบล้ม พระราชวังสั่นสะเทือนเหมือนกับยักษ์มาเขย่า ทหารยามถึงกับ สีหน้าตื่นตระหนก และได้พูดกับเพื่อนทหารว่า
“มันเกิดอาเพศอะไรก็ไม่รู้ แผ่นดินไหววันไหนไม่ไหว ดันมาไหววันที่พระเจ้าหลุยส์ หลบหนี ฟ้ามีตาช่วยให้พระองค์หลบหนี ได้ง่ายขึ้น เพราะความวุ่นวายในปารีสแน่นอน”
ทหารยามที่เฝ้าอีกคนก็ได้ตอบเพื่อนทหารยามว่า “สวรรค์ได้ช่วยให้พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต หลบหนีได้สำเร็จ เป็นลิขิตจากสวรรค์แน่นอน”
สำหรับพระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ พระโอรสและพระธิดา ของพระเจ้าหลุยส์ที่ทรงอยู่ในพระราชวัง ได้กอดกันกลม สีหน้าหวาดกลัวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างไม่รู้ตัวมาก่อน
พระขนิษฐภคินี กล่าวว่า “เป็นอาเพศหรืออย่างไร หรือเป็นสวรรค์กำหนด ให้เกิดแผ่นดินไหวเพื่อสองพระองค์จะได้หลบหนี”
หลังจากหายตกใจ พระขนิษฐภคินีของพระเจ้าหลุยส์ ได้นำพระโอรสกับพระธิดาสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าให้คุ้มครอง พระเจ้าหลุยส์ และพระนางมารี อังตัวเนต และประชาชนชาวฝรั่งเศสให้ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว
ที่บ้านพักของ บูโซต์ ฉากพิศวาสเร้าใจระหว่าง บูโซต์กับ มาเรียบนเตียงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม หลังจากพายุพิศวาสผ่านไป หนึ่งรอบ มาเรียได้ใช้ลิ้นโลมเลียน้องชายของบูโซต์ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง อารมณ์พิศวาลของบูโซต์ได้ลุกโชนความเป็นชายแข็งกำยำ นี่เป็นเหตุผลทำให้มาเรียถึงกับมาอยู่กับบูโซต์ เพราะความอึดและสู้สงครามพิศวาสได้อย่างต่อเนื่อง ไฟปรารถนาที่มอดดับได้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง บูโซต์ได้พลิกตัวขึ้นเหนือร่างมาเรีย แล้วใช้ลิ้นควานเหนือปทุมถันของมาเรียวนไปรอบ ๆ
ทำให้มาเรียต้องบิดกายด้วยความเสียวซ่าน ส่งเสียงคราง เบา ๆ อูยส์… ซี๊ด ๆ พร้อมกับบิดกายด้วยความสยิว ทันใดนั้นบ้านก็สั่นสะเทือน เหมือนกับยักษ์เขย่า ทำให้บูโซต์กับมาเรียถึงกับตกใจหน้าซีดเผือด
บูโซต์ตกใจถึงกับเปลือยกายวิ่งออกจากบ้าน ขณะที่มาเรียหยิบได้ผ้าขนหนูมาคลุมกาย แล้วก็วิ่งออกจากบ้านด้วยสีหน้าตกใจ บูโซต์พูดว่า
“สวรรค์ทรงทนไม่ได้กับฉากพิศวาสของเราหรืออย่างไร ถึงบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว”
มาเรียได้บอก บูโซต์ว่า “คงไม่ใช่อย่างนั้น เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติธรรมดา ไม่มีอะไรประหลาด” อารมณ์พิศวาสของทั้งสองก็เหือดหายไปกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในบ้านเพื่อเก็บของที่หล่นกระจายทั่วทั้งบ้าน
