บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 51-60

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (51)

ท่านเค้าท์ ฮาน เอื้อมมือหยิบปืนพกออกมาวางไว้บนหน้าตัก แล้วถามกัปตันอีกครั้ง
“กัปตันจะขายไหม ถ้าไม่ขายก็เอาลูกปืนไป อยากได้ลูกปืน หรืออยากได้เงิน”
ขณะที่พระนางมารี อังตัวเนต ก็ทรงนั่งเฉย ๆ แล้วตรัสกับท่านเค้าท์ ฮาน ลองเสนอจำนวนเงินให้กัปตันซิ บางที่เขาไม่กล้าเสนอราคา”
“ครับองค์หญิง” ท่านเค้าท์ ฮาน ตอบพระนางมารี อังตัวเนต
“ข้าให้เจ้าห้าหมื่นฟรังก์ พร้อมทองคำอีก 50 แท่งจะว่าอย่างไร”
“พระเจ้าช่วย” เจ้าหญิงเดอลอมบาลและเอ็มมาโรเอล อุทานพร้อมกัน และเอ็มมาโรเอล ได้กล่าวว่า
“เป็นจำนวนเงินมหาศาลมากนะกัปตัน ชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าจะมีปัญญาหาเงินได้มากขนาดนี้ได้หรือ เจ้าขายเพชรบลูไดมอนด์ให้พระมเหสี นะกัปตัน แล้วเอาเงิน เอาทองไป เจ้าได้ใช้อยู่กินสบาย ๆ ตลอดชีวิตของเจ้า”
เจ้าหญิงเดอลอมบาล ก็ทรงชอบเพชรบลูไดมอนด์ แต่ทรงเกรงพระทัยพระนางมารี อังตัวเนต ได้กล่าวเสริมว่า
“ขายเถอะกัปตันเอาเงินไปใช้ เจ้าเก็บเพชรไว้ก็ไม่ปลอดภัย เพราะข่าวมันจะแพร่กระจายออกไปว่ากัปตันมีเพชรบลูไดมอนด์”
กัปตันก็คิดหนัก เมื่อได้ฟังคำพูดของเจ้าหญิงเดอลอมบาล เพราะคนที่จะลอบทำร้ายตนเองก็คงจะมีแต่ขุนนางชั้นสูงเท่านั้น ชาวบ้านคงไม่มีปัญญาเพราะลำพังจะเอาตัวรอดจากความอดอยาก ก็ลำบากมากอยู่แล้ว คงไม่มีปัญญาจะมาแย่งชิงเพชรบลูไดมอนด์ กัปตันนั่งเงียบและนึกถึงอนาคตตนเองถ้าไม่ขายอาจจะมีอันตรายอย่างที่เจ้าหญิง เดอลอมบาลบอก แต่ถ้าขายตนเองก็เสียดาย
“ทำไมนั่งเงียบล่ะ ว่าอย่างไรจะขายหรือไม่ขาย ท่านเค้าท์ ฮาน ถามอีกครั้ง
“ขายก็ขายครับ” กัปตันตัดสินใจแล้วบอกออกไป
ท่านเค้าท์ ฮาน ได้พูดว่า “พูดง่าย ๆ มันก็จบ ไม่มีปัญหา ท่านเอ็มมาโรเอล ไปบอกทหารองค์รักษ์ของพระนางไปแจ้งให้รัฐมนตรีคลัง ให้จ่ายเงินกับทองคำให้กัปตันตามหนังสือลงลายพระหัตถ์ของ พระนางมารี อังตัวเนต”
เมื่อกัปตันได้เงิน พร้อมทองคำก็ได้เดินทางกลับ โดยท่านเค้าท์ ฮาน ได้สั่งให้ทหารราชองค์รักษ์จำนวน 50 คน คุ้มกันกัปตันเดินทางกลับเมืองมาเซย์ และบอกกับกัปตันว่า
“สัปดาห์หน้าตนจะให้ มาเรีย เดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกับกัปตัน อดใจรอสักอาทิตย์มาเรียจะไปใช้ชีวิตร่วมกับกัปตัน” ซึ่งกัปตันก็ได้กล่าวตอบ
“ขอบคุณท่านมากครับ”
หลังจากเดินทางถึงมาเซย์กัปตัน ผู้จัดการร้านได้บอกกัปตันช่วงไม่อยู่ ลูกค้าได้มาที่ร้านเยอะมาก กัปตันได้บอกผู้จัดการร้านว่า
“วันนี้ให้ปิดบาร์ ไม่รับแขก ตนเองจะเลี้ยง ทหารราชองค์รักษ์ทั้งหมดที่เดินทางมาเป็นเพื่อนกันตน”
“หลังจากคืนนี้ เมื่อเสร็จงานเลี้ยงให้จ่ายเงินค่าจ้างแรงงานล่วงหน้าแก่พนักงานเสริฟทุกคนเป็นจำนวน 7 วันพร้อมเงินพิเศษอีกคนละ 100 ฟรังก์ รวมทั้งตัวผู้จัดการเองด้วยและให้ปิดบาร์จำนวน 7 วัน ไม่ต้องมีใครอยู่เฝ้าที่ร้าน ตนเองจะอยู่เฝ้าเอง”
ผู้จัดการร้านทำหน้ายังกับถูกผีหลอก เพราะไม่เคยเห็นกัปตันใจดีอย่างนี้มาก่อนและรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องทำงานส่วนตัวและเดินไปบอกพนักงานทุกคน พนักงานทุกคนเมื่อได้ทราบข่าวก็ดีใจ บางคนก็กระโดดโลดเต้น ส่วนหญิงนั่งดริ๊งก์ ดีใจวันนี้ได้เงิน ไม่เปลืองตัวกับแขกที่มาเที่ยวแถมได้เงินค่าจ้างโดยไม่ต้องทำงานอีก 7 วันพร้อมเงินพิเศษ จะได้นำเงินนี้ไปหาผู้ชายมาสนองอารมณ์ จะเลือกผู้ชายตามใจฝัน
สาวนั่งดริ๊งก์หลายคนถูกใจกับทหารราชองค์รักษ์ หุ่นหล่อล่ำ ได้ชวนทหารราชองค์รักษ์ ไปนอนกันตนหลังจากเสร็จงานเลี้ยง ได้ปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่หลังถูกกดขี่ทางเพศมานานไม่มีสิทธิเลือกแขกที่มาเที่ยว
ในพระราชวังแวร์ซายส์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้โปรดให้เปิดการประชุมสภาขุนนางโดย เน็คแกร์ ผู้เป็นรัฐมนตรีคลัง ได้จัดการประชุมสภา ทางราชสำนักได้มีการผ่อนคลายด้วยการยอมรับให้ฐานันดรที่สาม มีจำนวนผู้แทนมากเท่ากับฐานันดรที่หนึ่งกับฐานันดรที่สองรวมกัน โดยฐานันดรที่หนึ่ง คือ พระ ขุนนางชั้นสูง ฐานันดีที่สอง คือ ผู้ดี พ่อค้าที่ร่ำรวย ข้าราชการ และบรรดาครู ผู้ดีไฮโซ และฐานันดรที่สาม (Slumdogs) คือ คนรากหญ้า แรงงานในโรงงาน คนหาเช้ากินค่ำ ชาวนาที่อาศัยอยู่กับขุนนาง โดยชนชั้นที่หนึ่งกับชนชั้นที่สองไม่ต้องเสียภาษี
ขณะที่ชนชั้นที่สามต้องเสียภาษีให้กับชนชั้นที่หนึ่งและราชสำนัก กฎหมายภาษีอากรแตกต่างกันทั่วฝรั่งเศสไม่ได้มีสองมาตรฐาน แต่มีหลายมาตรฐาน แล้วแต่ขุนนางแต่ละพื้นที่ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ มีหลายมาตรฐานเช่นเดียวกัน คนในเขตล็องด็ก เสียภาษีแตกต่างจากมาเซย์ หรือเบอระตาญ ถึงแม้การประชุมจะมีผู้แทนจากฐานันดรที่สามที่เป็นรากหญ้าเข้าร่วมประชุม แต่การนับคะแนนไม่ได้นับคะแนนหนึ่งคนหนึ่งเสียง
เพราะเสียงของคนรากหญ้าไม่มีความเข้าใจในการเมือง การปกครอง การบ้านบ้านเมือง ระบบเศรษฐกิจ เสียงของคน รากหญ้าถึงแม้จะมีเท่ากับสองฐานันดร แต่การนับคะแนนโหวต ไม่นับจำนวนผู้แทน ยังคงใช้หลักนับเป็นฐานันดรละ 1 เสียง ดังนั้น เมื่อฐานันดรเสนอข้อเรียกร้องในความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านอดอยาก การทำนา ปลูกมันฝรั่ง ข้าวสาลี ไม่ได้ผล ความแห้งแล้ง แต่เมื่อโหวตลงคะแนน ฐานันดรที่สาม ก็แพ้ทุกครั้ง เพราะมีเพียง 1 เสียง สมาคมลับฟรีเมสันได้แจกจ่ายใบปลิวโจมตีการให้ลงคะแนนเสียงของราชสำนักไม่ยุติธรรม เสียงของฐานันดรที่สาม ควรจะมีการนับคะแนนเป็นรายหัว ไม่ใช่นับรายฐานันดร
หลังจากงานเลี้ยงราชองค์รักษ์ผ่านพ้น กัปตันได้บอกคู่ซ้อม ที่เป็นสาวเสิร์ฟในบาร์ ว่าคืนนี้ตนจะนอนคนเดียวไม่ต้องปรนนิบัติเหมือนเช่นเคยให้กลับบ้านได้ งานเลี้ยงได้เสร็จสิ้นเกือบตีสาม ทุกคนได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ทหารราชองค์รักษ์ กัปตันเปิดโรงแรมให้นอนและให้เงินทหารราชองค์รักษ์คนละ 100 ฟรังก์ เป็นสินน้ำใจที่เดินทางร่วมกับตน และบอกว่า
“ตนเองต้องขอโทษด้วยที่พรุ่งนี้ไม่ได้ลุกไปส่งทหาร ราชองค์รักษ์เดินทางกลับ เพราะตนรู้สึกไม่ค่อยสบายอยากจะนอนพักผ่อนอยู่คนเดียวเงียบ ๆ”
ทหารราชองค์รักษ์นายหนึ่งได้บอกกับกัปตันว่า
“ขอให้กัปตันนอนหลับให้สบายไม่ต้องเป็นห่วง รุ่งเช้าพวกตนจะออกเดินทางกลับปารีสและขอบคุณที่จัดเลี้ยงให้อย่างดี”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (52)

รุ่งเช้าทหารราชองค์รักษ์ เดินทางกลับฝรั่งเศส และพนักงานในร้านก็เดินทางกลับบ้าน กัปตันหลังจากเสร็จงานเลี้ยงก็เขียนจดหมาย สี่ฉบับแรกเขียนถึง แลงมาเซย์ โดยเนื้อความในจดหมายถึง ผู้จัดการบาร์

