บักเคนทะลุมิติตอนที่ 135-136

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (135)

บักเคนนั่งมองเรือล่องแม่น้ำไนล์หลังจากเรือออกจากเมือง

อเล็กซานเดรีย สภาพแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนไป จากความแห้งแล้งสีน้ำตาลไหม้  เริ่มมีนาข้าวใบข้าวสีเขียวสดใส ท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆขาวลอยฟ่อง เหยี่ยวบินร่อนบนท้องฟ้า ตามเรือ มาเรื่อย ๆ ฝูงควายน้ำที่ลงอาบน้ำในลุ่มน้ำไนล์ บักเคนมองเห็นชาวนาอียิปต์ กำลังไถนาด้วยควาย ทำให้บักเคนยิ่งคิดถึงบ้าน บักเคนนึกแปลกใจอียิปต์ก็ใช้ควายไถนาเหมือนประเทศไทย

แต่เมืองไทยมีต้นตาลอยู่ตามปลายนา แต่ที่อียิปต์กับเป็นต้นอินผาลัมสูงต้นชะลูดใบกำลังสะบัดเพราะถูกลม ผลอินผาลัมสีส้มและสีแดง กำลังส่ายไปมาด้วยลมพัด “อา เมืองไทยชัด ๆ ถ้าเป็นต้นตาลนึกว่าล่องเรือตามแม่น้ำมูล” บักเคนพึมพำออกมา บ้านเรือนสีส้มที่ทำด้วยอิฐเริ่มหนาแน่นขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างจากบ้านที่อุบล บ้านเรือนที่อียิปต์จะมีหอคอยยอดแหลมโผล่เหนือหลังคาบ้าน มีเรือแจวผ่านมาหลายลำ เรือบรรทุก กล้วย อ้อย และผักล่องผ่านมาพ่อค้าบนเรือร้องตะโกนขายพืช ผักที่บรรทุกมา  “กล้วยไหม กล้วย อ้อยหวาน ๆจ้าอ้อยหวาน ๆ” ทำให้บักเคนยิ่งคิดถึงบ้าน ถ้าขายไข่ปิ้ง ต้องเป็นอุบลๆ

          “ดูอะไรคุณเคน” เกลแบร์ ถามบักเคน “ผมดูพ่อค้าร้องขายกล้วย อ้อย ทานสักหน่อยไหมคุณเกลแบร์”

          “ไม่ละขอบคุณ ผมกลัวท้องเดิน เห็นแมลงวันแล้วขยะแขยง”

          “ผมไม่นึกว่าที่อียิปต์จะใช้ควายไถนาเหมือนประเทศสยามเลย”

“สยามก็ใช้ควายไถนาเหมือนกันหรือคุณเคน” เกลแบร์ถามบักเคนด้วยความสงสัย

          “ใช่ท่าน เป็นวิถีชีวิตของคนสยามเลยท่านใช้ควายไถนา”

          “ที่อียิปต์ ชาวบ้านเขาจะดื่มน้ำนมควาย นอกเหนือจากนมแพะ และ นมอูฐ” เกลแบร์บอกบักเคน

          “เมืองไทยผมไม่ค่อยเห็นคนดื่มนมควายนอกจากนมวัว อาจจะกลัวไปว่า ถ้าดื่มนมควายมาก ๆ จะฉลาดเหมือนควาย”

          “ฮะฮ้า …ๆๆๆๆ ถ้าคนดื่มนมควายฉลาดเหมือนควายแล้วคนฝรั่งเศสดื่มนมวัว ก็ฉลาดเหมือนวัวซินะคุณเคน”     

          เรือล่องผ่านไป บ้านเรือนเริ่มหนาแน่น สลับกับทุ่งนา และหมู่บ้าน บักเคนไม่นึกว่าล่องเรือแม่น้ำไนล์จะให้บรรยากาศฟิน

ขนาดนี้

          ขณะที่เรือล่องห่างจากหมู่บ้าน เริ่มมองเห็นเป็นผืนทราย สลับกับต้นอินผาลัมเหยี่ยวบินวนเวียน ตามเรือ เสียงยิงปืนดังกึกก้องจากฝั่งแม่น้ำ “ปัง ปัง ปัง ๆๆๆๆ”

          “เกิดอะไรขึ้นท่านเกลแบร์ ผมได้ยินเสียงปืน” เสียงปืนดึงบักเคนกลับมาสู่โลกความเป็นจริง”