ที่สมาคมลับ ในห้องนอนของโรแบสปิแอร์ ฉากบนเตียงกำลังถึงพริกถึงขิงระหว่าง โรแบสปิแอร์กับแซง จูสต์ ที่เป็นคู่เกย์กำลังโรมรันพันตูกัน โดยโรแบสปิแอร์เป็นเกย์คิง คือเกย์ที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายทุกประการ ชอบมีเพศสัมพันธ์เป็นผู้กระทำ สามารถ มีอะไรกับผู้หญิงได้ โดยโรแบสปิแอร์มีบุตรกับภรรยา แต่ใจ ยังหลงใหลแซง จูสต์ ที่เป็นเกย์ควีน โดยให้แซงส์ จูสต์เป็นเลขา คนสนิท ตำแหน่งเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แซงส์ จูสต์ สามารถแสดงบทบาทเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ในร่างเดียวกัน ยังกับไส้เดือนเป็นประเภท ข้างหน้าหอยสังข์ ข้างหลังหอยแครง คือมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งหญิงและชาย สมัยโบราณความรักระหว่างเพศเดียวกัน เป็นสิ่งต้องห้ามในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีการกล่าวถึงการสมสู่กับคนเพศเดียวกันในทำนองเป็นความผิดบาปที่ร้ายแรง
แซงส์ จูสต์ ได้บอกโรแบสปิแอร์ว่า “หรือพระผู้เป็นเจ้า จะทรงลงโทษเราสองคนที่ทำอุบาทว์ ร่วมรักเพศเดียวกัน” “คงไม่อย่างนั้นหรอกมั้ง” โรแบสปิแยร์ บอก แซง จูสต์ และแซง จูสต์ ได้กล่าวต่อไปว่า “มีเขียนในตำนานการสร้างโลก หรือเยเนซิส การประพฤติตนเป็นเกย์เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าลงโทษมนุษย์อย่างรุนแรงถึงขนาดล้างบ้านล้างเมือง ดังจะเห็นได้จากพระคัมภีร์ซึ่งได้กล่าวถึงการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้ไฟบรรลัยกัลป์ เผาผลาญแผ่นดินชาวเมือง และบรรดาสิ่งที่งอกขึ้นมาจากแผ่นดินให้พินาศย่อยยับเสียทั้งหมด ว่าเป็นเพราะชาวเมืองนั้นนิยมประพฤติตนเป็นเกย์ คือสมสู่กันในระหว่างคนเพศเดียวกัน ทั้งเมือง”
แซง จูสต์ ได้กล่าวต่อไปว่า “เมืองที่ว่านี้คือเมืองซะโดม ตามตำนานเล่าว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์สององค์ไปตรวจดูความประพฤติของคนเมืองนี้ เมื่อทูตสวรรค์ไปถึงและได้พำนักอยู่ในบ้านของโลต ที่เป็นหลานของอับราฮัมซึ่งเป็นสาวกคนสำคัญของพระยะโฮวา ปรากฏว่าคืนนั้นเองชาวเมืองซะโดมผู้นิยมร่วมเพศกับคนเพศเดียวกัน ทั้งคนหนุ่มคนแก่ พากันยกขบวนมาล้อมบ้านของโลต และเรียกให้โลตมอบทูตสวรรค์ทั้งสององค์ให้แก่พวกตน”
“เพื่อพวกตนจะได้สมสู่กับทูตทั้งสองนั้นตามประเพณีที่ยึดถือกันมานานว่า ชาวเมืองซะโดมมีสิทธิสมสู่กับคนเดินทางที่พำนักในเมืองตน แม้ว่าโลตผู้เป็นเจ้าของบ้านจะออกไปเจรจาทัดทาน ขอให้ปล่อยและละเว้นทูตสวรรค์ทั้งสอง โดยจะยอมส่งตัวลูกสาวสองคนของตนให้คนเหล่านั้นแทน ชาวเมืองซะโดมก็ไม่ยอมและพยายามจะจับตัวโลตไปทำปู้ยี้ปู้ยำเสียด้วย ทำเอาทูตสวรรค์ต้องยื่นมือเข้าช่วย บันดาลให้โลตหนีรอดมาได้แล้วสั่งให้โลตพาลูกเมียหนีออกไปจากเมืองนั้นเสีย ก่อนที่พระผู้เป็นเจ้าจะทำลายเมืองเสีย”