อโกโก้
“ขอบคุณที่ผู้จัดการร้านได้ดูแลร้านได้ดี ตนเองขอยกบาร์ อโกโก้ให้ผู้จัดการร้านถ้าดำเนินกิจการต่อเนื่องได้ 10 ปี โดยในช่วงนี้ ให้ดำเนินการต่อผู้จัดการมีกรรมสิทธิ์ในร้าน โดยรายได้ที่หาหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ผลกำไรสิ้นปี ให้แบ่งปันผลกำไร ให้ผู้จัดการผู้จัดการ 5 ส่วน พนักงานในร้าน 1 ส่วน คุณเคน 1 ส่วน และอีก 3 ส่วนที่เหลือมอบให้ปิแอร์ เป็นทุนดำเนินการสมาคมลับ เพราะข้าทราบว่าปิแอร์เป็นหนึ่งในสมาคมลับ ที่ต้องการปลดปล่อย ประชาชนชั้นล่างให้มีสิทธิ์เสรีภาพ เขาควรนำผลกำไรที่ได้ไป จุนเจือสมาคมให้ดำเนินการต่อไปเป็นเวลา 10 ปี”
ส่วนฉบับที่สอง กัปตันเขียนถึง ปิแอร์ โดยเนื้อความในจดหมายมีว่า
“ปิแอร์ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นสมาชิกสมาคมลับ เพราะข้าเคยแอบไปดูในกระเป๋าของเจ้า เห็นตราสัญลักษณ์ของสมาคมลับ เป็นรูปไม้ฉากและวงเวียน ข้าจึงไม่ได้สอบสวนเจ้าเรื่องเกี่ยวกับสมาคมลับ เพราะข้าก็รู้ดี เพื่อนกัปตันเคยชวนข้าสมัคร แต่ข้าบอกว่าไม่ชอบ ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเพราะข้าเป็นพ่อค้า ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะมีปัญหาตามมาทีหลัง เพื่อนบอกว่า ใครได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสมาคมลับ ถือว่าเป็นสมาชิกสมาคมลับเหลือแต่พิธีกรรมสุดท้ายคือสาบานเป็นสมาชิก ข้าได้แต่บอกขอบใจเพื่อน และบอกว่าวันใดที่อยากจะสมัครจะบอกให้รู้ แต่ตอนนี้ไม่สมัคร แต่จะให้การสนับสนุนงานสมาคมเท่าที่ทำได้ เพียงขอเพื่อนอย่าได้บอกสมาชิกคนอื่นในสมาคม”
“แต่สุดท้ายข้าก็ถูกการเมืองเล่นงาน ดังนั้น ข้าจึงขอมอบเงินสดที่เหลือจากการขายเพชรบลูไดมอนด์ และทองคำ จำนวน 50 แท่งที่ตนเองได้วางไว้บนเพดานห้องให้เจ้า นอกจากนี้ผลกำไร ที่ผู้จัดการแลงมาเซย์ ได้ดำเนินกิจการผลกำไร 10 ปี ให้เจ้านำผลกำไรไปสนับสนุนสมาคม โดยให้นำเงินสดและทองคำเป็นทุนดำเนินการของสมาคมลับปลดปล่อยพี่น้องประชาชนจากการ ถูกกดขี่ ญาติมิตรของข้าที่เป็นคนรากหญ้า ให้มีอิสรเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกันทางสังคมและความคิด”
สำหรับฉบับสุดท้ายเขียนถึงบักเคน
“คุณเคน ข้าต้องขอโทษด้วย ที่ได้ปิดบังเจ้าเรื่องหนึ่ง เมื่อได้อ่านจดหมายฉบับนี้ข้าได้ลาจากโลกไปแล้ว ก็ขออโหสิกรรมนะ ข้าโกหกเจ้าเรื่องพลอยไพลิน มันไม่ใช่พลอยไพลินแต่เป็นเพชร บลูไดมอนด์ที่มีค่ามหาศาล ข้ารักในเพชรบลูไดมอนด์ ตั้งแต่ แรกเห็นจึงไม่อยากเสียมันไป จึงโกหกเจ้าว่าเป็นพลอย และมอบเพชรให้เจ้าไป ซึ่งเพชรก็มีค่ามาก แต่วันนี้เพชรบลูไดมอนด์เป็นของพระนางมารี อังตัวเนต ทรงให้ขุนนางซื้อไปจากข้า ข้าไม่อยากขายแต่ก็โดนข่มขู่ ไม่มีใครขัดใจขุนนางชั้นสูงได้ ถ้าข้าไม่ขาย คงไม่ได้กลับมาเซย์”
“เมื่อขายไป อย่างน้อยข้าก็ได้กลับมาตายที่ร้านและได้เขียนจดหมายถึงท่าน ขอพระผู้เป็นเจ้า อวยพรให้ท่านโชคดีได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของท่านที่จากมา ขอให้ปาฏิหาริย์จงบังเกิดแต่ท่านนะ ถ้าเจ้าไม่ได้กลับก็ให้อาศัยอยู่และทำงานกับผู้จัดการร้านแลงมาเซย์ โดยผลกำไรจากบาร์ มอบให้เจ้าหนึ่งส่วน หรือถ้าเจ้าไม่ทำ สิ้นปี ข้าจะให้ผู้จัดการนำเงินผลกำไรไปมอบให้ทุกปี เป็นเวลา 10 ปี สุดท้ายนี้ข้าก็ดีใจที่มีเพื่อนจากสยาม ที่เป็นคนเก่งและรอบรู้ในทุกสิ่ง”
ส่วนจดหมายฉบับสุดท้ายกัปตันได้เอามีดพกมากรีดที่นิ้ว และเขียนจดหมายด้วยเลือด
“ข้าขอสาปแช่งผู้ที่บังคับให้ข้าต้องพลัดพรากจากสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ที่ข้ารัก จงมีอันเป็นไป ใครที่ครอบครองสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ของข้าจงประสบแต่ความวิบัติทุกคน สร้อยเพชรเส้นนี้อยู่ที่ใด ขอให้สถานที่เก็บสร้อยเส้นนี้จงมีแต่ความวุ่นวาย และหายนะ”
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จกัปตันได้เดินไปห้องน้ำแล้วเอาเชือกผูกคอตัวเองกับขื่อในห้องน้ำ ดวงวิญญาณของกัปตันหลุดลอยออกจากร่าง เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณห้อยต่องแต่งอยู่ในห้องน้ำ และตำนานสะท้านโลก
ในวันที่สามแลงมาเซย์ ผู้จัดการร้านได้กลับมาที่ร้านพร้อมกับพนักงานอีกสิบคน เพื่อเตรียมตัวเปิดร้าน หลังจากกัปตันให้หยุดบาร์
อโกโก้เจ็ดวัน ยังเหลืออีก สี่วันที่จะเปิดร้านแต่ผู้จัดการและพนักงานบางส่วนได้กลับมาเตรียมร้าน ทั้งตกแต่งจัดร้านใหม่ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ในวันเปิดร้านหลังจากหยุดไปเจ็ดวัน
พอเปิดร้านทุกคนได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากร้าน ผู้จัดการได้บอกพนักงานให้ไปสำรวจว่ากลิ่นมาจากที่ใด
“ผู้จัดการมานี่ กัปตันผูกคอตายในขื่อในห้องน้ำ” พนักงานร้องบอกผู้จัดการ
ทุกคนเมื่อได้ยินเสียงร้องของพนักงานรีบวิ่งไปยังห้องน้ำ ภาพที่เห็นกัปตันผูกคอตายกับขื่อห้องน้ำ ลิ้นจุกปาก ทุกคนปิดจมูกเพราะกลิ่นซากศพโชยมาจากร่างของกัปตัน หนอนกำลังไต่ยั้วเยี้ยเต็มร่างของกัปตัน พนักงานใจกล้าได้เอาโต๊ะ มาปีนเพื่อปลดเชือกที่ห้อยกัปตันและนำร่างของกัปตันวางลงกับพื้น พนักงานหลายคนหลั่งน้ำตาต่อการจากไปของกัปตัน หลายคนนึกไม่ถึงว่าการไปพักของพวกตนต้องลาจากกัปตันตลอดกาล


ที่กรุงปารีสมีประกาศของนายเรไวยง ได้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มลูกจ้างโรงงานมีประมาณ 400 คน ซึ่งทุกคนเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ ต้องผ่านฤดูหนาวที่หนาวเหน็บจากลูกเห็บตกหนัก และขนมปังที่เป็นอาหารราคาแพงขึ้น
อเล็กซ์ หัวหน้าคนงานได้สั่งให้พนักงานที่ประท้วงจุดไฟเผาโรงงานทำลายบ้านของนายเรไวยง การก่อความวุ่นวาย มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก บักเคนเห็นสถานการณ์กำลังวุ่นวายจึงรีบบอกปิแอร์และคนขับรถม้าให้รีบออกเดินทาง กลัวโดนลูกหลง ถ้าเกิดความวุ่นวายจะไม่รู้ใครเป็นใคร คนขับรถม้าได้ลงแส้ม้าและรีบขับรถม้าออกไป เหลือแต่ความวุ่นวายเหตุการณ์จลาจลที่โรงงานทำกระดาษวอลเปเปอร์ เป็นความวุ่นวายชานกรุงปารีสเป็นครั้งแรกของการปฏิวัติฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (53)