          “ผมคิดว่าเราถูกตามด้วยเหยี่ยว น่าจะเป็นพวกเบดูอินที่ใช้เหยี่ยวบินคอยสังเกตการณ์ ผมเห็นมันบินวนเวียนตามเรือเรามา แต่บินสูง  ปืนยิงมันไม่ถูกแน่ ถ้าบินต่ำจะสอยให้ร่วง” เกลแบร์บอกบักเคน

          “ทุกคนเตรียมพร้อม” เสียง นโปเลียนสั่งการ เราอาจจะถูกโจมตี”

          “ใครกล้าจะโจมตีกองเรือนโปเลียน” บักเคนถามด้วยความสงสัย

          “พวกเบดูอินต้องซุ่มโจมตีแน่ มีสัญญานจากเสียงปืนที่ดังขึ้น” นโปเลียนบอกบักเคน

          สักพักชายกลุ่มใหญ่ขี่ม้า ใส่เสื้อสีดำมีผ้าคลุมสีดำปิดใบหน้าเหลือแต่ดวงตา ประมาณ ร้อยกว่าคน ควบม้าตามมาริมฝั่งแม่น้ำ

นโปเลียนใช้กล้องตาเดียว สปายกลาส (Spyglass) ส่องดู “อา พวกโจรเบดูอิน มันคงจะดักปล้นพวกเราตามที่คิด” นโปเลียนบอกทุกคน ให้แจ้งเรือทุกลำ เตรียมพร้อม  แจ้งเรือข้างหน้าและเรือข้างหลัง “ นโปเลียนบอกพลทหารให้ไปส่งสัญญานแจ้งให้ พลเอก บอร์นและร้อยโทลูคัส ให้เตรียมปืนใหญ่พร้อมยิง

          “นั่นเรือของใคร หัวหน้าโจร ร้องตะโกนถามจากฝั่งแม่น้ำ เสียงก้องท้องน้ำ จงหยุดเรือและนำเรือเข้าเทียบฝั่งเดี๋ยวนี้ จะให้มีชีวิตต่อ ถ้าขัดขืนไม่ทำตามฆ่าได้ไม่ละเว้น  พวกข้าต้องการเพียงทรัพย์สินไม่ต้องการชีวิต อย่าคิดต่อสู้”  หัวหน้าโจรเบดูอิน ร้องย้ำ   

           นโปเลียนได้บอกพลปืนใหญ่ ให้ปรับวิถีปืนใหญ่ ให้ได้มุม เล็งไปยัง ฝูงโจรเบดูอิน

 “รอฟังคำสั่งของข้า ถ้าให้สัญญานยิงก็ยิง และบอกทหารทุกคนให้เตรียมดาบปลายปืนให้พร้อม พวกโจรมันอาจจะบุกลงมา ไม่แน่ว่าพวกโจรมันจะมีเรืออยู่ข้างหน้าหรือไม่”

          “ผมคิดว่าไม่นะ พวกโจรเบดูอิน ไปเร็ว มาเร็ว ส่วนมากจะปล้นเมื่อได้ทรัพย์สินก็จะรีบไป” เกลแบร์บอกนโปเลียน

          ผมกลัวมันจะร่วมมือกับพวก มัมลุค เรือของนโปเลียน เรือก็ล่องไปเรื่อย พอพ้นโค้งน้ำ เกลแบร์ นโปเลียน บักเคน ร้องอุทานพร้อมกัน “โอ พระเจ้า”  กองเรือของพวกมัมลุค มันพ้นโค้งน้ำ ใบเรือรูปสามเหลี่ยม เรือของพวกมัมลุค  กำลังใกล้เข้ามา ธงสัญลักษณ์ ของพวกมัมลุค และธงอิสลามโบกสะบัด เรือ พวกมันมากัน 5 ลำ

“ทหารทุกคนเตรียมพร้อมประจัญบาน ให้แจ้งเรือข้างหน้าชะลอ เพื่อ เรียงแถวหน้ากระดาน “ เสียงนโปเลียนได้ตะโกนสั่งเรือ ทั้งสองลำ

แปรขบวน เรียงหน้ากระดาน “บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ บึ้มๆ” ปืนใหญ่ของพวกมัมลุคได้เริ่มเปิดฉากยิง กระสุนปืนใหญ่ตกใส่น้ำ น้ำในแม่น้ำถูกกระสุนปืนใหญ่พุ่งสูงเหมือนกับน้ำพุ พร้อมคลื่นในน้ำกระเพื่อมเข้าหาฝั่ง  

 เรือทุกลำยิง “บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ บึ้มๆ” กระสุนปืนใหญ่จากเรือ