“ก่อนหน้าที่พระผู้เป็นเจ้าจะทำลายเมืองซะโดม เพราะเหตุที่ชาวเมืองนิยมสมสู่กับคนเพศเดียวกัน อับราฮัมเคยทูลทัดทานและขอชีวิตชาวเมืองไว้ โดยขอให้พระผู้เป็นเจ้าเห็นแก่คนที่บริสุทธิ์ไม่ได้ประพฤติเช่นนั้นเหมือนคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งพระยะโฮวาก็ทรงให้สัญญาว่า ถ้าหากมีคนชอบธรรมที่ไม่ประพฤติตนเป็นคนลามกในสายตาของพระองค์เพียงสิบคน พระองค์ก็จะทรงเห็นแก่คนบริสุทธิ์สิบคนนั้น และจะไม่ทำลายเมืองนั้น แต่ในที่สุด ปรากฏว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้ไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญเมืองนั้นจน ไม่เหลือซาก ก็เป็นเครื่องแสดงว่าคนเมืองนั้นเป็นคนลามกในสายตาของพระองค์ ชาวเมืองที่เป็นคนลามกนั้นมีมากเสียจนเรียกได้ว่าหมดทั้งเมือง เรียกได้ว่าเป็นเมืองเกย์ คือ มีที่ไม่เป็นเกย์นับได้ถึงสิบนั่นเอง การสมสู่กับคนเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ถือว่าเป็นสิ่งลามกอย่างยิ่ง พระองค์ได้ระวางโทษผู้ที่ประพฤติเช่นนั้นไว้อย่างรุนแรง คือมีโทษถึงตาย พระองค์ได้ทรงตรัสสั่งให้โมเสสประกาศแก่คนทั้งหลายว่า การประพฤติเช่นนั้นทำให้แผ่นดินเป็นมลทิน และจะเป็นเหตุให้แผ่นดินนั้นต้องโทษ และ ทำให้เกิดธรณีสูบ แผ่นดินไหวได้ ตามความเชื่อของชาวคริสต์”
โรแบสปิแอร์ได้เอ่ยปากพูดว่า “อย่างนั้นพระเจ้าคงลงโทษให้แผ่นดินประเทศฝรั่งเศสถล่มซินะ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรแค่บ้าน สั่นไหว แสดงว่าคู่เกย์ในฝรั่งเศสมีไม่ถึงสิบคู่มั้ง แผ่นดินเลย ไม่ถล่ม”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (69)

รถม้าที่บารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน ได้วิ่งฝ่าความมืดและความวุ่นวายในปารีสเนื่องจากแผ่นดินไหว ทหารแนชนัลการ์ด (National Guards) ต้องไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ทำให้ละเลยไม่ได้ตรวจตราผู้ผ่านทางยามราตรีอย่างเข้มงวดเหมือนกับทุกคืนที่ผ่าน ๆ มา
สวรรค์ได้ทรงเมตตา พระเจ้าหลุยส์ และราชวงศ์ รถม้าโดยสารวิ่งตะบึงออกนอกกรุงปารีส แวะพักเหนื่อยสักครู่แล้วก็เดินทางต่อทั้งยามราตรี บารงเดอเบรอเตย และแฟรเซน รู้ดีว่า ถ้าเดินทางถึงชายแดนประเทศออสเตรียเร็วเท่าไร ความปลอดภัยของพระเจ้าหลุยส์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พระนางมาเรีย เทเรซ่า พระมารดาของพระนางมารี อังตัวเนต ได้รับพิราบสื่อสารจาก แฟรเซน ทรงเตรียมการเพื่อช่วยเหลือพระนางมารี อังตัวเนต ได้สั่งให้พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 กษัตริย์ออสเตรีย เจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 แห่งปรัสเซีย โดยมีชนชั้นสูงที่นิยมในพระเจ้าหลุยส์ ที่ลี้ภัยมาอยู่ในปรัสเซีย ส่งตัวแทนไปเจรจากับ พระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 