บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ 31-40

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (31)

แถบย่านสลัมใกล้ชอง กาลีเซ่ จะมีสายลับของขุนนาง มาสืบข่าวสมาคมลับอยู่บ่อยครั้ง และบางครั้งก็จับคนที่น่าสงสัยไปทรมานเพื่อให้บอกว่าใครเป็นคนของสมาคมลับ ชาวบ้านหลายคนที่ถูกจับไป ส่วนมากจะไม่ได้กลับมาอีก มีแต่เพียงข่าวลือว่าถูกฆ่าตาย หรือถูกทรมานจนตาย ความหวาดกลัวแผ่ไปทั่วแถวนี้ ชาวบ้านอยู่กันด้วยความหวาดระแวงถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามา จะไม่คุยด้วย ถ้าสอบถามจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น ที่ร้านขายของชำในแถบสลัม มีโต๊ะขายเหล้าต้มเอง จากมันฝรั่งใส่ขวดโหลตั้งอยู่สองสามโหล มีชายชาวบ้านเสื้อผ้าสกปรกนั่งดื่มเหล้าขาวอยู่ 2-3 คน พูดกันเบา ๆ

ขณะที่เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคน มิเชิล แฟร้งค์ กำลังนั่งถัก
นิตติ้งอยู่ นางเหลือบตามองมาที่โต๊ะบ่อยครั้ง วันนี้นางขายของดีเป็นพิเศษ ส่วนมากจะขายไข่ไก่ มันฝรั่งลูกเล็ก ๆ และปลาคอดตากแห้งที่เต็มไปด้วยเกลือ หมูแฮมแข็งกระด้าง ชาวบ้านยากจน ต้องซื้อไข่ทีละฟอง ส่วนปลาเค็มขายเป็นตัว
“สวัสดีที่รัก”
เสียงสามีนางส่งเสียงทักทายและเดินเข้ามาในร้าน และมีชายแปลกหน้าเดินตามเข้ามาใส่เสื้อสีดำ ชายสามคนที่นั่งโต๊ะมองมาที่สามีนางมิเชิล
“นี่แซม ผมพบแซม ขณะเดินทางกลับมาที่ร้าน” สามีนาง มิเชิลเอ่ยปากบอก ภรรยา
หลังจากนั้น นางมิเชิล ได้เดินไปหลังร้านและบอกสามีนางกับแซมให้เข้าไปในหลังร้านเพื่อทานข้าว ขณะที่ชายสามคนที่ ดื่มเหล้าอยู่หน้าร้านก็ทยอยลุกเดินจากไปทีละคน และนางมิเชิล ก็บอกสามีว่า “คุณทานข้าวมายัง” “เรียบร้อยแล้ว” สามีนางบอก ถ้าทานแล้วจะไปปิดร้านและฉันจะนำไปยังสถานที่ที่เราคุยกัน หลังจากนางปิดร้าน นางพร้อมกับสามีของนางและแซมได้เดินทางลัดเลาะผ่านย่านสลัม มีหลายคนมองมาและก็ไม่ได้สนใจ นางนำเดินไปยังชายป่าที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร เดินทางเข้าไป ในป่าเห็นโบสถ์ทิ้งร้างตั้งอยู่โดดเดี่ยวในราวป่า นางมิเชิล เดินนำหน้าลัดเลาะไปยังหลังโบสถ์ร้างซึ่งเป็นอาคารสูงมีบันไดสูงชันนำไปสู่ห้องหนึ่งที่ปิดสนิท
ชายสามคนที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ ได้มารออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งสามคนพูดคุยกันเบา ๆ ด้วยสำเนียงฝรั่งเศสของชนชั้นแรงงาน เหมือนกับพวกค๊อกนี่ในลอนดอนที่พูดภาษาอังกฤษสำหรับชนชั้นแรงงาน ที่เป็นสำเนียงที่ฟังยาก ตอนนี้พวกเรามาครบทุกคนแล้ว ทั้งกอสเซียนี่ ที่ หนึ่ง สอง สาม นางมิเชิล พูดขึ้น ที่นี้ขอให้ แซมได้เล่าเรื่องให้พวกเราฟังหน่อย กอสเซียนี่เป็นรหัสลับที่ขบวนการ ฟรีเมสันใช้เรียกขานกัน ในการเตรียมตัวปฏิวัติล้มล้างระบอบ การปกครองฝรั่งเศส
“ผมพบบาร์ตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาซ่อนตัวอยู่ใต้รถม้าของมากีย์ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องฆ่ามากีย์ด้วยมีดด้วย น่าจะฆ่าด้วยยาพิษมันจะแนบเนียนกว่า ให้ตายอย่างไร้ร่องรอยดีกว่าจะฆ่าด้วยมีด “แกพบเขาอีกไหมหลังจากนั้น”
กอสเซียนี่หมายเลขสามได้เอ่ยปากถาม “พบกันอีกครั้ง ที่นอกเมืองปารีสตอนนั้นเขาถูกทหารจับตัวได้ พ่อบ้านของมากีย์สอบสวนจนค้นพบไส้ศึกที่เราส่งไปแฝงตัวอยู่ในปราสาทของมากีย์ ไส้ศึกถูกทรมานให้สารภาพและพ่อบ้านได้เอาไม้เหลาแหลมเสียบทวารหนักให้ไม้ทะลุออกปาก”
“ผมได้ยินว่าบาร์ตจะต้องถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินเพราะราชสำนักทราบข่าวว่ามากีย์ถูกลอบฆ่า ราชสำนักส่งตำรวจเข้ามาทำคดี ทำให้พ่อบ้านไม่สามารถฆ่าบาร์ตด้วยตัวเองได้ เพราะเกรงจะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขององค์กษัตริย์ จึงต้องปล่อยให้ตำรวจปารีส สอบสวนและนำขึ้นศาล ถ้าทำผิดจริงจะต้องถูกประหารที่ศาลากลางเมือง ปารีส ฐานฆ่าขุนนาง
ผมถึงต้องมาบอกพวกเราให้ระวังตัว “โอ้พระเจ้าช่วย ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง” เสียงอุทานของนางมิเชิล พร้อมกับขนแขนของนางลุกชัน เมื่อได้ยินว่าจารชนที่แฝงตัวอยู่ในปราสาทของมากีย์ถูกไม้เสียบประจาน
กอสเซียนี่ที่สามได้เอ่ยปากเล่าตำนานวลาสจอมเสียบให้ขบวนการลับฟรีเมนสันฟัง “ไม่แปลกในอดีตก็มีการทรมานเชลยอย่างนี้ แต่ไม่นึกว่าจะเกิดในสมัยนี้อีก พ่อบ้านของขุนนางโฉดมากีย์รู้จักทรมาน เชลยนัก ในอดีต เจ้าชายวลาตที่ 3 (Vlad The Impaler) แห่งแคว้นวาลาเดีย ใน ค.ศ. 1460 พระองค์ได้ลงโทษอย่างโหดร้ายต่อศัตรูของพระองค์ ด้วยการเสียบทรมานเชลยที่จับได้ด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม เอาไม้แหลมมาเสียบทะลุเชลยที่จับได้จากทวารหนักถึงปากจะเสียบประจานไว้ตามทุ่งหญ้ากว้าง ครั้งหนึ่งพระองค์เสียบเชลยศึก ประมาณ 30,000 คน ศพเรียงรายทั่วท้องทุ่ง ครั้งแรกก็ไม้เหลาแหลมเชลยตายทันที แต่ซาดิสม์ไม่พอ พระองค์ให้เหลาไม้ทื่อ ๆ เพื่อให้เชลยทรมาน ตายช้า ๆ เพราะเจ็บปวดและถูกแดดเผา จนเชลยเสียชีวิตในที่สุด”
“ตกลงพวกเราจะใส่บัญชีดำพ่อบ้านของมากีย์ไหม” กอสเซียนี่ที่สองถามความคิดเห็นของที่ประชุม
“ควรจะเป็นอย่างนั้นเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนของเรา เราจะจดบัญชีไว้”
“ถ้าตำรวจปารีส มาค้นและเจอหลักฐานพวกเราจะตกอยู่ในอันตรายหรือ”
กอสเซียนี่ที่หนึ่งถามสามีของนางมิเชิล “ไม่เป็นไรปลอดภัยเพราะนางไม่เคยจดชื่อคนไว้ในบัญชี นางจะถักนิตติ้งเป็นสัญลักษณ์ เป็นลวดลายที่นางรู้เพียงคนเดียว


กัปตันพายเรือไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ เรือเข้าถึงฝั่ง และลากเรือบดขึ้นบนฝั่ง แล้วเดินเข้าไปในเกาะ ซึ่งเกาะนี้เป็นเกาะหลงสำรวจสภาพยังเป็นป่าดิบเสียงนกป่าส่งเสียงร้องดังก้องป่า เดินไปได้สักพักเสียงนกตกใจบินขึ้นสู่ท้องฟ้า กัปตันเซเลเยอร์ รู้สึกมีลางสังหรณ์ว่าคงมีอันตรายแน่นอน มือก็กระชับดาบไว้แน่น สายตาสอดส่องไป รอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ค่อยเดิน ๆ ช้า ๆ อย่างระแวดระวัง ทันใดนั้นก็มีอะไรมาพันที่ขา กัปตันก้มลงมอง เห็นเถาวัลย์รัดที่ขาและตัวกัปตันก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ หัวห้อยแกว่งไปมา ดาบหลุดจากมือ
กัปตันเจอกับดักของคนป่า พร้อมกับมีกลุ่มชายฉกรรจ์ เป็นชาวป่าลุกจากที่ซ่อนจำนวนนับสิบคนมือถือหอก และที่เป่าลูกดอก ใบหน้าเขียนสีพรางพร้อมกับส่งเสียงที่กัปตันฟังไม่เข้าใจ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (32)