นโปเลียนยิงถูกเรือของพวกมัมลุค บึ้มๆ ควันโขมงขึ้นบนเรือ ทหารบนเรือมัมลุค กระโดดลงแม่น้ำ ตู๊ม ตู๊มๆๆ  ทหารบนเรือที่ถูกยิง แย่งกันกระโดดลงน้ำ เรือจะจมแล้ว เสียงร้องตะโกนโหวกเหวก

“ปัง ปัง ปัง ๆๆๆๆ” ปืนยาวของเผ่าเบดูอิน ระดมยิงไปยังเรือนโปเลียน เนื่องจากแม่น้ำไนล์ช่วงนี้กว้าง กระสุนปืนยาว ยิงไม่ค่อยรุนแรง ก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากมายนัก

โจรเบดูอิน รีบลงจากม้า และวิ่งมายังตลิ่ง พวกเบดูอิน ได้เอาเรือพายหลายลำที่เตรียมเอาไว้  โจรหลายสิบคนรีบขึ้นเรือและพายตรงไปยังเรือทั้งสามลำของนโปเลียน “ดูนั่น พวกเบดูอิน มันใช้เรือพาย กำลังพายจากฝั่งตรงมาที่เรือ  “ทหารยิง” บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ บึ้มๆ ปืนใหญ่กราบเรือได้ระดมยิงเรือพายของโจรเบดูอิน เรือพายหลายลำ ถูกปืนใหญ่ แม่นเหมือนกับผีจับยัด เรือพายถูกกระสุนปืนใหญ่ แตกกระจาย ทหารที่ถูกปืนใหญ่กระเด็นตกจากเรือ ร่างแหลกเหลว เรือพายหลายลำ ที่พ้นกระสุนปืนใหญ่ตกใส่ก็เจอคลื่นพลิกคว่ำ เหล่าโจรที่พายเรือ รีบว่ายน้ำเข้าฝั่ง แต่ก็มีหลายคนพยายามว่ายมายังเรือรบของนโปเลียน และร้อยโทลูคัส แต่ถูกทหารบนเรือใช้ปืนยาวระดมยิง เลือดแดงฉาน

          “บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ” ปืนใหญ่จากเรือของพลเอก บอร์น ยิงถูกเรือของมัลลุคจมแม่น้ำไนล์อีก สองลำ “อ๊าคซ์ โอ๊ย ๆ” เสียงร้องตะโกนของทหารบนเรือมัลลุค ที่ถูกยิงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด หลายคนกระโดดลงแม่น้ำ  ทหารบนเรือพลเอก บอร์น เรือนโปเลียนได้ระดมยิงปืนยาวใส่ทหารที่กระโดดลงน้ำ “ปัง ปัง ปัง ๆๆๆ ปัง” โอ๊ย แล้วศพทหารมัลลุค ที่ถูกยิงค่อยจมลงก้นแม่น้ำ 

          โจรเบดูอินรีบควบม้าตามกองเรือของนโปเลียน แต่เมื่อเห็นเพื่อนที่ลงเรือถูกยิงจมน้ำตายหมด เหล่าโจรก็ถอดใจ ควบม้าจากไป

          “พวกเราถอย โอกาสหน้ายังมีอีก ไป” เหล่าโจรเบดูอิน รีบควบม้าลับหายไป พร้อมกับเหยี่ยวบนท้องฟ้า ก็บินตามฝูงม้าของโจร

*********************************************

บักเคนทะลุมิติ  ตอนที่  (136)

          เรือของทหารมัลลุค ที่เหลือเพียงสองลำ ได้ระดมยิง “บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ” ควันขาวลอยโขมงเต็มท้องฟ้า กระสุนปืนใหญ่ ตกใส่น้ำ ข้างกราบเรือของนโปเลียน และพลเอก บอร์น ส่วนเรือของร้อยโทลูคัส ได้ระดมยิงเรือของมัลลุค กระสุนปืนใหญ่ถูกเสาใบเรือและธงหักลงน้ำ “บึ้ม บึ้ม ๆๆๆๆ”

          “มุมซ้ายสามสิบองศา ยิงได้” นโปเลียนได้สั่งพลปืนใหญ่ให้ปรับมุมและจุดชนวนยิงกระสุนปืนใหญ่ถูกเรือของมัลลุค จมไปอีกลำ ทหารบนเรือที่รอดชีวิตกระโดดลงน้ำ ถูกทหารบนเรือใช้ปืนยามระดมยิง จมน้ำตายหลายศพ ส่วนที่เหลือ รีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งหลายสิบคน เป็นความสูญเสียของ มัลลุค เหลือเรือเพียงหนึ่งลำ ลอยอยู่กลางน้ำและยกธงขาวยอมแพ้ พลเอกบอร์น ตัดสินใจนำเรือเข้าเทียบและจัดการทหารมัลลุคที่ยอมแพ้ด้วยการฆ่าทิ้งทั้งหมด เพราะไม่ต้องการเป็นภาระในการนำเชลยขึ้นเรือ หรือจะให้ทหารเชลยเดินทางบนบก ก็จะไม่สะดวกและเป็นภาระเรื่องเสบียงที่ต้องให้เลี้ยงเชลย