ให้ช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ เพราะถ้าพวก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีสมาคมจาโกแบงส์ และสมาคม จีรองแดงส์ ควบคุมประเทศฝรั่งเศสได้ จะทำสงครามกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เพื่อขจัดระบอบกษัตริย์ออกจากสังคมยุโรป ตามแนวคิด ที่ต้องการให้ทุกประเทศมีเสรีภาพ อิสรภาพ เท่าเทียมกันทุกชนชั้น ไม่ว่ายากดีมีจน ทุกคนเท่าเทียมกัน จากการปกครองระบอบกษัตริย์
สมาคมจาโกแบงส์ได้ประกาศไปทั่วประเทศถึงแนวคิดที่ต้องการล้มระบอบกษัตริย์ ล้มล้างระบบขุนนาง โดยเนื้อคำประกาศของสมาคมจาโกแบงส์ เขียนไว้ ดังนี้ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยนับต้องแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน เช่น ทาสกับนาย ไพร่กับผู้ดี นายจ้างกับลูกจ้าง โดยจะมีคนหนึ่งเป็นผู้ข่มเหง และอีกคนหนึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหง 2.โลกของนายทุน ในโลกปัจจุบันเกิดชนชั้นใหม่ที่มีบทบาทในสังคมมาก ได้แก่ พวกนายทุน นายทุนเอาเปรียบชนชั้นแรงงานทุกวิถีทาง อำนาจของนายทุนคืออำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยกษัตริย์และผู้ปกครองก็อยู่ภายใต้อิทธิพลนายทุนด้วย 3.พวกนายทุนทั้งหลายมักเรียกร้องเสรีภาพ เช่น การค้าขายอย่างเสรี การแข่งขันเสรี แต่แท้จริงแล้วเป็นการเรียกร้องให้ตัวเองเอาเปรียบผู้อื่น 4.นายทุนเป็นพวกไร้ศีลธรรม มองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเพียง การสะสมเงินทอง ส่วนคุณค่าทางจิตใจ ความเมตตาปรานีหรือมนุษยธรรมแทบจะไม่มีอยู่ในสำนึกของนายทุน 5.ชนชั้นกรรมาชีพจะชนะนายทุนในที่สุด ในตอนแรกสังคมอาจมีหลายชนชั้น แต่สุดท้ายจะเหลือเพียงนายทุน และกรรมาชีพ ซึ่งจะถูกนายทุน ข่มเหงตลอดเวลา จนต้องรวมตัวเป็นสหภาพกรรมกร และกลายมาเป็นพรรคการเมือง จนมีอำนาจเอาชนะนายทุนได้ 6.ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ลักษณะที่สำคัญที่สุดของระบอบคอมมิวนิสต์ คือ การล้มล้างทรัพย์สินส่วนตัว เพราะสิ่งนี้คือสัญลักษณ์แห่งความ เห็นแก่ตัวของนายทุน
ใบปลิวประกาศของสมาคมจาโกแบงส์ ได้แพร่กระจาย ถึงประเทศออสเตรีย ทำให้พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 กษัตริย์ออสเตรีย ทรงวิตกกังวลถึงสถานการณ์ในประเทศฝรั่งเศส อาจจะลุกลามทำลายสถาบันกษัตริย์อื่นในยุโรป ทำให้พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 กับพระเจ้าพระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 ได้เชิญเชื้อพระวงศ์ ต่าง ๆ ในทวีปยุโรปมาร่วมประชุม และร่วมกันออกประกาศ พลินิตซ์ ประเทศทั่วยุโรปจะให้การคุ้มครองพระเจ้าหลุยส์ และราชวงศ์ บูร์บง