คนป่าทำไม้ทำมือและส่งสำเนียงประหลาด กัปตันฟังไม่ออกแต่ก็พอเดาได้ ให้นำตัวลงมา สักพักก็มีคนป่าค่อยๆ หย่อนเชือกลง แล้วคนป่าอีกสองสามคนก็กรูกันเข้ามาจับกัปตันมัด โดยเอามือไพล่หลังแล้วคนป่าล้อมกัปตันนำกัปตันเดินเข้าไปในป่าลึก เดินไปได้สักพัก เห็นกระท่อมสร้างเรียงรายอยู่รอบ ๆ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆของคนป่าเผ่าลึกลับ มีลานดินกลางหมู่บ้าน
กัปตันมองเห็นหม้อดินใบใหญ่ถูกสร้างขึ้น ข้างล่างมีไฟกำลังลุกโชน ทำให้นึกถึงมนุษย์กินคน คนป่าคงจะพัฒนาไม่ทานเนื้อคนดิบ ๆ แต่คงต้มให้สุก และมีชายสวมหน้ากากที่น่าเกลียดน่ากลัว หน้ากากมีสีดำ มีขนนกสีขาวติดรอบ ดวงตาและมีฟันที่ทำจากฟันสัตว์ เป็นเขี้ยวยาวอยู่รายรอบปาก และที่คางมีขนสัตว์ประดับ สีดำ ที่หน้ากากเจาะให้เห็นแต่ดวงตา ส่วนขอบด้านข้างศีรษะจะมีขนนกประดับอยู่เต็มไปหมด ด้านบนมีหัวสุนัขป่าแห้งกำลังแยกเขี้ยว และที่รอบคอมีหัวมนุษย์ย่อส่วน ห้อยคออยู่หลายหัว ทำให้กัปตันคิดว่าน่าจะเป็นหมอผีประจำเผ่า กำลังสวดอ้อนวอนอยู่หน้าหม้อต้ม คงจะทำพิธีกรรม ต้มสตูคนแน่นอน คิดแล้วก็ใจหายแว๊บ คราวนี้เสร็จแน่ตู กัปตันคิดในใจ คนป่านำกัปตันเดินเข้าไปหาชายที่นั่งอยู่หน้ากองไฟ รอบ ๆ มีนักรบหลายสิบคนของเผ่ายืนเรียงรายและผู้หญิงเปลือยอกนับสิบคนนั่งอยู่ และมองมาที่กัปตัน
เสียงหัวหน้าเผ่าส่งภาษาประหลาดให้กับทหารที่นำกัปตันมา “กีกี กูกู กากา อึมบาตู” พูดคุยกันสักพัก หัวหน้าเผ่าก็ให้หญิงรับใช้เปลือยหน้าอก เดินแกว่งหน้าอกที่ยานโทงเทง เหมือนนมหมดอายุ เดินเข้าไปในกระโจมแล้วอุ้มเด็กออกมา แล้วมอบให้หัวหน้าเผ่า หัวหน้าเผ่าส่งเสียงบอกนักรบให้นำกัปตันเดินมาหาหัวหน้าเผ่าพร้อมกับชี้มือไปที่เด็กทารก กัปตันเข้าใจความหมายทันที หัวหน้าเผ่าต้องการให้ตนเองรักษาเด็ก แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องมัดมือไพล่หลังมาด้วย น่าจะนำมาดี ๆ ต้องใช้กำลัง หรือว่าถ้าไม่รักษาแล้วจะต้มกิน ถ้ารักษาแล้วหายอาจจะรอด กัปตันคิดไปต่าง ๆ นานา
สักพักทหารก็แก้มัดให้กัปตัน แล้วชี้บอกให้กัปตันเข้าไปดูอาการเจ็บป่วยของเด็ก ซึ่งกัปตันสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่าลึกลับ กัปตันได้เดินไปเอามือแตะที่ศีรษะเด็กที่กำลังหลับ ตัวร้อนจัดน่าจะไข้ขึ้นสูง อาจจะช็อคเสียชีวิตได้ กัปตันไม่รู้จะบอกหัวหน้าเผ่าอย่างไร ได้แต่ใช้ภาษามือ ชี้ไปยัง กองไฟ และชี้ตัวเด็ก พร้อมกับทำอาการว่า ตัวเด็กร้อนเหมือนกับไฟ ควรจะหาทางลดไข้ก่อน กัปตันชี้ไปยังน้ำ และถอดเสื้อตนเองออกมา และเดินไปยังหม้อใส่น้ำข้าง ๆ ผู้หญิง พร้อมกับเทน้ำจากหม้อใส่เสื้อตนเอง และไปเช็ดตัวเด็กเพื่อลดอาการไข้ และชี้มือไปยังทางที่มา และทำท่าว่าจะพายเรือออกไป แล้วจะกลับมา ทำไม้ทำมือบอกหัวหน้าเผ่าว่าจะกลับมารักษาอาการเด็กขอไปเอายาก่อน หัวหน้าเผ่าส่งภาษาประหลาดให้กับทหารเพื่อนำกัปตันไปยังชายหาด โดยเดินไปพร้อมกับทหารประมาณ 10 คน
เมื่อถึงชายหาด กัปตันได้บอกให้คนป่ารอตนอยู่ที่นี่ จะพายเรือบดไปยังเรือใหญ่ที่ทอดสมออยู่ลิบ ๆ สักพักกัปตันก็พายเรือถึงเรือใหญ่ที่จอดซ่อมอยู่ ปิแอร์เดินไปที่กราบเรือพร้อมกับหย่อนเชือกให้กัปตันได้โหนขึ้นมา
“เป็นอย่างไรบ้างผมมองเห็นคนป่าเดินตามหลังกัปตันมาหลายคน เกิดอะไรขึ้น” ปิแอร์ถามกัปตัน
กะลาสีเรือหลายคนมารุมล้อมกัปตัน พร้อมกับส่งเสียงถาม ดังสนั่น
“พอ ๆ เงียบ เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง” กัปตันได้เล่าเหตุการณ์ที่ไปพบคนป่าและได้ไปรักษาเด็กที่คาดว่าน่าจะเป็นบุตรชายหัวหน้าเผ่าลึกลับ แต่ตนเองไม่มียา เพราะไม่ได้เอายาติดตัวไปด้วย ล่ามยารักษาอยู่บนเรือจึงต้องพายเรือกลับมาเอายา แล้วกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อรักษาบุตรชายของหัวหน้าเผ่า
“ผมขอตามไปด้วยได้ไหมครับ” บักเคนบอกกัปตัน
“ก็ได้ อยากไปดู ไม่แน่คนป่าอาจจะชอบท่านและให้เป็นแต่งงานกับผู้หญิงในเผ่าและอาศัยอยู่ในเผ่า ท่านจะเอาไหม ถ้าไม่แต่งก็จะทานท่าน ข้าเห็นหม้อต้มใบใหญ่” กัปตันพูดเล่นกับบักเคน
“ล้อเล่นหรือเปล่าท่าน ท่านไปเจอมนุษยกินคนมาหรือ” บักเคนถามกัปตันหลังจากที่กัปตันไปยังห้องและเอายา ก็บอก บักเคน พร้อมเดินทางเพื่อไม่ให้เสียเวลา และบอกปิแอร์และลูกเรือที่เหลือให้เร่งมือซ่อมแซมเรือที่รั่ว
“ข้าคิดว่าจะไปค้างคืนที่เผ่าสักคืน เสร็จแล้วก็จะกลับ และ ทั้งสองก็ช่วยกันพายเรือกลับไปยังฝั่งที่คนป่ารออยู่ ประมาณครึ่งชั่วโมงเรือบดก็เข้าถึงฝั่งคนป่าก็รีบมาช่วยกันดึงเรือขึ้นจากน้ำและยกเรือไปไว้ในร่มไม้ใกล้ชายหาด กัปตันพร้อมกับบักเคนก็ได้รีบเดินไปพร้อมกับคนป่าทั้งหมดตรงไปยังหมู่บ้าน เพื่อรักษาเด็กที่อาการไข้ขึ้นสูง ทั้งคู่รีบเดินสักพักใหญ่ก็มาถึงหมู่บ้าน หัวหน้าเผ่ารอด้วยความกระวนกระวาย กัปตันรีบเอายาสมัยใหม่ไปรักษาอาการของเด็ก พร้อมกับเช็ดตัวเด็ก
ส่วนบักเคนได้แต่มองดูอยู่ห่าง ๆ บักเคนเห็นคนป่าหลายคน แต่งกายประหลาดและผู้หญิงเปลือยอกทุกคน หลายคนนมห้อยยานโตงเตง บักเคนได้แต่มองดูคนป่า นึกลามก นมคนป่าคงบูดแน่นอน พูดไปคงฟังไม่ออก ถ้าขืนฟังออก คงถูกจับต้มกินแน่นอน
ส่วนหมอผีประจำเผ่าสวมหน้ากากประหลาด ทำให้บักเคนนึกไปถึงหน้ากากผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย งานเทศกาลผีตาโขนเป็นงานแห่บุญประเพณีพื้นบ้าน หรือบุญผะเหวด ที่มาจากความเชื่อจากมหาเวสสันดรชาดก ที่กล่าวถึงพระเวสสันดร และพระนางมัทรี จะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมืองหลวง บรรดาสัตว์ป่ารวมถึงภูตผีที่อาศัยอยู่ในป่านั้น ได้ออกมาส่งเสด็จด้วยอาลัย ทำให้บักเคนนึกถึงบ้าน อยากไปร่วมงานบุญบั้งไฟที่ยโสธร

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (33)

หลังจากรักษาลูกชายหัวหน้าเผ่า ด้วยการให้ทานยาสมัยใหม่ เด็กชายอาการตัวร้อนก็ลดลง และกัปตันได้นำอาหารสมัยใหม่ นำข้าวสาลี มาป่นให้ละเอียด แล้วต้มให้ลูกชายหัวหน้าเผ่าได้ทานช่วงรักษาตัว ส่วนบักเคนก็ได้บอกกัปตัน ว่าจะไปหารังผึ้งป่า เพราะระหว่างเดินมาที่หมู่บ้านกลางป่า เห็นดอกไม้บานมากมายและฝูงผึ้งบินดมเกสรดอกไม้
“กัปตัน ผมจะไปหารังผึ้ง เผื่อเจอรังผึ้ง จะได้ปีนไปเอารังมันมา จะได้น้ำผึ้งป่าให้ทานบำรุงร่ายกาย เป็นยาสมุนไพรให้เด็กน้อย ได้ทานบำรุงร่างกายเพื่อจะได้หายไวขึ้น”
บักเคนบอกกัปตัน และกัปตันก็ทำมือทำไม้ว่า เพื่อนที่มาด้วยกันจะไปหายามาช่วยรักษาลูกชาย และชี้มือไปยังคบไฟที่ยังไม่ได้จุด และหม้อดิน เพื่อที่จะให้บักเคนนำไปด้วยเพื่อไว้ไล่ผึ้งตอนที่ปีนไปเอารัง หัวหน้าเผ่าได้แต่พยักหน้าและให้ทหารเอาคบไฟและตามบักเคนไปสองคน
บักเคนได้เดินไปตามพร้อมกับสายตามองหาผึ้งที่บินหาเกสรดอกไม้ เพื่อจะได้ตามหารังผึ้งตามยอดไม้เพื่อหารังผึ้ง เดินไปได้ สักพักสักเกตเห็นผึ้งบินขึ้นบนยอดไม้ บักเคนมองตามก็เจอรังผึ้ง และได้หาหินมาตีเป็นไฟ พร้อมกับปีนขึ้นบนต้นไม้ด้วยความชำนาญ
บักเคนเคยปีนไปเอารังผึ้ง และรังมิ้มบ่อย ๆ บักเคนได้ใช้ คบไฟจุดให้เป็นควันและไปรมรังผึ้ง สักพักผึ้งก็บินขึ้นฟ้า บักเคนได้หักรังผึ้ง แล้วรีบปีนลงมาอย่างรวดเร็ว ส่วนคนป่าไม่เคยเห็น การปีนเอารังผึ้งมาก่อน ได้แต่เกาหัว เพราะไม่รู้ว่าบักเคนจะเอารังผึ้งไปทำไม และยืนดูอยู่ไกลเพราะบักเคนได้ส่งภาษามือ บอกอย่าเข้าไปเดี๋ยวผึ้งต่อยเอา ให้ดูอยู่ห่าง ๆ หลังจากได้รังผึ้งแล้ว บักเคนก็ได้เดินกลับไปยังหมู่บ้าน พร้อมกับรังผึ้งใส่หม้อดิน เมื่อไปถึงก็ได้ เอาน้ำผึ้งจากรังไปให้ลูกหัวหน้าเผ่าได้ทาน
แต่หมอผีได้โบกมือห้าม บักเคนนึกในใจ สงสัยหมอผีนึกว่าเป็นยาพิษ อาจจะเป็นอันตรายต่อบุตรชายหัวหน้าเผ่า บักเคนพยายามอธิบายด้วยภาษามือภาษาไม้ กัปตันเข้าใจ และได้จุ่มมือลงไปในหม้อแล้วดูดน้ำผึ้งให้หัวหน้าเผ่าดู และชี้มือให้หมอผี ลองทำตาม
หมอผีเห็นกัปตันทำ ก็ทดลองใช้นิ้วจุ่มลงไปในหม้อและท่าทางตามกัปตัน สัมผัสแรกหลังจากได้ทานน้ำผึ้ง หมอผีทำหน้าแปลกใจ เพราะรสหวานหอมของน้ำผึ้งป่า หมอผีได้ยกหม้อดิน เดินไปหาหัวหน้าเผ่า และพูดภาษาประหลาดให้หัวหน้าเผ่าทดลอง จุ่มนิ้วลงไปในหม้อ และทดลองชิมน้ำผึ้งดู สีหน้าของหัวหน้าเผ่า ก็แปลกใจเช่นกัน และยื่นหม้อไปให้คนที่เหลือได้ทดลองดู
แต่บักเคนได้ยกมือห้าม ขืนทดลองชิมหมดทุกคนน้ำผึ้งไม่เหลือแน่ ได้ชี้มือไปยังเด็กน้อยที่นอนอยู่ แล้วก็ขอหม้อดินที่มีน้ำผึ้งอยู่ นำน้ำผึ้งไปป้อนใส่ปากลูกชายหัวหน้าเผ่า
หลังจากหนึ่งวันผ่านไป อาการของเด็กน้อยสีหน้าดีขึ้นลุกขึ้นเดินได้ด้วยตัวเอง หัวหน้าเผ่าดีใจที่บุตรชายหายจากอาการเจ็บป่วยได้บอกให้หมอผี มาบอกบักเคนให้สอนวิธีการเอารังผึ้งหน่อย บักเคนก็เต็มใจสอนวิธีการเอารังผึ้งให้คนป่าและสอนวิธีทำอาหารด้วยการย่างเนื้อสัตว์ที่มีอยู่ชุกชุมในป่า ด้วยการทำเนื้อสัตว์ ราดน้ำผึ้งแล้วย่างไฟ และบักเคนได้ชี้มือไปยังทะเล ว่าจะไปหาปลา
หัวหน้าเผ่า พอเห็นบักเคน แสดงท่าทาง ก็พยายามทำความเข้าใจ และได้ให้ผู้หญิงกับทหาร ตามบักเคนไปหาปลาที่มีอยู่มากมายรอบ ๆ เกาะแห่งนี้ บักเคนสอนวิธีการล่าปลาด้วยการทำหอกจากไม้ เหลาแหลมเพื่อแทงปลา และหาหอย หาปู ตามชายหาด และดำน้ำงมหาหอย จับกุ้งมังกร ได้ปู กุ้ง มังกร ทะเลตัวใหญ่ ปลาเก๋า ปลากะพง บักเคนนำปลา ปู กุ้ง หอย ให้ผู้หญิงในเผ่าช่วยถือเดินกลับไปยังหมู่บ้าน ไปทำอาหารทะเล ด้วยการทำปลากะพง เอือบ (เคลือบ) เกลือและดินเหนียว แล้วเผาไฟ กุ้งมังกรอบหม้อดินใส่น้ำผึ้ง กุ้งมังกรดิบ ซาซิมิ
หญิงในเผ่ามามุงดูวิธีการทำอาหารของบักเคนที่ชำนาญทำอาหารเพราะเคยอยู่ร้านลาบยโสมาก่อน ด้วยความทึ่ง การทำอาหารของบักเคน บักเคนนึกในใจถ้าเครื่องปรุงครบ แม่ช้อยไม่ต้องชิม หม่อมถนัดศรีไม่ต้องชวน หมึกแดงไม่ต้องตามมาชิม
หัวหน้าเผ่าและคนในเผ่าได้ลิ้มลองวิธีการปรุงอาหาร แบบใหม่ของบักเคน ซึ่งไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต กัปตันก็ทึ่งการเป็นพ่อครัวของบักเคน นึกไม่ถึงหนุ่มสยามเห็นท่าทางไม่น่าจะทำอาหารเก่ง กัปตันก็ได้ชิมฝีมือของบักเคน และติดใจในฝีมือ คิดในใจว่าถ้าเลิกจากอาชีพเดินเรือจะเปิดร้านอาหารที่เมืองมาเซย์ จะชวนบักเคนให้ร่วมหุ้นเปิดร้านเหล้าและขายอาหาร คงจะเป็นเจ้าแรกในฝรั่งเศสที่มีอาหารรสชาติแปลกใหม่จากแดนไกลขายคงจะดีกว่าเป็นกัปตันเรือ