          กองเรือของนโปเลียนได้เดินทางถึงไคโร ศึกทางเรือทหาร

นโปเลียนไม่มีความสูญเสียแต่ประการใด ประสบชัยชนะในการรบอย่างงดงาม มีเพียงตราบาป ที่ฆ่าคนที่ยอมแพ้ตกเป็นเชลย ซึ่งผิดกฎของการทำศึกที่จะไม่ฆ่าผู้ที่ยอมแพ้ แต่ใครจะรู้ ถึงรู้จะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใคร เพราะสงครามคือการทำลายล้างแม้ไม่มีความอาฆาตต่อกัน หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผลของสงครามมีแต่ความสูญเสีย

          เรือของนโปเลียนได้เทียบท่า กองดุริยางค์ได้บรรเลงเพลง ลามาร์แซแยซ  (La Marsellaise) เพลงเราจะทำตามสัญญา  พลเอกกาลีเบอร์ ได้มารอต้อนรับ พร้อมกับนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักชีวิทยา ทุกคนโบกมือต้อนรับนโปเลียนอย่างยิ่งใหญ่ เป็นความก้าวหน้าของการใช้โทรเลขที่วางสายโทรเลขจากอ่าวอาบูกีร์   ไปยังเมืองอเล็กซานเดรีย และไคโร เป็นการทุ่มทุนวางสายโทรเลขของนโปเลียนเพื่อใช้ในการสงคราม การติดต่อสื่อสารสะดวกรวดเร็ว ทำให้ทราบข่าวสารด้วยความรวดเร็ว

**************************************

ที่จวน ว่าการ สุลต่าน ทิปโพ ได้มารอพบ นโปเลียน  “นะมัสสะเต ท่านนโปเลียน  ขอให้ท่านมีความสุข พระนารายณ์จะคุ้มครองท่านตลอดไป”

“นี่คือท่านเกลแบร์ตัวแทนของฝรั่งเศส” นโปเลียนแนะนำเกลแบร์ให้สุลต่าน ทิปโพ

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักท่านสุลต่าน”

“ข้าก็ยินดีท่านเกลแบร์”

“ขอบคุณท่านสุลต่าน ผมยินดีที่ท่านสุลต่านเดินทางจากไมซอร์มาเจรจากับผม เรื่องการเดินทาง มีปัญหาอะไรไหมท่าน” นโปเลียนสอบถามสุลต่าน ทิปโพ”

“มาทางเรือในทะเล และต่อด้วยเดินทางด้วยอูฐผ่านทะเลทรายระหว่างก็โดนโจรเบดูอินใส่ชุดเสื้อคลุมสีขาวปิดหน้าได้ดักปล้นแต่ถูกกองทหารที่ติดตามข้าขับไล่หนีไป การเดินทางในทะเลทรายมีความยากลำบากมาก กลางวันต้องหลบร้อนตามหลุมที่มีหลืบหิน จะเดินทางได้ในช่วงเช้า สายก็หยุดพัก และเดินทางต่อในช่วงเย็นและกลางคืนอาศัยดาวเหนือเป็นเครื่องนำทาง การเดินทางช่วงกลางคืนจะหนาวเย็นมาก

ต้องหาโอเอซิสกลางทะเลทรายเพื่อเติมน้ำ ข้าโชคดีที่คนนำทาง ชำนาญเส้นทาง เพราะเป็นเขาคนนำขบวนคาราวานพ่อค้านำเครื่องเทศและผ้าไหมจากตะวันออกไกลมายังอียิปต์และดินแดนบริเวณนี้

“ต้องลำบากท่านสุลต่านมากแล้ว” นโปเลียนได้บอกกับสุลต่าน

“ไม่เป็นไรท่าน ก็ยินดีที่ท่าน นโปเลียนให้เกียรติข้าเข้าพบ ที่เดินทางรอนแรมมากเพราะเรามีศัตรูร่วมกันคืออังกฤษ เพราะอังกฤษกำลังขยายอำนาจจะยึดอินเดีย ข้าจึงอยากจะเป็นพันธมิตรกับท่านนโปเลียน อยากให้ท่านนโปเลียนส่งกองทหารไปช่วยข้ารบกับอังกฤษ