การประกาศปกป้องราชวงศ์บูร์บงของพระเจ้าเลโอโปลที่ 2 เพื่อช่วยเหลือน้องสาว พระนางมารี อังตัวเนต ทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ โกรธแค้นมีการอภิปรายกันอย่างดุเดือด ถึงประเทศออสเตรียจงใจจะละเมิดอำนาจอธิปไตยฝรั่งเศส มีการกล่าวหาว่า พระเจ้าเลโอโปลที่ 2 ต้องการช่วยเหลือน้องสาว ถึงกับสมคบคิดกับพระเจ้าเฟรดริค กิโยมที่ 2 แห่งปรัสเซีย ทำให้สมาคมจาโกแบงส์ และกลุ่มสมาคม จีรองแดงส์ ได้มีความเห็นร่วมกัน โดยอ้างออสเตรียกำลังหมิ่นฝรั่งเศส และเพื่อสร้างกระแสนิยมจากประชาชนฝรั่งเศสทั้งชนชั้นกลาง ชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่มานาน จากชนชั้นนายทุน ขุนนาง ศาสนจักร ทำให้สองสมาคมในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศสงครามกับประเทศออสเตรีย มีการปลุกกระแสรักชาติทั่วประเทศ ด้วยการพิมพ์ใบปลิว แจกจ่าย ทั่วประเทศ ให้ประชาชนที่เป็นคนดี รักชาติต้องสวมกำไร ผูกผ้าโพกหัว เป็นผ้าสามสี น้ำเงิน แดง ขาว สวมเสื้อลายธงชาติ มีการพิมพ์ข้อเขียนทับเสื้อออกมาขาย
“พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ออกไป”
“มวลมหาประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
เสื้อบางตัวก็มีถ้อยคำรุนแรง “นางกาลีบ้านกาลีเมือง ทำให้ชาติวิบัติ” “
“โง่จัง ไม่รู้ขนมปังชาวบ้านไม่มีจะกิน ให้ไปกินเค้กแทน”
วาทกรรมการสร้างกระแสรักชาติช่วยเติมน้ำมันเข้าไปใน กองไฟ เป็นสัญลักษณ์เพื่อสร้างกระแสรักชาติของพวกปฏิวัติ ทำให้พ่อค้าเร่ และพ่อค้ารายย่อย ทำสัญลักษณ์ออกมาขายแทบทุกเมือง โรงงานทอผ้าหลายโรงงานที่กำลังจะปิดตัวเพราะผลิตสินค้าแล้วขายไม่ออก ต้องรีบจ้างคนงานให้กลับมาทำงานด่วน เพื่อผลิตผ้าสีน้ำเงิน ขาว แดง ออกมา
เศรษฐกิจของฝรั่งเศสที่กำลังซบเซาเกือบทั้งประเทศ ก็ยังมีอุตสาหกรรมทำของที่ระลึก กำไร ผ้าสามสี ธงชาติฝรั่งเศส ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไฟสงครามกำลังลุกโชนขึ้นจากการปลุกปั่น ของพวกคลั่งชาติในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่สงครามกับมหาอำนาจอื่นในยุโรป ทั้งปรัสเซีย เยอรมัน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เดือนกันยายน ปี ค.ศ 1791 โดยมีแนวคิดให้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร อยู่ภายใต้อำนาจตุลาการ ทำให้อำนาจตุลาการยิ่งใหญ่ที่สุด มีการตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นายกเทศมนตรีของคอมมูนต่าง ๆ คำพิพากษาถือเป็นที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจประกาศสงครามกับประเทศต่าง ๆ ได้