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (34)

หลังจากบุตรชาย หายเป็นปรกติแล้ว กัปตันก็ได้บอกหัวหน้าเผ่าว่าจะเดินทางกลับ เพราะมาอาศัยอยู่ที่เผ่าได้สามวันแล้ว ครั้งแรกว่าจะอยู่สองวัน แต่เพื่อรอดูอาการของบุตรชายหัวหน้าเผ่า ทำให้เสียเวลาเพิ่มอีกวัน แต่ก็คุ้มที่ได้รักษาบุตรชายหัวหน้าเผ่า ซึ่งหัวหน้าเผ่าก็ไม่มีอะไรตอบแทนได้บอกให้ภรรยา เดินเข้าไปในกระท่อม หยิบก้อนหิน สีขุ่น สีน้ำเงิน ก้อนหนึ่ง และสีขาวก้อนหนึ่ง มามอบให้กัปตัน และบักเคน เป็นของที่ระลึก แต่กัปตันได้ชี้มือไปยังหมอผี และชี้มือไปยังหัวกะโหลกมนุษย์ย่อส่วน โดยชี้นิ้ว 1 นิ้ว หัวหน้าเผ่าเข้าใจ

บอกภรรยาให้เดินเข้าไปในกระท่อมและหยิบหัวกะโหลกย่อส่วน ที่หัวหน้าเผ่ารบชนะเผ่าอื่น ๆ แล้วตัดศีรษะ มาทำการย่อส่วน เป็นรางวัลแห่งชัยชนะ บักเคนงงกับการกระทำของกัปตันนึกว่าจะขอของมีค่า ดันขอศีรษะมนุษย์ย่อส่วน มองภาพแล้วเสียวคอหอย กลัวหัวตัวเองจะถูกหัวหน้าเผ่านำไปย่อส่วน
กัปตันและบักเคนได้ลาจากหัวหน้าเผ่า เดินไปยังชายหาดพร้อมกับบักเคนและคนป่ากลุ่มใหญ่ที่เดินมาส่งกัปตันและบักเคน เพื่อกลับเรือ ระหว่างเดินกัปตันได้บอกบักเคนว่า
“ของที่ระลึกที่หัวหน้าเผ่าให้เราสองคนนั้นขอให้เก็บเป็นความลับ กัปตันที่เป็นพ่อค้าบอกบักเคนว่า ของที่ระลึกที่หัวหน้าเผ่ามอบให้มันน่าจะเป็นเพชร พลอยที่มีราคาถ้านำไปเจียรนัย โดยบอกบักเคนว่า ก้อนที่หัวหน้าเผ่าให้บักเคนเป็นเพชร
ส่วนของตนเป็นพลอยสีน้ำเงิน บักเคนตกใจ และหยิบเพชรออกมาและยื่นให้กัปตัน พร้อมกับบอกว่า
“ไม่ได้กัปตัน เพชรควรเป็นของกัปตัน ผมขอแค่พลอยก็พอ”
“ไม่ได้คุณเคนเอาเพชรนะดีแล้ว เพราะคุณเคนสอนวิธีทำอาหารให้เผ่า และสอนวิธีบำรุงร่างกายด้วยน้ำผึ้งให้กับคนป่า ความดีของบักเคน เหมาะสมแล้วที่จะได้เพชร” กัปตันยืนยันความคิดของตนเอง
ถ้าบักเคนรู้ความจริงว่า กัปตันโกหก เพราะพลอยที่กัปตันหลอกบักเคนแท้จริงแล้วเป็นเพชรบลูไดมอนส์ ที่หายากยิ่ง มีราคามหาศาลเมื่อนำไปขาย และถ้าลูกเรือที่เหลือรู้ว่า บนเกาะมีเพชรพลอย และเราสองคนได้เพชรพลอย อาจจะเกิดอันตรายได้ สู้บอกว่า หัวหน้าเผ่าให้หัวกะโหลกมนุษย์ย่อส่วนเป็นของที่ระลึก ลูกเรือที่เหลือจะได้ไม่สงสัย”
บักเคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเพชรพลอยเกิดความซึ้งใจที่กัปตันจอห์นนี่ เป็นฝรั่งที่ดีมีใจซื่อตรง สองคนได้พายเรือออกจากฝั่งมุ่งตรงไปยังเรือที่ทอดสมอ เรือได้ไปถึงเรือใหญ่กัปตันและบักเคนได้ขึ้นเรือ พร้อมกับความเป็นห่วงของลูกเรือทุกคน เมื่อเห็นกัปตันเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย ทุกคนร้องแสดงความยินดี กัปตันได้บอกปิแอร์ให้ถอนสมอเรือเพื่อออกเดินทางกลับบ้านเมืองมาเซย์
เรือได้รอนแรมมาหลายสัปดาห์ กัปตันส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ในห้องของกัปตัน บางครั้งก็หยิบเพชรสีน้ำเงินมาส่องดู ก่อนที่เรือจะประสบอุบัติเหตุชนหินโสโครก กัปตัน คิดว่าจะเลิกอาชีพเดินเรือ เปลี่ยนอาชีพไปเปิดร้านเหล้าบริเวณท่าเรือ แต่ใจเมื่อได้เพชร บลูไดมอนด์ ถ้าขายเพชรแล้วซื้อเรือเพิ่ม น่าจะทำเงินได้มากกว่านี้คิดไปมาหลายตลบก็ตัดสินเด็ดขาดไม่ได้สักที
ส่วนบักเคนได้เพชรมาก็เก็บไว้เงียบไม่บอกใครเพราะรับปากกัปตันแล้ว และก็กลัวภัยมาถึงตัว เพราะลูกเรือแต่ละคนไว้ใจไม่ได้นอกจากปิแอร์ ใจจริงจะบอกปิแอร์ แต่นึกถึงคำของกัปตัน เลยไม่กล้าบอก ไว้ถึงฝั่งก่อนค่อยบอกปิแอร์ว่าตัวเองได้เพชรเป็นที่ระลึก
เรือเดินทางรอนแรมหลายสัปดาห์ก็ถึงเมืองท่ามาเซย์ ลูกเรือหลายคนแสดงความดีใจ ที่ได้กลับบ้านและหลายคนได้ไปปลดปล่อยอารมณ์กลัดมันที่อยู่บนเรือมาหลายเดือน ไม่ได้ปลดปล่อย ที่ท่าเรือมาเซย์ เต็มไปด้วยผู้คน หญิงขายบริการจำนวนมากมาย ด้วยสภาพเศรษฐกิจฝรั่งเศส หญิงยากไร้ หญิงผัวตายในสงคราม หญิงหม้ายลูกติด หลายคนมาเป็นหญิงขายบริการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต และลูก หลังจากเรือเทียบท่า บักเคนได้ยินเสียงเอะอะดังอยู่หัวโค้งถนน ก็ได้เดินไปพร้อมกับปิแอร์ เพื่อไปดูเหตุการณ์ เห็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กำลังโต้เถียงกับหญิงขายบริการหลายคน
บักเคนจับใจความได้ว่า หญิงขายบริการคนหนึ่งโต้เถียงกับตำรวจว่าเพิ่งไปหลับนอนกับลูกเรือได้เงินมา จะนำไปซื้ออาหารให้กับลูกที่ไม่ได้ทานอาหารมาวันเต็ม ๆ แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ไม่ยอม หญิงที่ขายบริการทุกคนต้องเสียภาษีบำรุงท้องถิ่น และเงินส่วนหนึ่งต้องส่งไปยังราชสำนัก ที่มีคำสั่งให้ท้องถิ่นเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ท้องพระคลังขาดแคลนเงินตรา จึงต้องเก็บภาษีทุกวิถีทาง ชาวบ้านที่มุงดู ด้วยสายตาเคียดแค้นแต่ทำอะไรเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ ได้แต่เอาใจช่วยหญิงเคราะห์ร้ายที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ แม้ตนเองต้องเอาร่างกายพลีเพื่อเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและลูก
ปิแอร์ดึงมือบักเคน “ไปเหอะคุณเคน ที่นี่ไม่ปลอดภัย เดี๋ยวตำรวจจะแห่กันมาจับหญิงขายบริการทั้งหมด เพื่อไปปรับ” ปิแอร์บอกบักเคน
“ถ้าไม่มีเงินเสียค่าปรับล่ะ” บักเคนถาม “ก็ต้องยอมหลับนอนกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือไม่ก็ตำรวจและลงชื่อไว้ หาเงินมาจ่ายในวันหน้า ถ้าไม่จ่ายก็ติดคุกไม่สามารถหาเงินได้อีก”
ปิแอร์บอกบักเคน ไม่ต้องหาเหตุผลถูกผิด ที่นี่เหตุผลคือ คนถือกฎหมายในมือ
“แล้วกระบวนการยุติธรรมล่ะ” บักเคนถามปิแอร์
“ความยุติธรรมคือกำลัง ศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ อยู่ภายใต้ การควบคุมของราชสำนัก ขุนนางในปารีส คนได้รับอภิสิทธิ์คือ คนรวย นักบวชในศาสนจักร ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีคดีอะไรของชาวบ้านขัดแย้งกับอำนาจของขุนนาง ราชสำนัก ถ้าขึ้นสู่ศาล ชาวบ้านแพ้คดีทั้งหมด
ถ้าเป็นฝ่ายขุนนางทำอะไรก็ไม่ผิด ฆ่าคนก็ไม่ผิด คุณพ่อที่เป็นทนายความ (โรแบสปิแยร์) พยายามต่อสู้กับความอยุติธรรมนี้ตลอด ส่วนผมก็ทนไม่ได้ที่เห็นคนยากไร้ต้องตายด้วยความอดอยาก ในขณะที่ขุนนางชนชั้นสูง อยู่กับความฟุ้งเฟ้อของราชสำนัก” ปิแอร์บอกบักเคนด้วยคำพูดที่ขื่นขม จึงได้มาสมัครเป็นลูกเรือเพื่อลืมภาพอันโหดร้ายของสังคมฝรั่งเศส บักเคนได้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งในปี พ.ศ. 2553 ที่เกิดเหตุการณ์จลาจลและผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าตาย ฆาตกรยังลอยนวลอยู่ในสังคมชั้นสูงอยู่ได้ เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2553 ช่างเหมือนกับฝรั่งเศสตอนนี้ที่บักเคนเจออยู่
“เฮ้อ เป็นเหมือนกันทั่วโลก ผู้ปกครองบ้าอำนาจ ระบบ ตุลาการขาดความยุติธรรม บ้านเมืองไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน บ้านเมืองวิบัติแน่นอน บักเคนพูดพึมพำ”
“บ่นอะไรหรือคุณเคน” ปิแอร์ถามบักเคน
“ไม่มีอะไรก็พูดไปเรื่อยเปื่อยถึงความไม่ยุติธรรมในสังคมฝรั่งเศส เหมือนกับประเทศในแดนไกลหลาย ๆ ประเทศที่ผู้ปกครองลืมมองชาวบ้านว่าอยู่อย่างไร”

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (35)