“ด้วยความยินดีท่านสุลต่าน ไว้เราค่อยหารือในรายละเอียดมากกว่านี้ วันที่ผมประชุมหารืออยากเชิญท่านเข้าร่วมประชุมด้วย”

          “ด้วยความยินดีท่านนโปเลียน”

“ท่านสุลต่าน ท่านสนใจจะให้ทหารหญิงของผมไปรับใช้ท่านสักสองสามคนดีไหม”

          “ฮัดชา ท่านนโปเลียนว่าอย่างไร ท่านมีทหารหญิงในกองทัพด้วยหรือท่าน นับว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ยิ่งนัก ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ทหารหญิงของท่าน รับสมัครอย่างไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ข้าชักสนใจขึ้นมาแล้ว เพราะในวังข้านอกจากนางสนม และ คนใช้ เอวบางอยู่ๆ ไปเอวก็หนา พวกนางเอาแต่ดื่มนมและทานอาหาร

ว่างๆ พวกนางไม่มีอะไรทำก็ร้องเพลงวิ่งไปรอบต้นไม้ ข้าละปวดหัว”

“ฮะฮ้า … ตลกดีนะท่านสุลต่าน… คนรับใช้เข้ามาเอวบางอยู่ไปเอวหนา มันเกิดอะไรขึ้น”  นโปเลียนส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ

          “เกือบลืม ท่านสุลต่าน ผมขอแนะนำ เพื่อนจากสยามที่เดินทางมาอียิปต์ด้วยกัน ชื่อคุณเคน”

          “สวัสดีครับท่านสุลต่าน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักท่านสุลต่าน ทิปโพ”

          “ยินดีที่ได้รู้จักคุณเคน คุณเคนเป็นคนสยาม มาจาก ที่ไหนของสยาม เพราะที่สยามทางไมซอร์ไม่เคยมีการค้า หรือการทูตกับทางสยามมาก่อน  ที่สยามสภาพอากาศเป็นอย่างไร เหมือนกับที่อียิปต์ไหม” สุลต่านถามบักเคน

“ไม่นะท่านสยามอากาศเย็นสบายป่าไม้เขียว ไม่มีทะเลทราย และอากาศไม่ร้อนเท่าอียิปต์” บักเคนตอบ ท่านสุลต่าน

“คุณเคนถ้ามีโอกาสก็เดินทางไปที่เมืองข้านะ จะต้อนรับให้ยิ่งใหญ่เลย

“ท่านนโปเลียน ข้าสนใจทหารหญิงของท่าน ท่านรับสมัครอย่างไร”

“ก็ไม่มีอะไรมาก เพื่อช่วยเหลือ หญิงม่าย สามีที่เป็นทหารไปรบเสียชีวิต พวกนางไม่มีรายได้ ส่วนมากจะไปขายตัวเป็นทาส และบางส่วนก็เป็นโสเภณี  เศรษฐกิจฝรั่งเศสก็ตกต่ำ ผมเลยรับสมัครหญิงที่เป็นแม่ม่าย หญิงที่เป็นโสเภณี ที่สนจะมารับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารพอประกาศรับสมัคร 500 คนมาสมัคร กว่าห้าพันคน”

“ฮัดชา ช่างน่าสงสารพวกนางยิ่งนัก แล้วท่านทำอย่างไรเมื่อมาสมัคร ห้าพันคน”

“ผมก็คัดออกโดยทำการทดสอบร่างกายและฝึกทหารใครผ่านก็รับเป็นทหาร ส่วนที่ไม่ผ่านก็คอยปีหน้าจะเปิดรับสมัครใหม่ๆ เมื่อพวกนางผ่านการฝึก 6 เดือนเป็นทหารก็จะได้รับเงินมัดจำตั้งแต่ผ่านการคัดเลือก เพื่อให้นำเงินไปเลี้ยงดูครอบครัว”  นโปเลียนตอบ สุลต่าน

“น่าสนใจ ที่ท่านให้มารับใช้ หมายความว่าพวกนางสามารถร่วมหลับนอนกับข้าด้วยใช่ไหม”

“แล้วแต่พวกนางสมัครใจ ผมจะให้ท่านสุลต่านมาคัดเลือกทหารหญิงที่ร่วมเดินทางมากับท่านเกลแบร์ 400 คนให้ท่านคัดเลือก”

“วิเศษอย่างยิ่ง แล้วข้าสามารถนำพวกนางกลับไปไมซอร์ด้วยได้ไหม”

“แล้วแต่ความสมัครใจของพวกนาง ผมไม่บังคับ ถ้าท่านสุลต่านมีฝีมือ พวกนางอาจจะยอมตามท่านสุลต่านไปครับ”