ปลายเดือนตุลาคม อากาศกำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ร่วง สู่ฤดูหนาว อากาศกลับร้อนระอุขึ้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีประกาศผนวกรวมเมืองอะวินญงและบริเวณใกล้เคียงที่เป็นของนครรัฐวาติกัน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองอะวินญงและบริเวณใกล้เคียง นครรัฐวาติกัน เกิดไม่พอใจเริ่มเดินขบวนประท้วง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ แวร์จิโนด์ (Verginaud) จากกลุ่มสมาคม จีรองแดงส์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสขอให้ยึดทรัพย์ขุนนางชั้นสูง ที่ลี้ภัยไปอยู่ออสเตรีย รวมถึงขุนนางชั้นสูง พ่อค้าที่สนับสนุน พระเจ้าหลุยส์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินตามคำร้องขอของ แวร์จิโนด์ (Verginaud) เพื่อเป็นการแก้แค้นประเทศออสเตรียที่ประกาศสงคราม

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (70)

ที่ตลาดขายปลาชานกรุงปารีส โซฟีได้หยิบเอาใบปลิวสมาคมจาโกแบงส์ ที่แจกไปทั่วประเทศมาอ่าน และถามบักเคน
“คุณเคน มีความคิดเห็นอย่างไรกับใบปลิวของสมาคม จาโกแบงส์ เกี่ยวกับแนวคิดที่ต้องการล้มระบอบกษัตริย์ ล้มล้างระบบขุนนาง โดยเนื้อคำประกาศของสมาคม จาโกแบงส์ เขียนไว้ดังนี้ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยนับตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน เช่น 1.ทาสกับนาย ไพร่กับผู้ดี นายจ้างกับลูกจ้าง โดยจะมีคนหนึ่งเป็นผู้ข่มเหง และอีกคนหนึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหง 2.โลกของนายทุน ในโลกปัจจุบันเกิดชนชั้นใหม่ที่มีบทบาทในสังคมมาก ได้แก่ พวกนายทุน นายทุนเอาเปรียบชนชั้นแรงงานทุกวิถีทาง อำนาจของนายทุนคืออำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยกษัตริย์และผู้ปกครองก็อยู่ภายใต้อิทธิพลนายทุนด้วย 3.พวกนายทุนทั้งหลายมักเรียกร้องเสรีภาพ เช่น การค้าขายอย่างเสรี การแข่งขันเสรี แต่แท้จริงแล้วเป็นการเรียกร้องให้ตัวเองเอาเปรียบผู้อื่น 4.นายทุนเป็นพวกไร้ศีลธรรม มองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเพียงการสะสมเงินทอง ส่วนคุณค่าทางจิตใจ ความเมตตาปรานีหรือมนุษยธรรมแทบจะไม่มีอยู่ในสำนึกของนายทุน 5.ชนชั้นกรรมาชีพจะชนะนายทุนในที่สุด ในตอนแรกสังคมอาจมีหลายชนชั้น แต่สุดท้ายจะเหลือเพียงนายทุน และ กรรมาชีพ ซึ่งจะถูกนายทุนข่มเหงตลอดเวลา จนต้องรวมตัวเป็นสหภาพกรรมกร และกลายมาเป็นพรรคการเมือง จนมีอำนาจเอาชนะนายทุนได้ 6.ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ต้องล้มล้างทรัพย์สินส่วนตัว เพราะสิ่งนี้คือ สัญลักษณ์แห่งความเห็นแก่ตัวของนายทุน”
บักเคนได้หยิบใบปลิวมาอ่านสักพักก็ได้ตอบโซฟีว่า “นี่มันอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ชัด ๆ เลย”
“คุณเคนว่าอะไรนะ อะไรคือคอมมิวนิสต์” โซฟีทำสีหน้าสงสัย