บักเคนและปิแอร์รีบเดินทางเข้าฝรั่งเศสและมุ่งไปยังตลาดขายปลา บูโลนญ์ ซูร์ แมร์ ซึ่งเป็นที่พำนักของสมาคมลับ เมื่อเดินทางถึงที่พักใกล้กับตลาดขายปลา อังตวน เล อ๊ง เดอ แซงต์ จูสต์ สหายสนิทหน้าตาดีของโรเบสปิแยร์ได้ออกมาต้อนรับ ปิแอร์ได้ตรงเข้าไปสวมกอด แซงต์ จูสต์ เพื่อนของบิดา “สวัสดีท่านแซงต์ จูสต์ ผมยินดีที่ได้พบท่าน”
“ว่าไงปิแอร์ สบายดีไหม พ่อเจ้าฝากอะไรมาถึงข้าบ้าง”
แซงต์ จูสต์เอ่ยปากถามปิแอร์
“พ่อไม่มีอะไรฝากถึงท่านอีกไม่นานพ่อจะมาพบท่านครับ” ปิแอร์ตอบ แซงต์ จูสต์
“ดีข้าก็คิดถึงพ่อเจ้ามาก ปิแอร์นั่นใครหรือที่มากับเจ้า”
“ขอโทษทีท่าน แซงต์ จูสต์ นี่คุณเคนจากสยามเพื่อนผม” ปิแอร์แนะนำบักเคนให้ แซงต์ จูสต์ ได้รู้จัก
“ยินดีได้รู้จักท่านครับ ท่านแซงต์ จูสต์” บักเคนได้ยื่นมือไปสัมผัส
“ยินดีได้รู้จัก คุณเคน” แซงต์ จูสต์ได้ตอบบักเคน พวกเราเข้าที่พักก่อน อาบน้ำแล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ ตอนทานเย็นนี้
“ครับ” ปิแอร์และบักเคนตอบพร้อมกัน
แซงต์ จูสต์ใด้ให้คนรับใช้นำปิแอร์และบักเคนไปพักผ่อน ยังห้องที่นางได้เตรียมไว้สำหรับรับแขกคนสำคัญของท่าน แซงต์ จูสต์
หลังจากอาบน้ำเสร็จ บักเคนได้ถามปิแอร์ว่า “ปิแอร์ทำไมท่านแซงต์ จูสต์ ทำไมหน้าตายังเด็กอยู่เลย แถมหน้าตาดีซะด้วย ถ้าผมเป็นผู้หญิงนะคงจะชอบท่านแซงต์ จูสต์ แน่นอน” บักเคนบอกปิแอร์
“อ๋อ ท่านแซงต์ จูสต์ ผมคิดว่าอายุคงไล่เลี่ยกับท่านนะ” ปิแอร์ตอบบักเคน
“อะไรนะท่านบอกว่า ท่านแซงต์ จูสต์ อายุไล่เลี่ยกับผมหรือ”
บักเคนตอบปิแอร์ “แล้วบิดาท่านไปรู้จักท่านแซงต์ จูสต์ ได้อย่างไรท่านแซงต์ จูสต์ เป็นสมาชิกของสมาคม และบิดาได้สนับสนุนให้เป็นเลขาคนสนิท” ปิแอร์ได้บอกบักเคน
ซึ่งบักเคนก็ได้รับรู้และไม่ได้สงสัยอะไรอีกต่อจากนั้นก็ได้ ลงไปรับประทานอาหารกับท่านแซงต์ จูสต์ ในระหว่างรับประทานอาหาร แซงต์ จูสต์ ได้เล่าสถานการณ์ในปารีสให้ปิแอร์และบักเคนฟังว่า
“ตนเองได้ไปรวบรวมประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ข้าราชการท้องถิ่น พ่อค้าเร่ ครู และพ่อค้าในตลาดในหลาย ๆ เมืองรวมทั้งปารีสให้มาก่อตั้งสมาคมสหายรัฐธรรมนูญ (La Socie’Te’ Des Amis De La Constitution) โดยประชาชนที่เคยได้ยินเรื่องราว ที่บิดาของปิแอร์ว่าความในศาลแล้วชนะคดีเกิดความศรัทธาในตัวบิดาของปิแอร์มาก เนื่องจาก โรเสปิแยร์ เคยว่าความให้นายเดอวิสเซรี ที่เมืองแซ็ง โต แมร์ ได้ติดสายล่อฟ้าไว้ที่หลังคาบ้าน เพื่อแสดงให้เพื่อนบ้านทั้งหลายได้ทราบ และเลิกเชื่องมงายว่าฟ้าผ่าเกิดจากพระผู้เป็นเจ้าพิโรธ ตัวนายเดอวิสเซรี่ เป็นผู้รู้ดีในเรื่องไฟฟ้าเช่นเดียวกับ เบนจามิน แฟรงคลิน ในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองด้วยการทำสายล่อฟ้าให้เป็นรูปดาบโบราณแบบสองคม และเป็นแบบที่เทพแห่งความยุติธรรมถือประจำ และได้ชี้ปลายดาบขึ้นสวรรค์ ท้าทายเทพเจ้าทั้งปวงให้ฟ้าผ่าลงมาเลย ซึ่งเพื่อนบ้านเห็นการกระทำของนาย นายเดอวิสเซรี บังอาจท้าทายเทพเจ้า ได้ทำบัญชีร้องเรียนต่อกรมเมือง แซงโตแมร์”
แซงต์ จูสต์ ได้เล่าต่อว่า “คณะกรรมการประจำเมืองเมื่อทราบข่าวก็หวาดกลัว และกลัวพระผู้เป็นเจ้าจะพิโรธ และฟ้าผ่าทำลายบ้านเมือง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงย่างกับเมืองอื่น ๆ จึงได้มีคำสั่งนายเดอวิสเซรี ถอดเอาสายล่อฟ้าออก ซึ่งนายนายเดอวิสเซรี ได้ไปฟ้องต่อศาลระดับมณฑล บ้านของบิดาของปิแอร์ ในเวลานั้น บิดาของปิแอร์เป็นทนายที่สำนักงานของทนาย บุสสาร์ตได้รับคดีนี้ มาทำ เพราะไม่มีใครกล้าทำ เพราะหวั่นเกรงในอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งบิดาของปิแอร์เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงนายเดอวิสเซรี ได้เดินทางไปสหรัฐเพื่อพบกับเบนจามิน แฟรงคลิน เพื่อเอาผล การทดลอง ที่เบนจามิน แฟรงกลินได้ทดลองเอาไว้มายื่นต่อศาลว่าฟ้าผ่าผ่านสายล่อฟ้าได้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน”
“หนังสือพิมพ์ในปารีสได้ตีข่าวครึกโครม แพร่สะบัดไปทั่วฝรั่งเศส ทำให้ให้นายเดอวิสเซรี ชนะคดี และบิดาของปิแอร์ได้รับฉายา ผู้ช่วยให้มนุษย์ล่อฟ้ารอดจากการถูกแขวนคอ”
แซงต์ จูสต์ ได้เล่าอีกว่า “หลังจากข้าได้ยินข่าวว่าท่าน โรเบสปิแยร์ทำคดี สายล่อฟ้าชนะคดี จึงเกิดความศรัทธา ได้เดินทางมาพบและขอเรียนรู้งานจากท่าน เพราะข้ากำลังเรียนกฎหมาย ต้องมาเรียนรู้กับคนเก่งและเรียนรู้ของจริง เพื่อจะได้เป็นทนายความที่เก่งเหมือนกับท่านโรเบสปิแยร์”

*********************************** เมื่อนำศพกัปตันลงมาแล้วได้แจ้งข้าราชการท้องถิ่นเมือง มาเซย์ถึงการเสียชีวิตของกัปตัน จากการผูกคอตายและได้ไปเชิญบาทหลวงมาทำพิธีฝังกัปตันภายในวันนั้น

ผู้จัดการและพนักงานสองสามคนได้เข้าไปในห้องกัปตัน และพบจดหมายที่กัปตันเขียนใส่ซองและจ่าหน้าซองจดหมายถึง แลงมาเซย์ ปิแอร์ และบักเคน ผู้จัดการได้เห็นกระดาษอีกใบวางอยู่บนตัวหนังสือสีแดงเริ่มซีด แลงมาเซย์ได้หยิบขึ้นมาอ่านและพูดว่า
“ นี่จดหมายของกัปตันเขียนด้วยเลือดของกัปตัน”
“ไหนท่านผู้จัดการลองอ่านดัง ๆ ให้พวกเราฟังหน่อย” พนักงานของร้านได้พูดพร้อมกัน
“ได้ ข้าจะอ่านให้ฟัง”
“ข้าขอสาปแช่งผู้ที่บังคับให้ข้าต้องพลัดพรากจากสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ที่ข้ารัก จงมีอันเป็นไป ใครที่ครอบครองสร้อยเพชรบลูไดมอนด์ของข้าจงประสบแต่ความวิบัติทุกคน สร้อยเพชรเส้นนี้อยู่ที่ใด ขอให้สถานที่เก็บสร้อยเส้นนี้จงมีแต่ความวุ่นวาย และหายนะ”
เมื่อผู้จัดการอ่านจดหมายจบก็วางจดหมายลงบนโต๊ะ ฉับพลันลมได้พัดมาอย่างรุนแรงเข้ามาในห้องนอนของกัปตันและดันหน้าต่างอีกบานฝั่งตรงข้ามให้เปิดออก ลมที่พัดมาอย่างรวดเร็วได้พัดพากระดาษที่เต็มไปด้วยคำสาปแช่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้ทุกคนพากันขนลุก และนึกว่ากัปตันคงโกรธแค้นสุดขีด ถึงบันดาลให้ลมพัดกระดาษที่สาปแช่งให้หายไป ทุกคน สีหน้าซีดและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน และพากันนึกไปต่าง ๆ นานา ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีก เพราะทุกวันนี้บ้านเมืองก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ การประท้วงเกิดขึ้นบ่อยครั้งตามเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะปารีส มีโรงงานอุตสาหกรรมหลายโรงถูกเผา ประชาชนเริ่มประท้วง และใบปลิวลึกลับก็กระจายไปทั่วทั้งประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ในฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (54)

โซฟีได้เดินทางด่วนเข้ามาที่กรุงปารีสเมื่อได้รับจดหมายจากพิราบสื่อสาร เพื่อรวมประชุมด่วนที่บ้านของแซงต์ จูสต์ ขณะเดียวกันกัน โรเบสปิแยร์ก็ได้รับจดหมายเรียกประชุมจากพิราบสื่อสารก็รีบเดินทางมาที่ปารีสด้วย
หลังจากสามวันผ่านไป ทั้งโซฟีและโรเบสปิแยร์ได้เดินทางถึงปารีส ขณะเดียวกันแลงมาเซย์ ผู้จัดการบาร์อโกโก้ได้เดินทาง เข้ามายังเมืองมาเซย์เพื่อส่งไปรษณีย์แจ้งข่าวร้ายให้ปิแอร์และ บักเคนได้ทราบที่เมืองอาราสบ้านของปิแอร์ ก่อนออกเดินทาง บุรุษไปรษณีย์ได้นำจดหมายที่ส่งถึงปิแอร์และบักเคนมามอบให้ โรเบสปิแยร์ เมื่อได้รับจดหมายจ่าหน้าซองถึงบุตรชายและบักเคนเพื่อนของบุตรชายได้นำจดหมายติดตัวไปมอบให้ปิแอร์และบักเคนด้วยแต่ตนเองก็ได้รับจดหมายเรียกประชุมที่สภาฐานันดรที่ปารีสในวันเดียวกันและต้องการทราบความคืบหน้าของราชสำนักและชนชั้นสูงจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ จึงได้ฝากจดหมายกับคนขับรถม้าเอาไปให้บุตรชายและบักเคน
ในห้องประชุมลับที่บ้านของ แซง จูสต์ หลังจากระดับผู้บริหารมาประชุมกันครบ ประกอบด้วย โซฟี ปิแอร์ และบักเคน ที่ถือเป็นสมาชิกสมทบกิตติมศักดิ์และระดับหัวหน้าหน่วยอีก 3 คน ขาดแต่ โรแบสปิแยร์ไม่ได้เข้าประชุม เพราะวันนี้สภาฐานันดรได้มีวาระการประชุม เนื่องจากโรแบสปิแยร์ว่าความให้มนุษย์ล่อฟ้า รอดจากการถูกแขวนคอ จนโด่งดังทั่วประเทศทำให้ได้รับ การเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาฐานันดรในฐานะตัวแทนที่สาม
ก่อนเข้าประชุมคนขับรถม้าได้มอบจดหมายให้ปิแอร์และ บักเคน ทั้งสองคนได้เปิดอ่านจดหมายแล้วก็เสียใจที่กัปตันได้มาจบชีวิตก่อนวัยอันสมควร บักเคนได้บอกกับปิแอร์ว่า
“ผมได้อโหสิกรรมให้กับกัปตันในเรื่องเพชรบลูไดมอนด์” ปิแอร์ก็พูดตอบบักเคน
“ผมก็เสียใจและจะทำตามคำสั่งเสียของกัปตัน คุณเคนถ้าคุณไม่ไปอยู่ที่บาร์อโกโก้กับแลงมาเซย์ก็มาอยู่กับผมก็ได้ หลังจากเรื่องราวในประเทศมันสงบลง ผมว่าจะไปเที่ยวไอร์แลนด์และ จะแนะนำให้รู้จักเพื่อนที่สนิทกันมากของผมทีโอบาลด์ วูล์ฟ ที่ดับลิน”
บักเคนได้ถามปิแอร์ “แล้วคุณปิแอร์รู้จัก คุณวูล์ฟ ได้อย่างไร”
ปิแอร์ได้เล่าให้ฟังว่า “เรือของกัปตันได้แวะที่เมืองท่าดับลินไอร์แลนด์ กัปตันชวนผมและลูกเรืออีกสองคนไปกินเหล้าที่ผับหน้าท่าเรือ แล้ว วูล์ฟได้เดินมาทักทายขอชนแก้วและนั่งคุยด้วย ซึ่งวูล์ฟได้คุยว่าจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยทรินิตี้ที่ดับลินและกำลังจะสอบเป็นพนักงานอัยการ ซึ่งวูล์ฟคุยสนุกพวกเราคุยกันหลายเรื่องสุดท้ายวูล์ฟชวนกัปตันไปเที่ยวซ่องแถวถนนแกรฟตัน ส่วนผมขอกลับไปที่เรือ
เมื่อได้เวลาประชุม แซง จูสต์ ได้รายงานถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ว่า
“พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ทรงเรียกประชุมและได้แก้ไขกฎระเบียบใหม่ เพื่อลดปัญหาความไม่พอใจของคนรากหญ้า ด้วยการเพิ่มสัดส่วนผู้แทนในสภาฐานันดร ประกอบด้วยฐานันดร ที่หนึ่ง ตัวแทนศาสนจักร จำนวน 291 คน ฐานันดรที่สอง ตัวแทนจากขุนนางชั้นสูง จำนวน 270 คน และตัวแทนฐานันดรที่สาม พวกรากหญ้า (Slumdogs) อีก 578 คน รวมผู้แทน 1,139 คน โดยมีระเบียบการต่างกายในการเข้าประชุม ดังนี้ พวกฐานันดรที่สาม แต่งชุดดำ ฐานันดรที่สอง ชุดดำแต่แขนเสื้อมีดิ้นทองและสวมหมวกขนนก ฐานันดรที่หนึ่ง (ศาสนจักร) แต่งกายตามสมณศักดิ์ ในรูปแบบศาสนจักร ซึ่งทางราชสำนักได้ออกระเบียบนี้มา เพื่อให้จำแนกตัวแทนชนชั้นได้ชัดเจน เพราะผู้แทนมันเยอะ ถ้าใส่ชุดเหมือนกัน จะไม่สามารถแยกได้ชัดเจน และให้มีการนับคะแนนแบบเดิม คือ ฐานันดรละหนึ่งเสียง ซึ่งเรืองประชุมต้องรอโรแบส ปิแยร์ เล่าให้ฟัง
แซง จูสต์ กล่าวว่า “ที่เรียกประชุมด่วน เพราะสถานการณ์บ้านเมืองกำลังส่อเค้าวุ่นวาย เราจะรอให้ผลแอบปริคอตมันสุก แล้วร่วงหล่นมาเองไม่ได้ พวกเราต้องเขย่าต้นเพื่อให้ผลแอลปริคอตมันหล่นให้เร็วขึ้นกว่ากำหนด จึงได้เรียกพวกท่านมาประชุมหารือเพื่อหาแนวทางในการดำเนินงาน เรื่องใหญ่อีกเรื่อง คืองบประมาณในการเคลื่อนไหว ไม่สามารถระดมทุนจากชาวบ้านได้มากนัก เพราะชาวบ้านเจอภัยแล้ง ภัยหนาว ผลผลิตตกต่ำ จากลูกเห็บ ไม่มีทุนทรัพย์จะบริจาคให้สมาคมเคลื่อนไหว และเงินทุนจากสหรัฐอเมริกาที่พวกเราไประดมทุนก็ได้มาพอสมควร แต่ยังขาดอีกจำนวนมากเพราะสมาคมต้องใช้เงินจำนวนมาก จ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์ใบปลิวและโปสเตอร์ และต้องจ่ายค่าจ้างม๊อบบางส่วนให้เดินขบวนตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องจาก ราชสำนัก ใครมีอะไรจะเสนอไหม”
โซฟีได้เสนอว่า “ควรจะให้สมาชิกสมาคมไปขอรับ การสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป” ส่วนปิแอร์ได้ยกมือขอเสนอความเห็น
“อดีตเจ้านายผมผู้เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายได้ยกมรดกให้สมาคมเรา สี่หมื่นห้าพันฟรังก์ ทองคำอีก 50 แห่ง”
ทุกคนในที่ประชุม ส่งเสียงฮือฮาและไตร่ถามปิแอร์กันเซ็งแซ่ว่าเจ้านายของปิแอร์ที่ใจดีมอบเงินมหาศาลให้ชื่ออะไร ทำไมถึงมีเงินมากมายมหาศาล สามารถบริจาคให้สมาคมได้” ปิแอร์ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า “อดีตเจ้านายตนชื่อ กัปตันจอนห์นี่ เซเลเยอร์ นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่และเจ้าของกิจการบาร์อโกโก้แห่งแรกของฝรั่งเศสได้ตัดสินใจมอบเงินและทองดังกล่าวให้สมาคม เพราะก่อนกัปตันตายได้บอกตนเองว่า ตัวกัปตันอยากจะเป็นสมาชิกสมาคมในอนาคต เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อม แต่ยินดีให้การสนับสนุน แต่กัปตันต้องมาผูกคอตายเพราะความรักในสร้อยเพชรบลูไดมอนด์” ที่ประชุมยิ่งส่งเสียงฮือฮาดังยิ่งกว่าเก่า ส่วนแซง จูสต์ ที่นั่งถึงกับอ้าปากหวอตกตะลึงในเรื่องเล่าไม่นึกว่ามันจะมีจริงเรื่องสร้อยเพชรบลูไดมอนด์
“ก็นับเป็นโชคดีของสมาคมที่ได้รับการบริจาคจากกัปตัน ที่ล่วงลับไปแล้ว ทางสมาคมจะนำเงินบริจาคไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของกัปตัน” แซง จูสต์ ได้บอกที่ประชุม และบักเคนได้ยกมือขึ้นเพื่อขอพูด
“เอ้าเชิญ คุณเคน”
“ขอประทานโทษครับ ผมเคนเพื่อนของกัปตัน ผมศรัทธา ในอุดมการณ์ของสมาคมที่ต้องการปลดปล่อยเสรีภาพให้แก่ประชาชนชาวฝรั่งเศส ผมขอมอบเพชรให้หนึ่งเม็ดเพื่อที่สมาคม จะได้มีเงินทุนในการเคลื่อนไหวการจ้างม๊อบ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (55)