กัปตันเมื่อเรือถึงฝั่งได้สองสามวันและปล่อยลูกเรือไปพักผ่อน ใครอยากไปขึ้นสวรรค์กับโสเภณีที่เกลื่อนท่าเรือก็ไป หรือกลับบ้านไปหาลูกเมีย อีกสามวันให้มาประชุมกันเพื่อวางแผน การเดินทางครั้งต่อไป กัปตันได้ไปดื่มเหล้ากับบักเคนและปิแอร์ที่ร้านเหล้าท่าเทียบเรือปรึกษาว่า กัปตันควรจะเปิดร้านเหล้าดีไหม ซึ่งบักเคนหนุ่มสยามได้เสนอความคิดแปลกใหม่ให้กับกัปตัน ซึ่งไม่เคยได้ยินและได้เห็นมาก่อนในชีวิต บักเคนเสนอความคิดให้กับกัปตันว่า
“กัปตันเปิดเป็นบาร์อะโกโก้ดีกว่า โดยมีผู้หญิงบริการมากมายที่เดินเกลื่อนท่าเรือ และในร้านมีการเต้นอะโกโก้โชว์”
บักเคนได้แนวคิดจากบาร์เบียร์แถวพัฒนพงษ์ และพัทยา กัปตันได้ฟังแนวคิดของบักเคนถึงกับอ้าปากหวอ
“วิเศษยิ่ง ข้าไม่นึกเลยว่าช่วยชีวิตเจ้าจากทะเล เจ้าจะเป็นอัจฉริยะที่พระเจ้าประทานให้ข้า ตั้งแต่ในหมู่บ้านในเกาะร้าง เจ้าแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมให้หัวหน้าเผ่ายอมรับ และข้าจะทำธุรกิจ เจ้าก็ให้ความเห็นแปลกใหม่ และไอ้เต้นอะโกโก้มันเป็นอย่างไร”
กัปตันถามบักเคน บักเคนได้อธิบายถึง “การเต้นอะโกโก้ ว่าให้ผู้หญิงที่มาขายบริการได้เต้นแสดงท่าทางยั่วยวน ด้วยการแต่งกายวับๆ แวม ๆ ดีกว่าใส่เสื้อปิดร่างกายมิด กลิ่นตัวก็แรง มีแต่ลูกเรือที่หื่นกระหาย แต่ถ้าให้หญิงเหล่านั้น อาบน้ำปะแป้ง แต่งหน้า ทาปาก ให้สวยงาม แต่งตัววับ ๆ แวม ๆ เป็นศิลปะ จะสร้างอารมณ์มากกว่า ได้มานั่งคุยกับแขกชวนแขกดื่มเหล้า บอกให้แขกซื้อเหล้าให้ หรือเรียกว่าเด็กดริ้งส์ แขกที่มากดื่มเหล้า มาเจอบริการแปลกใหม่ในฝรั่งเศส และบักเคนเสนอให้สร้างเวที ที่หน้าร้านเหล้าเพื่อให้สาว ๆ ขึ้นไปเต้นรูดเสาโชว์เรียกแขก จะมีลูกค้าชั้นสูง ผู้ชายที่หื่นกระหาย แวะมาเที่ยว รายได้ร้านของกัปตันก็จะเพิ่มขึ้น นอกจากขายเหล้า แถมพ่วงทำตัวเป็นพ่อเล้าด้วย ความคิดสุดแสบจากโลกอนาคตที่ประสบมาของบักเคนเสนอต่อกัปตัน
“มันจะดีหรือมันขัดหลักศาสนานะ คุณเคน” กัปตันทักท้วง
“พระเจ้าช่วยให้หายอดตายได้ไหม สวดอ้อนวอนจนตาย ก็ไม่มีผล ทุกคนต้องช่วยตัวเองเพื่อความอยู่รอด กัปตันเห็นไหม ทำไมผู้หญิงถึงมาขายบริการ เพื่อท้องอิ่มใช่ไหม ทางการไม่ดูแลราชสำนักไม่สนใจ ผู้หญิงเหล่านั้นที่กำลังจะอดตาย กัปตันเสียอีก ที่จะต่อชีวิตให้พวกเธอได้มีชีวิต มีความหวัง เป็นการทำบุญมากกว่า อย่าคิดมาก จะให้เธอทำอะไรเธอก็ยินยอมทุกอย่าง”
“คุณเคนผมขอถามอีกอย่าง แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ห้ามหรือ” กัปตันถามบักเคน
“ไม่มีปัญหา จ่ายเงินประจำเดือนให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จ่ายภาษีเต็มแล้วแต่ราชสำนักจะเรียกเก็บ ทุกอย่างก็เรียบร้อย ส่วนท่านก็หาลูกเรือที่หน่วยก้านแข็งแรงใจสู้มาเป็นยามรักษาร้านสักหลายคน ลูกเรือคนไหนอยากทำงานด้วยก็รับ แต่ถ้าอยากเป็นลูกเรือก็ปล่อยไป กัปตันได้ฟังบักเคนเสนอไอเดีย ก็ดื่มเหล้าหมดหลายขวดพร้อมกับบักเคนและปิแอร์ ทำให้ความคิดของกัปตัน นอนคิดมาหลายคืนตั้งแต่อยู่บนเรือ จนเรือถึงฝั่ง ว่าจะขายเพชรบลูไดมอนด์ หรือขายเรือดี ตัดสินใจวกไปวนมา คิดจนฉี่เหลืองก็คิดไม่ตก พอเรือถึงฝั่งฟังบักเคนเสนอไอเดีย กัปตันตัดสินใจได้ทันทีว่าอนาคตของตนต้องทำตามความคิดของบักเคน ซึ่งกัปตันไม่รู้ว่าการขายเรือไม่ขายเพชรได้สร้างความวิบัติต่อเนื่องตามมาอีกมากมายเป็นลูกโซ่
เช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆหมอก เป็นวันที่อากาศดีมากวันหนึ่ง กัปตันตื่นขึ้นมาด้วยรอยยิ้มและฝันถึงความสำเร็จ วันข้างหน้า จากความคิดของหนุ่มสยามที่ตนเคยช่วยชีวิตไว้ และตอนนี้ได้ตอบแทนบุญคุณ ด้วยการเสนอความคิดดี ๆ ให้กัปตัน วันนี้เป็นวันนัดประชุมลูกเรือทุกคน และได้แจ้งข่าวให้กับลูกเรือ
“ข้าขอยุติชีวิตการเป็นกัปตันเรือตั้งแต่บัดนี้ หลายสิบปีที่ใช้ชีวิตในท้องทะเล เจอคลื่นพายุมามาก ชีวิตพอแล้ว อยากจะเปลี่ยนชีวิตใหม่บ้าง ว่าจะเปิดร้านเหล้า เพื่อพวกเราที่ยังยึดอาชีพเป็นกะลาสีเรือ ได้มาใช้บริการ ได้มานั่งพูดคุยกันบ้าง”
กัปตันได้ถามความสมัครใจของลูกเรือทุกคน รวมทั้งบักเคนและปิแอร์ว่า ต่อจากนี้จะทำอะไรเมื่อตนเองไม่ได้เป็นกัปตันเรือ ลูกเรือหลายคนบ่นเสียดาย และไม่อยากให้กัปตันเลิกเป็นกัปตัน พยายามพูดอ้อนวอน แต่กัปตันเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว และบอกแนวคิดที่บักเคนเสนอออกไป ขอยุติชีวิตเป็นกัปตันเด็ดขาดแต่ถ้าใครจะเป็นกะลาสีเรือต่อจะไปฝากงานให้กับเรือลำอื่น ๆ เพราะมีเพื่อนเป็นกัปตันหลายคน คงไม่มีปัญหา ส่วนเรือได้ตัดสินใจขายให้เพื่อนที่เป็นกัปตันด้วยกันวันนี้เขาจะนำเงินมาจ่ายค่าเรือ คิดว่าได้เงินพอสมควร จะแบ่งเงินให้ทุกคนได้เป็นทุนไว้ใช้จ่ายก่อนลงเรือเที่ยวต่อไป ส่วนคนที่จะเปลี่ยนอาชีพก็ได้มีทุนรอน เป็นค่าเดินทางไปหางานใหม่ทำ ส่วนตนเองก็เช่าร้านเปิดเป็นร้านเหล้า ตามคำแนะนำของบักเคน กะลาสีเรือหลายคน พอฟังแนวคิดของบักเคนที่ถ่ายทอดให้กัปตันฟัง ไม่มีคนบ่นเสียดายอีก
หลายคนสมัครทำงานร้านเหล้าของกัปตันหมด ยกเว้นบักเคนและปิแอร์ และลูกเรืออีกสองสามคน ต้องย้ายไปต่างถิ่นแต่ก็บ่นเสียดาย อยากทำงานร่วมกับกัปตัน เพราะทำงานกับสาว ๆ ดีกว่า ลงเรือผจญภัยในท้องทะเล ทุกคนทึ่งกับความคิดของบักเคนที่แนะนำให้กัปตันเปิดบาร์อโกโก้ ที่จะทำเงินให้มากมายมหาศาลให้กับกัปตันมากกว่าเดินเรืออีก ยกเว้นแต่ขายเพชรบลูไดมอนด์ออกไป

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (36)

หลังจากขึ้นฝั่งที่เมืองท่ามาเซย์แล้วได้เดินเข้าไปยังตัวเมืองเพื่อผ่านไป สู่บ้านเกิดของปิแอร์ที่เมือง อาราส มณฑล อาร์ตัวส์ โดยจะไปหาเช่ารถม้าที่ในเมืองมาเซย์โดยสารไป กัปตันได้มอบเงินก้อนใหญ่ให้กับบักเคนเป็นค่าความคิดดี ๆ เปิดบาร์อโกโก้ และมอบเงินส่วนหนึ่งเพิ่มเติมให้ปิแอร์เป็นค่าเดินทางกลับบ้าน ซึ่งปิแอร์ก็ยอมรับเงินถือว่าเป็นค่าจ้างพิเศษ ทั้งกัปตัน บักเคน และปิแอร์ได้ร่ำรากันด้วยความอาลัย