บักเคนได้อธิบายให้โซฟีฟังว่า “ระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นระบอบการปกครองที่จะเกิดขึ้นในยุโรปเร็ว ๆ นี้ ตนเองบอกได้แค่นี้ เพราะเป็นลิขิตสวรรค์”
“ช่างมันเหอะ ระบบคอมมิวนิสต์อ่านดูก็ดีนะ แล้วเมื่อไหร่ฝรั่งเศสถึงจะเป็นคอมมิวนิสต์ คุณเคนทราบไหมคะ” โซฟีพยายามอ้อนถามบักเคน
บักเคนได้แต่เงียบ “ช่างเหอะ ใครก็ตามที่คิดจะปกครองหรือควบคุมตัวฉัน บุคคลผู้นั้นถ้าหากไม่ใช่ผู้กดขี่ ก็คือทรราชนั่นเอง” โซฟีได้พูดขึ้นลอย ๆ ให้บักเคนได้ยิน
รุ่งเช้า ควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยอ้อยอิ่ง ขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากแผ่นดินไหวสงบลง ที่พระราชวัง ตุล์เยรีส์ (Tuilleries) เงียบสงบหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อคืน คนดูแลห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ได้หลบหนีกลับไปดูเหตุการณ์ที่บ้านช่วงแผ่นดินไหวและกับมาตอนเช้าเพื่อปลุกพระเจ้าหลุยส์ เปิดประตูไม่พบพระเจ้าหลุยส์ กับเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด คนดูแล รีบเดินทางไปแจ้งข่าวให้ ลาฟาแยต ได้ทราบข่าว
“มีข่าวด่วนจะรายงานครับ” ท่านลาฟาแยต ซึ่งพึ่งเข้านอนหลังจากไปตรวจดูเหตุการณ์แผ่นดินไหว
“มีอะไรว่ามา” “พระเจ้าหลุยส์ กับเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดหลบหนีไปแล้วครับท่าน”
คนดูแลห้องบรรทมรายงาน “อะไรนะ พระเจ้าหลุยส์กับเชื้อพระวงศ์ หนีไปหมดแล้ว ใครเป็นทหารยามเมื่อคืน เรียกมาสอบสวนแล้วก็เจ้าทำไมไม่อยู่เฝ้า” เสียงตวาดของ ลาฟาแยต ใส่หน้าคนดูแลห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์
ทำให้สีหน้าของคนดูแลซีดเผือด ลาฟาแยต ได้สั่งให้ทหารรีบไปหาข่าวว่าพระเจ้าหลุยส์หลบหนีไปทิศทางใด
รถม้าโดยสารที่พระเจ้าหลุยส์ หลังจากวิ่งออกจากกรุงปารีส ได้วิ่งถึงเมือง ชาลง อ็อง ซ็อง ปาญ (Chalons-En Champagne)รถม้าได้เดินทางต่อไปเรื่อย ๆ มาถึงเมือง แซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) รถม้าที่นายดูร็อง นั่งอยู่ข้างหน้าข้างคนขับ ทหารยามที่เฝ้าประตูเมือง เคยประจำการที่พระราชวังแวร์ซายส์ จำได้ว่าคนนั่งข้างรถม้า คือพระเจ้าหลุยส์ ทหารยามที่เฝ้าเมืองจำพระเจ้าหลุยส์ ได้ ก็ทักทายเป็นปรกติ และถามว่า
“ท่านชื่ออะไร จะเดินทางไปไหน” พระเจ้าหลุยส์หรือนาย ดูร็อง ได้ตอบว่า
“ข้าชื่อดูร็อง กำลังเดินทางกับนายของข้าไปออสเตรีย” ทหารยามก็ได้พยักหน้าและพูดว่า “ก็ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัยนะท่าน โชคดี” แล้วทหารยามที่เฝ้าเมืองก็ปล่อยรถม้าของพระเจ้าหลุยส์ เดินทางเข้าไปในตัวเมืองโดยไม่ตรวจค้น