บักเคนกล่าวว่า “เพชรเม็ดนี้ไม่มีประโยชน์ต่อผมเท่ากับประชาชนฝรั่งเศสที่ยากไร้ ผมไม่เสียดายที่มอบเพชรให้กับสมาคมทรัพย์สมบัติ เพชร เงิน ทองเป็นของกัปตัน อย่างน้อยก็เป็นทุนรอนในการต่อสู้ความไม่ยุติธรรมในสังคม ทุกคนในที่ประชุมพากันปรบมือให้กับบักเคนในความเสียสละให้กับประเทศฝรั่งเศส แม้เขาจะเป็นคนสยาม มาจากต่างบ้านต่างแดน แต่ทนดูพี่น้องประชาชนถูกกดขี่ไม่ได้
“ขอบคุณค่ะคุณเคนที่ได้สละทรัพย์เพื่อการปลดปล่อยประชาชนฝรั่งเศสสู่เสรีภาพ” โซฟีได้กล่าวขอบคุณบักเคน
แซง จูสต์ ได้บอกทุกคนลองฟังร่างคำประกาศสิทธิมนุษยชนที่ตนเองร่างขึ้นมา “ผู้แทนปวงชนชาวฝรั่งเศส อันประกอบด้วยรัฐสภาแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่าความโง่เขลาก็ดี การละเลยหลงลืมก็ดี หรือการดูหมิ่นสิทธิมนุษยชนก็ดี เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ยากของประชาชนทั่วไปและการฉ้อราษฎร์บังหลวงในรัฐบาลต่าง ๆ ทั้งด้านนโยบาย การเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม การเก็บภาษีแตกต่างกัน อภิสิทธิชนที่ปกครองพวกเรา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ พวกเรามวลมหาประชาชนจึงลงมติให้บัญญัติเรื่องสิทธิตามธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมนุษย์ไว้ในคำประกาศนี้ เพื่อประกาศนี้จะเตือนบุคคลทุกหมู่เหล่าในสังคมอยู่เป็นอาจิณ ให้รู้ถึงสิทธิแห่งตนและหน้าที่ของตนไม่ลืมเลือกการปฏิบัติอำนาจนิติบัญญัติกับการปฏิบัติในอำนาจการบริหาร จะได้ถูกนำมาเปรียบเทียบทุกเมืองกับจุดมุ่งหมายของสถาบันการเมืองก็จะเป็นที่น่าเคารพยิ่ง
มวลมหาประชาชนจะอาศัยความเรียบง่ายที่จะโต้แย้งมิได้ และจักมุ่งธำรงซึ่งรัฐธรรมนูญและความสุขของมวลมหาประชาชน”
“ร่างได้ดีค่ะ”
โซฟีได้ตอบ แซง จูสต์ “ผมว่าเมื่อเราปฏิวัติสำเร็จจะได้ประกาศร่างนี้”
ทุกคนที่อยู่ในห้องพากันปรบมือสนับสนุน “และผมได้บอก บิดาให้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อใช้บังคับ ประกอบด้วย มาตรา 1 มนุษย์ทุกคนเกิดมาและมีชีวิตอยู่อย่างเสรี เท่าเทียมกันในสิทธิ ความแตกต่างทางสังคมจะก่อตั้งขึ้นได้ก็ด้วยผลประโยชน์ร่วมสำหรับมวลมหาประชาชนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นประกาศยกเลิกอภิสิทธิของคนสองชนชั้น และในมาตรา 6”
“ผมได้ใส่แนวคิดของ ฌองค์ ฌาคส์ รุซโซ่ เข้าไปด้วย ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิที่จะถูกบังคับใช้ด้วยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยการส่วนตัวหรือผ่านผู้แทนกฎหมายต้องใช้เสมอภาคกันทุกคน ไม่ว่าในกรณีคุ้มครองหรือในกรณีลงโทษ และพลเมืองทุกคนจะต้องเสมอภาคกันในอันที่จะรับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ในภาครัฐตามความสามารถของตน โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นนอกจากคุณสมบัติและฝีมือ และบิดาได้ใส่แนวความคิดของ มงเตสกิเออ เข้าไปในหลายมาตรา เช่น มาตรา 16 สังคมใดไม่รักษากฎหมาย ไม่แบ่งแยกอำนาจปกครอง สังคมนั้นหามีรัฐธรรมนูญไม่”
“การปกครองบ้านเมืองจะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ มีความเสมอภาคกันในอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และอำนาจตุลาการ” ที่ประชุมชื่นชมในคำประกาศร่างสิทธิมนุษยชนที่ แซง จูสต์ และโรแบสปิแยร์ ได้ร่วมกันร่างขึ้นมา”


“หลังจากได้สร้อยเพชรบลูไดมอนด์ พระนางมารี อังตัวเนต รู้สึกมีความสุขที่ได้สวมสร้อยออกงานเลี้ยงอยู่บ่อย ๆ งานเลี้ยงที่จัดทุกครั้งจะมีท่าน เค้าท์ ฮาน มาร่วมงานทุกครั้ง และในคืนนี้พระนางได้ปลอมพระองค์ปิดบังฐานะที่แท้จริงไปร่วมงานเลี้ยงของเพื่อนท่าน เค้าท์ ฮาน ซึ่งเป็นงานเลี้ยงเหล่าผู้ดี พระนางสวมหน้ากากสีดำ และในงานเลี้ยงนั่นเอง หลังจากงานเลี้ยงจบ พระนางมารี อังตัวเนตก็ได้ขึ้นม้าคู่กับท่าน เค้าท์ ฮาน มุ่งตรงไปยังปราสาทของท่านเค้าท์ ฮาน ในปราสาทของท่าน เค้าท์ ฮาน ในห้องรับประทาน แสงเทียนส่องแสงต้องโคมที่ทำจากคริสตอล ส่องประกายแวววับ ท่าน เค้าท์ ฮาน ได้ชนแก้วไวน์กับพระนางมารี อังตัวเนต ต่อจากนั้นท่าน เค้าท์ ฮาน ได้จูบพระนางมารี อังตัวเนต พระนางส่งเสียงงึมงำในลำคอ ผิวแก้มเนียนนุ่มเป็นสีแดงเพราะฤทธิ์ไวน์ ท่าน เค้าท์ ฮาน ต้องซุกไซร้ปลายจมูกสลับกับประพรมจูบอย่างเพลิดเพลิน ทำให้พระนางมารี อังตัวเนต เกิดอาการเสียวซ่านระคนจั๊กจี๊ ร่างของพระนาง ขนลุกเกรียวเมื่อฟันของท่าน เค้าท์ ฮาน ขบเบา ๆ กับติ่งหูของ พระนาง ก่อนริมฝีปากจะไล่ไปเรื่อยตามซอกคอที่ขาวนวล สร้างความสยิวเสียวซ่านทำให้พระนางต้องเผลอครางออกมาเบา ๆ
“ไม่ทำแบบนี้” พระนางพูดเหมือนละเมอ
ดวงตาฉ่ำปรือเพราะฤทธิ์ไวน์ ร่างของท่าน เค้าท์ ฮาน ได้เบียดร่างเข้าหาพระนางจนพระนางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แข็งแกร่ง แนบชิดอยู่ตรงท้องน้อย มือของท่านเค้าท์ ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของพระนาง ทำให้พระนางมารี อังตัวเนต รู้สึกเสียวท้องน้อย ร้อนวูบวาบ ต่อจากนั้นทั้งคู่ช่วยกันบรรเลงเพลงรัก และหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
รุ่งเช้าพระนางมารี อังตัวเนต ได้เดินทางกลับพระราชวัง แวร์ซายส์ พร้อมกับคนขับรถตรงไปบ้านชนบทของพระนาง