กัปตันพยายามยื่นข้อเสนอให้บักเคนเป็นหัวหน้าพ่อครัว เปิดร้านอาหารตอนกลางวัน ขายอาหารที่บักเคนถนัด บักเคนก็บ่ายเบี่ยง อ้างว่าไม่มีวัตถุดิบ แต่กัปตันก็ยังยืนยันว่าวัตถุดิบจะพยายามหามาให้ เพราะเพื่อนกัปตันเดินเรือสินค้าแวะเมืองจีน และมะละกา อยู่บ่อย ๆ บางครั้งถ้าไม่มีก็จะสั่งให้แวะที่บางกอก เพื่อสั่งสินค้าที่บักเคนต้องการ เช่น พริก ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้ นำมาทำอาหารอีสาน เช่น ลาบเป็ด ลาบปลา ปลาเผา ปลาย่าง ไก่อบฟาง ต้มแซบไก่ ฯลฯ บักเคนขอบคุณในความปรารถนาดีของกัปตัน
กัปตันเมื่อชักชวนบักเคนไม่สำเร็จ บอกว่าถ้ามีเวลาก็มาเที่ยว เยี่ยมเยียนดูกิจการร้านเหล้าตามคำแนะนำของบักเคนบ้าง ที่ร้านยินดีต้อนรับเสมอ ทานฟรี อยู่ฟรี สำหรับบักเคน ทำให้บักเคนซึ้งใจและได้ให้สัญญากับกัปตันว่าจะหมั่นมาเยี่ยมกัปตันบ่อย ๆ เพราะกัปตันมีบุญคุณกับตนที่ช่วยให้ตนเองรอดชีวิตมาได้จากเรือล่ม ทั้งปิแอร์และบักเคนได้ร่ำลากัปตัน เพื่อออกเดินทาง ขืนอยู่ต่ออาจจะใจอ่อนกับลูกอ้อนของกัปตัน ซึ่งปิแอร์ไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เป็นลูกเรือมาหลายปี สมัครงานครั้งแรก หน้าตาโหดเหี้ยม พูดเสียงดัง แต่วันนี้เปลี่ยนไปพูดจาดี ปิแอร์พกความสงสัยว่ากัปตันผีเข้าหรือทานยาผิดขนาน ระหว่างเดินทาง บักเคนและปิแอร์ ได้กลิ่นซากศพโชยมา เพราะคนตายแล้วฝังไม่ทัน เนื่องจากอดตายจากความหิวโหย และโรคระบาดที่ราชสำนักขาดงบประมาณดูแลรักษา
“ปิแอร์เกิดอะไรขึ้นในเมืองนี้ ที่ท่าเรือทำไม่มีแต่โสเภณี พอจะเข้าเมืองมีแต่กลิ่นศพ”
บักเคนถามปิแอร์ “เห็นลูกเรือที่เข้ามาในเมืองพอทราบข่าวว่าเมืองมาร์เซย์เกิดโรคระบาด ก็ไม่เข้าเมือง เราควรเลี่ยงตัวเมืองดีกว่า เพราะกลัวติดโรคระบาด โรคระบาดไม่มียารักษา”
“โรคอะไร” บักเคนถามปิแอร์
“ไม่ทราบเห็นลูกเรือเล่าให้ฟัง ว่าคนป่วยจะตุ่มใหญ่ (ต่อมน้ำเหลือง) บวม แดง กดเจ็บ จะปวดมากจนขยับแขนหรือขาไม่ได้ บริเวณขาหนีบ มีไข้สูงหนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เลือดออกในปาก จมูก ทวารหนัก และเสียชีวิต มันน่ากลัวมากชาวบ้านที่อยู่แออัดตายกันมาก” ปิแอร์บอกบักเคน ซึ่งก็คือกาฬโรคในปัจจุบัน
ฝรั่งเศสเริ่มตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1787 ถึงปี ค.ศ. 1788 ประเทศประสบภัยแล้งมายาวนาน ผลผลิตการเกษตรเสียหายมากมาย ไร่องุ่นของคนยากไร้ที่เช่าที่นาของขุนนาง ชนชั้นสูง คนยากจน ไม่มีเงินที่จะขุดคลองส่งน้ำได้แต่ปล่อยองุ่นทิ้งให้เฉาตายเพราะขาดน้ำ น้ำตาของชาวสวนองุ่นชอกช้ำ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผลผลิต ก็ไม่ได้ หลวงก็เก็บภาษีเพิ่ม ศาสนจักรขอเก็บเงินบำรุงศาสนาอีก ส่วนชาวนาที่ทำไร่มันฝรั่ง ไม่มีผลผลิต เพราะขาดน้ำ คนฝรั่งเศสอดอยาก หิวโหย ผู้คนล้มตายด้วยโรคระบาด อหิวาต์ และโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด คือ กาฬโรค ที่อากาศร้อนและแห้งแล้ง ทำให้หนูแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในสลัมแออัด ในเมือง ไม่เว้นแต่ในชนบทที่ผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ที่เมืองมาเซย์มีคนตายด้วยกาฬโรค ประมาณ 40,000 คน
ชาวบ้านที่ยากไร้เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าลงโทษ หลายคนคิดว่าคนยิวลักลอบนำยาพิษไปใส่บ่อน้ำบางคนก็ไปโบสถ์สวดมนต์ อ้อนวอนให้พระเจ้าทรงเมตตา บ้างก็ไปสวดมนต์อ้อนวอนต่อ รูปปั้นพระเยซูเจ้า พระแม่มารีย์ แต่ก็สิ้นหวังโดยสิ้นเชิงผู้คนล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
ส่วนคนรวย ชนชั้นสูงได้เดินทางออกจากเมืองมาเซย์ไปอาศัยอยู่ในชนบท สร้างปราสาทมีกำแพงล้อมรอบไม่รับแขกทั้งสิ้นเพราะคิดว่าคนที่มาติดต่อเป็นคนนำเชื้อโรคมาเผยแพร่ คนตายไปทุกหย่อมหญ้า มีแต่ความหดหู่ บักเคนและปิแอร์ได้ติดรถม้าของพ่อค้าที่มาค้าขายในเมืองมาเซย์พอทราบข่าวว่ามีโรคระบาดก็เดินทางกลับทันที บักเคนและปิแอร์ได้ขอโดยสารไปด้วย ยินดีจ่ายค่าเดินทางให้ รถม้าโดยสารเดินทางเกือบสัปดาห์ เพราะถนนไม่ดี ได้มาถึงหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ ชื่ออีวัวส์ (Yvoire)
ปิแอร์ได้บอกคนขับรถม้าจะขอแวะพักเพราะมีญาติอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ปิแอร์และบักเคนได้พักที่หมู่บ้านอีวัวส์ที่บ้านญาติของปิแอร์ อาหารมื้อเย็นที่ดีที่สุดของบ้าน ได้แก่ มันฝรั่งต้มเกลือ ผักไม่มี ปลาคอดตากแห้งตัวเล็ก ๆ 1 ตัวทั้งบ้านเป็นอาหารมื้อที่หรูหราที่สุดที่จัดเลี้ยงปิแอร์และบักเคนที่ได้แวะมาเยี่ยม
บักเคนซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านอีวัวส์ที่มีน้ำใจจัดเลี้ยง อาหารค่ำ ในสายตาชาวบ้านมันยิ่งใหญ่ แต่สายตาของบักเคนและ ปิแอร์ ต้องทนทานอาหารกับญาติของปิแอร์ เพื่อไม่ให้เสียความปรารถนาดี อุตสาห์ทำอาหารมาเลี้ยงคนทั้งสอง แม้ว่าบ้านจะไม่มีอะไรทานก็ตาม ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่หมู่บ้านอีวัวส์ เป็นเกษตรกร ทำไร่องุ่น และปลูกมันฝรั่ง ทุกปีอาหารการทานอุดมสมบูรณ์ ไก่ป่า นก นกเป็ดน้ำ แต่ปีนี้อากาศวิปริต เพราะแล้งมายาวนาน
สัตว์ป่าก็ถูกชาวบ้านไล่ฆ่ามาทำอาหารประทังชีวิต ส่วนนกเป็ดน้ำเนื่องจากแล้ง ไม่มีนกเป็ดน้ำมาลงหนองน้ำที่แห้งผาก ชาวบ้านไม่มีน้ำที่จะรดไร่องุ่น ได้แต่อาศัยน้ำบ่อของหมู่บ้านเพียงพอสำหรับดื่ม บักเคนมองเห็นสายตาสิ้นหวังของชาวบ้าน ที่ทนทุกข์ทรมานจากภัยแล้ง ความอดอยากหิวโหยกำลังมาเยือน อีกไม่นานโรคระบาดคงแพร่มาถึง เงาวิบัติปกคลุมหมู่บ้าน บักเคนเหลือบไปเห็นแมวดำ ผอมโซ กำลังเดินด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย เหมือนกับสงวนพลังงานเอาไว้อีกไม่นานคงอดตายเพราะไม่มีอะไรจะให้ทาน นาน ๆ ถึงจะล่าหนู งูได้ แต่พอชาวบ้านเห็นก็แย่งเอาไปทาน ส่วนแมวก็อดตามระเบียบ
บักเคนมีความคิดเลยบอกปิแอร์ “ปิแอร์ผมสงสารชาวบ้าน ไม่รู้ชาวบ้านจะเชื่อเรื่องลึกลับไหม ที่บ้านผมดอนมดแดง มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นบ่อย ชาวบ้านทำพิธีขอฝนบ่อย ๆ ขอครั้งใดไม่เคยผิดหวัง หลังจากขอฝนไม่เกิน 3-7 วันฝนตกมามีน้ำทำนา” บักเคนบอกปิแอร์
“คุณเคนมีวิธีทำให้ฝนตกหรือ ใช้คาถาอะไร หรือต้องหา แม่มดเรียกลมเรียกฝนหรือ” ปิแอร์ถามบักเคน
“ไม่มีคาถามีแต่ความเชื่อไม่รู้ชาวบ้านจะเชื่อไหม วิธีการของผม ผมจะทำพิธีแห่นางแมวขอฝน เพราะมองเห็นแมวดำ ถ้าเราทำพิธีแห่นางแมว ที่บ้านของผมเชื่อเหตุที่ฝนไม่ตกเกิดจากดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง เจ้าเมืองหรือเจ้าแผ่นดินไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ถ้ามนุษย์อยากให้มีฝนตกต้องตามฤดูกาล มนุษย์ก็ควรตั้งอยู่ในศีลในธรรม โดยเฉพาะผู้ปกครองบ้านผมต้องทำพิธีอ้อนวอนขอฝน และการที่ต้องใช้แมวเป็นตัวประกอบสำคัญในการขอฝน เพราะเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่เกลียดฝน ถ้าฝนตกครั้งใดแมวจะร้องทันที แถวบ้านผมถือเอาเคล็ดที่แมวร้องในเวลาฝนตกว่า จะเป็นเหตุให้ฝนตกจริง ๆ”
บักเคนได้เล่าต่อไปว่า “ชาวบ้านจึงร่วมมือกันสาดน้ำและ ทำให้แมวร้องมากที่สุดจึงจะเป็นผลดี หลังจากทำพิธีแห่นางแมวแล้วฝนจะตกลงมาตามคำอ้อนวอน และตามคำเซิ้งของนางแมว และแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับศักดิ์สิทธิ์ สามารถเรียกฝนให้ตกลงมาได้ และเมื่อถึงฤดูฝน หากฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาลก่อนที่จะนำนางแมวเข้ากระบุงหรือตะกร้า คนที่เป็นผู้อาวุโสที่สุด จะพูดกับนางแมวว่า
“นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วยนะ”
พอหย่อนนางแมวลงกระบุงแล้ว ก็ยกกระบุงนั้นสอดคานหามหัวท้าย จะปิดหรือเปิดฝากระบุงก็ได้ แต่ถ้าปิดต้องให้นางแมวโดนน้ำกระเซ็นใส่ ตอนที่สาดน้ำด้วยจะต้องถูกต้องตามหลักประเพณี ผู้หญิงที่เข้าร่วมในพิธีแห่ จะผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้สดดอกโต ๆ ขบวนแห่จะร้องรำทำเพลงที่สนุกสนานเฮฮา เมื่อขบวนแห่ถึงบ้านไหน แต่ละบ้านจะต้องออกมาต้อนรับอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่า แมวจะโกรธ และจะบันดาลไม่ให้ฝนตกลงมา” บักเคนอธิบายให้ ปิแอร์ฟัง
“พระเจ้าช่วยเป็นพิธีแปลกประหลาดมาก คุณเคน แล้วมันได้ผลไหม” ปิแอร์ถามบักเคน
“ต้องได้สิ ไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าจะทดลองทำ ต้องหาแมวที่รูปร่างดีกว่าแมวดำผอม ๆ นะ หาแมวมาสักตัวสองตัวเพื่อทำพิธี” บักเคนบอกปิแอร์

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (37)

“ได้ข้าจะให้ญาติของผมไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านดู” ปิแอร์ได้เล่าเรื่องที่บักเคนบอกให้ญาติฟัง ทุกคนได้ฟังก็เกิดความทึ่งในความแปลกใหม่ เป็นความเชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน การแห่นางแมวเพื่อขอฝน หลังจากไร่นาแห้งแล้งยาวนาน สัตว์เลี้ยง แกะ ม้า ถูกฆ่าทานประทังชีวิต ไร่องุ่นก็ขาดปุ๋ยเพราะไม่มีสัตว์เลี้ยงหลงเหลืออยู่ ดินก็แตกระแหง คุณภาพดินขาดปุ๋ยก็ยิ่งแย่ หลังจากญาติของปิแอร์ได้ไปเล่าความคิดแปลกประหลาดให้หัวหน้าหมู่บ้านฟัง หัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมลูกบ้านด่วน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของลูกบ้านคน อื่น ๆ ช่วงเช้าของอีกวัน หัวหน้าหมู่บ้านได้เรียกประชุมลูกบ้าน และได้ให้บักเคนเข้ามาอธิบายถึงพิธีกรรมขอฝนด้วยการแห่ นางแมว ซึงบักเคนได้อธิบายเช่นเดียวกับอธิบายให้ปิแอร์ฟัง มีชาวบ้านหลายคนสงสัยว่ามันจะได้ผลหรือ จะไม่เป็นการทรมานแมวหรือ