หลังจากเข้าตัวเมือง เมืองแซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) ในมณฑล ช็องปาญ ชาวบ้านเขตนี้เคยประทับใจ พระเจ้าหลุยส์ เมื่อครั้งเดินทางไปสู่ขอพระนางมารี อังตัวเนต พระเจ้าหลุยส์ ได้พำนักที่เมืองนี้สองคืน ได้จัดเลี้ยงฉลองให้กับชาวเมือง และสั่งให้ข้าราชการท้องถิ่นดูแลชาวเมือง ยกเว้นภาษี ให้สามปี เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานระหว่างพระองค์กับพระนางมารี อังตัวเนต พร้อมกับบูรณะศาลากลางเมืองให้กับเมือง แซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) เป็นอนุสรณ์ว่าพระองค์เคยมาพำนักที่เมืองนี้ และในวันนี้พระองค์ได้มาพำนักอีกครั้งแต่ไม่ได้มาในฐานะองค์กษัตริย์อันยิ่งใหญ่ แต่เป็นนักโทษการเมืองที่หลบหนีการกักกันของคณะปฏิวัติ
หลังจาก ลาฟาแยตได้สั่งทหารให้ติดตามพระเจ้าหลุยส์ พร้อมกับเชื้อพระวงศ์ที่หลบหนีจากพระราชวังตุล์เยรีส์ (Tuilleries) ได้เดินทางถึงเมือง แซ็งต์ เมอเนฮูลด์ (Sainte Menehould) ชาวเมืองได้กักตัวทหารที่ติดตามพระเจ้าหลุยส์เอาไว้ พร้อมปลดอาวุธและกักตัวไว้เพื่อมิให้ส่งข่าวไปยังปารีส และได้แจ้งข่าวร้ายให้กับ พระเจ้าหลุยส์ ให้รีบออกเดินทาง เพราะทหารทางการได้ติดตามมาถึงแล้ว พระเจ้าหลุยส์ กับพระนางมารี อังตัวเนต ถึงกับน้ำตาซึมถึงความจงรักภักดีของชาวเมือง
พระเจ้าหลุยส์ หรือนายดูร็อง กล่าวขอบใจชาวเมืองว่า “ข้าและพระนางมารี อังตัวเนต ขอขอบใจชาวเมืองทุกคน ที่รักและห่วงใยข้าพระมเหสีและเชื้อพระวงศ์ทุกคน น้ำใจของชาวเมืองที่มอบให้ข้า ขอจดจำไว้มิรู้ลืม วันใดที่มีโอกาสหวนคืนสู่ราชบังลังค์ ข้าจะกลับมายังเมืองนี้อีกครั้ง เมืองที่เต็มไปด้วยน้ำใจและความห่วงหาอาทร”
จบคำพูดกล่าวอำลาของพระเจ้าหลุยส์ ชาวเมืองหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ถึงกับร้องไห้โฮออกมา ด้วยความสงสารพระเจ้าหลุยส์ และเชื้อพระวงศ์ โดยมีบารงเดอเบรอเตย และ แฟรเซน ยืนเอามือเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารพระเจ้าหลุยส์
แฟรเซน ได้กล่าวกับพระเจ้าหลุยส์ว่า “ได้เวลารีบออกเดินทางกันดีกว่า หนทางยังอีกไกล เราต้องแข่งกับเวลาพะยะค่ะ ออกเดินทางไวก็ห่างความตายได้อีกนิดพะยะค่ะ”
พระเจ้าหลุยส์ พระนางมารี อังตัวเนต ได้เดินทางขึ้นรถม้า โดยมีนายดูร็องนั่ งอยู่ข้างสารถี รถม้าก็ได้เคลื่อนจากตัวเมืองแซ็งต์ เมอเนฮูลด์ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ระงมของชาวเมือง ที่สงสารองค์กษัตริย์อันเป็นที่รักและภักดีของชาวเมือง แม้คนเกือบ ทั้งประเทศจะจงเกลียดจงชังก็ตาม โดยไม่ได้สัมผัสอีกด้านหนึ่งของพระองค์ เพียงแต่ได้ยินข่าวลือ ใบปลิว โจมตี ชาวบ้านทั่วไปพร้อมที่จะเชื่อตามข่าวลือและใบปลิว ทำไมนะสังคมถึงเชื่อข่าวลือและใบปลิวมากกว่าจะสัมผัสข้อเท็จจริง การพูดจา เขียนโจมตีคน โดยที่เขาไม่รู้เรื่อง ข่าวลือบางครั้งแค่ได้ยิน ก็เพิ่มความรุนแรงของข่าวและกระจายข่าวจงเกลียดจงชังเพิ่มมากขึ้น ข่าวลือช่างทำร้ายคนแสนสาหัสนัก