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (56)

หลังจากคืนนั้น พระนางมารี อังตัวเนต ไปเที่ยวและพักค้างคืนที่ปราสาทท่าน เค้าท์ ฮาน จนทำให้เกิดข่าวลือเรื่องชู้สาวของพระนางลือกระฉ่อนไปทั่วฝรั่งเศส โดยข่าวลือส่วนหนึ่งมาจากสมาคมลับฟรีเมสัน ที่ช่วยให้ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของพระนางมารี อังตัวเนต เสื่อมเสีย รวมถึงราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่กระจายไปทั่ว โนแอลส์ พระพี่เลี้ยงของพระนางมารี อังตัวเนต ได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยการขอร้องให้ท่าน เค้าท์ ฮาน ออกจากฝรั่งเศส ซึ่งท่าน เค้าท์ ฮาน ก็เสียใจบรรยากาศพาไป ทำให้ลักลอบได้เสียกับพระนางมารี อังตัวเนต จนราชสำนักเสื่อมเสีย ท่านเค้าท์เลยตัดสินใจออกเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เรื่องฉาวโฉ่ค่อย ๆ เงียบหายไปกับกาลเวลา
โนแอลส์ พระพี่เลี้ยง ตัดสินใจตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ได้แจ้งข่าวให้พระนางมารี อังตัวเนต ทรงทราบ ทำให้พระนางมารี อังตัวเนต เสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่คนรักของพระนางต้องจากไป จึงทรงเริ่มเปลี่ยนแปลงพระองค์ ด้วยการสั่งซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพง เสด็จออกงานเลี้ยงเต้นรำแทบทุกคืน เพื่อให้ทรงลืมท่าน เค้าท์ ฮาน แอกเซล เดอเฟอร์เสน อันเป็นที่รัก ไม่มีไฟไม่มีควันฉันใด ข่าวลือได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เกิดข่าวลือทั่วฝรั่งเศสว่าพระนางมารี อังตัวเนต หลังจากชายชู้เดินทางออกจากฝรั่งเศส ทำให้พระนางเสียพระทัย ตัดสินใจตีฉิ่ง (เลสเบี้ยน) กับ โยลองด์ เดอ โปลาสตรง สหายของพระองค์
นอกจากนี้ พระนางยังใช้เงินท้องพระคลังเพื่อการบันเทิงเริงรมย์ และเป็นฝ่ายหนุนหลังออสเตรียที่ตอนนั้นถูกปกครองโดยพระเจ้าโจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรีย พระเชษฐาของพระนาง พระนางมารี อังตัวเนต ทำทุกวิถีทางที่จะต่อสู้กับพวกต่อต้านออสเตรีย จะเสียพระราชทรัพย์มากเท่าใดก็ยอม ทำให้พระราชวังแวร์ซายส์ ร้างจากผู้คน พวกนางสนม ข้าราชบริพารขุนนางชั้นสูงหลายคน ได้หนีหลบหนีหายหน้าหายไปจากพระราชวังแวร์ซายส์ เนื่องด้วยไม่สามารถสนับสนุนรายจ่ายที่เพิ่มจำนวนมหาศาลในพระราชวังแวร์ซายส์ ได้ แม้แต่พระสหายคนสนิทก็เริ่มหนีหน้า เพราะไม่มีพระราชทรัพย์ให้พระนางผลาญอีก และพระนาง ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
พระนางมารี อังตัวเนต ได้ทราบถึงชื่อเสียงที่เสื่อมเสีย ของพระนางที่ดังกระฉ่อนทั่วฝรั่งเศส ทำให้พระนางพยายามตัดลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าปรับปรุงพระตำหนักของ พระนางที่ยังทรงสร้างไม่หยุด รวมถึงหาสัตว์มาเลี้ยงในหมู่บ้านชนบทของพระนาง
สมาคมลับได้พิมพ์ใบปลิวแจกจ่าย พร้อมจดหมายลูกโซ่ ทั่วปารีส กล่าวหาว่าพระนางทำให้คนยากจน ฝรั่งเศสต้องอดตายจากความหิวและความหนาวเหน็บของอากาศ แต่พระนางยังฟุ้งเฟ้อไม่หยุด
ตลาดขายปลา โลนญ์ ซูร์ แมร์ ชานกรุงปารีส ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการลับสมาคมฟรีเมสันอีกแห่ง โซฟีได้พักอาศัยอยู่และเริ่มปล่อยข่าวที่ได้รับจากราชสำนัก เรื่องสนธิสัญญาการค้าระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษบรรลุข้อตกลงให้อังกฤษสามารถส่งสินค้าเข้ามาขายในฝรั่งเศสโดยเสียภาษีเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ รายย่อยเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งตลาดฝรั่งเศสชาวบ้านก็ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อ ยังต้องถูกสินค้าจากอังกฤษมาตีตลาดอีก ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่หนักขึ้น ม๊อบรายวันเกิดทั่วไป พร้อมกับชาวบ้านในชนบท ที่เจอสภาวะลูกเห็บตกหนัก ผลผลิตเสียหาย และอากาศหนาวเหน็บในฤดูหนาวถึงลบห้าสิบองศา ประชาชนที่ยากจน ตามชนบทเริ่มอพยพเข้ามายังกรุงปารีสและเมืองใหญ่ ๆ ทั่วทั้งฝรั่งเศส เพื่อหาหนทางให้มีชีวิตอยู่รอด
ประชาชนที่ยากจนเริ่มโกรธแค้นราชการฝรั่งเศสที่ไม่ค่อยให้ความสนใจประชาชนที่ยากไร้ เมื่อเข้ามาอยู่ในปารีสก็หางาน ผู้หญิงที่อพยพเข้ามาหางานในปารีสหลายคนก็ไปรับจ้างขนปลา ในตลาดขายปลา และบางส่วนก็ไปสมัครงานโรงงานทอผ้า สมาคมลับฟรีเมสัน หลังจากได้ทุนทรัพย์เป็นทองคำพร้อมเงินที่กัปตันมอบให้ก่อนตาย ได้ใช้เงินเหล่านี้ไปขับเคลื่อนกลุ่มแรงงานสตรีจากชนบทให้เข้าร่วมการปฏิวัติที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ บักเคนและปิแอร์ได้พักอยู่ในตลาดขายปลาแห่งนี้
บักเคนเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองของฝรั่งเศส และนึกไปถึงข่าวความวุ่นวายในเมืองไทยในช่วงปี พ.ศ. 2553 บักเคนเป็นคนหนึ่งได้เฝ้าติดตามข่าวการเรียกร้องประชาธิปไตยที่สีลม ข่าวการปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมหลายจุด ทหารเลิกใช้กระบองและโล่ หันมาใช้ปืนเอ็ม 16 ทาโวร์ มีหน่วยซุ่มยิงเป็นอาวุธหลัก พร้อมกับการปั่นกระแสข่าว “ผู้ก่อการร้าย” เพื่ออ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธหนักเข้าจัดการกับผู้ชุมนุม ปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” ทหารก็เข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมด ทั้งบนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส และพื้นราบพร้อมรุกคืบไปถึงแยกสารสิน
ความรุนแรงเริ่มลุกลามเมื่อเกิดการวางเพลิงเผาอาคารต่าง ๆใกล้สถานที่ชุมนุม อาทิ ธนาคาร บ้านเรือนประชาชน และอาคารมาลีนนท์ ที่ตั้งช่อง 3 ซึ่งอยู่ใกล้ที่ชุมนุมจุดบ่อนไก่ ม็อบที่กระจายอยู่รอบ ๆ เส้นทางมาแยกราชประสงค์ ถูกกดดันจนร่นถอยมา เรื่อย ๆ และยอดคนเจ็บ คนตายก็เพิ่มมากขึ้น บักเคนได้แต่ ถอนหายใจ กงล้อประวัติศาสตร์กำลังทับรอยเดิมอีกครั้ง จากประเทศไทยเป็นฝรั่งเศส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (57)