บักเคนได้ตอบชาวบ้าน “ไม่ต้องสนใจองค์กรพิทักษ์สัตว์ ในการแห่นางแมว” บักเคนเผลอหลุดปาก องค์กรพิทักษ์สัตว์ เพราะยังไม่มีในสมัยนั้น
“ใช้แมวตัวผู้หรือตัวเมีย ใช้แมวสีอะไร” ชาวบ้านพากันสอบถามบักเคน
“ใช้แมวอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นตัวเมีย” ที่นี่คงไม่มีแมวสยาม
บักเคนถามต่อ “มีแมวเปอร์เซียไหม” บักเคนถามชาวบ้าน
“มีอยู่ตัว เป็นตัวเมียของหัวหน้าหมู่บ้าน และที่เหลือมีแต่แมวสีขาว แมวสีดำจะเยอะหน่อย” ลูกบ้านบอกบักเคน
“ดีเลยถ้าทุกคนเห็นด้วย พรุ่งนี้จะทำพิธีแห่นางแมวโดยเอาแมวของหัวหน้าหมู่บ้านและแมวตัวเมียอีก 2 ตัว ใส่ตะกร้า ปิดฝา แล้วบักเคนให้ชาวบ้านไปตักน้ำที่บ่อเพื่อสาดแมว พรุ่งนี้จะทำพิธีแห่นางแมวขอฝน โดยมีบักเคนเป็นผู้นำทำพิธี
รุ่งเช้าพิธีแห่นางแมวได้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านอีวัวส์ ประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน แห่งนี้จะเป็นตำนานลือลั่นที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ พิธีแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงได้แห่มาร่วมงานอย่างมืดฟ้า มัวดิน เพราะไม่เคยเห็นพิธีกรรมอันแปลกประหลาดมาก่อน เคยเห็นจนชินชาพิธีเผาคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด จับเผาไฟทั้งเป็น แต่แห่นางแมวไม่เคยเห็น
ชาวบ้านพยายามหาเสื้อผ้าที่คิดว่าสวยที่สุด ดูดีที่สุดใส่มาร่วมงาน ทุกคนร้องเพลง พื้นเมืองอย่างสนุกสนาน บักเคนได้สอน การฟ้อนรำให้กับชาวบ้านเป็นงานหมู่บ้านที่ครึกครื้นที่สุดหลังจากหดหู่มานาน เป็นความหวังแม้จะประสบความสำเร็จอันน้อยนิด แต่ก็ยังมีแสงสว่างริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์อันยาวไกล แต่ชาวบ้านทั้งหมดก็เชื่อและศรัทธาในพิธีกรรมที่บักเคนได้เสนอว่าหลังจากแห่นางแมวแล้วฝนจะตกเพื่อสร้างความชุ่มช้ำให้กับผืนดิน
ขณะที่หมู่บ้านอีวัวส์ แห่นางแมวเพื่อขอฝน ทุกพื้นที่ในประเทศฝรั่งเศส ผลผลิตไม่ได้ผลทั่วประเทศเกิดความแห้งแล้ง ราคาขนมปังทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศสกับพุ่งขึ้นสูงยิ่งกว่าบั้งไฟของชาวยโสธร ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวนาในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เช่าที่ทำทานจากขุนนาง จากวัด ซึ่งเคยใช้เงินที่หามาได้เป็นค่าขนมปังราวครึ่งหนึ่งของรายได้ กลับต้องจ่ายเงินถึงร้อยละ 85 เพื่อซื้อขนมปัง ต้องทำงานให้ขุนนางตามพันธะสัญญาในระบบฟิวดัล จ่ายภาษีศาสนาให้โบสถ์ จ่ายภาษีให้ราชสำนักผ่านเจ้าหน้าที่ภาษีท้องถิ่น เพื่อบำรุงราชสำนักที่ต้องจัดงานเลี้ยงอยู่บ่อย ๆ ในขณะที่ศาสนาจักรและขุนนางได้รับการยกเว้นภาษีไม่ต้องจ่ายภาษีทุกชนิด การที่ชาวบ้านต้องรับภาระจ่ายภาษีจำนวนมาก ทำให้ขบวนการลับฟรีเมสันเริ่มแพร่ขยาย
ปิแอร์บุตรชายของทนายความชื่อดัง โรแบสปิแยร์ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสัน ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนพระเจ้าหลุยส์ 14 แต่ก็ไม่ได้บอกใครเพราะถือเป็นข้อห้ามของสมาคมลับ
“รู้ไหม คุณเคน ชาวบ้านโกรธแค้นชนชั้นสูง ราชสำนักมากแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งข้าเคยอ่านแนวคิดของวอร์แตร์ ได้เขียนเสียดสีในเรื่องศาสตร์การปกครองประกอบไปด้วยการรีดเงินจากพลเมือง กลุ่มหนึ่งออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาไปให้พลเมืองอีกกลุ่ม” ปิแอร์บอกบักเคน
คุณเคนเคยได้ยินฟรีเมสันไหม ปิแอร์ถามบักเคน “ไม่เคย ได้ยิน เคยได้ยินแต่ห้างโรบินสัน”
ไม่ใช่ ฟรีเมสัน เป็นสมาคมลับต่อต้านศาสนจักรต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต้องจัดระเบียบโลกใหม่ จัดระเบียบสังคมฝรั่งเศสใหม่ ไม่ให้มีการเอาเปรียบคนจน ของขุนนางและ ศาสนจักร ล้มล้างระบบการปกครองต้องการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน มีเสรีภาพ อิสรภาพ ภราดรภาพ ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนมี 1 สิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน ”
ปิแอร์บอกบักเคน “ระบอบคอมมิวนิสต์” บักเคนเผลอ หลุดปาก
“ไม่ใช่เป็นการปกครองโดยประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่” ปิแอร์บอกบักเคน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (38)

 หลังจากเปิดกิจการบาร์อโกโก้ กัปตันจอห์นนี่ มีลูกค้ามาอุดหนุนจนร้านแทบแตก มีรายได้มหาศาล ขุนนางชั้นสูงจากปารีส ข้าราชการท้องถิ่น พ่อค้าต่างเมือง กัปตันเรือ ต่างแห่กันมาใช้บริการที่ร้าน ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กัปตันยิ่งกว่าเดินเรือค้าขายอีก หลังจากเก็บเงินเก็บทองได้มากพอสมควร กัปตันก็นึกถึงเพชรบลูไดมอนด์ที่หัวหน้าเผ่าให้มา จะต้องเอาไปเจียรนัย เป็นจี้เพชรห้อยคอเพราะ กัปตันรักเพชรบลูไดมอนด์มาก ได้มาก็นอนดูอยู่แทบทุกคืน เมื่อมีเงินมีทองมากพอ กัปตันเลยตัดสินใจเอาเพชรบลูไดมอนด์ข้ามพรมแดนสู่ลูเซินร์น (Luzern) ไปให้ช่างที่สนิทสนมกันมากเปิดร้านอยู่ใกล้กับสะพานชาเพล เพื่อไปเจียระไนเพชรบลูไดมอนส์
เมื่อช่างเจียระไนเสร็จ ก็บอกกัปตันว่า “เป็นเพชรที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต จึงตัดสินใจทำเป็นเพชรเกสรหรือเพชรกลม (Round Brilliant) ที่ทำให้เพชรสามารถส่องประกาย ความงามได้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการเจียรไนเพชรรูปทรงอื่น ๆ เป็นการเจียรนัย สุดฝีมือของตนเอง มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดทั้งในเรื่องสัดส่วน (Proportion) ความสมมาตร (Symmetry) และการขัดเงา (Polish) ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการเจียรนัยเพชรทั้งชีวิต ใช้ความชำนาญ ความประณีตและความแม่นยำในการเจียรนัยเหลี่ยมเพชร (Facet) ทุกเหลี่ยมให้ได้ตำแหน่ง ขนาด ที่ไม่ผิดเพี้ยน ทำให้เพชรเปล่งประกายสะท้อนความงดงามออกมาได้อย่างเต็มที่”
กัปตันได้ฟังก็ดีใจที่ได้เพชรที่สวยที่สุดในโลก เมื่อได้เพชรแล้ว กัปตันเดินทางกลับคืนสู่ปารีส เรื่องกัปตันจอห์นนี่มีเพชร บลูไดมอนด์ มีคนรู้เพียงสามคน หัวหน้าเผ่า และก็บักเคน โดยบักเคนไม่นึกว่าเป็นเพชรบลูไดมอนด์ เห็นก้อนหินสีนึกว่าเป็นแค่พลอยไพลิน
ในสมัยนั้นไม่มีราคามากมายอะไร กัปตันหลงใหลรักเพชร บลูไดมอนด์มาก หยิบเอามาดูไม่เคยขาดยามอยู่ในห้องนอน กัปตันห้ามทุกคนเข้าห้องนอนของตนโดยเด็ดขาด กลับมาถึงมาเซย์ลูกค้าหลายคนถามถึงว่ากัปตันไปไหนมา กัปตันก็บอกว่าไปเยี่ยมญาติที่ลูเซินร์น ช่วงไม่อยู่กิจการบาร์อโกโก้ ลูกค้าต้องจองคิวกันยาวเหยียด ขุนนางจากราชสำนักฝรั่งเศสหลายคนแอบมาเที่ยวใช้อภิสิทธ์ ขอโต๊ะนั่งใกล้เวที เพื่อดูโชว์ เมื่อกัปตันกลับมาแล้ว ก็มีลูกค้าเป็นขุนนางชั้นสูงที่สนิทสนมกับพระนางมาเรียอังตัวเนต ได้มาเที่ยวที่บาร์อโกโก้ กัปตันจอห์นนี่ต้องจัดเตรียมโต๊ะ VIP (Very Idiot Person) ไว้รับรอง
กัปตันได้เปลี่ยนนิสัยจากการใช้เสียงดุดันอยู่ในท้องทะเล เปลี่ยนเป็นพูดจาอ่อนโยนสมกับเป็นเจ้าของบาร์อโกโก้


วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1788 เป็นวันที่บักเคนทำพิธีแห่ นางแมวขอฝนที่หมู่บ้านอีวัวส์ และพักต่ออีกสองคืนเพราะเกรงใจหัวหน้าหมู่บ้านที่ชวนให้พักต่อเพราะประทับใจประเพณีแห่ นางแมวขอฝน พักผ่อนพอสมควรปิแอร์เลยชวนบักเคนไปล่ำลาญาติของปิแอร์ แล้วออกเดินทางต่อไปยังเมือง อาราส มณฑล อาร์ตัวส์ เพื่อไปพบพ่อของปิแอร์ เดินทางไปได้สองวัน

เวลาบ่ายของวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1788 ในระหว่างทางเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ปิแอร์และบักเคนต้องหยุดรถเทียมม้าและแหงนหน้ามองท้องฟ้า ฟ้ามืดคลื้ม ลมเริ่มพัดรุนแรง บักเคนชักสังหรณ์ใจ
“อีกแล้ว พายุพัดน่ากลัว จะทะลุมิติไปที่ใดอีก” บักเคนบ่นพึมพำ
ลมพัดพาก้อนเมฆมา อากาศที่อบอ้าวเพราะเข้าหน้าร้อน อากาศปีนี้วิปริต ทั้งร้อนทั้งแล้ง ผิดปรกติ บักเคนมองผืนดินฝรั่งเศสนึกถึงดินแดนบ้านเกิดสมัยยังเด็ก เลยพูดกับปิแอร์ ว่า
“ปิแอร์ทำไมที่นี่มันแห้งแล้ง เหมือนกับบ้านผมเมื่อสมัย 40 ปีก่อน สมัยผมเป็นเด็ก แม่พาไปทุ่งที่แห้งแล้ง เหมือนกับที่นี่เลย” บักเคนรู้สึกว่าเหมือนกับเคยมาที่นี่มาก่อน เป็นอาการเดจาวู (Deja Vu) เป็นประสบการณ์ทางจิตที่รู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ ที่ไม่เคยไป แต่เหมือนกับเคยไปแต่จำไม่ได้ มองไปทางไหนมีแต่ผืนนาแตกระแหง ต้นไม้ใหญ่แทบจะไม่มี บักเคนถามแม่ “ทำไมทุ่งกุลาถึงไม่มีต้นไม้ใหญ่”
แม่เลยเล่าตำนานทุ่งกุลาร้องไห้ ให้ฟังว่า “ทุ่งกุลาเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน น้ำลึก ริมทะเลสาบด้านทิศตะวันตก มีเมืองจำปานาคบุรี หรือเมืองจำปาขัน เจ้าเมืองเป็นเพื่อนกับพญานาค เจ้าเมืองมีลูกสาวหนึ่งคน และหลานสาวหนึ่งคน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มิตรภาพของพญานาคกับเจ้าเมืองแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง พญานาคให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าชาวเมืองเดือดร้อนพญานาคจะมาช่วย และด้านตะวันออกของทะเลสาบ มีเมืองบูรพานคร เจ้าเมืองมีโอรส และหลานชาย ได้ส่งมาเรียนวิชากับฤาษี เมื่อจบวิชา ฤาษีได้บอกให้ลองไปต่อสู้กับพญานาค ถ้าสู้ชนะ แสดงว่าเรียนจบกระบวนวิชาทั้งสองได้กราบลาฤาษี เดินทางมายังจำปานาคบุรี”
“เมื่อเดินทางมาได้ทราบข่าวว่า เจ้าเมืองมีลูกสาวและหลานสาวสวย ทำให้พระโอรสเจ้าเมืองบูรพานครไม่สนใจจะต่อสู้กับพญานาค ใช้วิชาหลอกธิดากับหลานสาวเจ้าเมือง แล้วลักตัวไป เจ้าเมืองนาคบุรี ทราบข่าวธิดาถูกลักพาตัวจึงให้ทหารตีกลองเพื่อให้พญานาคมาช่วยเหลือ”
บักเคนเล่าต่อว่า “เมื่อพญานาคขึ้นจากใต้ทะเลสาบ จึงถามเจ้าเมืองตีกลองทำไม ข้าศึกยกทัพมาโจมตีหรืออย่างไร เจ้าเมืองบอกว่าลูกสาวถูกลักพาตัว ขอให้พญานาคช่วยตามลูกสาว พญานาคโกรธมากถือว่าผิดคำสัญญา จึงเนรมิตให้ทะเลสาบแห้งไป เหลือดินแดน โล่งสุดลูกหูลูกตา” และบักเคนได้ถามแม่ต่อ “แล้วทำไม่ถึงได้ชื่อว่าทุ่งกุลา”
แม่ได้เล่าให้บักเคนฟังต่อว่า “อดีตมีกุลาพวกหนึ่งเที่ยวเร่ขายสินค้าจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ เรื่อยมาจนถึงสุรินทร์พอมาถึงอำเภอท่าตูม พวกกุลาได้ซื้อครั่งเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อพอหาบครั่งข้ามแม่น้ำมูล มาได้สักหน่อยหนึ่งก็ถึงท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ หมายใจว่าจะเดินตัดทุ่งไปสู่ เมืองป่าหลาน (อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย) มหาสารคาม ขอนแก่น
พวกกุลาไม่เคยเดินผ่านทุ่งแห่งนี้มาก่อนทำให้ไม่ทราบระยะทางที่แท้จริง เพราะมองเห็นเมืองป่าหลานอยู่ไม่ไกล แต่หลงเดินข้ามทุ่ง รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากและในช่วงนั้นเป็นฤดูแล้งด้วย น้ำจะดื่มก็ไม่มี ต้นไม้จะอาศัยร่มเงาแม้แต่เพียงต้นเดียวก็ไม่มี ทั้งแดดก็ร้อนจัด ต่างพากันอิดโรยไปตาม ๆ กันครั่งที่หาบมาจะทิ้งก็เสียดาย จึงพากันโอดครวญและคิดว่าคงจะเอาชีวิตมาตายในทุ่งแห่งนี้เป็นแน่แท้ จึงพากันร้องไห้ไปตาม ๆ กัน และได้ทิ้งครั่งที่หาบมาขายทั้งหมด เมื่อเดินพ้นทุ่งกว้างใหญ่ เจอหมู่บ้าน ชาวบ้านมามุงจะซื้อของ แต่พวกกุลาไม่มีของขายเพราะเททิ้งกลางทางเพราะอากาศร้อนและเหนื่อย ไม่มีน้ำทาน จึงเรียกว่าทุ่งกุลาร้องไห้
“เรื่องเล่าของคุณเคนช่างอัศจรรย์เหลือเกิน อยู่ดินแดนฝรั่งเศสกับนึกไปถึงบ้านคุณเคนได้ คิดถึงบ้านหรือ” ปิแอร์ถามบักเคน ท้องฟ้าเมฆดำมืด ฟ้าแลบเป็นระยะ สักพัก ลูกเห็บยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ขนาดของลูกเห็บขนาดใหญ่โต ปิแอร์ และบักเคน ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ลูกเห็บบางลูกขนาดโตเท่ากับผลส้ม ตกกระหน่ำบักเคนกับปิแอร์ ต้องรีบนำรถม้าไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ม้าเคราะห์ร้ายถูกลูกเห็บยักษ์หล่นใส่หัวเสียชีวิตทั้งสองตัว บักเคนและปิแอร์ต้องรีบหลบใต้ท้องรถม้า ลูกเห็บตกยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง จากอากาศร้อน

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (39)

ปิแอร์และบักเคนต้องเดินด้วยเท้าเพื่อเข้าไปหมู่บ้านหาซื้อม้า คู่ใหม่ เพราะม้าเสียชีวิตจากลูกเห็บตกใส่ เส้นทางที่เดินผ่านลูกเห็บหล่นเกลื่อนกระจายไปทั่ว ไร่องุ่นที่พอจะมีผลผลิตถูกทำลายพังยับเยิน ทั้งสองเดินผ่านเห็นม้าถูกลูกเห็บหล่นใส่นอนบาดเจ็บดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด บ้านเรือนหลายหลังพังทลาย มีคนยากจน ที่หลบลูกเห็บไม่ทัน ถูกลูกเห็บหล่นใส่ตายอยู่ข้างถนนหลายศพ เรียงรายเข้าไปในหมู่บ้าน
สภาพหมู่บ้าน บักเคนเห็นแล้วถึงกับหลับตา เพราะทนเห็นภาพสุดเวทนาไม่ได้ บ้านที่เรียงรายอยู่ เหลือแต่ซากกองอิฐ กองดิน บ้านราบพนาเป็นหน้ากลอง ศพเด็กชาย หญิง ทารก ผู้หญิง คนแก่ ตายเกลื่อนเพราะลูกเห็บหล่นใส่ หมู่บ้านจำนวนสี่ห้าร้อยแห่งราบพนาสูญ หลายเมืองประสบภัยวิบัติ
ภาพที่เกิดขึ้นเป็นน่าเวทนาของบักเคนยิ่งนัก บักเคนพูดในใจ “กูไม่น่าทำพิธีแห่นางแมวขอฝนเลย บาปกรรม บาปกรรม พระผู้เป็นเจ้าไม่เคยเห็นฝรั่งรำพิธีแห่นางแมว ทรงรับไม่ได้” ลูกเห็บที่ตกกระหน่ำในประเทศฝรั่งเศส เป็นวงกว้างในหลาย ๆ เมือง ชาวบ้านประสบภัยแล้ง มายาวนานติดต่อกันสองสามปี จู่ ๆ พายุลูกเห็บกลับตกหนัก เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ไร่องุ่น มันฝรั่งเสียหายยับเยิน จู่ ๆ อากาศที่ร้อนกลับหนาวเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที อากาศร้อน ลูกเห็บตก อุณหภูมิลดต่ำฮวบทันที เป็นติดลบ 50 องศา
บริเวณลุ่มน้ำลัวร์เรื่อยไปถึงลุ่มน้ำโรห์น ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของฝรั่งเศส แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง คนยากไร้หนาวตายเกือบยกหมู่บ้าน เนื่องจากอากาศวิปริต ปิแอร์พูดกับบักเคนหลังจากเห็นสภาพหมู่บ้าน คนล้มตายจากลูกเห็บและอากาศเปลี่ยนกะทันหัน จากร้อนมาเป็นติดลบ
“คุณเคนคุณทำพิธีผิดหรือเปล่า ทำให้พระผู้เป็นเจ้าทรงพิโรธ หลังจากแห่นางแมวคุณบอกว่าฝนตก แต่ทำไมกลายเป็นลูกเห็บยักษ์แทน และอากาศเปลี่ยนเร็วมากจากร้อนกลายเป็นหนาว พระเจ้าทรงลงโทษแน่นอน”
“บักเคนรู้สึกผิดที่ทำพิธี แต่แมวที่ใช้ทำพิธีเป็นแมวเปอร์เซีย เลยไม่แน่ใจว่ามันจะผิดพลาดหรือเปล่า แต่ไม่น่านะ แถวบ้านผม ใช้แมวธรรมดาฝนก็ตก จะไปหาแมวถูกตำราไม่ได้” บักเคนตอบปิแอร์
อุณหภูมิ ติดลบ 50 องศา ทำให้แม่น้ำเป็นน้ำแข็งโรงสีข้าวพลังน้ำไม่สามารถทำงานได้ การขนส่งทางเรือเป็นอันหยุดชะงัก อากาศติดลบทำให้ไวน์ที่บ่มไว้ตามถ้ำ ห้องใต้ดิน กลายเป็นน้ำแข็ง แตกร้าว โรงงานบ่มเหล้าองุ่นเสียหายยับเยิน รัฐบาลฝรั่งเศส ต้องแก้ไขปัญหาสร้างโรงสีข้าวด้วยมือขึ้น เพื่อสีข้าว เศรษฐกิจฝรั่งเศสที่ตกต่ำอยู่แล้ว เกิดความปั่นป่วนยิ่งขึ้น ขนมปังเป็นของหายาก ร้านค้าขนมปังต้องจ้างยามมาเฝ้าร้านเพราะกลัวโดนปล้น ผู้คนเริ่มโกรธแค้นทางการ มีการปลุกระดมเกือบทุกหัวเมือง เรื่องที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้า บางเมืองไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น บอกว่าขาดแคลนงบประมาณ งบกลางไม่เหลือ ไม่มีใครให้กู้
“ท่านจะรับเด็กนั่งดริ๊งก์ไหม หน้าตาดีนะ เพิ่งมาทำงานที่นี่วันแรกสองคน ผมสอบถามเป็นพี่น้องฝาแฝด ที่บ้านไม่มีอาหารเหลือ จึงต้องเดินทางมาสมัครทำงานที่นี่ เพื่อหาเงินไปดูแลพ่อ ที่ป่วยที่บ้าน”
กัปตันบอกขุนนางจากราชสำนักที่เพิ่งมาเที่ยวที่ร้าน
“น่าสนใจ ไหนเรียกมานั่งสักสองสามคนหน่อย” ขุนนางบอกกัปตัน
“บ๋อยไปเรียกน้อง ๆ บริการท่านหน่อยซิ เอาคอนยัคมาเพิ่มด้วย” เสียงกัปตันร้องสั่งบ๋อยในร้าน
“กัปตันได้ข่าวว่าก่อนที่จะเปิดร้าน เป็นนักเดินเรือไปมาแล้วทั่วโลกใช่ไหม” ขุนนางถามกัปตัน
“กัปตันเอาเหล้าสักแก้วไหม”
ขุนนางถามกัปตัน “ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ” กัปตันปฏิเสธ
“เอาน่าข้าบอกให้ดื่มก็ต้องดื่มอย่าขัดใจ” กัปตันเลยจำใจต้องยอมดื่มเหล้ากับขุนนาง
แก้วแรกก็เกรงใจ หลังจากชนแก้วหลายแก้วเข้าชักติดลม พอเหล้าเข้าปาก กัปตันเริ่มส่งเสียงดังตามนิสัยเดิม เริ่มคุยว่าเดินทางไปผจญภัยเจอมนุษย์กินคน แต่สามารถสยบมนุษย์กินคนได้ เจอวัตถุลึกลับลอยอยู่กลางอากาศ เพื่อนต่างแดนจากสยาม บอกว่าเป็นเครื่องบินไอพ่นมาเลเซียแอร์ไลน์ บินผ่านเหนือหัวและก็เกิดไฟลุกไหม้กลางอากาศ
ตนเองเห็นคนจากต่างแดนลอยคออยู่บนแผ่นเหล็กสีขาว มีลักษณะเบา เลยได้ช่วยชีวิตหนุ่มสยามที่เป็นอัจฉริยะไว้ หนุ่มคนนี้ได้แนะนำให้เปิดบาร์อโกโก้ ทำอาหารพิสดารที่ตนเองก็ไม่เคยทานมาก่อน สอนคนป่าหาน้ำผึ้ง ความรู้คุณเคนมากมาย ล้วนแปลกใหม่ ผมทึ่งมาก” กัปตันโม้ไปเรื่อย
“แล้วหนุ่มที่กัปตันบอกอยู่ไหน ข้าชักสนใจอยากรู้จัก”
ไม่อยู่ไปกับปิแอร์ลูกเรือข้า ไปหาโรแบสปิแยร์ พ่อของปิแอร์” กัปตันบอกขุนนาง
“ถ้าคนที่คุณเล่ากลับมาที่ร้าน ให้บอกด้วยว่าข้าให้ไปพบที่พระราชวังแวร์ซายส์พร้อมกับเจ้า ข้าจะแนะนำเจ้าให้กับเพื่อนสนิทข้าที่เป็นขุนนางฝ่ายเก็บภาษีอากร ให้อนุญาตเจ้าเปิดบาร์อโกโก้ ในปารีส ข้าจะได้ไปทานบ่อย ๆ ข้าว่าขุนนางและเศรษฐีในปารีสต้องแห่มาเที่ยวแน่นอน เพราะมันไม่เคยมีในปารีส ว่าแล้วขุนนาง ก็หยิบนามบัตรบอกตำแหน่งขุนนางคนสนิทของพระนางมารีอังตัวเนต ให้กัปตันเพื่ออำนวยความสะดวกเวลาทหารตรวจตรา
“บ้านเมืองลุกเป็นไฟจากภัยธรรมชาติ ลูกเห็บตกหนักในหลายเมือง บ้านเรือนของชาวบ้านพังทลาย ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส ฉันเลยเรียกประชุมกันเป็นวาระเร่งด่วนมากต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใครมีอะไรจะเสนอไหม
กอสเซียนี่ที่ห้า “ได้เสนอแนวคิด ข้าคิดว่าให้โรงพิมพ์ในปารีส ออกใบปลิวเขียนข่าวลือโจมตีขุนนาง พวกชนชั้นสูง ราชสำนัก เป็นใบปลิว (Libelles) และให้วาดภาพล้อเลียนพระนางมารีอังตัวเนต เป็นหญิงร่างใหญ่ เพื่อสร้างกระแสความเกลียดชังให้ชาวบ้าน”
“ดีมาก ไปจัดการให้โรงพิมพ์ทั่วปารีสและตามเมืองใหญ่ออกใบปลิวโจมตี ขุนนาง นักบวช ราชสำนัก เงินทองจ่ายได้ไม่อั้น เงินมีผู้บริจาคให้กับสมาคมของเรา บางส่วนจากต่างแดนจากดินแดนโลกใหม่ที่สนับสนุนการล้มล้างระบอบการปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส บางส่วนจากอังกฤษคู่แค้นสงคราม เงินมากพอที่จะขับเคลื่อนมวลชนทั่วประเทศฝรั่งเศส”
โซฟีหัวหน้าขบวนการสมาคมลับฟรีเมสันประจำเขต ชองกาลีเซ่ หลังจากใบปลิวถูกปล่อยโจมตีขุนนาง นักบวช ราชสำนัก แผ่นใบปลิว แทรกแนวคิดสัญญาประชาคม แนวคิดของ รุซโซ่ วอแตร์ ออกมามากมาย
โรงพิมพ์ทั่วปารีสได้รับการว่าจ้างให้พิมพ์ใบปลิวมากมายมหาศาล ประชาชนระดับล่างได้อ่านแนวคิดของพวกเสรีนิยม สมาคมลับฟรีเมสัน แทบทุกวัน ธุรกิจโรงพิมพ์เฟื่องฟู สวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำ หลายคนมีรายได้จากการรับจ้างแอบเอาใบปลิไปเสียบไว้ตามบ้านตามชุมชนทั่วปารีส