สถานการณ์ความวุ่นวายเริ่มมีขึ้นในปารีส พระเจ้าหลุยส์ ทรงเรียก เน็คแกร์ ผู้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงคลังเข้าพบด่วน โดยพระองค์ได้หารือกับ เน็คแกร์ ในการดึงตัวแทนฐานันดรที่สามพวกรากหญ้า (Slumdogs) ได้อยู่ในสภาล่างให้เป็นฐานอำนาจของพระองค์เพื่อต่อสู้กับสองฐานันดรโดยยกฐานันดรที่ 1 และที่สอง ประกอบด้วยฐานันดรที่หนึ่ง ตัวแทนศาสนจักร ฐานันดรที่สอง ตัวแทนจากขุนนางชั้นสูง ให้เป็นสภาสูงเสีย เน็คแกร์ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองฐานันดรยินยอม แต่ทั้งสองฐานันดร ปฏิเสธและไม่เข้าร่วมประชุม ความวุ่นวายได้เพิ่มมากขึ้น
ในที่สุดฐานันดรที่สามพวกรากหญ้า (Slumdogs) ได้ประกาศแต่งตั้งตนเองเป็นสภาแห่งประชาชาติฝรั่งเศส และได้ร่างประกาศรับรองภาษีอากรให้คงอยู่เหมือนเดิม ตลอดชั่วอายุสภาแห่งประชาชาติฝรั่งเศสเท่านั้น และหนี้สินที่รัฐบาลเก่าก่อไว้ก็จะชดใช้หนี้สินและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งควบคุมการจัดส่งอาหารทั้งปวง เพื่อไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่กำลังอดอยากทั่วฝรั่งเศส
เมื่อพระเจ้าหลุยส์ทรงทราบประกาศของฐานันดรที่สาม พวกรากหญ้าประกาศตนเองเป็นสภาแห่งประชาชาติฝรั่งเศส ก็ทรงแปลกใจ ได้ปรึกษาหารือกับพระนางมารี อังตัวเนต และคองต์ ดีอาร์ตัวส์ พระอนุชา ซึ่งสองพระองค์ได้เสนอแนะให้พระเจ้าหลุยส์ไม่ยอมให้สภาแห่งประชาชาติฝรั่งเศสกระทำการเช่นนั้น เพราะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจของพระองค์
พระเจ้าหลุยส์ ทรงได้รับคำเสนอแนะจากพระนางมารี อังตัวเนตและพระอนุชา ก็ทรงหาทางเลือกด้วยการคิดถึงแนวทางที่เป็นไปได้ ทรงยินยอมให้ฐานันดรที่สามพวกรากหญ้า (Slumdogs) ได้ประกาศแต่งตั้งตนเองเป็นสภาแห่งประชาชาติฝรั่งเศส สองทรงใช้อำนาจขับไล่พวกนี้ไป ซึ่งอาจจะเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอนและแนวทางที่สามทรงเปลี่ยนแปลงด้วยตัวพระองค์เอง เมื่อคิดหลายตลบ
พระเจ้าหลุยส์ ก็ทรงเลือกแนวทางที่สาม โดยเรียกพระนาง มารี อังตัวเนต และพระอนุชา และให้เรียก เน็คแกร์ มาเข้าเฝ้าด่วน เพื่อเตรียมร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไว้ฉบับหนึ่ง และพระองค์จะเสด็จไปร่วมประชุมด้วย พระนางมารี อังตัวเนต และพระอนุชาได้ทรงทูลคัดค้านและให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใหม่หมด ตัดส่วนดีที่เป็นประโยชน์แก่ฐานันดรที่สามออกหมด ทำให้ เน็คแกร์ ไม่พอใจและไม่ขอเกี่ยวข้องกับนโยบายฉบับนี้ต่อไป
ในวันเปิดประชุมสภาของฐานันดรที่สามที่สนามเตนนิส (Jeau De Paumes) ได้เลือกไบยี ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์เป็นประธานสภาคนแรกและได้ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ยอมทิ้งกันจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น ข่าวการเปิดประชุมสภาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้สภาฐานันดรที่หนึ่งและฐานันดรที่สอง ที่ไม่พอใจในราชสำนักได้เข้าร่วมประชุมด้วย
พระเจ้าหลุยส์เห็นสถานการณ์ประเทศน่าจะวุ่นวาย ได้มี พระบรมราชโองการประกาศยกเลิกฐานันดรที่สามที่ประกาศตนเป็นสภาแห่งประชาติฝรั่งเศส ให้คงสภาฐานันดรไว้เหมือนเดิม และประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ทรงร่างกับพระนางมารี อังตัวเนตและพระอนุชา โดยให้ทั้ง 3 ฐานันดรรับรองร่างประกาศของพระองค์ ถ้าทั้งสามฐานันดรไม่รับรอง พระเจ้าหลุยส์ ก็จะทรงเข้าดูแลทุกข์สุขของประชาชนด้วยพระองค์เอง ความคิดของพระเจ้าหลุยส์เป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง
เวลา 11 โมงที่ตลาดค้าปลาบูโลนญ์ ซูร์ แมร์ วันนี้ไม่ค่อยคึกคัก เพราะสถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวายและเหล่าสมาชิกสมาคมได้บอกให้แม่ค้า พ่อค้าปลาบางส่วน ให้หยุดงาน เหลือ แต่เพียง พ่อค้า แม่ค้า สี่ห้าราย เพื่อให้ตลาดมีคนทำกิจกรรมค้าขายอยู่ คนที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกของสมาคมลับ ที่อยู่รายรอบตลาดและบางส่วนกำลังสาละวนตรวจพื้นที่รอบ ๆ ตลาดค้าปลา เพื่อเลี้ยงรับรองแขกพิเศษของสมาคมที่เดินทางมาเยือนสมาคมในฐานะทูตผู้ทรงเกียรติจากสหรัฐอเมริกา
โรเบสปิแยร์ แซงค์ จูสต์ บักเคน ปิแอร์ โซฟี ได้เลี้ยงต้อนรับท่านทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส ท่านโทมัสเจฟเฟอร์สัน ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมสมาคมตามคำเชิญของ แซงค์ จูสต์ และโรแบสปิแยร์ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวายอยู่
“สวัสดีท่านทูต สมาคมยินดีต้อนรับ” แซงค์ จูสต์ ได้กล่าวทักทาย
“ยินดีได้รู้จักทุกคน” โทมัสเจฟเฟอร์สันกล่าวตอบ
“ผมขอแนะนำเพื่อนที่อยู่ในสมาคม ท่านแรก ปิแอร์ บุตรชายของโรแบสปิแยร์ โซฟี หัวหน้าหน่วยของสมาคม และแขกพิเศษจากสยาม คุณเคน”
แซงค์ จูสต์ได้กล่าวแนะนำให้โทมัสเจฟเฟอร์สัน “ยินดีได้พบกับท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” โทมัสเจฟเฟอร์สันกล่าวตอบ
“ขอเชิญทุกท่านที่โต๊ะรับประทานอาหารค่ะ เดี๋ยวเรารับประทานไปพูดคุยกันไปดีกว่าค่ะท่าน” โซฟีได้กล่าวเชิญทุกคนที่มาต้อนรับโทมัสเจฟเฟอร์สัน
งานเลี้ยงรับรองได้ดำเนินไปมีการพูดคุยกันถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ โทมัสเจฟเฟอร์สันได้พูดขึ้นในโต๊ะรับประทานอาหาร
“เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกฮือต่อต้าน จะกลายเป็นหน้าที่”
โรแบสปิแยร์ได้กล่าวตอบ “ผมเห็นด้วยกับท่านครับ”
โทมัสเจฟเฟอร์สัน กล่าวต่อไปว่า “เมื่อประชาชนเกรงกลัวรัฐบาล ระบอบเผด็จการจะบังเกิด แต่เมื่อใดรัฐบาลเกรงกลัวประชาชน เสรีภาพจะบังเกิด การปฏิบัติตามกฎหมาย สำคัญยิ่งกว่าการตรากฎหมายเสียอีก”
บักเคนได้ฟังคำพูดของโทมัสเจฟเฟอร์สัน ได้แต่พยักหน้าและนึกถึงความวุ่นวายในประเทศไทย ทุกครั้งที่เกิดความวุ่นวาย ในบ้านเมือง เกิดจากรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นเพราะการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
โทมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ ประชาชน มีหน้าที่ที่จะช่วยเหลือรัฐและต่อต้านการฉ้อโกง นอกจากนี้ประชาชนยังมีความสำนึกในสิทธิของเขาที่จะมีรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต้องไม่ละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล รวมถึงประชาชนจะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในสื่อในการป้องกันการ กดขี่โดยรัฐบาล การไม่ปิดกั้นสื่อต่าง ๆ ที่จะนำเสนอข่าวสารให้ประชาชนได้รับรู้ รัฐบาลที่ดีควรบัญญัติ สิทธิขั้นพื้นฐาน (Bill of Rights) เป็นหัวใจสำคัญในการปกครอง ที่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของรัฐต่าง ๆ ในเครือสหพันธรัฐ ในประเทศของผม ซึ่งฝรั่งเศสเองพระราชาควรยอมรับความคิดของประชาชนเช่นพวกท่าน”
ทุกคนปรบมือให้กับคำพูดของโทมัสเจฟเฟอร์สัน ที่พูดได้ประทับใจเหล่าสมาชิกของสมาคม

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (58)

“ด้วยความยินดีครับ ที่คำพูดผมตรงใจกับพวกท่าน” โทมัสเจฟเฟอร์สัน กล่าวตอบ และถามบักเคนถึงระบบการปกครองของสยามเป็นอย่างไร
บักเคนได้อธิบายให้โทมันเจฟเฟอร์สันฟังถึงระบอบ การปกครองของสยาม ซึ่งบักเคนก่อนที่จะโดนฟ้าผ่าก็มีความสงสัยในระบอบการปกครองของประเทศสยามว่าเป็นประชาธิปไตย จริงหรือไม่ เพราะมีความขัดแย้งทางการเมืองของคนทั้งสองสี แต่คนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย คือ พ่อค้าที่เอาของที่ระลึกเป็นสัญลักษณ์เข้าร่วมชุมนุม มาขายให้กับผู้ร่วมประท้วง
บักเคนได้ถามโทมัสเจอเฟอร์สันว่า “ท่านครับประเทศสยามปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ครับ”
“โอ้พระเจ้า ! ประเทศสยามปกครองระบอบประชาธิปไตย ช่างก้าวหน้ากว่าสหรัฐอีก ประเทศสยามคงจะยิ่งใหญ่มากซินะ”
โทมัสเจฟเฟอร์สัน อุทานแล้วกล่าวต่อบักเคนว่า “ไหน คุณเคนลองเล่าประเทศสยามปกครองระบอบประชาธิปไตย แล้วสิ่งที่คุณเคนสงสัยเป็นอย่างไร”
บักเคนได้เล่าให้ฟังว่า “ประเทศสยามปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการเลือกตั้ง จะมีการซื้อเสียงบ้าง แต่ประชาชนก็มีสิทธิเสรีภาพ”
“ก็เป็นประชาธิปไตยนี่คุณเคน ดีกว่าสหรัฐ แต่ผมสงสัย ซื้อเสียง ซื้อทำไมเสียง”
โทมัสเจฟเฟอร์สัน ถามบักเคนเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน ในชีวิต ว่าเสียงขายได้
“ไม่ใช่อย่างงั้นครับท่าน ซื้อเสียงคือซื้อคะแนนเสียง ที่ทุกคนต้องไปเลือกตั้งผู้แทน และคนที่เลือกตั้งได้ขายสิทธิ์ของตนให้กับผู้สมัครที่ให้เงินตอบแทนในการเลือก”
“โอ้พระเจ้า ! มหัศจรรย์มาก ประเทศสยามของคุณเคน การเลือกตั้งสามารถซื้อสิทธิ ซื้อจิตวิญญาณประชาธิปไตยได้” โทมัสเจฟเฟอร์ สันกล่าวตอบบักเคน
“ไม่ใช่เลือกตั้งผู้แทนอย่างเดียวนะท่าน ซื้อคะแนนเสียง ทุกอย่าง ไม่ว่าเลือกตั้งท้องถิ่น โยกย้ายตำแหน่ง ซื้อตำแหน่งราชการ เลื่อนตำแหน่ง นักเรียนอนุบาลจะเข้าเรียนต้องเสียเงิน ซื้อที่นั่งเพื่อให้ได้เรียน โดยบอกว่าเป็นการบริจาคเงินให้กับโรงเรียน”
บักเคนบอกเจฟเฟอร์สัน ทุกคนที่อยู่บนโต๊ะอาหารถึงกับอึ้งเมื่อฟังเรื่องราวจากปากบักเคน ที่ทุกคนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีสิ่งที่บักเคนเล่าในโลกนี้ด้วย
บักเคนกล่าวต่อไปว่า “ผมสงสัยจึงอยากถามท่านโทมัส เจฟเฟอร์สัน ว่าการปกครองประเทศสยามเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เพราะมีการเลือกตั้งจะได้กลุ่มทุนเข้ามาบริหาร มีคณะบุคคล พรรคการเมือง ผู้ปกครองเพียงหยิบมือเดียวเป็นศูนย์กลาง การปกครอง โดยอ้างว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ จะเป็น ระบอบเผด็จการรัฐธรรมนูญหรือไม่”
โทมัสเจฟเฟอร์สัน ได้บอกบักเคน “ความคิดของคุณเคนน่าสนใจนะ แต่ผมจะบอกคุณเคน การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น คือ การปกครองของกลุ่มคน ซึ่งกลุ่มคนจำนวนนี้มีจำนวน 51% ลิดรอนสิทธิของบุคคล 49% ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย แต่คนกลุ่มน้อยต้องยอมรับคนกลุ่มใหญ่”
“ครับท่าน แล้วผมขอถามต่อ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริง นอกจากที่ท่านบอกว่าคนส่วนใหญ่มอบสิทธิให้คณะปกครองได้ปกครองคนส่วนน้อย แล้วเสียงที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยมันก็ไม่ยุติธรรมซิท่าน”
บักเคนได้ถามต่อว่า “อย่างนั้นรัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ให้กับคนไม่กี่คนได้รับประโยชน์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากให้รัฐบาล ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จะถือว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา โดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้าหรือไม่ท่าน”
โทมัสเจฟเฟอร์สัน ถึงกับอึ้งเมื่อเจอคำถามบักเคนเข้าไป “ผมขอกลับไปคิดก่อนนะคุณเคน ผมยังคิดไม่ออกเพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม”
“ผมก็ประหลาดใจมากประเทศสยามของคุณเคนเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร เกือบทุกตำแหน่งมีการซื้อขายตำแหน่งหน้าที่การงาน”
แซงค์ จูสต์ ได้กล่าวว่า “การทานอาหารมื้อนี้ น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะความคิดของคุณเคนที่แปลกใหม่มาก สำหรับฝรั่งเศส”
“ผมอยากถามคุณเคน แล้วการบริหารงานแผ่นดินใครเป็น ผู้กำหนดทิศทางการบริหารประเทศ” แซงค์ จูสต์ ได้ถามบักเคน
“ตามกฎหมายก็คณะรัฐมนตรีที่ต้องทำตามนโยบายที่แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ข้อเท็จจริงการบริหารราชการแผ่นดินยังต้องอาศัย หมอดูที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความเชื่อถือ เป็นผู้กำหนด ทิศทางการบริหารประเทศ ด้วยการดูฤกษ์ ดูยามในการเข้ารับตำแหน่งว่าถ้าทำตามฤกษ์ที่หมอดูบอก การปกครองจะสะดวกราบรื่น”
บักเคนกล่าวตอบแซงค์ จูสต์ “พระเจ้าช่วย !!”
ทุกคนร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน “ประเทศสยามปกครองด้วยหมอดู”
“ครับท่าน”
บักเคนกล่าวตอบเพราะเป็นเรื่องปกติที่บักเคนได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ ถึงการดูฤกษ์ ดูยาม ให้ผู้บริหารบ้านเมือง ว่าวันเวลาใดดี เหมาะสมกับผู้บริหารในการทำงานแต่ละชิ้น เพื่อที่ผู้บริหารจะได้นำไปปฏิบัติเพื่อจะได้อยู่ในตำแหน่งนาน ๆ
โรแบสปิแยร์ ได้ถามบักเคนว่า “คุณเคนดูหมอเป็นไหม ประเทศฝรั่งเศส การปฏิวัติประชาชนสำเร็จหรือไม่ ถ้าจะสำเร็จจะต้องทำการวันไหน”
บักเคนได้กล่าวตอบว่า “ไม่เป็นครับท่าน ผมก็ชอบดูหมอ ที่โคนต้นมะขามแถวสนามหลวงครับ แต่ที่ฝรั่งเศสผมอยากจะไปหาแม่มดให้ดูลูกแก้ววิเศษว่า ผมจะได้กลับสยามหรือไม่ครับ”
บักเคนกล่าวตอบ แม้จะรู้ดีถึงความสำเร็จในการปฏิวัติฝรั่งเศสว่าเกิดขึ้นจากความอดอยากของประชาชน กฎหมายบังคับไม่เท่าเทียมกัน ความอยุติธรรมของชนชั้นปกครอง และภัยธรรมชาติทำให้การปฏิวัติสำเร็จ โดยไม่ต้องอาศัยฤกษ์ยาม แต่เป็นพลังของประชาชนอย่างแท้จริงที่ต้องการเสรีภาพ และความยุติธรรมในสังคม แม้สวรรค์ก็ต้องยอมพลังแห่งประชาชน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (59)

หลังจากการเปิดประชุมสภาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในเดือนต่อมาซึ่งประชาชนจำนวนมากรวมถึงสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสันรวมถึงบักเคน ได้มาสังเกตการณ์ย่านถนนชองเอลิเสส์ เพราะ พระเจ้าหลุยส์สั่งปิดถนนที่ไปสู่พระราชวังแวร์ซายส์ เนื่องจากพระองค์ไม่ไว้วางใจสถานการณ์ โดยมีทหารฝรั่งเศสยืนเฝ้ารักษาการณ์ป้องกันประชาชนบุกเข้าไปยังพระราชวังแวร์ซายส์

แถวถนนชองเอลิเสส์ มีประชาชนจำนวนมากมารอฟังผล การประชุม พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสั่งให้ทหารรับจ้างเยอรมัน ที่ทรงจ้างเป็นทหารมหาดเล็กรักษาได้มารักษาการณ์ร่วมกับทหารฝรั่งเศส แถวถนนชองเอลิเสส์ ซึ่งถนนชองเอลิเสส์ สำหรับพระราชวังแวร์ซายส์ที่ประชุมสภาฐานันดร พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมอบหมายให้ทหารรับจ้างชาวสวิส เป็นผู้รักษาการณ์อย่างเข้มงวด ถนนชองเอลิเสส์ห่างจากพระราชวังแวร์ซายส์ประมาณ 16 กิโลเมตร
ก่อนเปิดประชุมสภาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โปรดให้ เน็คแกร์ลาออกจากตำแหน่ง ฐานขัดพระราชประสงค์ ที่ไม่พอใจพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงแก้ไขพระราชบัญญัติด้วยพระองค์เอง พระเจ้าหลุยส์ทรงดำเนินการตามความตั้งใจของพระองค์ด้วยแนวทาง ที่สาม ด้วยการเปิดประชุมสภา และพระองค์จะทรงแถลงว่านโยบายด้วยพระองค์เอง โดยพระองค์จะทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรด้วยตัวพระองค์เอง และสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมโดยเฉพาะฐานันดรที่สาม
โรแบสปิแยร์ที่เป็นสมาชิกสภาฐานันดรที่สาม ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อได้ฟังแถลงการณ์ หลังจากพระเจ้าหลุยส์สั่งเลิกประชุม ผู้แทนฐานันดรที่สามที่เข้าร่วมประชุมไม่ยอมลุกจากที่นั่ง ทำให้พระเจ้าหลุยส์ทรงสั่งให้สมุหราชพิธีต้องเชิญพระบรม ราชโองการมาประกาศซ้ำให้ปิดประชุม ทำให้โรแบสปิแยร์ได้ลุกขึ้นพร้อมกับ เคาต์ มิราโบ โดย เคาต์มิราโบ ได้พูดด้วยเสียงอันดังว่า
“พวกเรามาร่วมประชุมกันด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ เราจะไม่ยอมเลิกประชุมนอกจากจะถูกใช้กำลังบังคับ เดสมูแลง นักหนังสือพิมพ์หนุ่มที่มาทำข่าวการประชุมสภาฐานันดร ได้ควบม้าออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ไปรายงานข่าว ให้ประชาชนที่ยืนอยู่ที่ถนนชองเอลิเสส์ ที่กำลังใจจดจ่อถึงผลการประชุมสภาฐานันดร
“ข่าวใหญ่ ข่าวด่วน พระเจ้าหลุยส์ทรงไม่รับพระราชบัญญัติของสภาฐานันดรที่สาม พระองค์จะดูแลทุกข์สุขราษฎรด้วยพระองค์เอง ตอนนี้สมาชิกสภาฐานันดรที่สามไม่ยอมลุกออกจากห้องประชุม”
พอสิ้นเสียงร้องบอกของเดสมูแลง ชาวบ้านที่มายืนออรอฟังผลการประชุมสภาได้พากันลุกฮืออาละวาด ได้เผาทำลายตึกย่านถนนชองเอลิเสส์ เผารถม้า มีการต่อสู้กันระหว่างชาวบ้านกับทหารเยอรมันแถวถนนชองเอลิเสส์ การต่อสู้กันระหว่างชาวบ้านกับทหารเยอรมันเพียงเล็กน้อยเพราะทหารเยอรมันเห็นใจความเดือดร้อนของชาวรากหญ้าที่อดอยาก ต้องทนกับความหนาวเหน็บ ได้ปล่อยให้ฝูงชนผ่านไปยังคลังอาวุธใกล้กับพระราชวังแวร์ซายส์ โดยมีทหารฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า ได้ทำการปล้นชิงคลังอาวุธได้ปืนหลวง 28,000 กระบอก ชาวบ้านบางส่วน ก็ได้จุดไฟเผาตึกรามบ้านช่องแถวย่านชองเอลิเสส์ ไฟได้ลุกโชนควันไฟสีดำพุ่งสู่ท้องฟ้า แสงเพลิงจับขอบฟ้าเมืองปารีส สงครามประชาชนได้เริ่มขึ้น
ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ 1789 โรแบสปิแยร์ ได้บอกให้แซงส์ จูสต์ มอบหมายให้โซฟีนำแม่ค้าขายปลาที่ตลาดขายปลา บูโลนญ์ ซูร์ แมร์ ชานกรุงปารีส บุกไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ โซฟีถือหอกเดินนำหน้าพร้อมกับแม่ค้าขายปลาหลายคนถือฉมวก แหลน หลาว เดินนำหน้าเพื่อบุกเข้าไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อเรียกร้อง ขอขนมปังให้กับครอบครัวและคนยากไร้ที่กำลังจะอดตาย
การเดินประท้วงของแม่ค้าขายปลาได้ต่อสู้กับทหารสวิส ที่รักษาการณ์หน้าพระราชวังแวร์ซายส์ แม่ค้าปลาหลายคนเสียชีวิตในการต่อสู้กับทหารสวิสที่พยายามป้องกันพระราชวังแวร์ซายส์ ทหารสวิสเสียชีวิตในการต่อสู้ทั้งหมด
การต่อสู้ของแม่ค้าปลากับทหารสวิส ทหารยามชาวสวิสที่เสียชีวิตได้ถูกตัดศีรษะเสียบกับหอกของแม่ค้าขายปลา ได้เดินไปยังหมู่บ้านชนบทเพื่อพบกับพระนางมารี อังตัวเนต เมื่อได้พบกับพระนางมารี อังตัวเนต และโนแอลส์ พระพี่เลี้ยง
โซฟีได้กราบทูลต่อพระนางมารี อังตัวเนต ว่า “ชาวบ้านที่ยากจนทั่วฝรั่งเศสกำลังจะอดตายเพราะราคาขนมปังสูงมาก ดิฉันในฐานะตัวแทนแม่บ้านชาวฝรั่งเศสขอขนมปังพระนางเพื่อไปเลี้ยงดูครอบครัวที่กำลังจะอดตายด้วยเพคะ”
พระนางมารี อังตัวเนต ได้ตรัสว่า “ขนมปังไม่มี ก็ไปกินเค้กซิ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร”
คำพูดของพระนางได้สร้างความไม่พอใจให้กับโซฟีและแม่ค้าขายปลา ทำให้โซฟีได้เดินออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อไปรายงานผลการเจรจาต่อแซง จูสต์ ทหารฝรั่งเศสได้ใส่เกียร์ว่าง ไม่ติดตามขบวนของโซฟีกลับไปยังตลาดขายปลา โลนญ์ ซูร์ แมร์ ชานกรุงปารีส
หลังจากกลับมาจากพระราชวังแวร์ซายส์ โซฟีได้บอกถึงผลการเจรจากับพระนางมารี อังตัวเนต ในการขอขนมปังให้ชาวบ้านฝรั่งเศสที่กำลังจะอดตายแก่แซง จูสต์ และบักเคน
โซฟีกล่าวว่า “พระนางมารี อังตัวเนต ทรงไม่สนใจราษฎรที่เป็นคนยากจน พระนางปฏิเสธที่จะให้ขนมปัง แถมยังตรัสว่าไม่มีขนมปังก็ให้ไปกินเค้กแทน”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (60)

เมื่อแซง จูสต์ ปิแอร์ และบักเคนพอได้ฟังโซฟีเล่าถึงพระนางมารี อังตัวเนต ที่ได้พูดประโยค “ไม่มีขนมปังก็ให้ไปกินเค้กแทน”
เป็นคำพูดที่บาดความรู้สึก แซง จูสต์ และปิแอร์มาก “ว่าไงคุณเคน เราจะทำอย่างไรเมื่อพระนางมารี อังตัวเนต ปฏิเสธสิ่งที่พวกเราเรียกร้องเพื่อคนยากไร้ทั้งมวล”
ขณะที่โซฟีเล่าเรื่องราวให้ฟัง บักเคนกลับใจลอยนึกมโนภาพ ไปถึงข้าวเหนียวใหม่ร้อน ๆ ที่ตนเองเคยปั้นจิ้มแจ่วบอง กับปิ้งอึ่ง สมมติว่า ชาวบ้านไม่มีข้าวเหนียวกับปิ้งอึ้งกิน แล้วจะกินอะไรแทน สงสัยคงต้องกินก้อยไข่มดแดงกับกลอย”
“ว่าไงคุณเคน ทำไมใจลอย” โซฟีถามบักเคน
“เปล่าผมนึกถึงคำพูดของโซฟีแค่นั้นเอง” บักเคนตอบโซฟี
แซง จูสต์ ได้หารือกับบักเคนว่าควรทำอย่างไร “ผมคิดว่ารอท่านโรแบสปิแยร์ก่อน”
“มีข่าวด่วน ข่าวด่วนมาก ตอนนี้เกิดความวุ่นวายในย่านถนนชองเอลิเสส์ ฝูงชนที่ไปรอฟังข่าวได้ก่อการจลาจลได้ทำการปล้นชิงคลังอาวุธได้ปืน ชาวบ้านบางส่วนก็ได้จุดไฟเผาตึกรามบ้านช่องแถวย่านชองเอลิเสส์ ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายมาก ไฟได้ลุกลามเห็นควันดำลอยปกคลุมท้องฟ้ามืดมิด”
สมาชิก สมาคมลับฟรีเมสัน คนหนึ่งได้วิ่งมาบอก แซง จูสต์ และโซฟีถึงสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวาย ถนนชองเอลิเสส์ “พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” โซฟีถามทุกคน โซฟีได้ถาม แซง จูสต์ “พวกเราทำสงครามครั้งสุดท้าย เพื่อล้มล้างการปกครองที่ไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชน เพื่อความสุขของมวลมหาประชาชนที่กำลังจะอดตายดีไหม” แซง จูสต์ ได้ตอบโซฟี
“แล้วความสุขของมวลประชาคืออะไร เมื่อพวกเราทำการ ล้มล้างการปกครอง แล้วพวกเราจะเดินไปทางไหน แล้วจะปกครองแบบไหน”
บักเคนถามแซง จูสต์ ซึ่งแซงส์ จูสต์ มองหน้าบักเคนแล้วตอบบักเคนว่า “ความสุขมันแตกต่างกัน มันเป็นความรู้สึกของแต่ละคน คนเราหลีกหนีเรื่องร้าย ๆ ความรู้สึกดีเป็นสิ่งเดียวที่มีความดีในตัวมันเอง เราต้องการสิ่งอื่น เพราะเราเชื่อว่ามันจะนำความรู้สึกดีมาให้เรา หรือช่วยเราให้พ้นทุกข์ สำหรับคนยากจนสิ่งที่ต้องการคือ ความสุขท้องอิ่ม นั่นไม่ใช่เรื่องดีที่จะต้องการเพียงท้องอิ่ม ความสำคัญนอกจากท้องอิ่มแล้ว เสรีภาพ จะมอบความสุขให้กับคนฝรั่งเศสทุกคน สิ่งที่วัดความสุขที่วัดได้ คือ ความรู้สึกที่เราให้คะแนนในความสุข สำหรับผม ความสุขที่วัดได้ คือ ระดับ 10 ถ้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง และประชาชนมีเสรีภาพ เท่าเทียมกันทุกคน การทำให้การปกครองที่มีเสรีภาพ อิสรภาพของประชาชน อย่างเท่าเทียมกัน แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ประชาชน ยังไม่มีความสุข ผมให้คะแนนความสุขแค่ 5”
บักเคนได้ฟังแล้วตอบว่า “คำพูดของท่านแซง จูสต์ คล้ายกันแนวคิดอรรถประโยชน์นิยมของ เจอเรมี เบนแธม”
“ใช่ ผมเคยพบกับ เจอเรมี เบนแธมที่สหรัฐและได้พูดคุยกัน ผมคิดว่าความคิดของ เบนแธม แปลกมาก” แซง จูสต์ ตอบบักเคน
บักเคนถาม แซง จูสต์ “แปลกอย่างไร ความคิดของ เบนแธม”
แซง จูสต์ ได้ตอบบักเคนว่า “ที่ว่าแปลกเพราะเบนแธม เห็นแตกต่างจาก ล็อค สิทธิตามธรรมชาติและสัญญาประชาคมของ ล็อค มันเป็นอะไรที่เหลวไหลไร้สาระมาก เบนแธม ไม่เคยเห็น พระเจ้ามอบสิทธิตามธรรมชาติให้ใคร เบนแธม ไม่เชื่อพระเจ้าหรือสิทธิตามธรรมชาติใด ๆ สิทธิของบุคคลนั้นเป็นแต่เพียงสิ่งซึ่งรัฐเลือกที่จะบังคับตามเท่านั้น ถ้าคุณเคนเชื่อว่ามีสิทธิในทางทรัพย์สินเหนือวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมีคนมาขโมยวัตถุนั้นไป สิทธิในทางทรัพย์สินที่คุณเคนเชื่อมีนั้น จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าหากรัฐไม่เห็นด้วยกับคุณเคน ว่าคุณเคนมีสิทธิเช่นว่านั้น และรัฐเห็นว่าคน ๆ นั้น ขโมยทรัพย์สินนั้นไปจริง รัฐจะให้ตำรวจไปจับบุคคลนั้นมาดำเนินคดีต่อศาล แต่หากรัฐเห็นว่าคน ๆ นั้น เอาวัตถุของคุณเคนไปโดยมีสิทธิ เช่นนั้นแล้วรัฐก็จะไม่ส่งตำรวจไปตามจับ ไม่ดำเนินคดีที่ศาล”
“อาจกล่าวได้ว่าคุณเคนไม่มีสิทธิในทางทรัพย์สินเหนือวัตถุนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งรัฐจะสร้างทรัพย์สินขึ้นโดยรัฐไม่ได้สร้างมันขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีกฎมีเกณฑ์ หรือสร้างมันขึ้นตามกฎประหลาด ๆ แต่รัฐนั้นมีวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องเฉพาะราวอยู่แล้วในการกำหนดสิทธิในทางทรัพย์สิน นั่นก็คือเรื่องความสุขที่ยิ่งใหญ่สำหรับ มวลมหาประชาชน Greatest Happiness For The Greatest Number นั่นเอง พอจะสรุปให้คุณเคนได้เข้าใจนโยบายสังคม (Social Policy) กฎหมาย (Law) และนโยบาย (Policy) ทั้งปวงนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ผลรวมของประโยชน์ของปัจเจกชนนั้นบรรลุถึงจุดสุดยอด”
โซฟีได้กล่าวว่า “ฟังท่านเล่าก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างค่ะ สรุปแล้วความสุขมันเกี่ยวอะไรกับการต่อสู้ของพวกเราคะ”
แซง จูสต์ ได้ตอบโซฟีว่า “อ๋อ ผมจะสรุปให้ฟังพอจะสรุปสาระสำคัญได้สามข้อ หนึ่ง ไม่มีทรัพย์สินจนกระทั่งรัฐสร้างมันขึ้นมา นั่นหมายความว่า ปัจเจกชนไม่อาจจะยกสิทธิในทางทรัพย์สินขึ้นยันรัฐได้เลย และรัฐนั้นเองจะเป็นผู้ชี้ว่าสิทธิในทางทรัพย์สินนั้นจะมีเนื้อหาแห่งสิทธิอย่างไร และใครจะเป็นผู้ทรงสิทธินั้น อย่างน้อยในเบื้องแรก ก่อนที่ผู้ทรงสิทธิจะได้โอนไปให้ผู้อื่นหากรัฐอนุญาตให้โอนได้”
“สอง รัฐมีวัตถุประสงค์และมีประโยชน์เป็นของตนเอง ซึ่งประโยชน์ของรัฐนั้นมีฐานะเหนือกว่าประโยชน์ของปัจเจกชน การที่รัฐเป็นผู้กำหนดสิทธิในทางทรัพย์สิน รัฐก็มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมาย นั่นก็คือหมายความว่า รัฐนั้นมุ่งที่จะผลิตความสุข (Happiness) ให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ให้แก่ประชาชน และมุ่งที่จะทำให้ผลรวมของประโยชน์ของปัจเจกชนแต่ละคนบรรลุไปถึงจุดสุดยอด วัตถุประสงค์สาธารณะ (Public Purpose) นั้นมีอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตัว (Private Interest) ของปัจเจกชนทุกคน วัตถุประสงค์สาธารณะนั้นครอบคลุมไปเหนือ ทั้งอิสรภาพส่วนบุคคลและทรัพย์สินส่วนบุคคลของปัจเจกชนทั้งหมด และสาม รัฐเป็นเครื่องมือสำหรับสวัสดิการสาธารณะ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประโยชน์ของสังคม (Social Utility) นั้นบรรลุถึงจุดสูงสุด”
แซง จูสต์ พูดต่อไปว่า “ดังนั้น รัฐจึงสามารถพรากอิสรภาพส่วนบุคคลหรือทรัพย์สินส่วนบุคคลของปัจเจกชนคนใดก็ได้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐ และเมื่อเป็นเช่นนี้รัฐจึงสามารถโอนความมั่งคั่ง (Commonwealth) จากประชากรกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มได้ สมมติ เช่น หากคนรวยมีเงินอยู่ 100 แฟรงค์ สำหรับคนรวยเงินจำนวนนั้นไม่ค่อยมีค่าเท่าไหร่ มันเป็นเศษเงิน ดังนั้น มันจึงมีประโยชน์ (Utility) ต่อเขาน้อย หากเงินนั้นถูกพรากไปจากคนรวยแล้วเอาไปให้คนจน เงินจำนวนเดียวกันนั้นเองจะทำประโยชน์ให้แก่คนจนได้มากกว่า ดังนั้น การโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นการผลิตผลลัพธ์สุทธิของประโยชน์ของสังคม โดยการผลิตประโยชน์ของผู้รับโอนให้มากกว่าการเสียประโยชน์ของผู้โอน นี่คือการเพิ่มประโยชน์โดยรวมของสังคมอันเป็นหน้าที่ของรัฐ”
โซฟีพอได้ฟัง ก็พยักหน้า แล้วกล่าวว่า “อย่างนี้นี่เอง ที่แล้วมาการปกครองของพระเจ้าหลุยส์กับพระนางมารี อังตัวเนต ได้ละเลยหน้าที่ที่ต้องทำ คนจำนวนมากกำลังอดตาย ไม่มีขนมปัง เพียงพอ เมื่อพวกเราไปถามพระนางมารี อังตัวเนต ถึงความอดอยากของประชาชน พระนางกลับตอบ ไม่มีขนมปังก็ให้ไปกินเค้กแทน”
“แสดงว่าพระนางละเลยหน้าที่ที่รัฐต้องทำ ในเมื่อพระนางเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เมื่อพระนางทำตัวไม่เหมาะสม พระนางจัดงานเลี้ยงหนึ่งมื้อ เลี้ยงคนยากจนได้หนึ่งพันคน ซึ่งถ้าพระนางงดจัดงานเลี้ยงแล้วเอาเงินที่จัดงานมาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน บ้านเมืองคงไม่วุ่นวาย”
แซง จูสต์ พอได้ฟังก็ตอบว่า “ใช่ครับ ผมเห็นด้วย”
แล้วคุณเคนมีความเห็นว่าอย่างไร” แซง จูสต์ ถามบักเคน
“ผมคิดว่าคงต้องทำสงครามครั้งสุดท้าย ผมขอเข้าร่วมด้วย เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่เสรีภาพ” บักเคนตอบ แซง จูสต์
“พวกเราไปสมทบกับโรแบสปิแยร์ ดีไหม” โซฟีถามทุกคน
“ดีครับ” แซง จูสต์ได้กล่าวตอบ และเรียกสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสันที่มาแจ้งข่าวมาสอบถามถึงทิศทางที่ประชาชนที่ก่อการจลาจลกำลังเดินไปที่ใด”
“ผมเห็นชาวบ้านที่ปล้นปืนได้ กำลังเดินทางไปยังป้อม บาสติลล์”
“เดินไปป้อมบาสติลล์ทำไมกัน ไม่มีนักโทษการเมืองอยู่ที่นั้นแล้ว” แซง จูสต์ ได้บอกคนที่มาแจ้งข่าว
“ผมว่าเป็นสัญลักษณ์ในเชิงต่อสู้ครับ” บักเคนกล่าวตอบ เพราะรู้ดีในประวัติศาสตร์การต่อสู้ “พวกเราไปกัน ไปร่วมกัน ปลดแอกประเทศ ปลดปล่อยเสรีภาพให้กับพี่น้องเราทุกคน”
แซง จูสต์ ได้บอกกับทุกคนและทุกคนก็ได้เดินทางไปยัง ป้อมบาสติลล์
ขณะเดียวกัน โซฟีได้พูดว่า “ไปก่อนได้นะท่าน แซง จูสต์ เพื่อไปร่วมกับท่านโรแบสปิแยร์ เดี๋ยวขอตัวไปส่งพิราบสื่อสารบอกพวกเราทุกคนตามเมืองต่าง ๆ ให้ร่วมกันลุกต่อสู้พร้อมกัน เป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่โลกต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์”