บักเคนทะลุมิติ ตอนที่ (40)

กัปตันดื่มเหล้ากับขุนนางชั้นสูงหมดเหล้าหลายแก้ว ความเมาเพิ่มดีกรีความโม้ยิ่งกว่านักมวยจอมโม้ของไทย ขึ้นไปอีก
“ท่านรู้ไหม ตอนที่ไปสำรวจเกาะ ตอนเรือชนหินโสโครก ข้าได้ช่วยชีวิตบุตรชายเจ้าหัวหน้าเกาะเอาไว้ เขาได้ให้เพชร บลูไดมอนด์แก่ข้า และข้าก็ไปให้เพื่อนสนิทที่เปิดร้านเจียรนัยเพชรที่ ลูเซินร์น (Luzern) เจียรนัยเพชรให้ ข้ามั่นใจว่า มีอยู่เม็ดเดียว และสวยที่สุดในโลก”
“อะไรนะเพชรบลูไดมอนด์ มีด้วยหรือข้าไม่เคยได้ยิน ไม่ใช่พลอยหรือ ข้าว่าเจ้าเมาแล้วโม้ พูดไปเรื่อย ถ้ามีเจ้าทำไม่ไม่ขายแล้วเอาเงินทองเก็บไว้ ต้องมาลงทุนทำบาร์อโกโก้ทำไม” ขุนนางได้พูดกับกัปตัน
ถ้ามีจริงจะขายบอกข้า ข้าจะไปทูลองค์ราชินีให้รับซื้อเพชรของเจ้า
“ไม่นะท่าน อย่าบอกใคร ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกันนะ เอ้าชนแก้ว” กัปตันกลบเกลื่อนเรื่องที่ตนเองโม้โดยชวนขุนนาง ชนแก้ว
การพูดคุยสนทนาของขุนนางกับกัปตันเป็นเรื่องสัพเพเหระ ส่วนมากเป็นเรื่องใต้สะดือซะมากกว่า มากกว่าจะพูดถึงสถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสที่กำลังวุ่นวาย ขบวนการฟรีเมสันได้ปล่อยข่าวลือด้วยการจ้างพ่อค้าเร่ (Colporteur) ที่ไปจำหน่ายสินค้าตามเมืองต่าง ๆ เอาปลิวใบไปแจกกับพ่อค้าเร่คนอื่น ๆ เป็นทอด ๆ จนทั่วฝรั่งเศสและใบปลิวส่วนหนึ่งก็พิมพ์ที่เนเธอร์แลนด์และสวิสเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม จนถึงสเปน
พ่อค้าเร่ทำให้ใบปลิว แจกจ่ายทั่วฝรั่งเศสและกลยุทธ์ลูกโซ่วางไว้หน้าบ้านชาวบ้านเป็นปึก ใครได้อ่านใบปลิวแล้วให้แจกจ่ายต่อเพื่อนบ้านอีก 19 คนจะโชคดี ภายใน 10 วัน ถ้าไม่แจกจ่ายจะตายภายใน 3 วัน ทำให้ใบปลิวที่พิมพ์มาเป็นปึกใหญ่ถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่ได้อ่านใบปลิวแล้วเกรงกลัว รีบแจกจ่ายเพื่อนบ้านไปทั่ว และบางส่วนก็มาวางไว้หน้าบาร์ด้วย
แต่กัปตันให้นำไปทิ้งเสียไม่แจกจ่ายต่อเสียบรรยากาศของร้าน ข่าวลือแพร่สะพัดทั่วชุมชนว่าคนอ่านใบปลิวแล้วไม่เชื่อ ไม่ยอมแจกจ่ายต่อ ได้เสียชีวิตหลายคน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตายจากโรคระบาดมากกว่า ในชุมชนเมืองใกล้ท่าเรือมาเซย์ กัปตันพยายามพูดให้ขุนนางลืมเรื่องเพชรบลูไดมอนด์ และคิดว่าขุนนางคงไม่เชื่อคิดว่าตนเองพูดโม้ คนใช้ในร้านง่วงนอนมาก ขณะเดียวกันก็บ่นพึมพำ มันมีเรื่องคุยอะไรกันนักหนา ได้เวลาหลับนอนก็ไม่นอน โต๊ะสุดท้ายคุยกันไม่เลิก ตนเองต้องคอยเติมน้ำมันจากไขปลาวาฬเพื่อให้เทียนได้ส่องสว่างเกือบรุ่งสาง
บาร์ได้ปิดตั้งนานมีแต่คนใช้นั่งบ่นเป็นหมีกินผึ้ง หลังจากเมาเละเทะทั้งกัปตันและขุนนาง “ข้าว่าได้เวลานอนแล้วนะ เดี๋ยวต้องกลับก่อน ก่อนกลับมีอะไรทานรองท้องก่อนไหม” ขุนนางถามกัปตัน
กัปตันได้ตอบว่า “ครัวปิดแล้ว มีแต่เหล้ากับถั่วทอด” ขุนนางเลยเดินออกไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าร้าน คนขับรถได้นอนหลับ บนรถม้าเพราะรอขุนนางดื่มเหล้ากับกัปตันไม่ไหว กัปตันได้เดินสะเงาะสะแงะไปส่งขุนนางขึ้นรถม้า และเสียงไก่ขัน ก็ดังขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นไก่ตัวผู้ตัวสุดท้ายของชุมชนนี้ที่รอดจากการถูกเชือดเป็นอาหาร เนื่องจากความอดอยาก เพราะชาวบ้านได้อาศัยเสียงไก่ขันบอกเวลาใกล้ย่ำรุ่งแล้ว กัปตันหลังจากส่งขุนนางขึ้นรถม้าก็ได้ขึ้นไปพักผ่อน โดยไม่รู้ความเมาได้สร้างความวิบัติให้กับตนเอง
เกือบบ่ายขุนนางตื่นนอนและได้นึกทบทวนถึงเรื่องที่พูดคุยกับเจ้าของร้านที่เป็นกัปตันเดินเรือมาก่อนสิ่งที่พูดคุยกันเมื่อคืน ขุนนางเชื่อว่าเป็นความจริงเพราะเพชรบลูไดมอนด์ไม่มีในฝรั่งเศสแน่นอน เพราะไม่มีเหมืองเพชร แต่กัปตันเป็นพ่อค้าได้เดินทางไปทั่ว ไปยังดินแดนด้อยอารยธรรม แต่ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ คงจะได้เพชรบลูไดมอนด์มาจริง ถ้าไปกราบทูลพระนางมารีอังตัวเนต คงจะดีพระทัยไม่น้อยอาจจะได้รางวัลหรือได้เลื่อนตำแหน่ง คิดแล้วก็เรียกคนขับรถม้ามาหา
“มาร์ติน เจ้าจงไปที่จวนเจ้าเมืองมาเซย์ บอกว่าข้า เอ็มมาโรเอล โจเซฟ ซิเอแนส (Emmanuel Joseph Sieyes) สั่งให้คนไปสืบข่าวที่เมืองลูเซินร์น ร้านแถวสะพานชาเพล มีคนมาจ้างเจียรนัยเพชรบลูไดมอนด์จริงไหม ถ้ามันไม่ตอบก็จัดการทรมานให้ได้ความจริงแล้วแจ้งข้าด่วน”
คนขับรถม้าก็ได้เดินทางไปยังจวนเจ้าเมืองเพื่อนำคำสั่ง ของ เอ็มมาโรเอล ไปบอกเจ้าเมือง ซึ่งเจ้าเมืองพอได้ยินเรื่องราวก็รีบส่งม้าเร็วไปสืบข่าวโดยด่วนเพื่อไปรายงานขุนนาง
บักเคนและปิแอร์เดินทางด้วยเท้ารอนแรมมาหลายสัปดาห์ ก็ถึงบ้านของปิแอร์ เมื่อถึงบ้านโรเบสปิแยร์ ได้ออกมาต้อนรับบุตรชายด้วยความดีใจ ที่บุตรจากบ้านไปนานไปหาความหมายให้กับชีวิต วันนี้กลับถึงบ้านต้องเลี้ยงฉลองรับบุตรชายและเพื่อนจากแดนไกล โดยงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายยามค่ำได้เชิญเพื่อนบ้าน มาร่วมงาน และได้ข่าวว่ามีคณะยิปซีเร่ร่อนจากอาหรับเต้นระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ได้เดินทางมาถึงอาราสเพื่อเปิดการแสดงที่หอประชุมประจำเมือง จึงได้ให้คนขับรถม้า ไปจ้างมาแสดงงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชาย
การเต้นระบำหน้าท้องเป็นศิลปะการเต้นรำที่เชื่อกันว่าเก่าแก่มากกว่า 6,000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บักเคนพอได้ยินงานเลี้ยงต้อนรับปิแอร์มีการแสดงเต้นระบำหน้าท้อง ก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยดูมาก่อน เคยเห็น แต่ในหนัง ส่วนมากจะได้ดูแต่หมอลำซิ่ง
การเต้นระบำหน้าท้องสัมพันธ์กับวัฒนธรรมบูชาพระแม่ ผู้เป็นแหล่งที่มาของพลังชีวิต และมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ เอื้อให้การคลอดลูกเป็นไปโดยสวัสดิภาพ จึงเป็นการร่ายรำที่เน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อท้องและสะโพก ช่วยให้นางรำมีร่างกายแข็งแรง การเต้นระบำหน้าท้อง มีเต้นกันอยู่ในชนเผ่ายิปซีที่กระจัดกระจายอยู่ในแถบทะเลทรายซาฮารา ในประเทศอาหรับ แถบตะวันออกกลาง ในประเทศตุรกี ในประเทศอิยิปต์ ตูนีเซีย มอรอคโค แถบแอฟริกาเหนือ ในประเทศรัสเซีย ยูเครน ท่าเต้นระบำหน้าท้อง และเสื้อผ้าของนักเต้นระบำหน้าท้อง จะไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ คล้ายกับสำเนียงภาษา และอาหาร การทาน
ท่าเต้นหลักจะเป็นแนวเดียวกัน คือ ใช้มือแขนร่ายรำ หน้าท้องจะถูกเต้นเป็นลอนคลื่น สะโพกจะส่ายเคลื่อนไหวส่วนเสื้อผ้า ก็มีสไตล์ที่คล้ายกัน คือ เน้นสะโพก ซึ่งอาจแต่งด้วยแถบผ้าสี ลูกปัด หรือเหรียญโลหะเย็บติดเป็นแถว เวลาส่ายจะได้เกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเข้ากับเสียงดนตรี บางคนเชื่อว่าแถบผ้า ติดเหรียญนี้ เป็นวิธีเก็บสตางค์ไว้กับตัวของหญิงสาวนางระบำ เผ่ายิปซีเร่ร่อนระหว่างเดินทางเต้นรำหาเงิน
สำหรับผ้าคลุม (VEIL) ของผู้หญิงในดินแดนอาหรับและ เมดิเตอร์เรเนียน มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าศาสนาคริสต์และอิสลาม มีความเกี่ยวพันกับความศักดิ์สิทธิ์และปกป้องพลังสร้างสรรค์ของพระแม่ เชื่อกันว่าเดิมเป็นเครื่องแต่งกายของนักบวชและหญิงสูงศักดิ์ มองในแง่สภาพแวดล้อม ผ้าคลุมเป็นสิ่งจำเป็นในพื้นที่แดดจ้า ฝุ่นคลุ้ง เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนของถิ่นทะเลทราย ชนเผ่าต่าง ๆ จึงห่มผ้าคลุมเป็นปกติ และสามารถดึงออกมาใช้เต้นรำ ในยามรื่นเริง ปัจจุบัน นักเต้นระบำหน้าท้อง ก็ยังคงใช้ผ้าคลุมประกอบการร่ายรำ เพื่อสร้างบรรยากาศลึกลับและอารมณ์พลิ้วไหว